Saturday, 4 February 2023
NEWS

“เมฆ วินัย”โพสต์ซึ้งถึง“เอ๋” ภรรยาคู่ชีวิต “ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกัน แม้ในวันที่ป่วยหนัก”

เป็นอีกหนึ่งสามีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่คอยดูแลกันทั้งในยามสุขและทุกข์จริง ๆ สำหรับนักแสดงมากฝีมือ “เมฆ วินัย ไกรบุตร” หรือ “เมฆ หัสนัย ไกรบุตร” และภรรยาคู่ชีวิต “เอ๋ อรชัญญาช์” และแม้ว่าตอนนี้ “เมฆ” จะป่วยด้วยโรคตุ่มน้ำพองที่ต้องรักษามานานกว่า 3 ปี

แถมยังไม่สามารถกลับไปทำงานในวงการบันเทิงได้เหมือนเดิมเนื่องจากปัญหาสุขภาพและการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่ “เอ๋” ภรรยาของ “เมฆ” ก็ยังคงอยู่เคียงข้าง คอยดูแลและเติมกำลังใจให้สามีอยู่ไม่ห่าง โดยไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งกันไปไหน ล่าสุด “เมฆ” ได้แชร์โมเมนต์เจ้าตัวบรรจงหอมหน้าผากภรรยาด้วยความรัก พร้อมข้อความสุดซึ้งตตอบแทนความรักที่ภรรยามีให้ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @winaikraibutr

เลิกขี้เกียจ และรักตัวเอง แล้วชีวิตจะดีขึ้น

อ่านแล้วจำไปปฏิบัติ 20 นิสัยเล็กน้อย เปลี่ยนคุณให้สำเร็จตลอดชีวิต 

การนั่งสมาธิ มันสำคัญนะ!! ฝึกให้เป็นนิสัยก็ไม่เสียหาย แถมสมองดีอีก

ใคร ๆ ก็อยากมีความจำดีกันทั้งนั้น แต่จะมีกี่คนที่รู้ถึงวิธีพัฒนาความจำ และนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องจริงๆ กันล่ะ ก่อนที่จะรู้ถึงเคล็ดลับความจำดี มาทำความรู้จักกับโครงสร้างความจำของมนุษย์กันก่อน

7 แนวคิดดีๆ ก่อนคิดจะเริ่มทำธุรกิจ ลดต้นทุน ลดความสูญเปล่า ได้ประหยัด อีกทั้งตอบสนองลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

 1. ความสูญเสียที่เกิดจากการผลิตมากเกินไป (Overproduction) จะเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการ และเตรียมพร้อมในตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการผลิตสินค้ามากกว่าที่ลูกค้าต้องการและการผลิตสินค้าก่อนความต้องการ อันทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ แรงงาน ค่าจัดเก็บสินค้า บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ลูกค้าต้องการพรมขนาด 3000 ตารางเมตร แต่ฝ่ายผลิตผลิตพรมขนาด 3200 ตารางเมตร ถือเป็นความสูญเปล่า เนื่องจากเป็นการใช้ต้นทุนก่อนเวลาที่จำเป็น ทั้งนี้มาจากแนวความคิดเดิมที่ว่า “แต่ละขั้นตอนจะต้องผลิตงานออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุดในแต่ละครั้ง” โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะก่อให้เกิดงานระหว่างกระบวนการผลิต (Work in process, WIP) เป็นจำนวนมาก และทำให้กระบวนการผลิตขาดความยืดหยุ่น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วฝ่ายผลิตควรใช้หลักการผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT) จะเหมาะสมมากกว่า

    2. ความสูญเสียที่เกิดจากการรอคอย (Waste of Waiting) อันเกิดจากการขาดความสมดุล อันเนื่องมาจากการวางแผนการไหลของวัตถุดิบในกระบวนการผลิตที่ไม่ลงตัวหรือไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นจากความไม่สมดุลความเร็วในการผลิต ความล่าช้าในการผลิต ระยะทางระหว่างกระบวนการผลิตที่ห่างไกลกัน การเติมวัตถุดิบในคลังสินค้า ความไม่สัมพันธ์ของเครื่องจักรอัตโนมัติกับพนักงานที่ทำงานแบบ Manual หรือแม้กระทั่งจากความสามารถของพนักงานเก่ากับพนักงานใหม่ในการส่งมอบงานต่อกัน เป็นต้น

    3. ความสูญเสียที่เกิดจากของเสียมากเกินไป (Waste of Defect) มักเกิดจากการผลิตที่ผิดพลาด การผลิตเป็นจำนวนมาก (Mass Production) การซ่อมหรือการปรับแต่งเครื่องจักรที่ยังไม่ลงตัว หรือเกิดจากการตรวจนับของเสียที่ผิดพลาด รวมถึงจากการนำงานเก่ามาแก้ไขใหม่อีกด้วย

