Sunday, 29 May 2022
NEWS

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถาบันตักสิลา ภูมิปัญญาแห่งอีสาน

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ถือกำเนิดมาจากวิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2511 โดยอาจารย์บุญถิ่น อัตถากร อดีตอธิบดีกรมการฝึกหัดครู (พ.ศ. 2500 - 2513) ซึ่งท่านได้มีแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาในสมัยนั้น เรื่องความต้องการใช้การศึกษาช่วยพัฒนาชุมชนในชนบท จึงต้องรีบผลิตครูที่มีคุณภาพและจำนวนมากพอเพียงออกไปเป็นผู้นำ โดยการศึกษาฝึกหัดครูจะต้องเป็นขั้นๆ โดยลำดับจนถึงขั้นปริญญา ขณะเดียวกันก็ค่อยลดการผลิตครูระดับประกาศนียบัตรลงจนเลิกไปในที่สุด และผลิตครูขั้นปริญญาเพิ่มขึ้นๆ และเมื่อถึงโอกาสอันสมควร สถานศึกษาฝึกหัดครู สถานศึกษาอาชีวศึกษา และสถาบันขั้นปริญญาต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกันและจังหวัดใกล้เคียง ก็จะรวมกันเป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาค ทั้งนี้อาจารย์บุญถิ่น ได้มีแนวคิดและเหตุผลที่เลือกจังหวัดมหาสารคามให้เป็นที่ตั้งของวิทยาลัย “ครูปริญญา” ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นว่า
.
“…ทางภาคเหนือนั้น เดิมเราตั้งใจจะเปิดที่เชียงใหม่ก่อน แต่เมื่อมีมหาวิทยาลัยตั้งขึ้นในระยะที่เรากำลังดำเนินการอยู่ จึงเปิดที่พิษณุโลก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นขั้นแรกเตรียมจะเปิดที่อุบลหรืออุดรธานี แต่ในระยะนั้นแถบชายแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ค่อยเรียบร้อยจึงเปิดที่มหาสารคาม ในภาคใต้และภาคกลางก็จะเปิดหลายแห่ง แต่เนื่องจากกำลังคนมีจำกัด จึงเปิดเพียงสองแห่งไปตามกำลังคนที่มีอยู่ในขณะนั้น คือที่สงขลาและบางเขน…”
.
ในช่วงระยะแรกของการก่อตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคามนั้น ต้องประสบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานจากความไม่พร้อมในด้านอาคารสถานที่ บุคลากร และอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน จึงต้องอาศัยวิทยาลัยครูมหาสารคาม (มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในปัจจุบัน) ในเบื้องต้นเกือบทั้งหมด ซึ่งช่วยสนับสนุนและเป็นพี่เลี้ยงในช่วงก่อตั้ง วิทยาลัยวิชาการศึกษาอื่นที่ไปตั้งในแต่ละภูมิภาคต่างก็ประสบในทำนองเดียวกันและช่วยเหลือกันในการแก้ปัญหาดังกล่าว
.
หลักสูตรที่เปิดสอนในปีการศึกษาแรก พ.ศ. 2511 มี 2 วิชาเอก คือ วิชาเอกภาษาอังกฤษและชีววิทยา ประกอบด้วย 3 คณะวิชาคือ คณะวิชาการศึกษา คณะวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และคณะวิชามนุษยธรรมศึกษาและสังคมศาสตร์ โดยคณะวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และคณะวิชามนุษยธรรมศึกษาและสังคมศาสตร์ เป็นคณะวิชาที่เปิดสอนวิชาพื้นฐานให้กับหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตของคณะวิชาการศึกษา จึงยังไม่ได้เปิดรับนิสิต ส่วนคณะวิชาการศึกษาสามารถเปิดรับนิสิตรุ่นแรกได้จำนวน 134 คน ซึ่งนิสิตที่มาเรียนในระยะแรก ปีการศึกษา 2511 – 2515 ได้รับการเลือกจากผู้สมัครที่มีผลการเรียนดีจากวิทยาลัยครูทั่วประเทศมาศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาตรี 2 ปี
.
ในปีการศึกษา 2512 การก่อสร้างอาคารสถานที่ของวิทยาลัยเสร็จสมบูรณ์และเปิดใช้งาน คือ อาคารเรียน 1, หอสมุด หอศิลป์ โรงอาหาร หอพักชาย และหอพักหญิง จากนั้นวิทยาลัยจึงได้มีการพัฒนามาตามลำดับ
.
ในปี 2514 ได้มีการดำเนินการขอพื้นที่ฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นที่ราชพัสดุของกองทัพอากาศ ซึ่งได้ใช้เป็นสนามแข่งม้าและสนามบินจากนั้นจึงได้มีการก่อสร้างอาคารเรียนและหอพักเพิ่มเติม
.
ต่อมาในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2517 ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นการรวมวิทยาลัยเขตทั้งหมด เป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และโอนสถานะไปสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย และเรียกชื่อมหาวิทยาลัยและชื่อวิทยาเขตตามสถานที่ตั้งของวิทยาเขตต่อท้าย ยกเว้นวิทยาเขตพระนครให้เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน
.
ก่อนที่จะได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยได้นั้น ทางวิทยาลัยวิชาการศึกษาได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ทั้งนี้ เมื่อครั้งที่ศาสตราจารย์ ดร. สุดใจ เหล่าสุนทร เข้าดำรงตำแหน่งอธิการวิทยาลัยวิชาการศึกษา และเห็นว่าการบริหารงานของวิทยาลัยนั้นขาดความคล่องตัวอยู่มาก เนื่องด้วยข้อจำกัดหลายประการจะเป็นปัญหาระยะยาวในการขยายผลด้านการศึกษาในอนาคตต่อไป จึงได้ร่างพระราชบัญญัติเพื่อขอยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยต่อสภาวิทยาลัยวิชาการศึกษา 
.
เมื่อได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อไปตามลำดับ โดยเป็นการดำเนินการตามวิธีที่ถูกต้องและขั้นตอนระเบียบแบบแผนของทางราชการ เริ่มตั้งแต่สภาวิทยาลัยวิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สภาการศึกษา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม การดำเนินการได้หยุดชะงักไปขณะหนึ่ง เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองของประเทศในช่วงเวลานั้น จนกระทั่งมีการยกฐานะวิทยาลัยวิชาการศึกษาเป็นกรมหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 ต่อมาในวันที่ 16 มกราคม 2517 คณะรัฐมนตรี มีมติให้ยกฐานะวิทยาลัยวิชาการศึกษาเป็นมหาวิทยาลัย และได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ กระทั่งมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2517 
.
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อมหาวิทยาลัยให้เป็นมงคลนามและพระราชทานความหมายว่า " มหาวิทยาลัยที่เจริญเป็นศรีสง่าแก่มหานคร " โดย ' วิโรฒ ' มาจาก ' วิรูฒ '(ภาษาสันสกฤต) ' วิรุฬห์ ' (ภาษาบาลี) ซึ่งแปลว่า " เจริญ , งอกงาม "
.
ภายหลังทางวิทยาลัยโดยความร่วมมือทั้งอาจารย์และนิสิต ได้พยายามดำเนินการมาตามลำดับ ทั้งนี้โดยตระหนักจากการพิจารณาองค์ ประกอบความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของวิทยาลัยและประโยชน์อันจะเกิดขึ้นต่อ วิทยาลัยและในวงกว้างทางการศึกษาและประเทศชาติต่อไป ทางวิทยาลัย จึงได้มีการชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย
.
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคามได้มีพัฒนาการมาตามลำดับโดยอาศัยเงื่อนไขของเวลาในการสร้างความพร้อมต่าง ๆ กระทั่งสามารถดำเนินการแยกเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศสำเร็จภายใต้ชื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2537 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา นับเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งที่ 19 ของประเทศไทย สำหรับแนวคิดในการแยกตัวเป็นเอกเทศนั้นได้เริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2527 โดย ดร.ถวิล ลดาวัลย์รองอธิการบดีเวลานั้นได้มีแนวความคิดที่จะรวมสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหลักๆของจังหวัดมหาสารคามเข้าเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่แนวคิดดังกล่าวได้ติดขัดปัญหาบางประการจึงไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เช่น ปัญหาของต้นสังกัดเดิมของแต่ละสถาบัน เป็นต้น ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2531 รองศาสตราจารย์ ดร. วีระ บุญยกาญจนะเป็นรองอธิการบดีจึงได้มีการเสนอให้แยกออกจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอีกครั้ง โดยให้ลักษณะเป็นสถาบันในนามของสถาบันบัณฑิตศึกษาเพื่อพัฒนาชนบท แต่ให้มีสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัย หากแต่ไม่อาจดำเนินต่อไปให้สัมฤทธิ์ผลได้เช่นกัน
.
กระทั่งในปี พ.ศ. 2535 เมื่อรองศาสตราจารย์ ดร. จรูญ คูณมีเป็นรองอธิการบดี จึงได้มีสืบสานแนวคิดที่จะแยกตัวออกอีกครั้ง และเริ่มปรากฏผลชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ประกอบกับในช่วงเวลานั้น นายสุเทพ อัตถากร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งได้ให้สนใจและความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในการสนับสนุนแนวคิดที่จะให้มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในจังหวัดมหาสารคาม การดำเนินงานจึงได้เริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำโครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหาสารคามและคณะกรรมการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2535 จากนั้นจึงได้ดำเนินงานมาตามขั้นตอนจนสามารถยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยได้สำเร็จดังที่กล่าวข้างต้นในช่วงรองศาสตราจารย์ ดร. บุญชม ศรีสะอาด เป็นรองอธิการบดี ซึ่งได้สืบสานแนวคิดและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งบุคคลภายในและภายนอกในสายงานต่าง ๆ ในระหว่างที่มีการดำเนินการเพื่อยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศนั้นได้มีการทบทวนเรื่องชื่อของมหาวิทยาลัยเพื่อหาความเหมาะสมและเห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย โดยการดำเนินการสำรวจประชามติให้เป็นเอกฉันท์ ซึ่งชื่อที่เสนอในครั้งนั้นมีความหลากหลายของที่มาและแนวคิด ได้แก่ มหาวิทยาลัยอีสาน มหาวิทยาลัยภัทรินธร มหาวิทยาลัยศรีเจริญราชเดช มหาวิทยาลัยศรีมหาชัย มหาวิทยาลัยศรีมหาสารคาม จนกระทั่งได้มาเห็นชอบพร้อมกันต่อชื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในเบื้องท้ายดังปรากฏในปัจจุบัน
.
ภายหลังได้มีการขยายพื้นที่มายัง ป่าโคกหนองไผ่ ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม บนเนื้อที่ประมาณ 1,300 ไร่ ขณะนั้นของรองศาสตราจารย์ ดร. ภาวิช ทองโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามคนแรก (พ.ศ. 2538-2546) และได้ดำเนินการสร้างอาคารต่าง ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ภายหลังจึงได้ย้ายศูนย์กลางบริหารงานมา ณ ที่ทำการแห่งใหม่ในปีการศึกษา 2542 อีกทั้งยังได้มีการเปิดสาขาวิชาและคณะใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อเปิดบริการทางการศึกษาให้มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น
.
นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังได้เปิดสอนระดับประถมและมัธยมศึกษาในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยเปิดสอนในปีการศึกษา 2540 เป็นปีการศึกษาแรก และยังได้ขยายการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโทไปยังวิทยาเขตนครพนม (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิทยาเขตนครพนม ปัจจุบันแยกเอกเทศเป็น มหาวิทยาลัยนครพนม) และศูนย์พัฒนาการศึกษาอุดรธานี โดยใช้สอน ระบบทางไกลผ่านดาวเทียม
.
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีศูนย์กลางการบริหารงานตั้งอยู่เลขที่ 41 หมู่ 20 ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ประมาณ 1,300 ไร่ และที่ตั้งเดิม ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 269 หมู่ 2 ถนนนครสวรรค์ ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ 368 ไร่ เปิดทำการเรียนการสอนกว่า 200 หลักสูตรใน 17 คณะ 2 วิทยาลัย 2 สถาบันวิจัย คลอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นับเป็นสถาบันอุดมศึกษา (สถาบันอุดมศึกษา คือ สถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป มีสถานะทั้ง วิทยาลัย มหาวิทยาลัย และสถาบัน) แห่งที่ 14 ของไทยที่ทำการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไปถัดจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก


ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  
 

กาฬสินธุ์ เปิดสอนครูกู้ชีพ ช่วยชีวิตเบื้องต้น ลดอัตราเสี่ยงเสียชีวิต

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ จัดโครงการหลักสูตรครูสอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (Basic CPR Instructor)  ให้กับอาสากู้ชีพในจังหวัดกาฬสินธุ์ ลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะฉุกเฉินและตอบสนองนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการให้คนไทยทำ CPR เป็น 10 ล้านคน ภายใน 3 ปี ได้
.
ที่หอประชุมธรรมาภิบาล เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นายแพทย์อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานจัดอบรมโครงการหลักสูตรครูสอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (Basic CPR  Instructor)  โดยมีนางอาภิรมย์ ชิณโน หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ สุขภาพจิตและยาเสพติด พร้อมด้วยบุคลากร เจ้าหน้าที่ สำนักงานสาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ และอาสากู้ชีพกู้ภัยจากมูลนิธิการกุศลจำนวน 200 คน เข้ารับการอบรม 
.
นายแพทย์อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า การช่วยฟื้นคืนชีพ เช่น เหตุวูบ หมดสติ จมน้ำ หรือเนื่องจากโรคประจำตัว รวมทั้งอุบัติเหตุอื่นใด เป็นเรื่องที่สำคัญมากโดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤติฉุกเฉิน การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยความรู้ที่ถูกต้องและรวดเร็ว ในกรณีที่บริเวณเกิดเหตุมีเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) ผู้ช่วยเหลือสามารถปฏิบัติการกู้ชีพ ร่วมกับการกระตุ้นหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งโครงการหลักสูตรครูสอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐานในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญ ในการให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม ในการกู้ชีพกู้ภัยขั้นพื้นฐาน และสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะฉุกเฉินได้ 
.
นายแพทย์อภิชัยกล่าวอีกว่า สำนักงานสาธารณสุขกาฬสินธุ์ มีแนวทางในการที่จะจัดโครงการหลักสูตรครูสอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (Basic CPR Instructor)  ให้กับอาสากู้ชีพใน จ.กาฬสินธุ์เป็นประจำทุกปี แต่เนื่องจากในช่วงท่านมาเกิดสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 จึงเป็นเหตุให้งดการจัดโครงการไป อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์โควิด-19 ผ่อนคลาย สามารถเปิดเมืองตามประกาศ ของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.)และเตรียมประกาศเป็นโรคประจำถิ่น จึงได้ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจัดอบรม และยังมีแนวทางที่จะเปิดการอบรมขยายผลไปยังกลุ่ม อสม.และสถานศึกษาในโอกาสต่อไป และตอบสนองนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการให้คนไทยทำ CPR เป็น 10 ล้านคน ภายใน 3 ปี
.
ด้านนางสาวปิยกุล สิงห์ทอง อาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัยเมตตาธรรมกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า การได้เข้าอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้การปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นอย่างมากต่อการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ซึ่งจะเป็นการกู้ชีพได้อย่างรวดเร็วถูกต้องได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการทำ CPR โดยมุ่งหวังว่าการนำความรู้ที่เข้าอบรมในครั้งนี้ นอกจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ยังตั้งใจที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้กับผู้ที่สนใจ เพื่อที่ทุกคนจะได้มีความรู้ในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุหากอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ จะเป็นการลดการสูญเสียได้เพิ่มมากขึ้น
.
ทั้งนี้ หลักสูตรการอบรมในครั้งนี้ใช้ระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่  25-27 พฤษภาคม 2565  ผู้เข้าอบรมประกอบด้วย ผู้ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิการกุศล จำนวน  200 คน โดยได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
 


 

