Tuesday, 5 July 2022
NEWS

“โหราศาสตร์” ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ วิชาเก่าแก่แห่งเอเชีย มาจากไหน ?

โหราศาสตร์ เป็นวิชาที่ใช้ทายกาลล่วงหน้าหรือดูการล่วงหน้า ใช้สำหรับพยากรณ์ผลกรรมของมนุษย์โดยอาศัยดวงดาวเป็นเครื่องพยากรณ์
.
ผลกรรมของมนุษย์ตามหลักพุทธศาสนา ตามที่แสดงไว้ในกัมมวิภังคสูตร ได้แสดงผลกรรมไว้ 14 ประการคือ บางคนอายุยืน บางคนอายุสั้น บางคนมีโรคน้อย บางคนมีโรคมาก บางคนมีผิวพรรณดีบางคนมีผิวพรรณทราม บางคนมีศักดามาก บางคนมีศักดาน้อย บางคนมีทรัพย์สมบัติมาก บางคนมีทรัพย์สมบัติน้อย บางคนมีตระกูลสูง บางคนมีตระกูลต่ำ บางคนมีปัญญามาก บางคนมีปัญญาน้อย
.
โหราศาสตร์จะเป็นเครื่องบอกผลกรรม 14 ประการ และความเป็นไปของมนุษย์ในห้วงระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี แสดงเหตุและผลของดวงดาว ทำให้สามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าของวิถีทางของมนุษย์ และเหตุการณ์ของโลกทั่ว ๆ ไป
.
วิชาโหราศาสตร์ เป็นวิชาที่เก่าแก่เชื่อว่าเกิดในทวีปเอเชียก่อนแล้วจึงแพร่หลายไปยังแหล่งอื่น ในคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์ ซึ่งมีอายุก่อนพุทธศาสนาก็มีคำสดุดีดาวพระเคราะห์อยู่ด้วย สำหรับวิชาโหราศาสตร์ของไทยตามหลักฐานที่มีอยู่ แสดงว่าได้รับสืบทอดมาจากอินเดีย เมืองไทยเราตั้งอาณาจักรสุโขทัยก็ได้มีตำแหน่งพระมหาราชครู ซึ่งเป็นพราหมณาจารย์ และตั้งให้เป็นปุโรหิตประจำราชสำนักสืบต่อมาในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ ก็ยังคงมีพราหมณาจารย์ดำรงตำแหน่งพระมหาราชครู
.
ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพุทธานุญาตให้ พระภิกษุสงฆ์เรียนรู้วิชาโหราศาสตร์ในเรื่องฤกษ์ยาม เพื่อจะได้รู้เวลาทำอุโบสถสังฆกรรม อันเป็นกิจในพระพุทธศาสนา จึงได้มีชื่อ วัน เดือน ปี และฤกษ์แสดงไว้ท้ายบอกวัตรพระเป็นประเพณีสืบต่อมา ที่มาของเรื่องนี้มีอยู่ว่า สมัยหนึ่ง พระภิกษุทั้งหลายไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในอรัญญิกเสนาสนะได้มีหมู่โจรมาถามว่า วันนี้พระจันทร์กอร์ปด้วยนักขัตฤกษ์อะไร พระภิกษุตอบว่าไม่รู้ พวกโจรจึงว่า ชนเหล่านี้มิใช่สมณะจึงไม่รู้นักขัตตบาท คงจะเป็นพวกโจรมาซุ่มซ่อนอยู่ ว่าแล้วโจรเหล่านั้นก็เข้าทำร้าย พระภิกษุเหล่านั้นแล้วหลีกไป เมื่อความเรื่องนี้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์จึงทรงมี พระพุทธฎีกาตรัสให้ประชุมพระภิกษุสงฆ์ แล้วจึงตรัสอนุญาต ให้ภิกษุที่ไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่าพึงเรียนรู้นักขัตฤกษ์ สำหรับอรัญญิกวัตร เพื่อรักษาตนให้พ้นอันตรายจากโจร
.
วิชาหมอดู จัดว่าเป็นบันไดขั้นต้นของวิชาโหราศาสตร์ ทั้งสองวิชาต่างก็ใช้ดวงดาวนพเคราะห์เป็นเครื่องวินิจฉัย หลักวิชาที่หมอดูใช้ได้แก่ ตำราเลข 7 ตัว โดยอาศัย วัน เดือน ปี และยามเวลาเกิด โดยเทียบเข้ากับหลักการของดาวเคราะห์เป็นมูลฐานในการทำนาย ส่วนวิชาโหราศาสตร์มีการกำหนดท้องฟ้าเป็นจักรราศี โดยแบ่งออกเป็น 12 ราศี แบ่งออกเป็น 27 นักษัตร 36 ตรียางค์ และ 108 นวางค์ นอกจากนั้นยังมีตำรามหาทักษาพยากรณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง หลักตำราโหรโบราณแทบทุกคัมภีร์ มักจะนำเอาหลักเกณฑ์ในมหาทักษาพยากรณ์ ไประคนกับหลักเกณฑ์ในวิชาโหราศาสตร์ ในวิชาโหราศาสตร์แบ่งจักรราศีออกเป็น 12 ราศี แล้วจัดดาวพระเคราะห์เข้าครองประจำทุกราศี ที่เรียกว่า เกษตร์ และจัดให้ธาตุทั้งสี่ คือ ไฟ ดิน ลม น้ำ เข้าครองประจำทุกราศี กำหนดให้ดาวพระเคราะห์เกษตร์ประจำราศี เข้าครองธาตุตามลักษณะธาตุที่ประจำราศีนั้น และทุกราศีก็กำหนดให้เป็นทิศต่าง ๆ ในวิชาหมอดู มีการแบ่งท้องฟ้าออกเป็น ภูมิอัฐจักรพยากรณ์ มีดาวพระเคราะห์ ธาตุและทิศเข้าครองเหมือนหลักเกณฑ์ในวิชาโหราศาสตร์