    4. ความสูญเสียที่เกิดจากการขนส่ง (Waste of Transportation) ซึ่งมีอยู่หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะมาจากการเดินทางหรือการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบทั้งก่อน ระหว่าง หรือหลังกระบวนการผลิต การจัดเก็บในคลังสินค้า/สินค้าคงคลัง การขนย้ายไปไว้ชั่วคราว ณ แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือการขนส่งวัตถุดิบ/สินค้ากึ่งสำเร็จระหว่างโรงงาน เป็นต้น

    5. ความสูญเสียที่เกิดจากการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง (Waste of Warehouse and Inventory) คลังสินค้าและสินค้าคงคลังมักเป็นการทำงานคู่กัน โดยจะต้องประสานกันในเรื่องของวัตถุดิบในการผลิต วัตถุดิบระหว่างการผลิต สินค้ากึ่งสำเร็จรูป หรือสินค้าสำเร็จรูป โดยจะต้องไม่ให้มีการเก็บไว้มากเกินความจำเป็น หรือการใช้ในกระบวนการการผลิต รวมถึงการกำหนดพื้นที่ในเก็บรักษา และอุปกรณ์ที่ใช้ในวางเรียงจัดเก็บภายในคลังสินค้า หากละเลยการใช้วัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป หรือสินค้าสำเร็จรูป จนไว้ในสต็อกนานจนเกิดความเสียหายจัดเป็นของเสีย

    6. ความสูญเสียที่เกิดจากการเคลื่อนไหวมากเกินไป (Waste of Motion) มักจะพบได้ภายในโรงงานทั่วไป โดยเกิดจากการออกแบบสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสม และขาดมาตรฐานในการทำงาน ส่งผลให้คุณภาพของงานที่ออกมาไม่มีความสม่ำเสมอ หรือต้องใช้เวลาในการทำงานมากขึ้น

    7. ความสูญเสียที่เกิดจากกระบวนการการผลิตและกระบวนการทำงานมากเกินไป (Waste of Processing) มักจะมีการออกแบบกระบวนการผลิต/การทำงานที่มีขั้นตอนมากเกินความจำเป็น จนนำไปสู่ความซ้ำซ้อนในการทำงาน ความไม่สะดวกสำหรับพนักงานในการทำงาน รวมถึงมีการตรวจสอบทุกๆ จุดกระบวนการทำงาน ดังนั้น การตรวจสอบกระบวนการผลิต/การทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ควรนำทบทวนตลอดเวลา

 
TRENDING
INSPIRE

คมKIT "วรยศ บุญทองนุ่ม"

เราต้องมั่นคงและหนักแน่นในการทำความดี ถึงจะเห็นผลช้า แต่เราต้องยืดหยัดและสม่ำเสมอกับมันให้ได้ 

คมKIT "ธงไชย เเมคอินไตย์"

ความสำเร็จที่เรียกว่าความสำเร็จ มันอาจจะมาจากเรียนรู้ได้เร็วและปฏิบัติตามข้อกำหนด ของสิ่งที่ควรจะทำ

คมKIT "คีอานู รีฟส์"

ให้ #ความรัก ในสิ่งที่คุณทำ ผลักดันคุณไม่ใช่ #เงิน

INTERVIEW

[Exclusive Interview] สัมภาษณ์พิเศษ : อาดีลัน เจ๊ะแมง กัปตันทีมชาติไทย กีฬาปันจักสีลัต

ความรู้สึกแชมป์!! “ปันจักสีลัต” จากปากกัปตันทีม คว้าทองซีเกมส์ 2022

สวัสดีครับ ผม อาดีลัน เจ๊ะแมง นักกีฬาปันจักสีลัต ทีมชาติไทย ล่าสุดเป็นผู้ชิตเหรียญทองในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 31 กีฬาปันจักสีลัต ประเภทต่อสู้ รุ่น D (60-65กก.) ในครั้งล่าสุด ที่ประเทศเวียดนาม

1.วินาทีที่ได้รับชัยชนะ เหรียญทอง ซีเกมส์ 2022 "กีฬาปันจักสีลัต" รู้สึกอย่างไร? ตอนนั้นเห็นภาพอะไรในหัว ?