ตร. ออกโรงเตือน !!!! ปลอมบัญชีออนไลน์คนดัง หลอกเรื่องไหนก็เสี่ยงคุก

เมื่อวันที่ 25พ.ค.65 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีผู้ไม่หวังดีนำเอาภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือบุคคลที่เป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ มาสร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอมเพื่อใช้ในการฉ้อโกงเป็นจำนวนมาก เช่น หลอกว่าจะแจกรางวัล หลอกว่าจะมอบทรัพย์สิน หรือหลอกยืมเงิน เป็นต้น
.
ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตรวจสอบพบว่ามีหลายกรณีที่เป็นการหลอกลวงที่ประชาชนทั่วไปสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องเท็จ เช่น กรณีแอบอ้างเป็น ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ขอความช่วยเหลือกองทัพรัสเซียทำสงครามกับประเทศยูเครนโดยให้โอนเงินผ่านทรูมันนี่, กรณีแอบอ้างเป็น น.ส.ดนุภา หรือ มิลลิ คณาธีรกุล ขอยืมเงินค่าทำเพลงโดยให้โอนเงินผ่านทรูมันนี่ และ กรณีแอบอ้างเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ขอยืมเงินค่ารถเพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอาจไม่ได้เป็นการแอบอ้างเพื่อหลอกเอาทรัพย์สิน แต่อาจเป็นการทำขึ้นเพื่อสร้างคอนเทนต์ปลอม หวังเอายอดไลก์ ยอดวิว ของผู้ไม่หวังดี
.
ทั้งนี้ขอเรียนว่า การแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น เพื่อหลอกยืมเงิน หรือสร้างคอนเทนต์ปลอมเพื่อหวังเอายอดไลก์ ยอดวิว จะเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย
.
ทั้งนี้ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นบุคคลหรือบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ใด แอบอ้างเป็นบุคคลอื่น เพื่อขอยืมเงินหรือหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สิน กรุณาแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดไปที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ที่มา https://thestatestimes.com/post/2022052511 
 

“พอ ให้ ปล่อยวาง” พระพรหมบัณฑิต ยกคติธรรมจาก “คนขับแท๊กซี่” นำพาชีวิตเป็นสุข

พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร โพสต์เฟซบุ๊ก ‘คติธรรม วาทะธรรม พระพรหมบัณฑิต’ ข้อความว่า
.
อาตมาเรียกแท็กซี่คันหนึ่งเพื่อให้ไปส่งที่วัดมหาธาตุ ตกลงจะจ่ายค่าโดยสาร ๕๐ บาท
.
อาตมานั่งข้างหน้าคู่กับคนขับเมื่อรถแล่นไปพักหนึ่ง คนขับแท็กซี่ถามว่า ท่านบวชพระมานานแล้วหรือ
.
อาตมาตอบว่าบวชมานานแล้ว
.
เขาถามต่อ “ท่านบวชแล้วมีความสุขดีหรือ”
.
“ก็เรื่อย ๆ นะ” อาตมาตอบแล้วถามกลับไปบ้างว่า
.
“คุณขับแท็กซี่มานานแล้วหรือ” 
.
“นานแล้วครับ ผมขับแท็กซี่มา ๒๗ ปีแล้วครับ”
.
“ขับแท๊กซี่แล้วมีความสุขดีหรือ”
.
“มีความสุขมากครับ ผบขับแท็กซี่แล้วผมดับทุกข์ได้”
.
เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ทำให้อาตมานึกถึง เรื่องสิทธาถะที่พายเรือข้ามฟากขึ้นมาทันที
.
“คุณขับแท็กซี่ตลอดเวลาไม่เคยประกอบอาชีพอื่น เลยหรือ” อาตมาถามต่อ
.
เขาตอบว่า “ผมเคยขับรถที่กระทรวงแห่งหนึ่ง แต่ผมอยู่ไม่ได้ ผมไม่ชอบระบบราชการที่เล่นพรรคเล่นพวกกันเหลือเกิน ทำราชการต้องมีเส้นสายครับ ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน ค่าของคนอยู่ที่ว่าเป็นคนของใคร ผมเบื่อหน่ายจึงลาออกไปเป็นพนักงานขับรถที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ผมก็อยู่ไม่ได้”
.
“ทำไม ที่มหาวิทยาลัยนั้นก็มีการเล่นพรรคเล่นพวกกันหรือ”
.
“ไม่ใช่อย่างนั้น ผมขอถามหน่อย คนเราเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร คนเรียนมากเป็นคนฉลาดมากขึ้นใช่ไหม”
.
“ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น”
.
“คนเรียนมากฉลาดมากควรมีความสุขมากขึ้นใช่หรือไม่ แต่ผมว่าไม่จริงประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นสอนผมว่า คนเรียนมากฉลาดมากกลับทุกข์
มากขึ้น พวกดอกเตอร์ ครูบาอาจารย์ที่นั่นมีความทุกข์เหลือเกิน ตัวเองทุกข์คนเดียวไม่พอยังทำให้นิสิตนักศึกษาทุกข์ไปด้วย ที่เป็นเช่นนั้นแสดงว่า
ต้องมีอะไรผิดพลาดในระบบการศึกษาของชาติเป็นแน่”
.
“คุณเห็นว่าผิดพลาดอย่างไร” อาตมาซักต่อ
.
“ผมว่าครูบาอาจารย์สอนผิด พวกเขาสอนให้คนมีความทุกข์แทนที่จะสอนให้คนมีความสุข ผมเตือนพวกเขาให้เปลี่ยนวิธีสอนใหม่เพื่อให้คนมีความสุข
พวกเขาไม่เชื่อผม ผมจึงลาออกมาขับแท็กซี่เลยครับ”
.
“คุณบอกพวกเขาว่าอย่างไร”
.
“อักษรไทยมีพชัญชนะกี่ตัว” เขาย้อนถาม
.
“สี่สิบสี่ตัว” อาตมาตอบ
.
“ในสี่สิบสี่ตัวท่านทราบไหมว่าอักษรตัวไหนดีและตัวไหนชั่วผมไปบอกพวกครูบาอาจารย์ให้สอนเด็กว่าอักษรตัวไหนเป็นตัวดีและตัวใดเป็น
ตัวชั่วเด็กจะได้ไม่ทุกข์ พวกครูบาอาจารย์ไม่ฟังผม พวกเขาบอกว่าหนังสือไม่มีตัวดีตัวชั่ว มีแต่กลาง ๆ”
.
อาตมาถามเขาว่า “อักษรอะไรเป็นตัวดี อะไรเป็นตัวชั่ว” 
.
“ตัวชั่วมี ๓ ตัว คือ ล ก ล ตัวดีมี ๓ ตัว คือ พ ห ช”
.
“ล ก ล หมายถึงอะไร”
.
เขาตอบว่า “ ท่านเป็นพระไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ล ก ล ก็คือ โลภ โกรธ หลง นั่นไง มันชั่วไหมท่าน”
.
“ใช่แล้ว โลภ โกรธ หลง เป็นอกุศลมูลคือรากเหง้าของความชั่ว คุณเล่นย่ออย่างนี้ใครจะไปรู้ว่าแต่ พ ห ช คืออะไร เป็นตัวดีจริงหรือเปล่า”
.
เขาตอบว่า “ เพื่อนที่ขับแท๊กซี่ด้วยกันมีความทุกข์มาก พวกเขาบ่นว่า ค่าเช่าแพง รายได้ก็น้อย แต่ผมไม่ทุกข์เพราะผมใช้ พ พาน คือ รู้จักพอ คนเราถ้ารู้จักพอจะมีความสุขใช่ไหม”
.
อาตมาเห็นด้วยกับคำตอบของเขา เพราะพระพุทธ-เจ้าตรัสว่า “ สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ ความรู้จักพอเป็นยอดทรัพย์ ” คนจนมีสองประเภทคือ คนจนเพราะไม่มี
กับคนจนเพราะไม่พอ คนส่วนใหญ่จนเพราะไม่รู้จักคำว่าพอ ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ ต้องคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ คนที่มีความสุขในชีวิตต้องเป็นคนรู้จักพอ หมายถึงว่า “พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ทำ” ใครไม่มีสิ่งที่ชอบก็ต้องชอบสิ่งที่ตนมี ภาษิตฝรั่งว่า “นกตัวเดียวในกำมือดีกว่านกสองตัวบนต้นไม้ ” คนไทยทุกวันนี้หลงอยู่ในวัตถุนิยม ได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ
.
อาตมาถามคนขับแท็กซี่ต้อไปว่า “ห คืออะไร”
.
เขาตอบว่า “ ห คือ รู้จักให้ ถ้าผู้โดยสารต่อราคากับผม ผมลดให้เขาบ้าง ถ้าผู้โดยสารขอให้ผมไปส่งต่ออีกนิด ผมก็ไปให้ ผมถือว่า ผมให้บริการแก่ผู้โดยสาร ผู้โดยสารก็ให้ค่าโดยสารแก่ผม”
.
อาตมาเห็นด้วยกับเขา สังคมอยู่ได้เพราะมีการให้และการรับ จิตที่คิดจะให้ดีกว่าจิตที่คิดจะเอา ในครอบครัวใดทุกคนคิดแต่จะเอาจะไม่มีใครได้แต่ถ้า
ทุกคนคิดแต่จะให้ทุกคนจะได้
.
อาตมาถามต่อไปว่า “แล้ว ช คืออะไร ”
.
ขณะนั้นรถแท็กซี่ติดไฟแดงอยู่หน้าสุด ไฟเขียวส่งสัญญาณขึ้นแล้ว คนขับแท็กซี่ยังไม่ยอมออกรถ เพราะสนทนาธรรมเพลิน รถคันหลังจึงบีบแตร่ไล่
คนขับแท๊กซี่จึงบอกว่า “ ไฟเขียวเพิ่งขึ้น เขาบีบแตร่ไล่ผมแล้ว ไม่รู้จะรีบไปตายที่ไหน ผมโดนบีบแตร่ไล่ประจำ แต่ผมก็ไม่โกรธหรือหัวเสียเพราะผมใช้ ช
ครับ”
.
“หมายถึงอะไร”
.
“ช่างเขาเถอะ ผมโดนบีบแตร่ไล่ผมก็คิดว่าช่างเถอะ” นั่นคือการปล่อยวางแบบหนึ่งทำให้สบายใจดี 
.
ใครชอบใครชังช่างเถิด
ใครเชิดใครแช่งช่างเขา
ใครเบื่อใครบ่นทนเอา
ใจเราร่มเย็นเป็นพอ
.
เมื่อแท็กซี่มาถึงวัดมหาธาตุฯ อาตมาจ่ายค่าแท็กซี่ ไป ๖๐ บาท เพิ่มจากราคาที่ตกลงกันไว้ ๑๐ บาท แต่เขารับเพียง ๕๐ บาท เมื่อถามว่าเพราะเหตุใด
.
เขาตอบว่า “ผมไม่เอาหรอกครับ ผมรู้จักพอ”
.
แล้วเขาก็ขับรถต่อไปอย่างมีความสุข เพราะเขามีธรรมประจำใจสามข้อเท่านั้น คือ
.
รู้จักพอ (สันโดษ) 
รู้จักให้ (ทาน)
และรู้จักปล่อยวาง (จาคะ)


