Wednesday, 28 September 2022
NEWS

นักวิจัยจีนโคลน “หมาป่าอาร์กติก” จุดความหวัง ป้องกันสัตว์สูญพันธุ์

นักวิจัยในจีนโคลนหมาป่าอาร์กติก จุดความหวังว่าข้อโต้เถียงเทคโนโลยีทางพันธุกรรมเพื่อป้องกันสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์
.
วันที่ 20 กันยายน 2565 ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า บริษัทวิจัยในจีน Sinogene Biotechnology ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่งได้เผยร่างโคลนนิ่งหมาป่าตัวเมียที่ชื่อ Maya ซึ่งมีอายุประมาณ 3 เดือน สีเทาน้ำตาล หางเป็นพวง โดยบริษัท Sinogene ร่วมมือกับสวนสนุกขั้วโลก Harbin Polarland เปิดตัวโครงการโคลนหมาป่าอาร์กติกในปี 2020
.
หมี่ จี้ตง ผู้จัดการของบริษัทกล่าวในการแถลงข่าวของสื่อทางการจีนว่า “นี่เป็นหมาป่าอาร์กติกโคลนนิ่งตัวแรกของโลก หลังวิจัยมาร่วม 2 ปี”
.
หมาป่าอาร์กติก หรือที่รู้จักในชื่อหมาป่าสีขาว หรือหมาป่าขั้วโลก เป็นสายพันธุ์ของหมาป่าสีเทาที่อาศัยอยู่ในแถบอาร์กติกของทวีปอเมริกาเหนือของแคนาดา
.
ตามรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลก หมาป่าอาร์กติกไม่ได้อยู่ภายใต้การล่าสัตว์ เนื่องจากอยู่ในบริเวณที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย ตลอดทั้งระบบนิเวศของอาร์กติก ในขณะที่การพัฒนาพื้นที่ในบริเวณของมนุษย์ เช่น ถนนและท่อส่งน้ำ กำลังรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหมาป่าขั้วโลก
.
การสร้างโคลนนิ่งหมาป่าอาร์กติก ชื่อ มายา (Maya) บริษัทใช้เทคนิคย้ายฝากนิวเคลียสของเซลล์ร่างกาย ( somatic cell nuclear transfer) ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์ชาวสกอตใช้ในการสร้างแกะโคลนนิ่งชื่อ ดอลลี่ เมื่อปี 1996
.
กระบวนการแรก นักวิจัยใช้ตัวอย่างผิวหนังจากหมาป่าอาร์กติกดั้งเดิม หรือที่เรียกว่ามายา ฉีดเข้าไปในไข่ของสุนัขเพศเมียและอุ้มโดยแม่ที่อุ้มบุญ นักวิจัยสร้างเอ็มบริโอดังกล่าวได้ 85 ตัว ซึ่งย้ายไปยังมดลูกของบีเกิ้ล 7 ตัว ส่งผลให้มีหมาป่าอาร์กติกที่แข็งแรงหนึ่งตัว
.
เหอ เจิ้นหมิง ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรสัตว์ในห้องปฏิบัติการ สถาบันควบคุมอาหารและยาแห่งชาติจีน กล่าวในเวยป๋อว่า “เทคโนโลยีการโคลนนิ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการป้องกันสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสัตว์ป่าของโลกและการฟื้นฟูสัตว์ใกล้สูญพันธุ์”
.
ทางบริษัท Sinogene กล่าวว่า บริษัทจะเริ่มทำงานร่วมกับสวนสัตว์ปักกิ่ง (Beijing Wildlife Park) เพื่อวิจัยเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้โคลนมากขึ้น รวมทั้งดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์และเพาะพันธุ์สัตว์หายาก และใกล้สูญพันธุ์ในประเทศจีน
.
โกลบอลไทมส์ระบุว่า มายาโคลนอาศัยอยู่กับแม่ที่เป็นตัวแทนสายบีเกิ้ลของเธอ และต่อมาจะอยู่ในฮาร์บิน โพลาร์แลนด์ ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม
.
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิจัยด้านการอนุรักษ์ใช้เทคโนโลยีการโคลนนิ่ง ในมาเลเซีย นักวิจัยได้ใช้เนื้อเยื่อและเซลล์ที่แช่แข็งเพื่อออกลูกให้กำเนิดแรดสุมาตราใหม่ โดยใช้แม่ที่อุ้มบุญ และในช่วงปลายปี 2020 นักวิจัยชาวอเมริกันประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งเฟอเรตเท้าดำ สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์
.
รวมถึงนักวิจัยในออสเตรเลียพยายามโคลนนิ่งเสือแทสเมเนียนที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ที่มีลักษณะคล้ายหมาป่า โดยวิธีแก้ไขเซลล์จากกระเป๋าหน้าท้องเหมือนจิงโจ้
.
ก่อนหน้านี้ในประวัติศาสตร์มีเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งได้ทำลายพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ระหว่าง 70% ถึง 95% ล่าสุดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 นี้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งได้ทำลายล้างเผ่าพันธุ์หลายร้อยสายพันธุ์ผ่านการค้าสัตว์ป่า มลพิษ การสูญเสียถิ่นที่อยู่ และการใช้สารพิษ
.
ผลการศึกษาในปี 2020 พบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของพืชและสัตว์ทั้งหมดอาจเผชิญกับการสูญพันธุ์ในปี 2070 และสิ่งต่าง ๆ อาจเลวร้ายลงหากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความพยายามในการป้องกันการสูญพันธุ์ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นด้วย โดยมีคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมและผลกระทบด้านสุขภาพของการโคลนนิ่งและการแก้ไขยีน
.
กรณีของ Maya นักวิจัยคนหนึ่งเผยกับโกลบอลไทมส์ว่า จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมว่า การโคลนนิ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีการกำหนดแนวทางเพิ่มเติมเพื่อกำหนดการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม


ที่มา https://www.prachachat.net/spinoff/science-technology/news-1056025 
 

ชวนชมนิทรรศการ “ช้างมงคล” จากตำราคชศาสตร์ โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ

กรมศิลปากรโดยกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ จัดนิทรรศการเรื่อง “ช้างมงคล” เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับช้างจากเอกสารโบราณ
.
ข้อมูลนิทรรศการสังเขป ช้าง เป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์กับสังคมมนุษย์มาแต่โบราณกาล แม้โดยธรรมชาติช้างเป็นสัตว์ป่ารูปร่างใหญ่โตมีพละกำลังมากมายมหาศาล แต่ช้างก็มีลักษณะพิเศษเฉพาะ คือ มีอิริยาบถที่สง่างาม เฉลียวฉลาด แข็งแรง อดทน สามารถฝึกสอนให้เรียนรู้ได้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระเจ้าแผ่นดินของไทยในสมัยโบราณ ทรงใช้ช้างเป็นยุทโธปกรณ์สำคัญสำหรับกองทัพ โดยใช้ช้างเป็นส่วนหนึ่งของกำลังพลในการต่อสู้ขณะทำสงคราม ด้วยวิธีการชนกับช้างข้าศึก ใช้แทนกำลังทหารเพื่อทำลายประตูเมือง กำแพงเมือง ป้อม ค่าย บุกไล่ ทำลายทหารในกองทัพข้าศึก ใช้เป็นพาหนะบรรทุกปืนใหญ่ และสิ่งของเครื่องสรรพาวุธยุทโปกรณ์ รวมทั้งสัมภาระต่างๆ การศึกสงครามแต่ละครั้ง ช้างมีส่วนช่วยปกป้องรักษาบ้านเมืองให้พ้นภัย และขยายขอบเขตของอาณาจักรให้กว้างขวางออกไป
.
เมื่อบ้านเมืองเลิกใช้ช้างเพื่อการศึกสงคราม อีกทั้งกรมพระคชบาลของหลวงก็เลิกล้มไป ความรู้เกี่ยวกับช้างจึงหมดความจำเป็นสำหรับกิจการบ้านเมือง เป็นเหตุให้ความต้องการอยากเรียนรู้เรื่องช้างหมดไปด้วย เมื่อขาดการสืบทอดผู้มีความรู้เรื่องช้างก็ลดจำนวนลงเป็นลำดับ ปัจจุบันคนรักช้างได้พยายามฟื้นฟูความรู้เกี่ยวกับช้างมากขึ้น นับเป็นนิมิตอันดีอย่างยิ่งที่มรดกวัฒนธรรมของชาติชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งนี้ เริ่มได้รับความสนใจ มีความพยายามรื้อฟื้นให้มีการเผยแพร่และสืบทอด จึงเป็นที่มาของการจัดนิทรรศการ เรื่อง “ช้างมงคล” มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ 
.
ส่วนที่ 1 นำเสนอความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ในสมัยโบราณที่ใช้เรียกอวัยวะส่วนต่างๆ ของช้าง 
ส่วนที่ 2 จะเป็นความรู้เกี่ยวกับการกำเนิดของช้างมงคลตามตำราคชศาสตร์ที่ปรากฏในเอกสารโบราณว่าช้างศุภลักษณ์ หรือช้างที่มีลักษณะมงคล พร้อมทั้งมีภาพประกอบจากเอกสารโบราณ ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตระกูล คือ 1. ช้างตระกูลอิศวรพงศ์ 2. ช้างตระกูลพรหมพงศ์ 3. ช้างตระกูลวิษณุพงศ์ 4. ช้างตระกูลอัคนิพงศ์ 
ส่วนที่ 3 ทำเนียบนามช้างหลวงประจำรัชกาลในราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ - รัชกาลที่ ๙ พร้อมจัดแสดงเอกสารโบราณที่บันทึกทำเนียบนามช้างสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์  
ส่วนที่ 4 การเปรียบเทียบความแตกต่างลักษณะทางกายภาพและถิ่นฐานระหว่างช้างเอเชียและช้างแอฟริกา
ส่วนที่ 5 การนำเสนอสารคดีเรื่องช้างไทย และการเล่นเกมส์โชคช้าง เป็นการเสี่ยงทายจากตำราโบราณ เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมนิทรรศการได้ร่วมสนุก
.
ผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการหมุนเวียน เรื่อง “ช้างมงคล” ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2565 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์) ณ ห้องวชิรญาณ 2 – 3 อาคาร 2 ชั้น 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ


ที่มา https://siamrath.co.th/n/384606 
 

'น้องหมิว' สาวสูง 92 ซม. นักศึกษาทุน “พระพันปีหลวง” เกียรตินิยมอันดับ 2 เศรษฐศาสตร์บัณฑิต มรภ.บุรีรัมย์

เปิดใจสาวพิการตัวเล็กบุรีรัมย์ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร  เศรษฐศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เผยตั้งความหวังอยากรับปริญญาตั้งแต่เด็ก พ่อ แม่ เพื่อนๆ เป็นแรงใจจนประสบผลสำเร็จ
.
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า  ได้เดินทางไปพบ นางสาววราภรณ์ สร้อยเสน หรือน้องหมิว อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10/3 หมู่ 3 ต.ทุ่งวัง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ที่สวมครุยเพื่อเตรียมตัวเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 17-26 กันยายน 2565 ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในการพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้ โดยในวันนี้ เป็นการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ ปริญญาเอก โท ตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ จำนวน 4,525 คน ที่หอประชุมมหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร
.
นางสาววราภรณ์ สร้อยเสน หรือน้องหมิว เปิดเผยว่า ตนเกิดมาไม่สมประกอบ มีความพิการที่ขาและนิ้วมือ โดยมีความสูงเพียง 92 ซม. อยู่ที่บ้านกับบิดา มารดา น้องชายและน้องสาวรวม 5 ชีวิต ในสมัยที่ตนเป็นเด็ก ได้เห็นข่าวการรับปริญญาจึงเกิดความฝันว่าตัวเองก็อยากรับปริญญาบ้าง แต่จากข้อจำกัดทางด้านร่างกายและสุขภาพ ทางบ้านจึงบอกให้อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องไปเรียน ซึ่งตนเชื่อว่าไปเรียนได้ มารดาก็เลยไปส่งเข้าเรียนชั้นอนุบาล ก็ได้เพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ ไปรับ - ส่ง ไปโรงเรียนบางครั้งก็ได้พ่อและแม่เป็นแขนขาให้ ซึ่งด้วยความรบเร้าอยากเรียนต่อ ทางบ้านจึงยินยอมให้ไปเรียน จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และคิดว่าทำอย่างไรจะได้รับพระราชทานปริญญาเหมือนเช่นคนอื่นตามที่ได้ตั้งใจไว้ ซึ่งก็รบเร้ากับมารดาอีกจนท่านใจอ่อน จากนั้นได้ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ แต่แม่ไม่มีเงินส่งให้เรียน ความฝันว่าจะได้เรียนก็พังสลายลง
.
น้องหมิว เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า ตนกลับไปนอนคิดอยู่หลายตลบ สุดท้ายจึงได้ตัดสินใจเขียนจดหมายไปถึงสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอพระราชทานทุนการศึกษา ซึ่งตอนนั้นได้แต่ภาวนาให้จดหมายไปถึงสำนักราชเลขาธิการ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงพระประชวร  แต่ต่อมาก็ได้รับหนังสือตอบกลับจาก กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง ระบุว่า”จะส่งเรียนจนจบระดับปริญญา”ความรู้สึกตอนนั้นดีใจจนบอกไม่ถูก รู้ซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้
.
ในวันนี้ ความสำเร็จก็มาถึง ความใฝ่ฝันว่าจะได้รับปริญญาก็เป็นจริง ด้วยความอดทนและวิริยะอุตสาหะ เรียนอย่างตั้งใจจนสามารถได้เกียรตินิยมอันดับ 2 แต่ความตั้งใจยังไม่หมด อยากจะเรียนในระดับปริญญาโท ซึ่งจากกำลังจากจากพ่อ แม่ เพื่อนฝูงที่ช่วยมาตลอด คิดว่าความฝันจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


ที่มา https://siamrath.co.th/n/384466 
 

รู้จัก เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระราชนัดดาองค์เล็กสุดของควีน เอลิซาเบธที่ 2