ที่มา https://www.baanjomyut.com/library_4/ 
 

มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา "โรงเรียนฝึกหัดครูมณฑล" ปี 2462 กว่า 100 ปี ของสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้

เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดของภาคใต้ เป็นผู้นำในการนำการศึกษาพัฒนาชาวชนบทและสังคมชนบทในภาคใต้ให้วิวัฒน์ รุ่งโรจน์ รุ่งเรืองมาโดยลำดับตราบบัจจุบัน ซึ่งมีสถานที่ตั้งอยู่ที่เลขที่ 160 หมู่ 4 ถนนกาญจนวนิช ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา และได้ขยายพื้นที่จัดการศึกษานอกที่ตั้ง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา วิทยาเขตสตูล ตั้งอยู่ ณ พื้นที่สาธารณประโยชน์ทุ่งใหญ่สารภี ตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล
.
ปี พ.ศ.2462 ธรรมการมณฑลนครศรีธรรมราช ซึ่งตั้งอยู่ ณ จังหวัดสงขลา และธรรมการจังหวัดสงขลา ได้คิดผลิตครูมณฑลขึ้นเพื่อให้เป็นครูสอนในระดับประถมศึกษา จึงได้เปิดหลักสูตรวิชาครขึ้น โดยอาศัยสถานที่เรียนที่โรงเรียนประจำมณฑลนครศรีธรรมราช (คือโรงเรียนมหาวชิราวุธ ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่บริเวณโรงเรียนวิเชียรชมในปัจจุบัน)
.
หลักสูตรวิชาชีพครูดังกล่าว เปิดรับนักเรียนที่จบชั้นประถมบริบูรณ์ (ชั้นประถมปีที่ 3) เรียนร่วมกับนักเรียนชั้น ม.1 - ม.3 และเรียนวิชาชีพครูสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 3 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรนี้เรียกว่า "ครูประกาศนียบัตรมณฑล"
.
ปี พ.ศ. 2468 หลังจากมีการใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2464 ธรรมการมณฑลจึงได้จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประจำมณฑลขึ้น เรียกว่า "โรงเรียนฝึกหัดครูมูล" ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าชะมวง อำเภอกำแพงเพชร (ปัจจุบันคืออำเภอรัตภูมิ) จังหวัดสงขลา (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยีสงขลา) เปิดรับนักเรียนที่จบ ม.3 และผู้ที่เป็นครูแล้วแม้ยังไม่จบชั้น ม.3 กำหนดเวลาเรียน 2 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับ "ประกาศนียบัตรวิชาชีพครูมูล" (ป.)
.
ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 ให้เลิกการแบ่งเขตการ ปกครองเป็นมณฑล ปี พ.ศ. 2477 โรงเรียนฝึกหัดครูมูลประจำมณฑลนครศรีธรรมราช ที่ตำบลท่าชะมวง จึงได้เปลี่ยนเป็น "โรงเรียนฝึกหัดครูมูลจังหวัดสงขลา" เปิดรับนักเรียนที่เรียน ป.6 หรือ ม.2 (ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475) เข้าเรียนมีกำหนด 2 ปี
.
ปี พ.ศ. 2482 เปลี่ยนชื่อ "โรงเรียนฝึกหัดครูมูลจังหวัดสงขลา" เป็น "โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดสงขลา" และได้ย้ายจากตำบลท่าชะมวง ไปตั้งที่ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เปิดรับนักเรียนที่จบชั้น ม.3 กำหนดเวลาเรียน 2 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้ "ประกาศนียบัตรจังหวัด" (ว.) นอกจากนี้โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดสงขลา ยังรับนักเรียนที่เตรียมไว้สำหรับบรรจุเป็นครูประชาบาล โดยให้จังหวัดต่างๆ คัดเลือกนักเรียนที่จบ ป.4 จากตำบลทุรกันดารในจังหวัดต่างๆ เข้ามาเรียนกำหนดเวลาเรียน 3 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้ "ประโยคครูประชาบาล" (ป.บ.) และกลับไปเป็นครูในตำบลที่เป็นภูมิลำเนา
.
ปี พ.ศ. 2490 เปลี่ยนชื่อ "โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดสงขลา" เป็น "โรงเรียนฝึกหัดครูสงขลา" เปิดรับนักเรียนที่จบชั้น ม.6 หรือประโยคประกาศนียบัตรครูมูล (ว.) กำหนดเวลาเรียน 1 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้ "ประกาศนียบัตรครูมูล" (ป.)
.
ปี พ.ศ. 2498 เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา โดยรับนักเรียนที่จบ ม.6 กำหนดเวลาเรียน 2 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2499 จึงได้ย้ายสถานที่มาตั้งอยู่ ณ บริเวณ บ้านสำโรง ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา อันเป็นสถานที่ตั้งในปัจจุบันและได้ยกฐานะเป็นวิทยาลัยครูสงขลา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 เริ่มรับนักเรียนหญิง เปิดเป็นสหกิจศึกษาเป็นครั้งแรก อีกทั้งได้ขยายชั้นเรียนไปจนถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) ในปีเดียวกัน
.
ปี พ.ศ. 2510 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศรวมกิจการของโรงเรียนสตรีฝึกหัดครูสงขลา ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2485 กับวิทยาลัยครูสงขลา เพื่อขยายและปรับปรุงการศึกษาด้านการฝึกหัดครูให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงยั่งยืน วิทยาลัยครูสงขลาจึงกลายเป็นสถานศึกษาฝึกหัดครูขนาดใหญ่ในภาคใต้
.
ปี พ.ศ. 2518 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 วิทยาลัยครูสงขลาจึงได้เปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี ในสาขาครุศาสตร์ โดยรับนักศึกษาที่เรียนจบ ป.กศ.สูง หรือครูประจำการ ที่ได้รับวุฒิ พ.ม. เข้าศึกษาต่อ 2 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิครุศาสตร์บัณฑิต (ค.บ.) และในปี พ.ศ.2522 ได้เปิดโครงการอบรมครูประจำการและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ค.ป.) ในระดับ ป.กศ.ชั้นสูง และระดับปริญญาตรี (ค.บ.) หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2524 ได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดสอนหลักสูตรการโรงแรมและการท่องเที่ยว กับหลักสูตรการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเรียกโครงการนี้ว่า วิทยาลัยชุมชนสงขลา
.
ปี พ.ศ.2527 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2527 ให้วิทยาลัยครูทำหน้าที่ผลิตครู และเปิดสอนวิชาชีพตามความต้องการและความจำเป็นของท้องถิ่น วิทยาลัยครูสงขลาจึงได้ผลิตครูระดับปริญญาตรี ด้านครุศาสตรบัณฑิต รวมถึงบัณฑิต หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพอื่นๆ ตามความต้องการและความจำเป็นของท้องถิ่นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
.
ปี พ.ศ. 2529 ได้เปิดโครงการการจัดการศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ (กศ.บป.) ในระดับอนุปริญญาและระดับปริญญาตรีสาขาครุศาสตร์ ซึ่งต่อมาได้ขยายไปสู่สาขาอื่น ๆ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
.
ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนาม “ ราชภัฏ ” แทนชื่อวิทยาลัยครูทั่วประเทศ วิทยาลัยครูสงขลาจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันราชภัฏสงขลา” ตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา สถาบันราชภัฏสงขลาได้มีความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ จนสามารถเปิดสอนถึงระดับบัณฑิตศึกษาได้ในปี พ.ศ. 2544 และเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 จึงได้รับการยกฐานะเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ดำเนินพันธกิจตามวิสัยทัศน์ เอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ สืบมา