ที่มา : https://www.facebook.com/100011414200643/posts/pfbid02a3NRwFRVhEpfoVJoEVoJKY3aj3R3di7ux9AfGngE4KXsCymjWcnE8e2SNPsWu8whl/ 
 

PROGRAM

เปิดใจเจ้าพ่อดาราโฆษณา ทุกสินค้าต่างแย่งชิง "แมน เสฏฐวุฒิ" | Click on Crazy EP.13

? Click on Crazy EP.13 เปิดใจเจ้าพ่อดาราโฆษณา ทุกสินค้าต่างแย่งชิง "แมน เสฏฐวุฒิ"

?เสฏฐวุฒิ พรธนาวุฒิ (แมน)
นักแสดง 

✅ดำเนินรายการโดย แองจี้ THE STUDY TIMES 

⏰ วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 2 ทุ่มตรง

?ช่องทางรับชม 
Facebook และ YouTube: THE STUDY TIMES

.

เส้นทาง นักร้อง Cover ลงยูทูบ เตะตาค่ายได้ออกซิงเกิ้ล "พีช ปณิชา" | Click on Crazy EP.12

? Click on Crazy EP.12 เส้นทาง นักร้อง Cover ลงยูทูบ เตะตาค่ายได้ออกซิงเกิ้ล "พีช ปณิชา"

?ปณิชา เมธวิชิตชัย (พีช)
นักร้อง

✅ดำเนินรายการโดย แองจี้ THE STUDY TIMES 

⏰ วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม เวลา 2 ทุ่มตรง

?ช่องทางรับชม 
Facebook และ YouTube: THE STUDY TIMES

.

กำเนิด 'เครื่องล้างจาน' แรกของโลก | Click on Clever EP.21

?Click on Clever EP.21 กำเนิด 'เครื่องล้างจาน' แรกของโลก

“เครื่องล้างจาน” สิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้กิจกรรมน่าเบื่อหน่ายง่ายดายขึ้น
ใครคือผู้คิดค้น “เครื่องล้างจาน” คนแรกของโลก ด้วยสาเหตุสุดแปลก เพราะ “โมโหจานแตก” วันนี้จะพาไปรู้จักเธอกัน!!

✅ดำเนินรายการโดย (กันต์) ธนพัฒน์ แจ่มปรีชา 

?ช่องทางรับชม 
Facebook และ YouTube: THE STUDY TIMES

.

TRENDING
GUIDE TO LEARNING

6 reasons to choose language courses in China

1. Learning the Chinese language with native speakers. The Chinese language has many dialects
.
2. In China, you can also get an education in English. But language courses allow you to learn two languages for free.
.
3. During one year students studying for 700-1000 academic hours. Attending lessons only several times in a week you can learn a language at a sufficient level.
.
4. The coast of studying in big cities such as Beijing or Shanghai ranges from 2500-3500$ for one language year.  Our company offers language courses for free. While costs for living in the dormitory will vary from 0 to 1200$ per year.
.
5. Testimonials about studying in Beijing and Shanghai, as well as in other big cities are very positive. This is a dream of many modern schoolchildren.
6. Applicants after finishing language courses have good chances to get a scholarship to study in China for free.
.
If you are ambitious and want great prospects in studying in China – that is what you really need.


From: https://studyinchinas.com/chinese-language-courses-scholarships-for-language-courses-in-china/
 