หลังจากที่เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าชายแฮรี่  นำขบวนพระราชนัดดาอีก 6 พระองค์ในสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 เข้าพิธีประทับยืนสงบนิ่งเฝ้าหีบพระบรมศพ ณ เวสต์มินส์เตอร์ ฮอลล์ ในกรุงลอนดอน ในวันที่ 17 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา สาธารณชนชาวอังกฤษได้จับตามองมาที่ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระโอรสองค์ที่ 2 ของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งเวสเซ็กส์ และพระราชนัดดาองค์เล็กสุดของควีน เอลิซาเบธที่ 2 เป็นพิเศษ 
.
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ยังทรงพระเยาว์ วัยเพียง 14 ปี มีความน่าเอ็นดู แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความสงบนิ่ง สุขุมเกินวัย ในการประกอบราชพิธีสำคัญระดับชาติ ร่วมกับ พระญาติที่สูงกว่าทั้งวัยวุฒิ และยศถาบรรดาศักดิ์กว่าได้อย่างดีเยี่ยม จนเป็นที่ประทับใจชาวอังกฤษเป็นจำนวนมากที่ได้ชมพิธีผ่านสื่อ 
.
และทำให้ระลึกถึงอดีตเจ้าชายวิลเลียม ในวัย 15 พรรษา ในงานพิธีศพของเจ้าหญิงไดอาน่า ที่จัดขึ้นในวันที 6 กันยายน พ.ศ. 2540 ว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกับ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น อยู่ไม่น้อย
.
วันนี้ เรามาทำความรู้จัก เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระราชนัดดาองค์องค์น้อยที่กลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชนอังกฤษในวันนี้กันดีกว่า 
.
 เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น มีชื่อจริงเต็มๆว่า "เจมส์ อเล็กซานเดอร์ ฟิลิป ธีโอ" และใช้นามสกุล "เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์" สื่อมวลชนมักเรียกชื่อแบบย่อว่า "เจมส์ วินเซอร์" ปัจจุบัน ดำรงพระยศเป็น "ไวส์เคาท์ เซเวิร์น" นับเป็นทายาทลำดับที่ 14 ของราชวงศ์อังกฤษ  เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่เมืองเซอร์รีย์  บิดา คือ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ซึ่งเป็นพระโอรสองค์สุดท้องของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 มารดา คือ ท่านหญิง โซฟี เฮเลน ไรนส์-โจนส์ 
.
ซึ่งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และ ท่านหญิง โซฟี มีธิดาองค์ต่อ คือ เลดี้ หลุยส์ อายุ 18 ปี และกำลังเข้าศึกษาต่อสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ที่ University of St. Andrews ในสกอตแลนด์ ในภาคการศึกษาฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ 
.
ในช่วงวัยทารกของ เจมส์ วินเซอร์ เขากลายเป็นที่รักของคนในครอบครัวอย่างมาก เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระบิดาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษว่า เจมส์เป็นเด็กทารกที่น่ารัก น่ากอดมากๆ และทั้งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และ ท่านหญิงโซฟี ก็ตั้งใจที่จะเลี้ยงบุตร ธิดา ให้เติบโตขึ้นอย่างเด็กๆทั่วไป ด้วยการขอพระราชทานอนุญาตจากควีน เอลิซาเบธที่ 2 ขอสละฐานันดร "เจ้าชาย" "เจ้าหญิง" ของบุตร ธิดาของท่าน รวมถึงให้ละคำนำหน้าชื่อด้วยอักษรย่อ  "H.R.H" ( His Royal Highness) ที่ใช้นำหน้าชื่อพระบรมวงศานุวงศ์ระดับเจ้าฟ้า 
.
ซึ่งท่านหญิงโซฟี ผู้เป็นมารดาให้เหตุผลว่า ต้องการเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตพร้อมตระหนักในหน้าที่ว่าจำเป็นต้องประกอบสัมมาชีพเพื่อดูแลครอบครัวให้ได้เหมือนคนทั่วไป ส่วนฐานันดรศักดิ์ จะให้สิทธิลูกๆ เป็นคนตัดสินใจเองเมื่อบรรลุนิติภาวะ 

แต่ทั้งนี้ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดำรงพระอิสริยยศเป็นเอิร์ลแห่งเวสเซกซ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางของอังกฤษที่มีการสืบทอดทายาทได้ ดังนั้น เจมส์ วินเซอร์ จึงได้รับตำแหน่งเป็น "ไวส์เคาท์ เซเวิร์น" ในฐานะที่เป็นทายาทของเอิร์ล นั่นเอง
.
ปัจจุบัน  เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น ศึกษาในโรงเรียน Eagle House School ที่ตั้งอยู่ภายในราชมณฑลบาร์กเชอร์  และช่วงเวลาที่ผ่านมา เจมส์ วินเซอร์ แทบไม่เคยเปิดเผยตนออกสื่อในอังกฤษ จึงทำให้ชาวอังกฤษไม่คุ้นหน้าของพระราชนัดดาองค์เล็กพระองค์นี้นัก แม้ว่า ไวส์เคาท์ เซเวิร์น และ เลดี้ หลุยส์ จะร่วมงานพิธีสำคัญของราชวงศ์หลายงาน อาทิ งานอภิเษกสมรสของเจ้าชายแฮรี่ และ เมแกน มาร์เคิล หรืองานฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
.
แต่มาวันนี้ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชน ก็อาจทำให้ชาวอังกฤษได้พบเห็น ไวส์เคาท์หนุ่มน้อยบนหน้าสื่อมาก รวมถึงบทบาทหน้าที่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัววินเซอร์ แม้จะไม่ได้ทรงพระยศเป็น "เจ้าชาย" ก็ตาม


อ้างอิง 
Independent UK
The People
Wikipedia
 

PROGRAM

เปิดใจเจ้าพ่อดาราโฆษณา ทุกสินค้าต่างแย่งชิง "แมน เสฏฐวุฒิ" | Click on Crazy EP.13

? Click on Crazy EP.13 เปิดใจเจ้าพ่อดาราโฆษณา ทุกสินค้าต่างแย่งชิง "แมน เสฏฐวุฒิ"

?เสฏฐวุฒิ พรธนาวุฒิ (แมน)
นักแสดง 

✅ดำเนินรายการโดย แองจี้ THE STUDY TIMES 

⏰ วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 2 ทุ่มตรง

?ช่องทางรับชม 
Facebook และ YouTube: THE STUDY TIMES

.

เส้นทาง นักร้อง Cover ลงยูทูบ เตะตาค่ายได้ออกซิงเกิ้ล "พีช ปณิชา" | Click on Crazy EP.12

? Click on Crazy EP.12 เส้นทาง นักร้อง Cover ลงยูทูบ เตะตาค่ายได้ออกซิงเกิ้ล "พีช ปณิชา"

?ปณิชา เมธวิชิตชัย (พีช)
นักร้อง

✅ดำเนินรายการโดย แองจี้ THE STUDY TIMES 

⏰ วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม เวลา 2 ทุ่มตรง

?ช่องทางรับชม 
Facebook และ YouTube: THE STUDY TIMES

.

กำเนิด 'เครื่องล้างจาน' แรกของโลก | Click on Clever EP.21

?Click on Clever EP.21 กำเนิด 'เครื่องล้างจาน' แรกของโลก

“เครื่องล้างจาน” สิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้กิจกรรมน่าเบื่อหน่ายง่ายดายขึ้น
ใครคือผู้คิดค้น “เครื่องล้างจาน” คนแรกของโลก ด้วยสาเหตุสุดแปลก เพราะ “โมโหจานแตก” วันนี้จะพาไปรู้จักเธอกัน!!

✅ดำเนินรายการโดย (กันต์) ธนพัฒน์ แจ่มปรีชา 

?ช่องทางรับชม 
Facebook และ YouTube: THE STUDY TIMES

.