อาดีลัน : “วินาทีที่ได้ชัยชนะ คือผมขอเล่าย้อนกลับไปที่ซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ต้องบอกว่าคะแนนมันเหมือนกับในเกมส์วันนี้ที่ชนะเลย คือตอนนั้นผมเป็นคนฟาวล์มากกว่า แต่คะแนนเราเสมอกัน แต่ที่ผมแพ้เพราะผมเป็นคนโดนตัดคะแนน และมาซีเกมส์รอบนี้มันเหมือนย้อนความทรงจำกลับไปว่าคะแนนมันเสมอกันอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ผมเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งตอนเวลาหมดปุ๊บ ผมรู้ตัวทันทีว่าผมคงเป็นผู้ชนะแน่ๆ ทันใดนั้นผมวิ่งเข้าไปหาโค้ชทันที และถามโค้ชผมว่า ผมชนะใช่ไหมๆ เพื่อให้โค้ชยืนยันว่า ผมชนะ เลยทำให้ผมมั่นใจเลยว่าเราชนะ และอีกข้อที่มั่นใจ คือเราไม่โดนตัดคะแนนด้วย ณ ตอนนั้น”

2. ปันจักสีลัต คือกีฬาอะไร?

อาดีลัน : “กีฬาปันจักสีลัต เป็นศิลปะการป้องกันตัว ของชาวมลายู ซึ่งจริงๆ ตอนนี้ก็เผยแพร่ไปทั่วประเทศ จะเห็นว่าในทุกมหาลัยจะมีกีฬาประเภทนี้บรรจุอยู่ แทบจะทุกมหาลัย และก็ในศึกกีฬาแห่งชาติ เยาวชนแห่งชาติ อีกด้วย ซึ่งมีทัวร์นาเมนต์ให้แข่งขันเยอะในประเทศไทยครับ”

3. เส้นทางก่อนเป็นนักกีฬาทีมชาติ ?

อาดีลัน : “ก่อนเป็นนักกีฬาทีมชาติ มันเริ่มจากการที่ผมต่อยมวยมาก่อน และก็ฝึกฝนจากการต่อยมวยพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ และก็ได้มีโอกาสอยู่ช่วงนึง คือผมได้ไปคัดตัวเป็นตัวแทนของจังหวัดนราธิวาสและเข้าร่วมการแข่งขันในกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ซึ่งผมได้รับสิทธิ์ผู้ชนะจึงได้ไปแข่งขันในกีฬาเยาวชนแห่งชาติต่อ ซึ่งผมก็ได้เหรียญทองกลับมา (หัวเราะ) และหลังจากนั้นก็ได้ไต่เต้ามาเรื่อยๆ เล่นมาเรื่อยๆ ผมก็ได้ติดเหรียญ ติดอะไรมา ผมก็เลยเข้ามาสู่ทีมชาติ โดยตอนนั้นที่ติดผมยังอายุน้อยมากประมาณอายุ 17-18 ปี ผมติดทีมชาติมาตั้งแต่ปี 2005 จนถึง ปัจจุบันครับ”

4.ต้องผ่านการฝึกซ้อม หนักแค่ไหน อย่างไรบ้าง ?

อาดีลัน : “อันนี้หนักพอสมควรเลย คือมันจะมีเรื่องการเทรนด์ รายละเอียด วิธีการเล่นอะไรต่างๆ คือมันจะรอบครอบกว่าตอนที่เราซ้อมในระดับนึง เพราะเรื่องการซ้อมมันจะหนักและละเอียดมาก และที่สำคัญที่ในเรื่องของการศึกษาคู่แข่งด้วย บวกกับความพร้อมในตอนไปแข่งอีกด้วยครับ”

5.ในฐานะ "กัปตันทีมชาติไทย กีฬาปันจักสีลัต" มีแนวทางพัฒนา นำพาทีมไปในทิศทางไหน ?

อาดีลัน : “ก็ตอนนี้ กีฬานี้ก็เข้าสู่เอเซียนเกมส์ไปแล้ว และต่อไปอยากผลักดันเข้าสู่โอลิมปิก ไม่แน่อาจจะมีโอกาสเป็นไปได้สูง ถ้าแทบอาเซียนเราเป็นเจ้าภาพ เช่นพวกประเทศ อินโดนีเซีย , เวียดนาม , มาเลเซีย เราอาจจะเห็นกีฬานี้ในโอลิมปิก”

6.คติพจน์ประจำใจ ของ อาดีลัน เจ๊ะแมง

อาดีลัน : “ชอบนะเวลาคนดูถูก มันเป็นเหมือนพลังที่ทำให้เราต้องสู้ให้มากกว่าเดิม”

7.ฝากถึงน้องๆ ที่อยากเล่นกีฬาปันจักสีลัต และมีพี่อาดีลัน เป็นไอดอล

อาดีลัน : “สำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากเรียนกีฬาปันจักสีลัต ก็สามารถทักเข้ามาสอบทางพี่ได้โดยตรง หรือว่าอยากจะฝึกซ้อมกีฬาประเภทนี้ ก็สามารถเช่นกัน เพราะช่วงเวลาว่างพี่สามารถเอาเวลาไปฝึกซ้อมให้น้องๆ ได้”

ส่วนช่องทางการติดตาม เฟซบุ๊กและIG : Adilan Chemaeng ชื่อเดียวกันเลยครับ ขอบคุณทุกๆคน มากนะครับ ที่คอยเป็นกำลังใจให้ผมและทีมชาติทุกคน


 

[Exclusive Interview] สัมภาษณ์พิเศษ : พุดเดิ้ล ยุพดี ผู้จัดการดารานักแสดง

จากนางโชว์ สู่หนังหน้าไฟ อาชีพ “ผู้จัดการดารา” มันไม่ง่าย !!