6 อาชีพสายดิจิทัลมาแรง จบใหม่ๆ ที่ไหนก็อยากรับ

โอกาสของการทำงานสาขาการตลาดดิจิทัล คณะบริหารธุรกิจ ตอบโจทย์กับยุคปัจจุบันมากที่สุด และสาขาการตลาดดิจิทัลยังมีการฝึกงานกับบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ชั้นปีที่1 เน้นให้นักศึกษาเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จริง ที่สำคัญจบไปมีงานทำอย่างแน่นอน ชวนมาดูสายงานสาขาการตลาดดิจิทัลที่มาแรงกันเลยดีกว่า จะได้เห็นภาพกันมากขึ้น
.
ปฏิเสธไม่ได้เลยยุคนี้เป็นโลกของดิจิทัลและวิถีชีวิตแบบดิจิทัลอย่างแท้จริง ตั้งแต่เราตื่นนอน สิ่งแรกที่หลายๆ คนทำคือ เช็คข้อความแจ้งเตือน หรืออ่านข่าวสารต่างๆ ผ่านโทรศัพท์กันใช่ไหมคะ จะเห็นได้เลยว่าเครื่องมือดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากแค่ไหน จึงทำให้สายงานของการตลาดก็เปลี่ยนไปจากเดิม
.
1. นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketer) 
ปัจจุบันอาชีพ นักการตลาดดิจิทัลเป็นอาชีพที่คลาดแคลนและตลาดต้องการอย่างมาก น้องๆ ที่สนใจเรื่องการตลาดออนไลน์บวกกับชอบอัปเดตเทรนด์ต่างๆข่าวสาร ผ่านสื่อโซเชียล อาชีพนี้จะทำงานในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดดิจิทัล  วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ออกแบบและตรวจสอบแคมเปญการตลาด รวมถึงจัดหาช่องทางการลงสื่อดิจิทัล จัดทำสัญญา และประสานงานกับลูกค้า ดูแลด้านการตลาดดิจิทัลทั้งหมด เป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันของนักศึกษาการตลาดดิจิทัลทุกคนเลยก็ว่าได้ รายได้ของนักการตลาดดิจิทัล แน่นอนว่าต้องสูงกว่านักการตลาดทั่วไป รายได้เริ่มต้น 3-5 หมื่นบาท แต่แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ซึ่งหมายความว่านักศึกษาการตลาดดิจิทัล ที่เข้าร่วมฝึกงาน เทียบเท่ากับมีประสบการณ์การทำงานแล้ว 1-2 ปีนั่นเอง
.
2. นักสื่อสารเนื้อหาคอนเทนต์ (Content Marketing)
ใครที่ชอบเขียนอยู่แล้วยิ่งดีเลย แต่อาชีพนี้เป็นมากกว่านักเขียน มากกว่าอย่างไร ขออธิบายง่ายๆว่า เป็นผู้นำเสนอเนื้อหาความรู้ในโลกออนไลน์ หรือ จะเรียกว่านักเขียนยุคดิจิทัลก็ได้ ซึ่งนักเขียนคอนเทนต์แต่ละคนก็จะมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันออกไป มักขึ้นอยู่กับความชอบ ไม่ว่าจะเป็นสายไอที สายกิน สายท่องเที่ยว สายยานพาหนะ สายแฟชั่น ต่างๆ นำข้อมูลเหล่านั้น ที่ผ่านจากประสบการณ์ หรือ จากการ Research มาวิเคราะห์และสรุปเป็นภาษาของเราเอง เขียนอย่างไรให้คนชอบ ใช้โครงสร้างคอนเทนต์แบบไหน ใช้กลยุทธ์อะไรในการเขียน แน่นอนว่าหลักสูตรการตลาดดิจิทัลของเรามีในส่วนของวิชา Digital Marketing Content and Design ซึ่งนักศึกษาที่ร่วมเข้าฝึกงานตั้งแต่ชั้นปีที่1 จะได้ประสบการณ์จริง ได้เขียนคอนเทนต์จริงๆ ให้กับบริษัทหรือองค์กร ทำหน้าที่ ตั้งแต่คิดหัวข้อคอนเทนต์ ถ่ายภาพสำหรับการทำคอนเทนต์ เขียนคอนเทนต์ คิดโครงสร้างคอนเทนต์ ขั้นตอนอื่นๆ อีกมากมาย ก่อนที่จะโพสต์ลงออนไลน์ และสอนการยิง ads โฆษณาอีกด้วย ถือประสบการณ์ที่ดี ที่หาไม่ได้จากที่ไหน
.
3. ผู้จัดการโซเชียลมีเดีย (Social Media Admin)
ในยุคนี้สื่อโซเชียลมีเดีย เป็นเครื่องมือที่สำคัญของต่อการทำธุรกิจอย่างมาก เพราะอย่างนี้แบรนด์ องค์กรหรือบริษัทจำเป็นต้องมี Social Media อย่างน้อย 1 ช่องทางเพื่อไว้สื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภค ดังนั้นจึงมีอาชีพผู้จัดการโซเชียลมีเดียหรือที่เรียกกันว่าการเป็น “แอดมิน” นั่นเอง การเป็นแอดมินนั้นมีหลายฝ่าย ฝ่ายดูแลคอนเทนต์ ฝ่ายตัดต่อ ฝ่ายโฆษณาเป็นต้น เป็นแอดมินไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่ที่บริษัทเท่านั้น มีความเป็นอิสระ สามารถทำงานที่บ้านก็ได้ ขอแค่มีอินเตอร์เน็ตกับโน๊ตบุ๊คคู่ใจสักเครื่องก็เพียงพอแล้ว หลายคนอาจจะนึกถึงการเป็นแอดมินมีแค่ Facebook แต่จริงๆ แล้วช่องทางอื่น ใน Social Media จำเป็นต้องมีแอดมินเช่นกัน ไม่จะว่าจะเป็น Website Line Instagram Twitter  อื่นๆ อีกมากมาย และเชื่อว่าในอนาคต ต้องจะมีช่องทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
.
4. ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEM (SEM Specialist)
อะไรคือ SEM อาชีพนี้มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง อธิบายแบบง่ายๆ SEM หรือ Search Engine Marketing เหมือนการที่เราประมูลพื้นที่สำหรับโฆษณา เพื่อให้ขึ้นเป็นอันดับแรกของ Google โดยการจ่ายเงิน เพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น SEM จึงมีความสำคัญต่อธุรกิจออนไลน์อย่างมาก เพราะ หากเว็บไซต์ได้รับความสนใจ ก็หมายความว่าคุณสามารถทำรายได้ทั้งจากการขาย ความนิยม และจำนวนคนเข้าชม และนั่นหมายถึงจำนวนรายได้ที่ตามเข้ามานั่นเอง จึงทำให้บริษัทหรือองค์กรต่างๆ ที่มีเว็บไซต์ จำเป็นต้องจ้างทำ SEM นั่นเอง เป็นอีกอาชีพในสาขาการตลาดดิจิทัลที่น่าสนใจมากๆ
.
5. นักวางแผนโฆษณา (Biddable Media)
เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยิน อาชีพนี้มีหน้าที่ในการวางแผนการซื้อสื่อโฆษณาให้เหมาะสมกับลูกค้าและเป้าหมายต่างๆ จัดแจงงบประมาณว่าควรจะซื้อสื่อประเภทไหน สามารถอธิบายแนะนำลูกค้าว่าทำไมถึงเลือกใช้สื่อโฆษณานี้ ควบคุมงบประมาณตามที่ตั้งไว้ ซึ่งสมัยก่อนการโฆษณาก็ต้องผ่าน TV หนังสือพิมพ์หรือไม่ก็ตามป้ายโฆษณาทางแยกเท่านั้น แต่ปัจจุบันสื่อมีเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram ที่ปรากฏอยู่หน้าฟีดหรือเรื่องราว YouTube ที่จะมีโฆษณาที่ขึ้นก่อนคลิปจะมาหรือแทรกอยู่ระหว่างคลิปก็ตาม หรือแม้แต่ Google เราจะใส่คีย์เวิร์ด เพื่อให้เว็บของเราอยู่อันแรกและเด่นชัดที่สุด เหล่านี้ล้วนใช้ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีหรือดิจิทัลทั้งสิ้น ใครที่ชอบด้านนี้ ถือว่าเป็นอาชีพที่มาแรงและมีการเติบโตทางสายงานอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นเด็กจบใหม่สาขาการตลาดดิจิทัลไม่ตกงานอย่างแน่นอน
.
6. ธุรกิจส่วนตัว (Personal Business) 
เหมาะมากๆ กับคนที่มีธุรกิจออนไลน์อยู่แล้ว หรือมีความคิดที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เพราะม.กรุงเทพ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้มีโอกาสพบกับอาจารย์พิเศษหรือวิทยากรที่ทำงานในบริษัทชั้นนำมาให้ความรู้และแชร์ประสบการณ์การทำงาน โดยเราจะสอนการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด จะมีวิธีการนำเสนอสินค้าของตนเองอย่างไรโดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ เพราะฉะนั้นหลักสูตรการตลาดดิจิทัลมีส่วนช่วยให้นักศึกษาประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน อยากเป็นวัยรุ่นเงินล้าน อยู่ใกล้แค่เอื้อมจริงๆ


ที่มา https://www.bu.ac.th/th/bu-magazine/view/354?fbclid=IwAR3UfNzi4iHPawq8zM6663BM_YCteh6KU9qUtepxJY7CoOuuiHwo8rg6AVY 
 

เรียนแพทย์ 6 ปี ต้องเจออะไร ? แกะเส้นทางสู่วิถีอาชีพ “หมอ”