TRENDING
GUIDE TO LEARNING

ทักษะแห่งอนาคตโลก 4.0 วัยเรียน-วัยแรงงาน -ผู้สูงวัย ต้องมี

ปัจจุบันมีจำนวนประชากร 5 คน ทำงานเลี้ยงผู้สูงอายุ 1 คน คาดว่าปี 2583 ประเทศไทยจะเหลือประชากรไม่ถึง 2 คน ทำงานดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็น ควบคู่การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุปรับตัวเข้ากับโลกแห่งความทันสมัย
.
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของโลกศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป  และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น การเตรียมพร้อมคุณภาพของคนให้มีทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็น โดยจากการศึกษาจำแนก การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการพัฒนาคนไทยออกเป็น 5 สถานการณ์ ได้แก่
.
1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน
2. ช่องว่างระหว่างวัยที่กว้างขึ้น เพราะประสบการณ์บริบทชีวิต และความคิดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
3. การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมเป็นวงกว้าง
4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาชีพและรูปแบบการทำงาน มีทั้งอาชีพเกิดใหม่และหายไป
5. กระบวนการเรียนรู้ที่มีความหลากหลายขึ้น เน้นการเรียนเชิงรุกและบูรณาการข้ามสาขา
.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้นำเสนอทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต เพื่อเตรียมการพัฒนาคุณภาพคนไทยทุกช่วงวัย รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกศตวรรษที่ 21 เริ่มด้วย
.
ช่วงปฐมวัย (0-5 ปี) การพัฒนาช่วงวัยนี้ควรเปิดโอกาสให้เด็กๆได้สำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างปลอดภัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีมุมมองต่อโลกอย่างกว้างขวาง มีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทุกด้านพร้อมกัน ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ควบคู่กับการพัฒนาผู้ปกครอง ผู้ดูแลและครูให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ มี 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตดังนี้
1.การคิดเชิงสร้างสรรค์
2.ความอยากรู้อยากเห็น
3.ความสามารถทางกายภาพ การแก้ปัญหา และการสื่อสาร
4.การอ่านออกเขียนได้
5.ความเข้าใจและการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การเข้าใจผู้อื่น
.
ช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น (5-21ปี) การพัฒนาช่วงวัยนี้ควรให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นหลากหลาย ครอบคลุมการพัฒนาทั้งกาย ใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตลอดจนทักษะพื้นฐานและทักษะที่เชื่อมสู่โลกการทำงาน ไม่จำกัดการเรียนรู้อยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ส่งเสริมการค้นหาตัวตนและความถนัดของเด็ก และมีช่องทางการเรียนรู้ที่ตอบสนองได้ทั้งในและนอกระบบโดยมี 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต
1.ความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
2.การอ่านออกเขียนได้
3.การเป็นผู้เรียนเชิงรุก
4.การเป็นพลเมืองที่ดี
5.ความอยากรู้อยากเห็น การคิดเชิงสร้างสรรค์
.
ช่วงวัยแรงงาน(15-59 ปี )การพัฒนาในช่วงวัยนี้ควรเสริมสร้างความต้องการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยโอกาสในการพัฒนาตนเองดังกล่าว ควรควบคู่กันทั้งการเรียนรู้อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มี 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตดังนี้ 
1.ความเข้าใจและการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การแก้ปัญหา
2.ความรู้ทางธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ
3.การคิดเชิงสร้างสรรค์
4.การทำงานร่วมกับผู้อื่น
5.การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่หลากหลาย
.
ช่วงวัยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ซึ่งการพัฒนาในช่วงวัยนี้ควรมีรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัย โดยเฉพาะ สนับสนุนการนำความรู้และประสบการณ์ของผู้สูงวัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ชุมชน และตัวผู้สูงวัยเอง เพื่อเสริมสร้างคุณค่าและต่อยอดบทบาทในสังคมของผู้สูงอายุ และรับมือกับการเข้าสู้สังคมผู้สูงวัยอย่างยั่งยืนโดย 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต  
1.การปรับตัว
2.การมองโลกในแง่ดี
3.ความเข้าใจและการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล
4.ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การเข้าใจผู้อื่น
5.การแก้ปัญหา
.
แล้วแนวทางการส่งเสริมในแต่ละช่วงวัย ควรปฎิบัติอย่างไร ? เราแบ่งได้ดังนี้ 
1. นโยบายการศึกษา
•    ช่วงปฐมวัย : มีนโยบายและงบประมาณทางการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กช่วงปฐมวัยโดยเฉพาะ ครอบคลุมการเตรียมความพร้อมทั้งเด็กและผู้ดูแล
•    ช่วงวัยเรียน : ปฎิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้ทันสมัย สอดคล้องความต้องการและจำเป็น ควบคู่กับการยกระดับวิชาชีพและการจัดการศึกษาแบบกระจายอำนาจ
•    ช่วงวัยทำงาน : ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีเงินทุนแรงงานเพื่อการพัฒนาตนเอง สนับสนุนการเรียนรู้ในที่ทำงาน โดยมีหลักสูตรเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่ และสายอาชีพที่ต่างกัน
•    ช่วงผู้สูงอายุ : จะมีนโยบายพัฒนาทักษะ ส่งเสริมการจ้างงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุให้ผู้สูงอายุยังมีบทบาทและสามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ
.
2. กระบวนการเรียนรู้
•    ช่วงปฐมวัย : ใช้กิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงอายุ ลักษณะการเรียนรู้ และความสนใจของแต่ละคน เน้นการเรียนแบบแบ่งปันความคิดร่วมกันและการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เป็นทางการ
•    ช่วงวัยเรียน : เน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการร่วมกับการทำงาน เสริมสร้างสมรรถนะจากประสบการณ์จริง และมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการจัดการศึกษา
•    ช่วงวัยทำงาน : เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  นำความเชี่ยวชาญของผู้เรียนมาเป็นฐาน สามารถวางแผนการเรียนรู้ตามจังหวะของตนเอง มีการอบรมที่มีคุณภาพ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำงาน
•    ช่วงผู้สูงอายุ : ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะกับช่วงวัย เน้นฝึกการอบรมเชิงประสบการณ์ การอภิปราย การบูรณาการ การเรียนรู้แบบร่วมมือ และมุ่งต่อยอดทักษะ ความรู้เดิม
.
3. สภาพแวดล้อม
•    ช่วงปฐมวัย : สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน สนับสนุนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์สร้างพัฒนาการทางสมอง และให้อิสระแก่เด็ก
•    ช่วงวัยเรียน : ออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยง เป็นสัดส่วน สามารถรองรับกิจกรรมการเรียนและการทำงานที่แตกต่างกันได้  ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฎิบัติจริง เกิดปฎิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนระหว่างกัน
•    ช่วงวัยทำงาน : ส่งเสริมการเรียน การมีส่วนร่วม และการเติบโตร่วมกันภายในองค์กร มีเส้นทางความก้าวหน้าของอาชีพที่ชัดเจน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้พนักงานพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จ
•    ช่วงผู้สูงอายุ : พัฒนาสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ ผู้สูงอายุต้องการสภาพแวดล้อมเชิงสนับสนุนที่เห็นอกเห็นใจ ไม่เป็นทางการผ่อนคลาย และเป็นมิตรต่อการเรียนรู้
.
4. เทคโนโลยี
•    ช่วงปฐมวัย : จัดสรรสื่อและเทคโนโลยีทั้งสื่อดั่งเดิมและสื่อดิจิทัล ช่วยส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
•    ช่วงวัยเรียน : นำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยจัดการเรียนการสอน เช่น แพลตฟอร์มเพื่อเข้าถึงเนื้อหา และนวัตกรรมวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนและออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองผู้เรียนแต่ละคน
•    ช่วงวัยทำงาน :ใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นสื่อและช่องทางในการเรียนรู้ และใช้สนับสนุนการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อวางแผนการเติบโตในอาชีพ และประยุกต์ใช้ทักษะและความรู้ในการทำงาน
•    ช่วงผู้สูงอายุ : เน้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน และที่เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้โดยคำนึงถึงธรรมชาติและลักษณะการเรียนรู้ของผู้สูงอายุเป็นพื้นฐานในการออกแบบ