สวัสดีค่ะ ชื่อวีระพงศ์ กลั่นประเสริฐ ชื่อตามบัตรประชาชนนะคะ (หัวเราะ) หรือที่ทุกคนจะรู้จักกันดีในชื่อ พุดเดิ้ล ยุพดี  

1.พุดเดิ้ล ในวัยเด็ก เป็นอย่างไร  / ฉายาดารา 100% มาจากอะไร?

พุดเดิ้ล : พุดเดิ้ลเกิดและโตที่กรุงเทพ มีพี่น้องทั้งหมด 3 คนค่ะ พุดเดิ้ลเป็นคนสุดท้อง เราเป็นคนแฟรนลี่มาก พุดเดิ้ลจะเป็นคนเป๊ะในเรื่องการทำงานมากๆ สิ่งนี้และทำให้พุดเดิ้ลอยู่ถึงจุดนี้ได้ พุดเดิ้ลจะอ้อมน้อมถ่อมตนไม่คิดว่าเราดังหรืออะไร ผู้ใหญ่จะเลยเมตตาพุดเดิ้ลมากๆ

ส่วนฉายาดารา100% เนี่ยมันมาจากพุดเดิ้ลไปงานๆ นึง แล้วเวลาพุดเดิ้ลออกงานเนี่ย ทุกอย่างคือต้องเป๊ะมาก เพราะเราออกงานสังคมเราต้องเจอผู้คนมากมาย ทั้งสื่อทั้งนักข่าว แล้วพุดเดิ้ลก็ไปถ่ายรูปรวมกับดารา คนก็มาแซวว่าเนี้ยดารา100% เป็นดาราแล้วนะ ไม่จมไม่หายนะ แล้วเขาก็เอารูปเราไปลงตามกลุ่มก็แซวว่า พุดเดิ้ลดารา100% (หัวเราะ) อะไรประมานนี้ เราก็มีแฟนคลับประมานหนึ่งที่มาตามเรา มาชอบเรา ก็มาเรียกเราว่า ดาราสาว หรือ ดารา100%

2. จุดเริ่มต้น เส้นทางสู่ ผู้จัดการดารา?

พุดเดิ้ล : ต้องบอกก่อนว่าพุดเดิ้ลทำหลายอย่างมากทั้งดูแลแอนนา ทำบันเทิงช่อง 8 ดิวการตลาดลูกค้า ดาราศิลปิน ไลฟ์สดขายของ และตอนนี้พุดเดิ้ลก็มารับหน้าที่ดูแลคิว คุณโมอมีนา

จุดเริ่มต้นของการมาเป็นผู้จัดการดารา คือเรารู้จักกับพี่แอนนามานานตั้งแต่สมัยเรียนที่ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เพราะเค้าเป็นรุ่นพี่การแสดง เค้าก็มาจีบให้เราไปทำงานกับเค้าตั้งแต่เรายังเรียนไม่จบเมื่อประมาน 12 ปีที่แล้ว

พอมาช่วงโควิดแรกๆ พุดเดิ้ลไม่มีงานทำ เนื่องจากอาชีพที่พุดเดิ้ลทำคือคาบาเร่โชว์ เจอพิษเศรษฐกิจจากโควิด-19 บริษัทก็ต้องปิดทำการไปก่อน หลังจากนั้นได้มาเจอพี่แอนนาอีกครั้ง แกก็เลยชวนมาถ่ายคลิปทำคอนเทนต์ เขาเห็นว่าเราร้องเพลงเพราะเห็นแวว ก็เลยชวนเราไปทำงานด้วย แต่เราก็ยังปฏิเสธ ณ ตอนนั้นเพราะเราก็เกร็ง ๆ ต้องมาทำงานกับแอนนาเลยนะ (หัวเราะ) แอนนาโทรตามจีบให้พุดเดิ้ลไปทำงานกับแอนนา 3 ครั้ง จนครั้งที่ 4 พุดเดิ้ลก็เลยตอบตกลง ซึ่งปัจจุบันนี้พุดเดิ้ลก็ดูแลแอนนามาจะ 4 ปี แล้วค่ะ ล่าสุดก็ได้มาดูแล โม อมีนา เพิ่มอีก 1 คน