อยากเป็นหมอ!! หมอ แพทย์ เป็นอาชีพต้นๆ ที่น้องๆ หลายๆคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น โดยกว่าจะเป็นหมอได้นั้น ก็จะต้องเรียนอย่างหนักในขั้นต้นเพื่อเข้าในคณะแพทยศาสตร์ และเมื่อเข้าไปเรียนในคณะแพทยศาสตร์ได้แล้วนั้น จะต้องเจออะไรบ้าง สำหรับเส้นทางสู่วิถีอาชีพหมอ เข้าสู่คณะแพทยศาสตร์ เขาเรียนอะไรกันบ้าง
.
เรียนปี 1 ปรับพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ม.ปลาย
จะเน้นวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ (ที่ใช้ในการแพทย์) เป็นหลัก ซึ่งคือการเรียนปรับพื้นฐานโดยใช้ความรู้จาก ม.ปลายนั่นเอง
.
เรียนปี 2 ก้าวสู่การเป็นแพทย์
เรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ของแพทย์เพิ่มขึ้น โดยเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายและระบบการทำงานของร่างกายอย่างละเอียด เช่น ระบบประสาท ระบบเลือด ฯลฯ นอกจากนี้ยังเรียน วิชาทางกายวิภาค สรีรวิทยา พันธุศาสตร์ เป็นต้น และยังได้พบกับอาจารย์ใหญ่และคำปฏิญาณด้วย
.
เรียนปี 3 เรียนร่างกาย
หลักภูมิคุ้มกัน , ปรสิตวิทยา, พยาธิทั่วไป, เวชศาสตร์ชุมชนฯ และยาขั้นพื้นฐาน ในเภสัชวิทยา
.
เรียนปี 4 ก้าวแรกสู่คลินิก
เป็นปีแรกที่ก้าวเข้าสู่ชั้นคลีนิก เรียนรู้และทดลองดูแลคนไข้จริงที่โรงพยาบาล ซึ่งจะได้วนไปตามวอร์ดต่างๆ จนครบ จะเป็นปีที่สนุก ต้องตื่นเช้าและนอนดึก เป็นปีที่ไม่มีเวลา เพราะจะเรียนหนักมากเช่นกัน
.
เรียนปี 5 หนักหน่วงเพื่อแพทย์
ในการเรียนของปีที่ 5 จะมีรูปแบบคล้ายปีที่ 4 คือแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย และวนไปตามวอร์ดต่างๆ ตลอดทั้งปี แต่จะเป็นวอร์ดที่ไม่เคยเจอในปี 4 เช่น แผนกจิตเวช, แผนกนิติเวช เป็นต้น
.
เรียนปี 6 Extern
ปีสุดท้าย ความฝันอยากเป็นหมอใกล้เป็นจริง จะได้ทำงานจริงเหมือนแพทย์ตามโรงพยาบาล ตรวจคนไข้รักษา เย็บแผลเอง ทำคลองเอง ทำการผ่าตัดเล็กๆ เรียกว่าได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาทั้งหมด และยังได้ไปฝึกที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดด้วย เมื่อสอบ ก็จะได้จบมาเป็นหมอแล้ว
.
ทั้งนี้หลังจากเรียนจบ มาแล้ว ก็ยังมีการเรียนเฉพาะเจาะลึกของแต่ละด้าน ตามระดับ ซึ่งจะถูกเรียกแตกต่างกัน
.
แพทย์ใช้ทุน (อินเทิร์น , Intern)
โดยทั่วไปการ intern นี้กินเวลา 3 ปี แต่บางคนอาจจะออกมาก่อน Intern ก็คือหมอที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแพทยศาสตร์ 6 ปี โดยนักศึกษาแพทย์คนไหนที่เรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐต้องไปเป็นคุณหมอใช้ทุนที่โรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลทั่วไปเพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์


แพทย์ประจำบ้าน (เรสซิเด้นท์ , Resident)
คือแพทย์ที่เรียนจบแล้ว และตัดสินใจกลับมาเรียนต่อในสาขาที่ตนสนใจ หรือเรียกง่ายๆว่ามาเรียนต่อเฉพาะทางนั่นเองครับ
.
แพทย์ประจำบ้านต่อยอด (เฟลโล่ชิป , Fellowship)
คือแพทย์ประจำบ้านที่จบการเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่ในสาขานั้นๆยังคงมีเจาะลึกลงไปอีก เช่น สาขาอายุรศาสตร์ มีสาขาต่อยอดขึ้นไปอีก เช่น อายุรศาสตร์โรคหัวใจ อายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารเป็นต้น
.
สตาฟ หรือ staff คือเเพทย์ผู้ที่จบ เฉพาะทางหรือ เฉพาะทางต่อยอดเเละทำงานในโรงพยาบาลต่างๆ


ที่มา https://www.ondemand.in.th/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C-6 
 

LITE

Mask ดีดี เหมาะกับวัยเรียน ทรงสวย ไม่เป็นสิว ใช้ดีต้องบอกเพื่อนต่อ

เนื่องจากยุคนี้โรคระบาดมาแรงงงงงค่าสาวว และด้วยที่เป็นคนหน้าแพ้ง่ายมาก ปกติก็สิวขึ้นเต็มหน้าเต็มแก้มอยู่แล้ว ใช้อะไรไม่ถูกหน้าหน่อยก็มาละ สิว สิว สิว !! มาบวกกับต้องใส่แมส 



เพราะยุคนี้ไม่ใส่ไม่ได้ สิวก็เห่อไปอีกสิแย่มากก...แต่พิมหลุดพ้นสิวมาได้เพราะตัวนี้ Mask เกาหลี ของ Anyguard รุ่น KF94 คือดีมากกก ใช้มาเกือบครึ่งปีแล้ว ติดใจมาก ป้ายยาทั้งเพื่อน แฟน แล้วก็คนในบ้านเป็นที่เรียบร้อยจ้า



ส่วนใครที่ไม่ชอบสีขาวกลัวเปื้อนง่าย ไม่ต้องห่วงนี่เลยจ้า เขามี 2 สี ขาว , ดำ ส่วนไซส์ มี ใหญ่ ,เล็ก เด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ก็ใช้ดีค่า ตั้งแต่เจอตัวนี้คือนอกใจไปหาตัวอื่นไม่ได้เลยเพราะดีเกินคาดมากกกกก จากเป็นสิวตรงแก้ม ( แพ้แมสยี่ห้ออื่นใส่แล้วคันมากก สิวเห่อแก้มสุดๆ ) 



ละตอนนี้คือไม่มีสิวตรงแก้มดูได้จากรูปเลย เนียนมากก ใส่แล้วไม่คัน ไม่เคือง สบายสุดๆต่างจากรูปทางซ้ายมือมาก รูปนั้นคือ พิมตอน 5 เดือนก่อนหน้าพังเว่อ มันไม่ได้เลย



ส่วนโครงแมสคือดี แถมเข้ารูปหน้าสวยมากก ชอบบบ ดูเป็นสาวเกาเกาใจหน้าเรียวสุด อันเก่าที่พิมใส่ยี่ห้ออื่น ใส่แล้วดูหน้าอ้วนมากไม่เป็นทรงเลย ( รูปซ้ายมือ ) 
.
เรื่องความปลอดภัย คือปลอดภัยหายห่วงตัวนี้ ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง ป้องกันฝุ่นละอองและเชื้อโรคได้ดีมาก!!!! มาตรฐาน KF94 ของเกาหลี



อย่าลืมไปตำของดีๆ แบบนี้กันน้าทุกคน ยุคแบบนี้แมสดีๆอย่าพลาดเด้อ



 