ที่มา https://www.skru.ac.th/th/about/ 
 

มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ เปลี่ยนโมเดลแล้ว ! ต่อไปนักศึกษาจะไม่ใช่เข้าเรียนแค่ 4 ปี แต่จะเป็นลูกค้าไปตลอดชีวิต

‘ดร.สมเกียรติ’ ยกโมเดลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เป็นทางรอดมหาวิทยาลัยยุคใหม่ เปลี่ยนบทบาทจากสอนให้จบปริญญาตรี 4 ปี เป็นสถาบันอัปเกรดความรู้ให้คนทันสมัยทันโลกยุคใหม่ตลอดเวลา
.
ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somkiat Osotsapa ว่า
.
บทบาท หน้าที่มหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนไป
มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ เปลี่ยนโมเดลแล้ว ! ต่อไปลูกค้าของมหาวิทยาลัย จะไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่มาเข้าเรียน 4 ปี แต่จะเป็นลูกค้าไปตลอดชีวิต
.
การปรับตัวของมหาวิทยาลัยเริ่มแล้วครับ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเอเชีย และอันดับต้นๆ ของโลก ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทให้ตัวเองเป็น "มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต" ที่จะดูแลประชากร ไม่เพียงแต่ในระดับปริญญาตรี 4 ปี และโท-เอก แต่จะขอคอยดูแล คอย อัพเกรดทักษะ ความรู้ ให้ประชากรทันสมัยตลอดเวลา ... ทำให้ ลูกค้าของมหาวิทยาลัยจะขยายขนาดออกไปอีกมากโขเลยครับ
.
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยจะคอยออกหลักสูตรใหม่ๆ เพื่อให้ เด็กๆ ที่จบไประยะหนึ่ง สามารถจะกลับมา "อัพเกรด" หรือ "ยกเครื่อง" ความรู้และทักษะได้อีกเรื่อยๆ โดย มหาวิทยาลัย NUS ได้ออกโปรโมชั่น สำหรับศิษย์เก่า สามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ซึ่งก็จะทำให้ได้ลูกค้าใหม่ (ที่เป็นลูกค้าเก่า) กลับเข้าไปใช้บริการอยู่เรื่อยๆ 
.
ซึ่งหากสะสมคอร์สให้เหมาะสม จนครบตามมาตรฐาน สามารถเปลี่ยนไปเป็นปริญญาได้ เช่น ปริญญาตรีใบใหม่ หรือ ปริญญาโทในสาขาต่างๆ อีกด้วย (ภายใต้มาตรฐานที่สูงของสิงคโปร์)
.
ขนาดสิงคโปร์มีมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของเอเชีย และเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลก แซงหน้าหลายๆ มหาวิทยาลัยที่ว่าดังๆ ในสหรัฐอเมริกา ... เขายังบอกว่า "ต้องรีบปรับตัว" !!
.
รัฐมนตรีศึกษาธิการ สิงคโปร์ ออกมาบอกว่า ในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ หรือ ยุค Industry 4.0 การศึกษาแบบเดิม มหาวิทยาลัยแบบเดิม กำลังจะล้าสมัย จึงต้องรีบปรับตัวด่วน
.
โดยสิงคโปร์มีแผนการปฏิรูปมหาวิทยาลัย เน้นการสร้างผลกระทบต่อผู้เรียนมากกว่าเกรด ผลิตคนหลากหลายตามความต้องการของผู้เรียน และเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับทุกช่วงวัยของชีวิต
.
(1) Experiential learning เปลี่ยนการเรียนรู้แบบทฤษฎีในห้องเรียน มาเป็นการฝึกฝนประสบการณ์ ผสมผสานการทำงานจริง แก้ปัญหาจริง เพราะความรู้มันหาได้ง่ายมาก มหาวิทยาลัยในอนาคตจะมีลักษณะ เรียนไป ทำงานไป เป็นผู้ประกอบการไป
.
(2) Promote digital literacy เด็กสิงคโปร์ต้องอยู่ในโลกยุคการค้าแห่งดิจิทัลได้ มีทักษะ Computational Thinking (น่าจะเป็นทักษะด้าน Data Science)
.
(3) Diversify higher education pathways เพิ่มความหลากหลายของอุดมศึกษา เด็กสามารถเลือกเส้นทางตามความสนใจ และจริตของตน มีสายอาชีพหลากหลาย แนะนำเส้นทางต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็ก (ให้รู้ตัวเองว่าชอบและถนัดอะไร ให้เร็วที่สุด)
.
(4) Encourage lifelong learning ยุคต่อไปคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และมหาวิทยาลัยต้องคอยติดตาม คอยตอบสนอง ว่าคนที่จบไปแล้วอยากกลับมาเรียนอะไร
.
(5) Broadening the role of universities อันนี้ผมว่า มันคล้ายๆ หลายๆ ธุรกิจที่ปรับตัวนะ เช่น ธนาคาร หันมาทำเรื่องอื่นๆ นอกจากรับฝากกู้เงิน ปตท. หันมากาแฟ .. มหาวิทยาลัย ก็ทำแค่สอน-วิจัย ไม่ได้แล้ว ต้องเพิ่มเติมบทบาทตัวเองให้มากขึ้น ไม่งั้นก็อยู่ไม่รอด