3. อาชีพผู้จัดการดารา เขาทำอะไร? / คุณสมบัติที่ควรจะต้องมี

พุดเดิ้ล : หน้าที่หลักๆ เลยก็คือการดูแลสารทุกข์สุกดิบของพวกเขาทุกอย่าง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้จัดการต้องรู้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเขาจะไปทำอะไรที่ไหน กับใครอย่างไร เราจะต้องรู้ทุกอย่าง เราไม่ได้ดูแบบนายจ้างลูกน้อง แต่เราดูแลกันแบบเหมือนญาติพี่น้องคนครอบครัวที่ให้ความรักซึ่งกันและกัน

สิ่งแรกผู้จัดการดารา ที่ต้องมีเลยคือ เราจะต้องรู้นิสัยส่วนตัวเกี่ยวกับตัวเขา ว่าเขาชอบอะไรไม่ชอบอะไร เราถึงจะทำงานด้วยกันได้ 2.มีความรับผิดชอบ คือการตามงาน 3.การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า บอกเลยเรื่องแบบนี้เราต้องเจออยู่บ่อยครั้ง เราจะต้องมีความมั่นใจ ต้องกล้าตัดสินใจแทนเขาได้เลยโดยที่ไม่กระทบเขา 4.การปกป้องตัวดารา เมื่อเกิดข่าวขึ้นหรือเกิดกระแสอะไรต่างๆ เราต้องเป็นหนังหน้าไฟคอยเผชิญรับปัญหาทุกอย่างแทนเขา 5.คอนเนคชั่นต่างๆ เรื่องนี้ก็สำคัญสำหรับวงการบันเทิงคือเราต้องมีนะ การได้รู้จักคนหลากหลายทำให้เราได้งานมากขึ้น โดยเฉพาะนักข่าวหรือตามสื่อต่างๆ พุดเดิ้ลก็รู้จักเยอะพอสมควร มันก็จะง่ายขึ้นในการทำงาน

4. สิ่งที่โหดร้ายที่สุด ที่ต้องเตรียมใจรับมือ  

พุดเดิ้ล : เป็นกระแสหรือการเป็นข่าว ตัวเราเนี่ยต้องเป็นเหมือนหนังหน้าไฟต้องคอยเผชิญหน้ารับกับทุกสถานการณ์ เราจะต้องรับมือให้ได้เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราจะต้องปกป้องตัวดารา นักแสดงของเราให้ได้

5. ผู้จัดการดาราเป็นแล้วรวย จริงไหม?

พุดเดิ้ล : ต้องดูว่าเรามีความสามารถมากแค่ไหนที่จะหางานให้เขา เมื่อเราหางานให้เขาได้เยอะมันก็เป็นผลตอบแทนที่เค้าให้กับเรา อย่างพุดเดิ้ลเองนอกจากได้เงินเดือนจากแอนนาทุกเดือนเป็นพื้นฐานแล้ว พุดเดิ้ลยังได้ 20% จากการที่พุดเดิ้ลขายงานให้แอนนา ถึงบอกไงว่าเราต้องมีคอนเนคชั่นในการคุยงานต่างๆ อะไรแบบนี้

6. ทำไมถึงได้เป็น 1 ในทีมผู้จัดการแตงโม?

พุดเดิ้ล : พุดเดิ้ลกับแตงโมเนี่ยรู้จักกันตอนเรียนมหาลัยเพราะเค้าเป็นรุ่นพี่การแสดง ซึ่งตอนนั้นก็มีพี่แอนนา พี่ฮิปโปอยู่ด้วย เราเรียนที่เดียวกันหมด เป็นรุ่นน้องของพวกพี่เขา พอพุดเดิ้ลมาทำงานกับพี่แอนนา เราก็ต้องมีการดิวงาน ขายงาน นำเสนอดาราให้ลูกค้าเลือก ซึ่งเราก็จะเสนอชื่อแตงโมเป็นอันดับแรก พอช่วงนั้นแตงโมเริ่มกลับมาทำงาน เริ่มมีงานเยอะขึ้นแตงโมก็ตั้งกลุ่มไลน์งานของแตงโมขึ้นมา ในกลุ่มก็จะมีคนดูแลหลายคน

ส่วนฝั่งพุดเดิ้ลก็จะมีหน้าที่เป็นเหมือนคนหางานทางด้านออนไลน์ งานพรีเซ็นเตอร์ ถือผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆ และดูภาพองค์รวมต่างๆ ของแตงโม

8. พูดถึงโปรเจกต์ "รถกู้ชีพแตงโม" คืออะไร ?