แรกมีโรงเรียนสาธิตในโลก แรกมีโรงเรียนสาธิตในไทย

โรงเรียนสาธิต เป็นโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของสถาบันฝึกหัดครู มีทั้งที่ตั้งอยู่ในบริเวณหรือนอกบริเวณของสถาบันฝึกหัดครู โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับสาธิตการเรียนการสอนนักศึกษาหรือครูอาจารย์ได้ศึกษาฝึกหัด และนำไปใช้เป็นแบบอย่าง
.
พ.ศ. 2331 โรงเรียนสาธิตสำหรับฝึกหัดครูแห่งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี ก่อนจะแพร่หลายไปสู่ประเทศอื่นในทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกาตามลำดับ
.
พ.ศ. 2375 สหรัฐอเมริกาเริ่มมีโรงเรียนสาธิตเป็นแห่งแรก และมีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างมาก จนสหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศต้นแบบของโรงเรียนสาธิต ซึ่งมีชื่อเรียกแบ่งตามอุดมการณ์และวิธีการเฉพาะของแต่ละสถาบัน ดังนี้
.
1. โรงเรียนฝึก (Practice School) ที่ใช้เป็นที่ฝึกสอนนักศึกษาในสถาบันฝึกหัดครู
2. โรงเรียนสาธิต (Demonstration School) สำหรับสาธิตการเรียนการสอนให้นักศึกษาได้ศึกษา สังเกต และนำไปใช้เป็นแบบอย่างต่อไป
3. โรงเรียนปฏิบัติการทดลอง (Laboratory School) เพื่อใช้ในการปฏิบัติการทดลองการศึกษาโดยเน้นด้านจิตวิทยาพัฒนาการของนักเรียนเป็นหลัก
4. โรงเรียนทดลอง (Experimental School) เพื่อใช้ในการทดลองด้านต่างๆ บางแห่งจะไม่เปิดให้มีการฝึกสอนหรือฝึกงานใดๆ
5. โรงเรียนวิจัยและพัฒนา (Research and Development School) เป็นโรงเรียนในมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัยและพัฒนาการของเด็กนักเรียนเป็นหลัก
6. โรงเรียนในมหาวิทยาลัย (University School) เป็นโรงเรียนในมหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนนักเรียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ส่วนหน้าที่การฝึกสอนหรือการทดลองวิจัยเป็นเรื่องรอง
.
สำหรับประเทศไทย สถาบันฝึกหัดครูต่างๆ จำนวนมากใช้ชื่อโรงเรียนสาธิตและเรียกทับศัพท์ในภาษาอังกฤษว่า “Demonstration School” ซึ่งวิจิตร ศรีสอ้าน ให้ความเห็นเกี่ยวกับชื่อโรงเรียนสาธิตว่า “…การใช้ชื่อ Demonstration School ในประเทศคงเป็นเพราะว่าเรามีความในใจที่ต้องการจะให้โรงเรียนประเภทนี้เป็นโรงเรียนตัวอย่าง แล้วเพื่อจะให้โรงเรียนอื่นๆ ได้มีโอกาสทำตามในโอกาสต่อไปก็อาจเป็นได้…”
.
โดยโรงเรียนสาธิตแห่งแรกของไทยจัดตั้งขึ้นที่ “โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์” ณ โรงเลี้ยงเด็กยศเส เปิดสอนเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2435 เพื่อเป็นโรงเรียนสำหรับฝึกหัดงานครู
.
พ.ศ. 2475 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนสาธิตอีก 1 แห่ง ชื่อว่า “โรงเรียนประถมวัดหัวลำโพง” ซึ่งเป็นโรงเรียนฝึกหัดสอนของแผนกวิชาครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังย้ายที่ตั้งมาอยู่ที่สนามกีฬาแห่งชาติ และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนมัธยมหอวัง” เป็นโรงเรียนฝึกสอนของแผนกฝึกหัดครูชั้นประโยคมัธยม ในคณะอักษรศาสตร์และครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2487 โรงเรียนมัธยมหอวังได้ล้มเลิกไป โดยเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา)
.
จากนั้นก็มีโรงเรียนสาธิตของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่มีการเรียนการสอนด้านศึกษาศาสตร์ และต้องมีการฝึกหัดครู ก็ทยอยเปิดตามกันเรื่อยมา
.
โดยสรุปบทบาทของโรงเรียนสาธิต นอกจากเรื่องการเรียนการสอนนักเรียนของโรงเรียนแล้ว ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีก ได้แก่ การฝึกสอน, การสาธิตการสอน, การสังเกตการสอน และการทดลอง-วิจัยทั้งวิธีการสอน หลักสูตร


ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_82796?fbclid=IwAR20LyEYAd-SsZfHe9Nzhs6ScKHktcqH_IOyTpmyMrFY3345UylX7p520K4 
 

“Overtourism” ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกิน ปัญหาใหญ่ของเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตทั่วโลก

หนึ่งในผลพลอยได้ของการล็อกดาวน์และจำกัดระยะห่างในช่วงโควิด-19 นอกจากจะทำให้หลายคนได้อยู่กับตัวเองมากขึ้นแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ธุรกิจต่าง ๆ ได้ใคร่ครวญถึงการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมาของตัวเองด้วยเช่นกัน
.
ย้อนกลับไปช่วงก่อนที่จะโลกจะรู้จักกับโควิด-19 “ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกิน” หรือ “Overtourism” เป็นปัญหาใหญ่แก้ไม่ตกซึ่งเกิดขึ้นกับเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตทั่วโลก เพราะเมื่อกระแสความนิยมในเมืองหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งสูงเกินไป ปริมาณนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสายเกินศักยภาพของพื้นที่ ก็ก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้าน ตั้งแต่ความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม การกระจุกตัวและเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ เช่น อาหารการกิน อสังหาริมทรัพย์ ส่งผลถึงวิถีชีวิตโดยรวมของคนในพื้นที่ ไปจนถึงปัญหาการบริหารจัดการเมือง


ตัวอย่างผลกระทบในอดีตที่เห็นได้ชัดจากการมีนักท่องเที่ยวมากเกินไป คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลกอย่าง “พิพิธภัณฑ์ลูฟว์” ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมถึง 10.2 ล้านคนในปี 2018 ซึ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 25% และเป็นตัวเลขที่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในโลกเคยต้องรับมือมาก่อน วันหนึ่งในเดือนพฤษภาคมปี 2019 ลูฟว์จำเป็นต้องปิดให้บริการชั่วคราวทั้งวัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่แผนกต้อนรับและรักษาความปลอดภัยในพิพิธภัณฑ์พากันประท้วงหยุดงาน ด้วยความรู้สึกเหลืออดกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินกว่าจะรองรับไหว 
.
"ลูฟว์กำลังหายใจไม่ออก" คือคำที่สหภาพแรงงานระบุในแถลงการณ์ “ในขณะที่จำนวนผู้เข้าชมสูงขึ้นมากกว่า 20% ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา แต่พระราชวังไม่ได้ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย…สถานการณ์ในวันนี้เกินกว่าจะต้านทานได้แล้ว”
.
ในครั้งนั้นตัวแทนสหภาพฯ ได้เข้ามาเจรจากับฝ่ายบริหารของลูฟว์เพื่อหาทางลดปริมาณผู้เยี่ยมชมในพิพิธภัณฑ์ หนึ่งในพนักงานของลูฟว์ซึ่งเป็นตัวแทนสหภาพฯ กล่าวกับสำนักข่าว AP ว่า เขาคิดว่าพนักงานไม่สมควรที่จะทำงานในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ พร้อมกับระบุว่าเมื่อความแออัดทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนรู้สึกหงุดหงิดและแสดงความก้าวร้าว โดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ที่ทำงานบริเวณใกล้กับภาพ Mona Lisa (ซึ่งในขณะนั้นมีการปิดซ่อมแซมพื้นที่บางส่วน) เนื่องจากพวกเขาต้องมาเบียดเสียดกันในพื้นที่เล็ก ๆ และที่สำคัญกว่านั้นคือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่ล้นเกินนั้นจะส่งผลกระทบไปถึงการบังคับใช้มาตรการอพยพคนในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันในพิพิธภัณฑ์และการอพยพไม่อาจทำได้อย่างที่ควรจะเป็น ย่อมก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้
.
เห็นได้ชัดว่า ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกินทำให้เกิดปัญหาด้านการจัดการ การประท้วงในครั้งนั้นจึงจบลงด้วยการที่ฝ่ายบริหารของลูฟว์ออกกฎให้ผู้ที่ต้องการมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต้องจองคิวมาก่อน มิฉะนั้นพวกเขาจะต้องต่อแถวนาน หรืออาจจะไม่มีโอกาสได้เข้าชมเลย