.
อย่างเช่นตอนนี้ มหาวิทยาลัย NUS ของสิงคโปร์ มีโปรโมชั่น สำหรับศิษย์เก่า สามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ซึ่งก็จะทำให้ได้ลูกค้าใหม่ (ที่เป็นลูกค้าเก่า) กลับเข้าไปใช้บริการ


ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02Y6FKvsJWgWFKW9c1yPSjb5QXZUkEHwcCiCwVmUhQcgyDndzHqL41aoiJnHTPEdeRl&id=100001380665898 
 

ระบายสี “พุทธประวัติ” เมื่อนักเรียนได้ลงสี ความตะมุตะมิก็บังเกิด

เพราะจินตนาการนั้นสำคัญกว่าความรู้ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อยู่ในวัยกำลังโต ที่การเรียนการสอนแบบให้ใช้ความคิด ความสร้างสรรค์ นั้นจะช่วยพัฒนาการของเด็กได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นผลงานการระบายสีวิชาสังคมที่เราจะนำเสนอในครั้งนี้ บอกได้เลยว่า ปัง!
.
เรื่องราวดังกล่าวถูกแชร์โดย ผู้ใช้งาน TikTok บัญชี poomjirayus โดยคุณครูได้โพสต์คลิปพร้อมกับบรรยายว่า "เมื่อนักเรียนระบายสี" คลิปดังกล่าว TikTok https://www.tiktok.com/@poomjirayus/video/7111550990825934107 
.
โดยในใบงานจะเห็นได้ว่า โจทย์คือให้ระบายสีพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่การ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน โดยในใบงานนั้นจะมีรูปมาให้ และให้นักเรียนใช้จินตนาการในการลงสีเอาเอง ซึ่งผลงานนักเรียนที่คุณครูเอามาโชว์นั้นบอกได้เลยว่า มีการเติมสีปากให้ดูชัดเจน แถมยังมีขนตาเพื่อความสมจริง จนทำให้คุณครูถึงกับอดขำไม่ได้
.
หลังจากที่โพสต์ของคุณครูได้ถูกแชร์ออกไป ก็เรียกว่ากลายเป็นไวรัลสุดปังที่มียอดผู้เข้าชมมากกว่า 80,000 ครั้ง แถมยังมีคอมเมนต์มากมายที่เข้ามาขำไปกับความน่ารักและไอเดียสุดบรรเจิดของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็น "ปรินิพพานขนตาเป๊ะเหมือนฉากนอนละคร", "ตะมุตะมิมากกก" ตลอดจน "คนหัวเราะจะบาปไหมคะ"


ที่มา https://www.sanook.com/campus/1410628/ 
 

PROGRAM

เปิดใจเจ้าพ่อดาราโฆษณา ทุกสินค้าต่างแย่งชิง "แมน เสฏฐวุฒิ" | Click on Crazy EP.13

? Click on Crazy EP.13 เปิดใจเจ้าพ่อดาราโฆษณา ทุกสินค้าต่างแย่งชิง "แมน เสฏฐวุฒิ"

?เสฏฐวุฒิ พรธนาวุฒิ (แมน)
นักแสดง 

✅ดำเนินรายการโดย แองจี้ THE STUDY TIMES 

⏰ วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 2 ทุ่มตรง

?ช่องทางรับชม 
Facebook และ YouTube: THE STUDY TIMES

.