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/1008680 
 

Charisma 13 กุญแจ สู่ความสามารถไร้ขีดจำกัด

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนๆนึงเป็นคนที่มีความสามารถไร้ขีดจำกัดและเรารู้สึกอยากจะมีความสามารถแบบนั้นได้บ้างหรืออยากมีคาริสม่าเปล่งประกายแบบนั้นได้บ้าง
.
Charisma (อ่านว่า คะ ริส หม่า) แปลว่า เสน่ห์
.
คำนี้เป็นคำนาม เป็นคำที่ใช้แทนการมีเสน่ห์แบบที่ค่อนข้างจะลึกซึ้งกว่าแบบอื่น เพราะจะเป็นเสน่ห์ในแง่ การที่สามารถดึงดูดใจ หรือชักจูงใจให้คนอื่น นำไปเป็นแบบอย่างได้ เช่นพวก ซุปเปอร์สตาร์ดังๆ นักพูดดังๆ นักการเมือง ผู้ซึ่งมีเสน่ห์ ดึงดูดใจทุกครั้งที่กล่าวสุนทรพจน์ หรือ แสดงออกต่อหน้าสาธารณชน ไม่ใช่เพราะเขาพูดเก่ง หรือไม่ใช่เพราะเขาหน้าตาหล่อ หรือหุ่นดี แต่เป็นเสน่ห์รวมๆ ที่อยู่ในบุคลิกภาพของเขา ทำให้เขาสามารถสื่อสาร และก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย คำๆ นี้มาจากรากศัพท์ภาษากรีก ว่า Kharisma ซึ่งแปลว่า ของประทานจากพระเจ้า ดังนั้นเสน่ห์แบบนี้บางคราวจึงเกิดขึ้นมาแบบเหนือธรรมชาติ หรือเกินกว่าที่จะอธิบายถึงที่มาที่ไป ดังนั้น charisma นี้ จึงมีความหมายว่า พรสรรค์ ด้วย มาดูกันว่า 13 กุญแจสำคัญของการเป็นคนที่มีคาริสม่ามีอะไรบ้าง
.
1. ความเชื่อ (Belief) : ความเชื่อในสิ่งที่ทำ ความเชื่อมั่นในตัวเองในทางที่ดี และมักจะมองเห็นคุณค่าในตัวผู้อื่น หรือเชื่อมั่นในตัวผู้อื่นเช่นกัน
.
2. มีความหลงใหล ( Passion ): หลงใหลในสิ่งที่ทำ บางครั้งก็หลงใหลในขั้นสุดโต่ง จนคนส่วนใหญ่มักจะมองว่า “บ้า” แต่บ้าแบบมีเป้าหมายมีทิศทางหนักแน่นชัดเจน

3. มีความริเริ่ม (Initiative) : ริเริ่ม และลงมือทำอย่างรวดเร็ว ในเมื่อคนแบบนี้มีความคิดใหม่ๆขึ้นมาแล้ว เค้าจะไม่รอให้ใครลงมือทำก่อนเค้าแน่นอน และไม่ลังเลที่จะทำสิ่งที่เค้าคิดให้เกิดขึ้น
.
4. จดจ่อ (Focus) : หากคำว่า โฟกัสหรือการจดจ่อของคุณ มีเพียงคำว่า “โฟกัส” คำเดียว สำหรับคนเหล่านี้จะมีคำว่า โฟกัส โฟกัส โฟกัส โฟกัส โฟกัส นับร้อยครั้งในหัวของเค้า เห็นได้ชัดว่า เค้าจะจดจ่อและโฟกัสกับสิ่งที่เค้าตั้งใจทำแค่ไหน
.
5. เตรียมตัวอย่างดี (Preparation) : คนเหล่านี้จะเตรียมพร้อมเสมอและมีการเตรียมตัวเตรียมการไว้ดีเสมอ
.
6. ซักซ้อม (Practice) : ซักซ้อมเสมอในสิ่งที่เค้ารักที่เค้าสนใจในสิ่งที่เค้าทำ ดังคำกล่าวของ บรูซลี (Bruce Lee) ว่า " ผมไม่กลัวคนที่ฝึกเตะเป็นหมื่นท่าแค่ครั้งเดียวหรอก แต่ผมกลัวคนที่ฝึกเตะท่าเดียวเป็นหมื่นครั้งต่างหาก"
.
7. มีความเพียร (Perseverance) : ความเพียรเป็นสิ่งที่คนเหล่านั้นเห็นเพียงคนเดียวและอยู่กับมันในทุกๆวัน ทุกเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน 365 วันต่อปี แต่มักจะเป็นสิ่งที่คนภายนอกมองว่า คนเหล่านั้นโชคดีจัง ในเวลาที่คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จ
.
8. ความกล้าหาญ ( Courage ) : ความกลัวเป็นปฏิกิริยาตอบสนอง..แต่ความกล้าหาญคือ"การตัดสินใจ"ที่จะไม่ตอบสนองต่อความกลัว ทำให้กลายเป็นบุคลิกหลักๆ ที่เราจะเห็นได้จากคนที่มีคาริสม่าเลยก็ว่าได้
.
9. การเป็นคนที่รับคำสั่งสอนได้ (Teachability) : อีกในนึงคือมีความนอบน้อม รับฟังผู้อื่นติชมได้ แล้วยังรักการเรียนรู้จากคนรอบข้างเสมอ
.
10: จิตใจดีมีน้ำใจ (Kindness) : มีน้ำจิตน้ำใจที่ดี อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เพราะบางคนก็เป็น Artist อาจจะเข้ากับคนอื่นได้ลำบากด้วยซ้ำ แต่คนเหล่านี้ลึกๆ แล้วจะความเมตตาและมีจิตใจที่ดีจนคนรอบข้างสัมผัสได้

11. มีความรับผิดชอบสูง (Responsibility) : รับผิดชอบในวินัยของตนเองรวมถึงรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำผิด คุณจะไม่มีทางเห็นคนเหล่านี้พยายามโยนความผิดที่เกิดขึ้นให้กับคนอื่นแน่ๆหากเค้าเป็นคนทำเองเค้าจะ รับผิดชอบในสิ่งที่กระทำด้วยความกล้าหาญ
.
12. รักตัวตนของตัวเอง (Self-Love) มีความรักในตัวเองและเห็นคุณค่าของตัวเอง คนเหล่านี้จะตกหลุมรักตัวเองในทุกๆวันและมีความสุขจนคนรอบข้างอยากรักเค้าตามไปด้วยเลย
.
13. มีความรู้คุณคน (Gratitude) : ซาบซึ้งในบุญคุณของคนที่ช่วยเหลือเขา และขอบคุณพร้อมทั้งตอบแทนช่วยเหลือกลับเท่าที่เขาจะทำได้ และไม่มีวันลืมคนที่มีพระคุณกับเขาทุกคน
.
และนี่คือ13 กุญแจสำคัญของการเป็นคนที่มีคาริสม่า (Charisma) ต่างคนก็ต่างจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแต่ผู้เขียนนำเพียงส่วนเหมือนหลักเพียงเท่านั้น ยังไงลองเช็คดูว่ามีใครที่เราชื่นชมหรือชอบมีข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งหมดนี้หรือไม่ หรือตัวเราเองรึเปล่าที่ก็มีดีมีเสน่ห์เหมือนกัน


ที่มา https://www.bookcaze.com/index.php?route=blog%2Farticle&article_id=5&fbclid=IwAR1AHKtTComTjCY-7g8q6VBqEUsey7TXI34N4BIWb4cwqY9qldJAQFcBda8 
 

ได้เวลาโกอินเตอร์ “อังกฤษ”แจกฟรีทุนเรียนป.โท

ถึงเวลาได้โกอินเตอร์! “อังกฤษ”แจกฟรีทุนเรียนป.โท พร้อมค่าเทอม/ค่าที่พัก/ค่าตั๋วเครื่องบิน/เบี้ยเลี้ยง ฟรี
.
รัฐบาลอังกฤษประกาศเปิดรับสมัครนักศึกษาเข้ารับทุนชีฟนิ่ง (Chevening) ประจำปี 2023-2024 ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าที่จะช่วยให้ผู้นำที่โดดเด่นจากทั่วทุกมุมโลกสามารถศึกษาต่อระดับปริญญาโทเป็นระยะเวลา 1 ปีในอังกฤษ โดยเปิดให้เลือกเรียนสาขาใดก็ได้ มหาลัยใดก็ได้ 
.
สิ่งที่จะได้รับ 
✔️ ฟรี! ค่าตั๋วเครื่องบิน
✔️ ฟรี! ที่พัก
✔️ ฟรี! ค่าเบี้ยเลี้ยงรายเดือน
✔️ ฟรี! ค่าเล่าเรียน
✔️ ค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวัน 
✔️ ค่าเดินทางในประเทศ 
✔️ ค่าตั้งรกราก 
.
📆 สมัครได้แล้ววันนี้ – 1 พฤศจิกายน 2565
.
📌 #ทางไปสมัคร > https://www.chevening.org/.../online-application-system/
📌รายละเอียดเพิ่มเติม > https://www.chevening.org/scholarships/