พุดเดิ้ล : เริ่มจากทางทีมพี่แอนนา พี่ฮิปโป พี่โมอมีนา มีการประชุมกันว่าอยากทำรถตู้กู้ภัยช่วยเหลือคน ที่เป็นชื่อรถแตงโม เพราะเราอยากสานฝันของแตงโม แตงโมเคยนางเรียนเป็นผู้ช่วยพยาบาล เคยบอกว่าอยากเป็นพยาบาลอยากช่วยเหลือคน เราก็เลยทำรถตู้กู้ชีพเป็นชื่อแตงโมขึ้นมา ส่วนรถนี้ทางทีมเราก็นำไปมอบให้กับอาสาสมัครร่วมกตัญญู จังหวัดปทุมธานี และตอนนี้รถกู้ชีพแตงโมก็ได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือคนเรียบร้อยแล้ว

 9. ทิ้งท้ายถึงคนที่กำลังติดตาม พุดเดิ้ล

พุดเดิ้ล : ตอนนี้พุดเดิ้ลก็ขอฝากผลงานที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ จะมีทั้งงานละครและซีรีย์สั้น ส่วนใครอยากติดตามพุดเดิ้ลหรือติดต่องานสามารถเข้าไปติดตามได้ที่

ทางเฟซบุ๊ก : พุดเดิ้ล ยุพดี

ทางอินสตาแกรม : poodle1234.Official

TikTok : poodleap


 

[Exclusive Interview] สัมภาษณ์พิเศษ : ไอซ์ สารวัตร ผู้ประกาศข่าวรายการทุบโต๊ะข่าว สถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

นักข่าวขวัญใจชาวไทย มากความสามารถ ยอมรับชีวิตเปลี่ยนเพราะ “คดีน้องชมพู่”

1. "ไอซ์ สารวัตร" ในวงการผู้สื่อข่าว ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้
ไอซ์ สารวัตร : เริ่มฝึกงานจากช่อง 3 ซึ่งตอนเรียนจบ ก็ได้มาทำงานอยู่ที่ อัมรินทร์ทีวี อยู่ที่แรกรายการ “โต๊ะข่าวบันเทิง” อยู่ A-POP บันเทิง ได้สักครึ่งปีและก็ขยับตัวเองหรือได้รับโอกาสจากคุณพุทธ พุทธอภิวรรณ (ผู้ประกาศข่าวทุบโต๊ะข่าวบันเทิง) ปรับมาเป็นผู้สื่อข่าวของ รายการทุบโต๊ะข่าว จากนั้นก็เป็นผู้สื่อข่าวเรื่อยๆมา ทำอยู่ได้สัก 2 ปี ก็ได้มาอ่านข่าวที่ “ข่าวเที่ยงอัมรินทร์” อีก 2 ปี แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ เก็บประสบการณ์โอกาสจากผู้ใหญ่ ได้รับความไว้วางใจให้มาอ่านในรายการ “ทุบโต๊ะข่าว” ทั้งช่วงที่ 1 และ ช่วงที่ 2 อาจจะมีการปรับในช่วงเวลา วันเวลาในการอ่านแล้วบ้าง จนมาถึงช่วงนี้ ได้มาเป็นผู้ประกาศข่าวเต็มตัวแล้วครับ อย่างที่เคยฝันเอาไว้

2. ย้อนไปเล่าถึงเหตุการณ์ ช่วงการทำงาน คดีลุงพล ถือเป็นคดีแจ้งเกิด "ไอซ์ สารวัตร" ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร?
ไอซ์ สารวัตร : ถ้าเล่าย้อนไปคดีลุงพลจริงๆ ต้องบอกว่าเป็นคดีข่าวเป็นการหายตัวไปน้องชมพู่ แต่คนอาจจะไปติดปากในคดีนั้น ก็ต้องยอมรับครับว่าเป็นคดีแจ้งเกิดของตัวไอซ์เอง เนื่องจากว่าเป็นที่รู้จักมากขึ้น ถือว่ามันฟีเวอร์มากที่สุดในช่วงเวลานั้น ก็คนจำเราได้มากขึ้น ไปที่ไหนก็มีคนทักทายโดยเฉพาะแถบ ภาคอีสานหรือตามต่างจังหวัด ก็จะได้รับกระแสตอบรับที่ดี

ส่วนตัวผม ยอมรับว่ามันทำให้รู้สึกเราแปลกใหม่ และก็ถือว่าเป็นสีสันของการทำข่าว มันก็ทำให้มีข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือว่า เรามีคนรู้จักมากขึ้น เข้าถึงแหล่งข่าวได้ง่ายขึ้นแต่ว่าที่สิ่งยากหน่อย คือ 1.ในเรื่องของวางตัว 2.การไปทำข่าวในเชิงสืบสวนสอบสวนที่เราทำอยู่ มันอาจจะทำให้แหล่งข่าวที่เราไปบางทีเขาอาจจะจำเราได้ว่าเราเป็นนักข่าว ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่ได้อยากเข้าไปในฐานะนักข่าว เราอยากไปเป็นแบบชาวบ้านทั่วไป เพื่อจะให้ได้ข่าวจริงๆ ออกมา ซึ่งเป็นก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่เราก็ดีใจที่มีคนจำเราได้และก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันว่าจะมีคนจดจำได้