เส้นทาง นักร้อง Cover ลงยูทูบ เตะตาค่ายได้ออกซิงเกิ้ล "พีช ปณิชา" | Click on Crazy EP.12

? Click on Crazy EP.12 เส้นทาง นักร้อง Cover ลงยูทูบ เตะตาค่ายได้ออกซิงเกิ้ล "พีช ปณิชา"

?ปณิชา เมธวิชิตชัย (พีช)
นักร้อง

✅ดำเนินรายการโดย แองจี้ THE STUDY TIMES 

⏰ วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม เวลา 2 ทุ่มตรง

?ช่องทางรับชม 
Facebook และ YouTube: THE STUDY TIMES

.

กำเนิด 'เครื่องล้างจาน' แรกของโลก | Click on Clever EP.21

?Click on Clever EP.21 กำเนิด 'เครื่องล้างจาน' แรกของโลก

“เครื่องล้างจาน” สิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้กิจกรรมน่าเบื่อหน่ายง่ายดายขึ้น
ใครคือผู้คิดค้น “เครื่องล้างจาน” คนแรกของโลก ด้วยสาเหตุสุดแปลก เพราะ “โมโหจานแตก” วันนี้จะพาไปรู้จักเธอกัน!!

✅ดำเนินรายการโดย (กันต์) ธนพัฒน์ แจ่มปรีชา 

?ช่องทางรับชม 
Facebook และ YouTube: THE STUDY TIMES

.

TRENDING
GUIDE TO LEARNING

5 Reasons Why study in Romania? Eastern Europe’s hidden gems.

Romania is one of Eastern Europe’s hidden gems. Famous not only for its gorgeous landscapes and its seven UNESCO world heritage sites, Romania gave the world some of the biggest inventions and pushed the world to where it is today.
.
Why study in Romania?
.
1. Low tuition fees and living costs.
In Romania, tuition costs are very affordable, especially when compared to other Western countries or even some European states. At public universities, most study programs cost between 230 and 3,000 EUR per academic year. Additionally, if your average GPA or entry exam grade is high enough, you can occupy a state-funded place.
.

2. Active nightlife and fun events.
Big student cities like Bucharest, Timisoara, Cluj, and Iasi are well-known for all-night-long parties, where people enjoy music, dancing, and having a laugh with their friends. If you're not a party enthusiast, there are many other events or activities in which you can participate:
•    national and international festivals (e.g. theatre, arts, crafting, wine making)
•    mountain trekking
•    road trip on Transfagarasan or Transalpina
•    spending a night at the Balea Lake Ice Hotel
.
3. English is widely spoken in student cities.
Saying that English is widely spoken in Romania is only half true. The truth is, most young people will speak it fluently and you shouldn't have any problems in larger and more popular cities. You should also be fine at local supermarkets or while taking a train ride on well-travelled routes.
.
4. Romanians are friendly and lively people.
Romanians are known for their Latin blood and for having a light heart. They share a great sense of humour and are often able to see the bright or funny side even in the most difficult situations.
.
5. Visit amazing natural and human-made wonders.
Romania is one of the hidden jewels of Europe, boasting a wide range of natural and man-made attractions that everyone should see at least once in their life. From centuries-old monasteries to amazing castles, from salt mines to large stone carvings, Romania has it all.


From: https://www.bachelorsportal.com/countries/33/romania.html 
 

รีวิวเอก “โลจิสติกส์” เรียนอะไร ? เรียนที่ไหน? จบแล้วไปทำอะไร ?

โลจิสติกส์ คืออะไร?
อย่างที่น้องๆ หลายคนพอทราบมาบ้างว่า สาขาวิชาโลจิสติกส์ นั้น เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบขนส่ง หรือการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ทั้งภาคพื้นดิน ทางเรือ และทางอากาศ แต่โลจิสติกส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งเท่านั้น สายงานด้านนี้ยังรวมไปถึงกระบวนการ วิธีการ การวางแผนสินค้าคงคลัง การจัดเก็บ ควบคุม การบริหารธุรกิจ รวมถึงต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเงิน การตลาดเบื้องต้นในการทำธุรกิจอีกด้วย



เรียนยังไง? เกี่ยวกับอะไรบ้าง? 
สำหรับคนที่เข้ามาเรียนในสาขาทางด้านโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นคณะหรือสาขาของมหาวิทยาลัยที่ไหน ในเรื่องหลักสูตร จะได้เจอวิชาหลักคล้ายกัน นั่นคือ น้องๆ ปี 1 จะได้เรียนพื้นฐานวิชาทั่วไป เช่น ธุรกิจ การบริหารจัดการ การตลาด การเงิน ภาษาอังกฤษ แคลคูลัส สถิติ มนุษยศาสตร์ เป็นต้น
.
ในปีต่อๆ มาจะได้เรียนรายวิชาเฉพาะ เช่น การขนส่งและการกระจายสินค้า วัสดุและการบรรจุภัณฑ์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การวางแผนอุปสงค์และสินค้าคงคลัง การจัดการโซ่อุปทานเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับโลจิสติกส์ การค้าการจัดการ เป็นต้น และจากนั้นน้องๆ จะได้เรียนการสัมมนาทางโลจิสติกส์ รวมถึงออกสหกิจศึกษาในชั้นปีที่ 4