ที่มา https://www.facebook.com/TravelNews.th/posts/1016636335685805 
 

LITE

ฟุตบอลเกิดขึ้นอย่างไร? ใครเป็นผู้ค้นคิด? มารู้กันเถอะ

แม้จะมีหลักฐานระบุชัดว่า มีการเล่นกีฬาในลักษณะเดียวกันกับฟุตบอลในหลายมุมโลก แต่ก็ถือได้ว่าอังกฤษเป็นบ่อเกิดกีฬาฟุตบอล ในแง่พัฒนาการต่อเนื่อง และจัดวางกฎเกณฑ์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กีฬาโบราณที่พอจะอ้างเป็นบรรพบุรุษของฟุตบอลได้ก็คือ ฟุตบอลในโชรฟทิวสเดย์ ซึ่งเป็นการแข่งขันของคนทั้งหมู่บ้าน ใช้กติกาท้องถิ่น ผู้ร่วมแข่งขันอาจได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ฟุตบอลโบราณที่ยังเหลือเค้ามาถึงปัจจุบัน พบเห็นได้ในเมืองแอชเบิร์น มณฑลดาร์บีเชียร์ อาจเรียกได้ว่าเป็นรุ่นโบราณที่สุดที่บันทึกเป็นหลักฐาน
.
เพราะเริ่มแข่งขันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 โดยมีกองทหารโรมันเป็นผู้นำมาเผยแผ่บนเกาะอังกฤษ ร่องรอยที่หลงเหลือมาจนถึงการเล่นฟุตบอลในปัจจุบันที่เล่นบนเกาะอังกฤษหรืออิตาลี อาจไม่ได้เน้นที่การใช้เท้า (ผู้เล่นอาจคว้าลูกขึ้นมาครองก็ได้) หากแต่เป็นการต่อสู้ขับเคี่ยวปกป้องรักษาแดนของตน และเคลื่อนย้ายลูกให้เข้าไปในประตูฝ่ายตรงข้าม ซึ่งในสมัยโบราณหลักประตูอาจเป็นเพียงเขตปักปันระยะห่างกันนับร้อยหลา กีฬาฟุตบอลโบราณทางตะวันออกไกลเน้นที่การใช้เท้าเล่นลูก แต่เป็นการเดาะลูกเสียมากกว่า [ตะกร้อ] ฟุตบอลโบราณในอังกฤษถือเป็นกีฬาระบายความก้าวร้าวที่กักเก็บกดไว้ในใจ
.
ช่วงนั้นการยอมรับในวงกว้างยังไม่ราบรื่น แต่ก็แหวกพ้นจากการจำกัดแต่เฉพาะในวันก่อนถือศีล ในปี 1314 กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 2 มีพระราชโองการสั่งห้ามเล่นฟุตบอลในท้องถนนของมหานคร ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก กษัตริย์ริชาร์ดที่ 2 ทายาทผู้สืบบัลลังก์ก็มีพระราชโองการในทำนองเดียวกัน เนื่องจากห่วงใยว่าผู้คนในแผ่นดินจะทอดทิ้งการฝึกปรือฝีมือการยิงธนู
.
ในสกอตแลนด์ก็มีคำสั่งห้ามในลักษณะเดียวกันนี้ ผู้รักษากฎหมายขับไล่ผู้เล่นออกจากท้องถนน ซึ่งถือเป็นสังเวียนที่หล่อหลอมยอดนักเตะหลายต่อหลายคน ในยุคถัดมา รถยนต์ที่แล่นขวักไขว่บนท้องถนนเป็นกรรมการชี้ขาด ห้ามผู้เล่นได้ชะงัดกว่ามือกฎหมาย
.
ในปี 1581 ริชาร์ด มัลคาสเตอร์ ให้ความเห็นในอีกทางว่า “กีฬาฟุตบอลช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อทั่วเรือนร่าง และเป็นเวชบำบัด ในการขับก้อนนิ่วออกจากกระเพาะปัสสาวะและไตได้อย่างชะงัด” (ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า กีฬาฟุตบอลในปัจจุบันจะให้ผลในทางการแพทย์เช่นนี้) ในปี 1583 นักเขียนผู้หนึ่งกล่าวถึงกีฬาฟุตบอลในมิติที่เกี่ยวกับ “ฆาตกรรม การทำร้ายร่างกาย และการหลั่งเลือกโลมดิน”
.
พระราชโองการสั่งห้ามการเล่นฟุตบอลถูกยกเลิกไปในศตวรรษที่ 17 ทั้งกษัตริย์เจมส์ที่ 1 และชาร์ลสที่ 2 โปรดทอดพระเนตรกีฬาฟุตบอล กีฬาฟุตบอลได้รับความนิยมแพร่หลาย เห็นได้ชัดจากการนำเอาคำว่า “ฟุตบอล” ไปพ่วงกับกีฬาหลายประเภท
.
แม้จะมีจุดกำเนิดยอดนิยมจากหลายทาง แต่ทว่ากติกากีฬาฟุตบอลในยุคปัจจุบันกลับถือกำเนิดจากฟุตบอลโรงเรียน ซึ่งจำเป็นต้องวางกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกันในการแข่งขันระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย จนเกิดเป็น “กติกาเคมบริดจ์” ในปี 1848 ได้นำไปปรับใช้ในสโมสรสุภาพบุรุษในลอนดอน และสโมสรในระดับมณฑล จนกลายเป็นกติกา “เชฟฟิลด์” สโมสรฟุตบอลแห่งแรกในเส้นทางคู่ขนานกีฬาฟุตบอลของชนชั้นกลาง ซึ่งได้รับความนิยมแพร่หลายทางตอนเหนือก็ต้องวางกติกาให้เป็นที่ยอมรับนับถือทั่วกัน เมื่อรวมกติกา 2 ประเภทเข้าด้วยกัน ก็กลายมาเป็นรากฐานของการเล่นฟุตบอลในยุคปัจจุบัน
.
ในปี 1871 มีการก่อตั้งสหภาพรักบี้ ซึ่งเป็นการแยกการเล่นใช้เท้ากับมือให้แตกต่างกัน เป็นกีฬา 2 ประเภทที่อยู่ในปัจจุบัน
.
ช่วง 3 ทศวรรษหลังของศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงแห่งการปรับเปลี่ยนกติกาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีการก่อตั้งสมาคมฟุตบอล ฟุตบอลลีก แชลเลนจ์คัพ และสถาบันอื่นๆ สโมสรจากท้องถิ่นที่มีชื่อคุ้นหูเข้ามาสังกัดสมาคมฟุตบอล เช่น แอสตัน วิลลา, แบล็กเบิร์น โรเวอร์, น็อตต์เคาน์ตี้ และเชฟฟิลด์เวนสเดย์
.
ขณะเดียวกันนั้นวิศวกรชาวอังกฤษ ผู้ประกอบการอิสระ และทหารที่ไปประจำการในต่างแดน ก็นำการเล่นที่มีกติกาวางไว้แน่ชัดแล้วไปเผยแพร่ ปูพื้นฐานวางรากฐานที่จะนำไปสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ กีฬาฟุตบอลก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกเมื่อได้รับการบรรจุให้แข่งขันในกีฬาโอลิมปิกปี 1908 และยืนยันความนิยมได้อีกหลายเท่าทวีคูณด้วยการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก
.
ในศตวรรษนี้ การปรับเปลี่ยนกติกาการแข่งขันถือได้ว่ามีน้อยมาก ซึ่งก็สอดคล้องไปกับจุดโดดเด่นของกีฬาฟุตบอลที่ไม่มีกติกาหยุมหยิม ปล่อยให้เกมดำเนินต่อเนื่องไปตั้งแต่ต้นจนจบ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้แสดงศิลปะในการเล่นออกมาเต็มที่
.
อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของกีฬาฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของสถาบัน หรือสถานะของผู้ร่วมกิจกรรมนี้ ทุกฝ่ายถูกเปลี่ยนโฉมแปลงรูปลักษณ์ด้วยข้อกำหนดเดียวคือเงินตรา ซึ่งจะเห็นได้ชัดในทศวรรษท้ายสุดในอังกฤษและระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าครอบครองกิจการสโมสร การให้เงินสนับสนุนมหาศาลจากผู้ผลิตสินค้า การทุ่มเงินซื้อตัวนักเตะมาสังกัดทีม  และการฉ้อราษฎร์บังหลวงในวงการฟุตบอลที่ปรากฏบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ล้วนแล้วแต่มีส่วนเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกีฬาฟุตบอลทั้งสิ้น
.
เค้าเดิมของการตะลุมบอนดุเดือดถึงเลือดถึงเนื้อในฟุตบอลโชรฟทิวสเดย์ในยุคกลาง หรือการสวมกางเกงยืดรัดรูปของนักเตะจากคอรินเธียนไม่เหลงเหลืออยู่เลย เมื่อเปรียบเทียบกับเกมการแข่งขันใต้ไฟสนามจัดจ้า เสื้อผ้าที่สวมใส่มีตราสินค้าเบียดตราสโมสรให้เหลือเพียงเล็กจิ๋ว ควบคุมกำกับโดยกรรมการที่ควักใบเหลืองใบแดงออกมาแจกเป็นจักรผัน มีผู้ชมป่าเถื่อนรุมล้อมอยู่ข้างสนามดุร้ายถึงขั้นที่ต้องกั้นรั้วเหล็กแน่นหนา ยืนแออัดยัดเยียดในกล่องที่นั่งของบุคคลระดับบริหารและกล้องโทรทัศน์ถ่ายทอดสด
.
วิวัฒนาการปรับเปลี่ยนจนไม่เหลือเค้าหน้าเดิม แต่ในแก่นแท้แล้วก็ยังเป็นสัตว์กีฬาตัวเก่า ประจุด้วยเลือดเนื้อ และวิญญาณที่ไม่เคยเปลี่ยน ผู้ที่มองโลกในแง่ร้ายและนักอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีควรจะรับฟังคำสะกิดเตือนใจว่า ในขณะนี้ มีผู้นิยมเล่นฟุตบอลและมีแฟนฟุตบอลเพิ่มมากมายมหาศาลเกมเช้าวันเสาร์ก็ยังรุ่งเรืองไม่เสื่อมคลาย… และในฟุตบอลอาชีพ เด็กฝึกงานก็ยังทำทำหน้าที่ขัดรองเท้าเหมือนครั้งอดีตกาล


ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_43806 
 

“ผัดกะเพรา” อาหารบัญญัติใหม่ ยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม

ผัดกะเพรา – เคยสงสัยกันหรือไม่? ว่า ผัดกะเพรา เมนูยอดฮิตที่หลายคนแอบเรียกว่าเมนูสิ้นคิดบ้าง เมนูกันตายบ้างนั้น ใครเป็นคนต้นคิด? แล้วมีที่มาที่ไปอย่างไร? ใช่สูตรที่เราทำกินกันทุกวันนี้ไหม? วันนี้เราจะไปหาคำตอบกัน
.
มีผู้ใช้นาม เสือตะหลิว สมาชิกเว็บไซต์ดังอย่างพันทิป ได้ตั้งกระทู้แชร์เรื่องราวน่าสนใจ เกี่ยวกับ ผัดกะเพรา พร้อมวิธีทำผัดกะเพราสูตรดั้งเดิมเอาไว้
.
โดยโพสต์บอกเล่าเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจไว้ว่า จากสยามสู่ไทย…ปฏิวัติหัวใจสู่ไทยยุคใหม่ “ผัดกะเพราเนื้อ สูตร จอมพล ป.พิบูลสงคราม”
.
เสือตะหลิวเชื่อว่าคนไทยทั้ง 70 ล้านคน ล้วนต้องรู้จักและเคยลิ้มลองเมนู “ผัดกะเพรา” กันอย่างแน่นอน และคนไทยส่วนใหญ่มักคิดเสมอว่า เมนู “ผัดกะเพรา” นั้น เป็นเมนูที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ย้อนหลังไปได้หลายร้อยหลายพันปี
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว รู้หรือไม่ว่า เมนู “ผัดกะเพรา” นั้น เป็นเมนูที่เพิ่งจะถูกคิดค้นมาในช่วงประมาณ พ.ศ. 2490 สมัยของจอมพลรัฐบุรุษชื่อดังผู้หนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ล้วนรู้จักกันดี ซึ่งผู้นั้นก็คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม
.
ช่วงสมัยนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ออกนโยบายในเรื่องของการปฏิวัติวัฒนธรรม ท่านได้ทำการปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแต่งกาย การใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งอาหารการกิน
.
และในสมัยนั้นเอง ได้มีการจัดงานประกวดอาหารและขนมประจำชาติขึ้น แน่นอนว่าอันดับหนึ่งก็คือ “ผัดไทย” แต่เมนู “ผัดกะเพรา” เองก็ตามมาติดๆ ต่อมาหลังจากจบงานประกวด เหล่าบรรดาอาหารและขนมที่ได้รางวัล ก็มีการปรับปรุงสูตรโดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อให้เข้ากับความเป็นไทยมากขึ้น
.
แต่ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่า “ผัดกะเพรา” แต่เมนู “ผัดกะเพรา” สูตรของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในยุคเริ่มแรกนั้น กลับมีความแตกต่างไปจาก “ผัดกะเพรา” ในยุคปัจจุบัน แตกต่างอย่างไร ใครสงสัย เรามาดูคำตอบกันเลยดีกว่า
.
ก่อนอื่นเรามาทอดใบกะเพรากันก่อนนะครับ เอาใบกะเพรามาทอดในน้ำมันท่วมๆ ไฟปานกลาง พอใบกะเพราหายฟู่น้ำมัน ก็ตักออกมาพักสะเด็ดน้ำมันเอาไว้ก่อน แต่อันนี้ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้นะครับ แต่ถ้าอยากทำใบกะเพรากรอบกับน้ำมันกะเพราก่อนก็ทำได้ครับ 
.
น้ำมันอันเดิมเลยครับ ไหนๆ จะทำผัดกะเพรา เอาไข่ดาวมาเสริมบารมีสักฟอง ตอกไข่ใส่กระทะน้ำมันท่วมๆ ลงทอด ใครชอบสุกระดับไหนก็ตามใจเลยครับ
.
น้ำมันอันเดิมเลยครับ กะให้เหลือประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ ตั้งกระทะไฟปานกลาง ใส่กระเทียมสับ 3-4 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูแดงสับ 3-4 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูเขียวสับ 3-4 ช้อนโต๊ะ น้ำพริกเผา 3-4 ช้อนชา แล้วผัดให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเลยนะครับ
.
ผัดกะเพราสูตรแรกเริ่มของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จะมีการแอบใส่น้ำพริกเผาลงไปเล็กน้อย เพื่อสร้างรสชาติแฝง แต่ถ้าหากไม่มีน้ำพริกเผาก็ใส่น้ำพริกแกงเผ็ดแทนก็ได้ครับ 
.
เสร็จแล้วก็ใส่เนื้อวัวบดลงไปต่อได้เลยครับ เสือตะหลิวใช้เนื้อวัวบดประมาณครึ่งกิโล หรือ 5 ขีด ผัดให้เข้ากันจนเนื้อเกือบสุก ทีนี้ถึงคราวปรุงรสแล้ว
.
ผัดกะเพราสูตรของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จะปรุงรสเค็มด้วย เต้าเจี้ยว และ ปรุงรสหวานด้วย น้ำตาลปี๊บ โดยใส่เต้าเจี้ยว ประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำตาลปี๊บ ประมาณ 3-4 ช้อนชา อาจจะใส่มากใส่น้อยกว่านี้ได้ แต่ให้ลองค่อยๆ ใส่ค่อยๆ ชิมไปจนได้รสที่ต้องการ
.