3. ใช้อะไรเป็นสิ่งขับเคลื่อน ในชีวิต?
ไอซ์ สารวัตร : ต้องยอมรับว่าเป็นกำลังใจ เพราะการใช้ชีวิตโดยที่ไม่ได้คาดหวัง ผมเป็นคนที่มีกำลังใจในทุกๆวัน และก็ไม่ได้คาดหวัง มองโลกในแง่ดี ไม่ชอบคิดอะไรที่มันลบๆ หรือว่าคิดร้ายไปทั้งหมด เวลาเราเจออะไรที่เข้ามาตอนการทำข่าว ทำงาน แม้กระทั่งเจอเพื่อนร่วมงาน บางทีเราต้องรับอารมณ์หรือรับความหงุดหงิดตรงนั้น แม้ตอนลงพื้นที่ เราต้องเจอผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งรวมถึงอารมณ์ตัวเราด้วย ที่ต้องคุมอารมณ์ตัวเองไว้ แต่สิ่งหนึ่งถ้าเราไม่ได้มองโลกในแง่ลบ ทุกอย่างก็จะกลายเป็นบวกไปหมด ก็เลยใช้วิธีคิดนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ผมเป็นคนไม่ได้คาดหวัง มันก็ทำให้เราไม่ผิดหวัง ผมเป็นคนคิดอะไรแบบนั้น

4. อยากเห็นสื่อไทย เป็นอย่างไรบ้าง?
ไอซ์ สารวัตร : จริงๆ ไม่ได้คาดหวังว่าจะให้เป็นยังไง แต่แค่อยากจะให้นำเสนอด้วยความเป็นจริง จริงที่ว่าบางครั้งเราจะเห็นในโลกยุคปัจจุบัน ผมไม่ได้โทษสื่อไหน มันอาจจะเป็นด้วยตัวแปรอะไรต่างๆ ไม่ได้ จะเป็นกลุ่มคนดู หรือว่าความต้องการของในหน่วยงาน แต่สิ่งที่อยากเห็นที่สุดก็คือความจริง ไม่อยากให้เกิดการโจมตีกัน อยากให้เป็นการสร้างสรรค์ซึ่งกันและกัน ทุกสื่อให้ความร่วมมือกัน รักในวิชาชีพสื่อด้วยกัน และทำงานแข่งขันกัน แต่ไม่ได้เชิงฆ่ากันด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดโอกาส การเสี้ยมอะไรแบบนี้

คือไม่รู้ว่ามีหรือเปล่า แต่สิ่งนี้เราไม่อยากให้เจอขึ้น ก็หวังว่าสื่อไทยจะร่วมมือ ในการสร้างสรรค์งานสื่อออกมาในรูปแบบของความจริง และแข่งขันกันในรูปแบบของความจริงทั้งหมดก็น่าจะเป็นสิ่งที่อยากเห็น

5. นิสัยส่วนตัวที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้?
ไอซ์ สารวัตร : จริงๆ เป็นคนขี้อาย เป็นคนเขิน เป็นคนที่เวลาใครทักก็จะเขินหน่อยแต่ว่าลึกๆ ก็ดีใจ คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ นึกว่าเราเป็นคนกล้าแสดงออกเพราะว่าออกหน้าจอ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนขี้เขินหรือถ้าเกิดทำอะไรที่ไม่ค่อยชินหรืออะไรที่มันแปลกใหม่ อย่างเช่นเราทำข่าว ผู้ประกาศข่าว หรือพิธีกร มันอาจจะชินกับเราไปทั้งหมด แต่ถ้าเราข้ามสายไปทำอย่างอื่น เช่น การไปร้องเพลง เล่นละคร หรือว่าแสดงอะไรสักอย่าง จะเกิดความประมาทขึ้นได้ เพราะว่าลึกๆ แล้วเป็นที่พูดน้อยเสียงเบาตั้งแต่เด็กๆ มีมาเริ่มเสียงดังก็ตอนมาเริ่มทำงานพิธีกร เริ่มพูดต่อหน้าคนอื่น พยายามฝืนตัวเอง จนกระทั่งมันกลายเป็นตัวเราในวันนี้ หลายๆ คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้เพราะคิดว่าเด็กๆ น่าจะเป็นคนที่พูดมาก