เรียนโลจิสติกส์ จบไปทำงานอะไรได้?
หลังจากเรียนจบหลักสูตรในระดับปริญญาตรีแล้ว มาถึงเส้นทางอาชีพและการทำงานบ้าง งานด้านโลจิสติกส์และซับพลายเชน ถือเป็นอีกสายงานที่ตลาดในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการบุคลากรเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจและบริการ และนี่คือสายงานและตำแหน่งที่น้องๆ บัณฑิตสาขานี้สามารถทำได้ 
•    ระดับปฏิบัติการ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดส่งและคลังสินค้า ฝ่ายควบคุมวัตถุดิบ ฝ่ายซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ ฝ่ายการขนส่ง ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัททางขนส่งสินค้ามากกว่า 500 แห่ง รวมถึงบริษัทนำเข้าส่ง-ออก
•    ระดับบริหาร เช่น นักวิเคราะห์ด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน,  นักวางแผน วัตถุดิบ การผลิต หรือการกระจายสินค้า, นักวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจ 
•    ประกอบธุรกิจส่วนตัว เช่น นำเข้าและส่งออก ผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ ตัวแทนขนส่งทางบก ทางทะเล หรือทางอากาศ
•    รับราชการ รับราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี กรมประมง กรมการขนส่งทางอากาศ กรมศุลกากร และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
•    งานสายวิชาการ เช่น นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ในสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ หรือเรียนต่อระดับสูงขึ้น



ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาวิชาด้าน โลจิสติกส์ 
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ สำนักวิชาเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
สาขาวิชาเทคโนโลยีโลจิสติกส์ คณะเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก
ภาควิชาวิศวกรรมโลจิสติกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต


ที่มา https://www.admissionpremium.com/logis/news/3540 
 

7 REASONS TO STUDY IN AUSTRALIA

There are so many things to consider when deciding where you'd like to study. But here are a bunch of reasons we think Australia is one of the best places to do it.
.
1. EXCELLENT EDUCATION SYSTEM
Australia has one of the best education systems in the world. According to the University Ranking of Quacquarelli Symonds, the Australian National University, the University of Melbourne, the University of New South Wales, the University of Queensland, and the University of Sydney are among the 50 best universities in the world. Australian universities are always excited to welcome international students into their communities.
.
2. EASY ACCESSIBILITY TO A STUDENT VISA
In comparison to other countries, it is quite easy to get a Visa to study in Australia. Foreign students coming to Australia can take part in the “Overseas Student Program”. Of course, you have to meet several requirements in order to get a Visa. Accessing official documents always means dealing with bureaucracy.
.
3. IMPROVE ENGLISH SKILLS
While you study in Australia, you will get the chance to improve your English skills. Since English is the official language of the country, you can communicate in English with everybody – in the supermarket, in your free time, at the university.
.
4 BREATHTAKING LANDSCAPES
Another reason to study in Australia is – of course – the beautiful landscape. You can find more than five different climate zones on this continent. Some parts of the rainforest and areas of the Great Barrier Reef even belong to UNESCO’s World Heritage List.
.
5. EASY ACCESS TO PART-TIME JOBS ALONGSIDE YOUR STUDIES
During your studies in Australia, you will easily find a student job. For enrolled students, there are several opportunities to work. With the Australian Student Visa, you are allowed to work up to 20 hours per week during the semester. During semester breaks, you could even work full time. You can find part-time jobs that show a connection to your studies, e.g., in agencies or companies. 
.
6. DISCOVER A NEW CULTURE AND ITS PEOPLE
You might be thinking, “I can get to know a different culture and new, interesting people everywhere – I don’t have to go to Australia for that”. But we promise: You won’t regret having met Aussies and having been part of the Australian culture. Don’t be surprised if everybody is talking with you in a totally informal way right from your first meeting. It is completely normal to call everybody by their first names, even your boss or the doctor.
.
7. BETTER CHANCES ON THE JOB MARKET AFTER YOUR GRADUATION
After your studies in Australia, you will have a higher chance of landing a job. If you decide to go back to your home country, your employer will surely like your Australian degree. Your future boss will see that you can communicate in English and get along in an unknown environment.


From: https://www.gostudy.com.au/blog/7-reasons-to-study-in-australia/ 
 

LITE

กระบอก กินน้ำเก่ง เพื่อสุขภาพที่ดี มีผิวที่ปัง

ปัญหาในชีวิตทุกวันนี้ไม่มีอะไรมากเลย ทุกเรื่องคือแก้ได้แต่ติดอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องกินน้ำให้ครบกำหนด ตามแบบมาตรฐาน ก็คือ 8 แก้ว หรือ 2.7 ลิตร แล้วถามว่ากินครบมั้ยก็ไม่จ้าา สุขภาพก็เลยแย่อยู่แบบนี้ไงทุกคนน ฮืออ แต่ไปเจอเจ้าตัวนี้มาบอกเลยคือครบมากกกกก  เป็นกระบอกน้ำของ Miniso

น้องคือน่ารักปุกปิกกกมากก ที่ไปเจอมามีด้วยกัน 3 สี สีน้ำเงิน สีม่วง สีดำ ส่วนตัวละชอบสีขาวกับดำมากก เลยรีบหยิบดำมา เพราะไม่มีขาว555555555 ขอชมเรื่อง ขนาดก่อนเลยนะ คือสวยถูกตามากก เห็นแล้วคือต้องเดินเข้าไปซื้อเลยอ่ะ

ขนาดจุ 900 ml แล้วคิดดูว่า ถ้ามาตรฐานการกินน้ำควรอยู่ที่ 2.7 ลิตร เราก็แค่กินน้ำวันละ 3 กระบอก 900*3 = 2700 ml หรือ 2.7 ลิตรนั้นเองทุกคน เห็นมั้ยสะดวกสบายมาก ไม่ต้องมานั่งคิดว่าวันนี้กินไปกี่แก้วละก็ลืม เจ้ากระบอกน้ำตัวนี้คือสะดวกสุดๆละ แค่กินให้ครบ 3 กระบอก ก็ได้มาตรฐานน้ำที่เราจะควรกินต่อวันแล้วทุกคน