มันอาจจะดูแปลกๆ สำหรับยุคปัจจุบันที่นิยมใส่น้ำปลาและไม่นิยมเติมน้ำตาล แต่สำหรับ “ผัดกะเพรา” ในยุคแรกของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นั้น ผัดกะเพราจะใส่เต้าเจี้ยวกับน้ำตาลปี๊บ สาเหตุก็เพราะ ท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม อิงสูตร “ผัดกะเพรา” ของท่านมาจากเมนู “เนื้อผัดเต้าซี่” หรือ “เนื้อผัดเต้าเจี้ยว” แต่เนื่องด้วยในสมัยนั้น เต้าเจี้ยวหรือเต้าซี่ เป็นเครื่องปรุงที่หายากในครัวเรือนไทย ชาวไทยส่วนใหญ่จึงมักใช้น้ำปลาในการปรุงรสแทนนั่นเอง
.
นอกจากนี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นคนชอบทานอาหารรสหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรสหวานจากน้ำตาลมะพร้าว ท่านจึงใส่น้ำตาลปี๊บลงไปใน “ผัดกะเพรา” สูตรของท่าน สูตรของท่านจึงมีรสหวานอย่างไรล่ะ
.
หลังจากปรุงรสเสร็จก็ผัดไปเรื่อยๆ จนเนื้อเข้ากันดี ต้องผัดจนกว่าเนื้อจะเริ่มแห้งนะครับ เอาให้น้ำของเนื้อไม่ไหลออกมา คล้ายๆ กับการคั่วโดยหลังจากที่คั่วเสร็จก็โรยใบกะเพราลงไปประมาณ 3 กำมือ จากนั้นจึงปิดไฟแล้วคลุกให้เข้ากันเร็วๆ ไปเลย
.
เรียบร้อยแล้ว สำหรับ “ผัดกะเพราเนื้อ สูตร จอมพล ป.พิบูลสงคราม” รสชาติ ผัดกะเพรา สูตร จอมพล ป.พิบูลสงคราม จะมีรสเค็มๆ มันๆ มากกว่าผัดกะเพราแบบปกติ เพราะใช้เต้าเจี้ยวในการปรุงรส
.
อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมและรสชาติจากน้ำพริกเผาแอบแฝงอยู่ ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทาน รวมถึงยังมีความหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำตาลปี๊บที่ช่วยสร้างสรรค์รสชาติอันหลากหลายให้กับเมนูอาหารบ้านๆ จานนี้ให้พิเศษยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
.
ผัดกะเพรา ไม่ว่าจะยังไงก็จะขาดข้าวสวยร้อนๆ ไปไม่ได้โดยเด็ดขาด หุงเสร็จใหม่ๆ ตักใส่จานรอได้เลย ข้าวสวยหุงสุกใหม่ๆ ร้อนๆ เนื้อนุ่มหนึบๆ ตักข้าวใส่จาน แล้วก็อย่าเพิ่งลืมไข่ดาวที่ทอดเตรียมไว้ เอาไข่ดาวไปวางโปะบนข้าว ไข่แดงลาวาเยิ้มๆ กับไข่ขาววุ้นลื่นๆ การผสมผสานที่เรียบง่ายลงตัว
.
เมนู “ผัดกะเพรา สูตร จอมพล ป.พิบูลสงคราม” คือเมนูผัดกะเพราในยุคแรกเริ่มปฏิวัติวัฒนธรรม เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงจากสยามไปเป็นไทย นำมาซึ่งการพัฒนาประเทศจนนำมาสู่ความเจริญของประเทศไทยยุคใหม่
.
“เพราะอาหารคือเรื่องของปากท้อง และปากท้องคือเรื่องของประเทศชาติ…เหล่าผู้นำทั้งหลายจึงควรคิดถึงเรื่องปากท้องของคนในชาติเป็นสำคัญ เพราะถ้าหากปากท้องของคนในชาติไม่มีปัญหา ความเจริญของประเทศชาติก็ย่อมจะเดินหน้าไปได้อย่างดี”


ที่มา https://www.sentangsedtee.com/exclusive/article_128674 
 

เรียลหรูดูแพง มินิมอล กับโต๊ะสวยสไตล์นอดิก

ด้วยความที่พิมทำงานเป็น influence แล้วเป็นคนที่ต้องการพร้อพมาถ่ายงานบ่อยๆๆๆ เพราะการเป็น อินฟลู นั้นต้องคิดคอนเท้นต์ใหม่ๆ หาอะไรทำให้คนสนใจในสิ่งที่เราจะรีวิวเสมอ และนี่ก็เป็นสาวกของชอปปี้อีกแล้วววว ไปเจอตัวนี้มาคือดีเว่ออออ

พิมซื้อมาจากร้าน Miren shop ไม่รู้จะเรียกว่าโต๊ะอะไรดี โต๊ะกลาง โต๊ะชา โต๊ะกาแฟ ได้หมดเลยนะแต่ส่วนตัวชอบเอามาวางถ่ายรูปเป็นพร้อพบ้าง วางของบ้าง แนวอินฟลูอ่ะเนาะทุกคนนน ตัวนี้มันเป็นทรงกลม สีขาวๆ ตรงขาเป็นไม้ ทำแบบสไตล์นอร์ดิก

พูดถึงดีไซน์ตัวนี้คือชอบมากเลยนะ ดูมินิมอล เรียบง่าย แต่ดูแพง มองไปคือสบายตาสุดๆ ดูเป็นธรรมชาติมากๆๆๆ

สามารถนำไปวางเป็นโต๊ะชา / กาแฟ / วางงาน / เอาไปวางเป็นโต๊ะข้างเตียง / โซฟา ก็ได้ ตัวนี้จะผลิตจากไม้บอร์ด MDF มีความแข็งแรงและทนทานมากกก

ขนาดจะมี 3 ขนาด 29*42 cm / 39*47 cm / 59*52 cm ใครอยากจะเอาไปทำอะไรก็สามารถดูตามขนาดได้เลยมีหบากหลายขนาดให้เลือกดีสุดๆ เวลาทำความสะอาดก็ง่ายสุดๆ ส่วนตัวพิมใช้ผ้าชุบน้ำแล้วเช็ด

และขอชื่นชมอีกเรื่องคือเรื่องประกอบ ประกอบได้ง่ายมากกกกก กไก่ล้านตัวเลย ปกติเป็นคนไม่ชอบที่จะประกอบอะไรพวกนี้ อันนี้ 5 นาที เสร็จ หมุนๆใส่ๆเสร็จคือแบบดีมากกกอ่ะ ผู้หญิงอย่างเราคือทำได้ง่ายแบบชิวๆเลย

พิกัด 
ราคา : 145-349 บาท
ออนไลน์ : https://shope.ee/99nIX2057z 


รีวิวโดย พิม THE STUDY TIMES 
 

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top