6.ทำไมถึงตอบตกลงไปรายการ ร้องข้ามกำแพง รู้สึกอย่างไร?
ไอซ์ สารวัตร : ตอนนั้นลึกๆ ไม่คิดว่าจะมีทีมงานติดต่อเข้ามาเพราะว่าเอาจริงๆ เป็นรายการที่เราชื่นชอบและก็ชอบดูอยู่แล้ว สนุก ดูย้อนหลังตลอด และพอมีติดต่อเข้ามาก็ตอบรับ แต่จริงๆ ใจก็อยากจะตอบรับทันทีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องบอกว่าขอปรึกษาทางช่องก่อน จนสรุปทางช่องโอเค สนับสนุนให้เราไปออกรายการได้

เราก็คิดว่าอย่างน้อยเป็นโอกาสนึง ให้เราไปลองเปิดโลกใหม่ ที่เราไม่เคยได้ทำคือการไปร้องเพลงต่อหน้าคนเยอะๆ ยิ่งถ้าหากไปร้องกับคู่กับศิลปินอย่างพี่บุ๋ม ปนัดดา ก็รู้สึกว่า เราได้ยินเสียงร้องอันทรงพลังของพี่แก มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วมีวันนึงเรามีโอกาสได้ร้องคู่ในรายการที่มีคนดูจำนวนมาก รู้สึกว่าเป็นสิ่งใหม่และก็ท้าทาย ก็ดีใจว่ามีโอกาสนึงได้ออกไปรายการนั้นและก็ไม่ผิดหวังที่ได้ตอบตกลง

7. วางแผนอนาคตอย่างไร วงการสายข่าว?
ไอซ์ สารวัตร : ไม่ได้คาดหวังอะไร แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดพยายามฝึกฝนตัวเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอ่านข่าว การเสพข้อมูลข่าวต่างๆ การเช็คข้อมูลให้มันรอบด้าน และก็ให้เราเข้าใจกระซับง่าย เพื่อสื่อสารออกไปแบบง่ายๆ อันนี้ก็ต้องยอมรับว่าเรียนรู้การคนในกอง บรรณาธิการข่าว พี่ๆ ในวงการบ้าง รวมถึงคุณพุทธที่เป็นหัวหน้างาน ที่เราจะสามารถได้ฝึกฝนเรียนรู้กับสิ่งที่พี่พุทธกำลังจะถ่ายทอดออกมา ให้กับน้องๆ

ก็คือไม่ได้วางแผนหรืออยากเห็นภาพตัวเป็นยังไง แต่ก็อยากจะทำให้มันดีต่อไปเรื่อยๆ และก็มีสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำอีกเยอะเลยในวงการข่าว แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำหลายๆ อย่าง และก็ฝึกการเป็นผู้ประกาศข่าวที่ดี

สุดท้าย ขอฝากผลงาน / ช่องทางการติดตาม กับแฟนๆ ชาวคิดเพลินสามารถเข้าไปติดตามผมได้
ปัจจุบันก็อ่านข่าวอยู่ใน รายการ “ทุบโต๊ะข่าว” แต่จริงๆ ฝากติดตามทุกช่องข่าวของอัมริมทร์ทีวีทั้งข่าวเช้า ข่าวเที่ยงอัมริมทร์ และก็ทุบโต๊ะข่าวช่วงที่ 1 และ ช่วงที่ 2 ก็มีจะมีการปรับผังปรับรูปแบบอยู่เรื่อยๆ ให้เรารู้สึกตื่นเต้นสนุกอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเกิดอยากเจอไอซ์ก็สามารถเจอได้ทุก เสาร์-อาทิตย์ ก็จะอ่านข่าวรายการทุบโต๊ะ ตั้งแต่ 2 ทุ่ม ขึ้นไป ถึง 3 ทุ่มครึ่ง

ส่วน วันอาทิตย์ก็จะมาอ่านรายการทุบโต๊ะข่าวช่วงที่ 1 ตั้งแต่ 1 ทุ่ม ไปจนถึงทุบโต๊ะข่าวช่วงที่ 2 ไปยาวๆ เลย ถึง 3 ทุ่มครึ่ง

ส่วนช่องทางการติดต่อของไอซ์มีทั้ง เฟสบุ๊กส่วนตัว (Sarawat Kijipanit) เฟซบุ๊กแฟนเพจ (Ice Sarawat) และ IG , TikTok , YouTube ชื่อว่า ICE_Sarawat อย่างไรก็ฝากเข้าไปติดตามกดไลก์ กดแชร์ กันด้วยครับ

ลิ้งค์เฟสบุ๊กส่วนตัว >>> https://www.facebook.com/sarawat.kpn


 

VARIETY

มิติใหม่แห่งการลดโทษทางคดี??

มิติใหม่แห่งการลดโทษทางคดี ??


 

© Copyright 2022, All rights reserved. Kit Plearn
Take Me Top