เวลาจะกินเราก็แค่กดตรงที่ให้กดตรงปกมันก็จะเด้งออก เป็นรูไว้ให้เรากิน ไม่หกไม่เลอะไม่รั่ว  กินเสร็จก็แค่ไม่ปิดฝาลง ดีสุดๆๆๆ ถามถึงวัสดุในการทำก็คือปลอดภัยมากนะ วัสดุแข็งแรงทนทาน นี่ทำกระบอกน้ำตกหลายรอบแล้ว ยังไม่แตกเลย คือแข็งแรงมาก ไม่ก๊องแก๊งนะ

ขออวยเรื่องขนาดกระบอกหน่อยว่า พกพาสะดวกมาก นี่หิ้วใส่กระเป๋าผ้าไปมหาลัยทุกวันเลยนะ สะดวกสุดๆ หรือใครไม่ชอบหิ้วกระเป๋าผ้า ตรงปากกระบอกมีไว้สำหรับหิ้วด้วยคือดีมากกกก จะพกไปไหนก็หิ้วไปเลยง่ายต่อการใช้งานสุดๆๆๆ

สำหรับใครที่กินน้ำน้อย หรือ ไม่ชอบมานั่งคำนวณว่าต้องกินเท่าไหร่ๆ กี่แก้วๆ ก็เหมาะมากกับเจ้าตัวนี้ กระบอกกินน้ำเก่งของ Miniso พอกินน้ำครบบอกเลยนะว่าชีวิตดีขึ้นมากก สุขภาพดีขึ้น ผิวก็ดีขึ้น ไม่แห้งแถมหน้าใสและเป็นสิวน้อยลงด้วย
.

พิกัด
ร้าน : Miniso ทุกสาขา
ราคา : 129 บาท


รีวิว โดย พิม THE STUDY TIMES
 

อาการ “เพลงติดหู” Earworm เกิดจากอะไร ? แล้วแก้แบบไหน ?

หลายคนอาจจะเคยเกิดอาการ มีเพลงอะไรวนหลอนอยู่ในหัวหรือในหูไปทั้งวัน บางครั้งอาจจะได้ยินเพลงมาสักท่อน แล้วท่อนนั้นก็ติดหูเราไปตลอด อาการนี้เรียกว่า Earworm อ่านว่า เอียร์เวิร์ม แล้วหากเกิดอาการแบบนี้ จะต้องแก้ยังไงดี วันนี้เรามาลบเพลงออกไปจากหูกัน 
.
“Earworm หรือ เอียร์เวิร์ม” มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการคือ Involuntary Musical Imagery (INMI) ให้เข้าใจง่ายๆคือ อาการที่มีเพลงสักท่อนติดอยู่ในหัวเรา วนไปวนมา แล้วเราจะพยายามลบออกไปจากหัวก็ทำไม่ค่อยจะได้  
.
Earworm เกิดขึ้นได้ยังไง ? 
มีการทำบททดสอบง่ายๆ โดยให้กลุ่มตัวอย่างนั่งฟังเพลงและดูว่าเพลงไหนจะทำให้เกิดอาการ Earwormมากที่สุด ผลทดสอบที่ออกมาคือ เพลงแนวป๊อปที่มีจังหวะค่อนข้าวเร็ว เมโลดี้จำง่าย มีเนื้อร้องซ้ำๆ จะทำให้เกิด Earwormมากที่สุด ทุกคนสามารถเกิดอาการนี้ได้หมด ใครที่ฟังเพลงบ่อยๆหน่อย โดยเฉพาะการฟังเพลงผ่านวิทยุหรือช่องทางอื่นๆที่อาจจะมีการสุ่มเพลงขึ้นมาให้ฟังก็อาจจะเกิดอาการแบบนี้ได้ง่ายๆ
.
นอกจากนี้ยังมีผลรายงานอีกว่าอาการนี้อาจเกิดขึ้นได้กับกลุ่มคนที่มีความจำดี มีอาการย้ำคิดย้ำทำ หรือมีความ sensitive ที่ค่อนข้างสูง แน่นอนว่าอาการนี้ไม่อันตราย มันเป็นเพียงอาการเท่านั้นไม่ใช่โรคแต่อย่างใด แต่หากใครรู้สึกหงุดหงิดอยากเอาออกไปจากหัวลองทำตามนี้ดู
.
วิธีแก้อาการEarworm
•    หากเพลงหรือท่อนไหนติดอยู่ในหัว ลองร้องให้จบเพลงหรือฟังให้จบเพลงไปเลย
•    เคี้ยวหมากฝรั่ง
•    ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด
•    คุยกับใครสักคน 
•    ปล่อยไปเดี๋ยวก็หายเอง 
.
Earworm นั้นอาจจะดูน่ารำคาญ แต่ในอีกแง่สำหรับศิลปินหรือโฆษณาก็คงจะถูกใจไม่น้อยเพราะเหมือนเราได้ติดหูกับสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อไปเสียแล้ว ใครเคยมีอาการแบบนี้บ้าง แล้วเพลงที่ติดหูคือเพลงอะไร? ใช่ “วอเอ๊ะ ๆๆๆ หรือเปล่า?” 


ที่มา  https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_103766/ 
 

“สถานีกลันตัน-สถานีมักกะสัน” คลายข้อสงสัยชื่อสถานี ทำไม ? ไปตั้งชื่อเหมือนรัฐเพื่อนบ้าน

“สถานีกลันตัน - สถานีมักกะสัน” ชื่อนี้มีที่มา
.
ตอนนี้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าใน กทม. หลายสาย เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ที่มีชื่อสถานที่น่าสนใจสถานีหนึ่ง คือ “สถานีกลันตัน” ที่มีชื่อสถานีดันไปเหมือนกับชื่อรัฐหนึ่งในมาเลเซีย นั่นคือ  “รัฐกลันตัน” หลายคนสงสัยว่าเป็นความบังเอิญหรือเปล่า ที่จริงไม่ได้เป็นความบังเอิญ แต่ชื่อ “สถานีกลันตัน” กับ “รัฐกลันตัน” มีความเกี่ยวข้องในแง่ประวัติศาสตร์จริง ๆ 
.
สยามในอดีตและปัจจุบันมีหลายชาติพันธุ์ และในกรุงเทพฯ เองก็มีหลายชุมชนของหลากหลายชาติพันธุ์ เช่น ชุมชนชาวญวน ชาวลาว ชาวเขมร ชาวโปรตุเกส ชาวมลายู ฯลฯ ที่จะพูดถึง คือ “ชุมชนชาวมลายู” ซึ่งมาจากการเทครัวในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ - ๓ แล้วมาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ เช่น ชุมชนบ้านแขก ชุมชน ชุมชนมุสลิมมหานาค ชุมชนมุสลิมพระประแดง มุสลิมย่านรามคำแหง มุสลิมคลองแสนแสบ ฯลฯ 
.
ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ - ๓ เกิดสงครามกับหัวเมืองมลายูขึ้นหลายครั้ง และเมื่อมีการทำสงครามสิ่งหนึ่งที่แถบอุษาคเนย์มักจะทำ คือ “การเทครัว (กวาดต้อนเชลยศึก)” เพราะสมัยนั้นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด คือ “คน” ช่วงเวลานั้นจึงมีการกวาดต้อนเชลยศึกชาวมลายูมายังกรุงเทพฯ และไม่ได้มาพร้อมกันแต่มาหลายรอบ
.
สมัยรัชกาลที่ ๑ ปี ๒๓๒๙ กวาดต้อนเชลยศึกชาวปัตตานี (ปัจจุบันอยู่แถวแยกบ้านแขก และพระประแดง)
สมัยรัชกาลที่ ๒ ปี ๒๓๖๔ กวาดต้อนเชลยศึกชาวปัตตานีและชาวไทรบุรี (เคดะห์) 
สมัยรัชกาลที่ ๓ ปี ๒๓๘๑ กวาดต้อนเชลยศึกชาวกลันตัน ตรังกานู และหัวเมืองปักษ์ใต้อื่น ๆ
.
“ชาวกลันตัน” ที่ถูกกวาดต้นมานี้ ไม่ได้มาจากเมืองกลันตันแต่อย่างใด แต่มาจากเมืองปัตตานี เพราะสมัยนั้นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองเมืองปัตตานี คือ “ราชวงศ์กลันตัน” จึงมีชาวกลันตันที่อาศัยอยู่ในเมืองปัตตานีด้วย
.
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ มีการขุดคลองแสนแสบ เพื่อเป็นเส้นทางกองทัพไปรบกับญวน ยังได้มีการขุดคลองเพื่อเชื่อมคลองแสนแสบกับคลองพระโขนงโดยแรงงานชาวมลายูและคนกลันตันทางใต้ของสยาม จึงได้ตั้งชื่อคลองว่า “คลองกลันตัน” ภายหลังเรียกให้สั้นลงเหลือเพียง “คลองตัน”
.
และอีกชื่อสถานีหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ “สถานีมักกะสัน” ที่ตั้งตามย่านมักกะสัน คำว่า “มักกะสัน” นี้มีมานานตั้งแต่สมัยอยุธยา เพี้ยนจากชื่อ “หมู่เกาะมากัสซาร์ (Makassar)” ในประเทศอินโดนีเซีย แต่คนที่ถูกเรียกว่า “แขกมักกะสัน” มีทั้งมาจากเกาะมากัสซาร์และเกาะซูลาเวซี (เซเลบีส)
.
คนไทยเรียกกันว่า “แขกมักกะสัน” เป็นเรื่องลือลั่นอยู่ในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพวกแขกจากเกาะเซเลบีส หรือ ซูลาเวซี ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนารายณ์ เกิดความคับแค้นใจจากพวกฝรั่งที่มีอิทธิพลในยุคนั้น จึงวางแผนจะชิงอำนาจสำเร็จโทษสมเด็จพระนารายณ์ แล้วบังคับพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ให้นับถือศาสนาเดียวกับตน พวกมากาซามีกริชคนละเล่มเป็นอาวุธประจำกาย แต่ฆ่าพวกฝรั่งและไทยที่ถือปืนไปเป็นจำนวนมาก ด้วยความอำมหิตผิดมนุษย์ ไม่กลัวแม้ความตาย
.
“กบฏมักกะสัน” นับเป็นเหตุการณ์โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ทั้งไทยและฝรั่งต่างไม่คาดคิดว่า พวกมักกะสันจะบ้าเลือดอำมหิตถึงเพียงนั้น และยอมตายแต่ไม่ยอมให้จับเป็น 
.
ย่านประตูน้ำใกล้ดินแดงเป็นชุมชนพวก “แขกมักกะสัน” อยู่อาศัยมาก่อน คนจึงเรียกว่า “มักกะสัน” สมัยรัชกาลที่ ๕ เคยให้เรียกว่า “บางกะสัน” แต่ไม่มีใครนิยมเรียก


ที่มา https://www.facebook.com/boraan.th/posts/3140895689497903 
 

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top