ตัดภาพกลับมาที่อิตาลี หอศิลป์อุฟฟิซี (Uffizi Gallery) ในเมืองฟลอเรนซ์ หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศและเป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะเลื่องชื่อจำนวนมาก เช่น ภาพวาด The Birth of Venus ของบอตติเชลลี และงานประติมากรรมหินอ่อนแกะสลัก David ของมิเกลันเจโล เมื่อต้องปิดให้บริการชั่วคราวเนื่องจากการประกาศล็อกดาวน์ในปี 2020 ผู้อำนวยการหอศิลป์จึงเกิดความคิดที่จะถือโอกาสวางแผนปฏิวัติการท่องเที่ยวในฟลอเรนซ์เสียใหม่ ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะถาโถมกลับเข้ามาอีกครั้ง ด้วยโครงการที่ใช้ชื่อว่า “Scattered Uffizi” (Uffizi Diffusi ในภาษาอิตาเลียน)
.
ไอค์ ชมิดท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์อุฟฟิซีกล่าวกับ CNN Travel ว่า ในช่วงล็อกดาวน์ เขาได้เริ่มมองหาสถานที่จัดแสดงงานศิลปะในเมืองอื่น ๆ มาจับคู่กับบรรดางานศิลปะที่อยู่ในครอบครองของอุฟฟิซี เพื่อกระจายชิ้นงานออกไปจัดแสดงในเมืองอื่น ๆ ทั่วแคว้นทัสคานี แทนที่จะให้นักท่องเที่ยวมากระจุกตัวอยู่ที่อุฟฟิซีเพียงแห่งเดียว “ศิลปะไม่สามารถอยู่รอดได้ในแกลเลอรีขนาดใหญ่เพียงลำพัง...เราต้องการพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหลายแห่งทั่วทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานที่ที่เป็นต้นกำเนิดของงานศิลปะแต่ละชิ้น” เขากล่าว
.
นับตั้งแต่มีการประกาศข่าวเกี่ยวกับโปรเจ็กต์นี้ออกไป เมืองที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ก็ได้เสนอชื่ออาคารจัดแสดงงานเข้ามา เช่น เมือง Lucca ซึ่งเสนอให้นำชิ้นงานศิลปะมาจัดแสดงในพระราชวัง Palazzo Ducale อันเป็นสัญลักษณ์ของเวนิส เมือง Seravezza ซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในวิลล่าของตระกูล Medici ฯลฯ


จนเวลาผ่านไปเกือบปี หอศิลป์อุฟฟิซีจึงได้ออกมาประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2021 ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีแกลเลอรีท้องถิ่นกระจายทั่วแคว้นทัสคานีมากถึง 100 แห่ง โดยแกลเลอรีส่วนหนึ่งจะใช้พื้นที่ในวังเก่า คอนแวนต์ และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอื่น ๆ มาดัดแปลงเป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะ ชิ้นงานศิลปะส่วนหนึ่งของอุฟฟิซีจะได้ไปจัดแสดงในเมืองและหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของผลงานแต่ละชิ้น เพื่อกระจายผู้เข้าชม กระจายรายได้ รวมถึงชะลอผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระจุกตัวอยู่ที่กลางเมืองฟลอเรนซ์อย่างเดียว
.
ผ่านมา เช่น นิทรรศการ Giottesque ที่จะจัดแสดงภาพวาดของ Giotto หนึ่งในจิตรกรซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดในยุคเรอเนซองส์ยุคแรก ในโบสถ์ท้องถิ่นของ Montespertoli หมู่บ้านเล็ก ๆ บนยอดเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของฟลอเรนซ์ ขณะที่เมือง Castiglion Fiorentino จะทำการแลกเปลี่ยนงานศิลปะที่มีธีมเกี่ยวกับ St. Francis กับอุฟฟิซี โดยจะส่งภาพวาดฝีมือ Bartolomeo della Gatta ไปยังจัดแสดงในห้องศตวรรษที่ 15 ของอุฟฟิซี แลกกับภาพวาด St. Francis Receives the Stigmata ฝีมือจิตรกรบาโรกยุคแรกอย่าง Cigoli 
.
และล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผลงานศิลปะของหอศิลป์อุฟฟิซีจำนวน 20 ชิ้นที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดินโปเลียน ก็ถูกส่งไปจัดแสดงในนิทรรศการครบรอบ 200 ปีของการจากไปของนโปเลียนบนเกาะ Elba ซึ่งเป็นสถานที่ที่นโปเลียนถูกเนรเทศให้ไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว
.
มาริโอ อเญลลี (Mario Agnelli) นายกเทศมนตรีเมือง Castiglion Fiorentino บอกกับ CNN ว่า ก่อนหน้านี้เขาก็เคยคิดที่จะจัดนิทรรศการลักษณะนี้เหมือนกัน "แต่การจะทำอย่างนั้นได้คุณต้องมีค่าใช้จ่ายด้านประกันและการขนส่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับเมืองเล็ก ๆ อย่างเรา...แม้ว่าเขา (ผู้อำนวยการหอศิลป์ฯ) จะให้ยืมผลงานของบอตติเชลลีสักชิ้น เราก็ไม่มีศักยภาพที่จะทำได้" การที่หอศิลป์อุฟฟิซีเป็นฝ่ายริเริ่มโครงการเสียเอง จึงช่วยลดภาระด้านเงินทุนการดำเนินการให้เมืองเล็ก ๆ ได้ดี
.
เที่ยวไม่กระจุก สุขกระจาย อันที่จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชมิดท์ให้ยืมผลงานศิลปะไปจัดแสดงนอกสถานที่ เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2019 เขาเคยส่งภาพวาดทิวทัศน์ของลีโอนาร์โด ดา วินชี ไปอวดโฉมที่นิทรรศการในเมือง Anghiari บ้านเกิดของดาวินชีเนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปีของการจากไปของศิลปินผู้เลื่องชื่อ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า การนำภาพวาดไปจัดแสดงในครั้งนั้นถือเป็นโอกาสพิเศษที่ผู้เข้าชมจะได้เห็นทั้งภาพวาด และยังได้ก้าวออกไปชมภูมิทัศน์ที่สวยงามของเมือง ซึ่งเป็นแรงบันดาลในการสร้างสรรค์ภาพวาดชิ้นนั้นของดาวินชีด้วย ยิ่งไปกว่านั้นอานิสงส์จากภาพวาดยังดึงดูดให้ยอดผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นพุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่า
.
จากบทเรียนในอดีต ชมิดท์จึงหวังว่าโครงการ Uffizi Diffuzi จะช่วยลดการกระจุกตัวทั้งในหอศิลป์และเมืองฟลอเรนซ์ลงได้ พร้อมทั้งกระจายรายได้และสร้างงานในระดับท้องถิ่นให้แก่เมืองข้างเคียง พร้อม ๆ กับที่ผลงานศิลปะหลายชิ้นจะได้รับการบูรณะฟื้นฟูเพื่อนำไปจัดแสดง


ชมิดท์ยังหวังด้วยว่า โครงการนี้จะช่วยให้ชาวแคว้นทัสคานีได้ใกล้ชิดงานศิลปะซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขายิ่งขึ้น เพราะเขาคิดว่ารูปแบบการเผยแพร่วัฒนธรรมในปัจจุบันนั้นยึดติดกับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมากเกินไป บ่อยครั้งที่นักท่องเที่ยวท้องถิ่นเดินทางข้ามเมืองมาชมงานศิลปะของศิลปินที่มาจากบ้านเกิดเดียวกับพวกเขา แต่การท่องเที่ยวที่ทุกอย่างมากระจุกตัวอยู่ในหอศิลป์แห่งเดียวกลับลดทอนความรื่นรมย์ในการชมผลงานลง และด้วยความที่อุฟฟิซีมีงานศิลปะในครอบครองจำนวนมาก ทำให้ต้องหมุนเวียนชิ้นงานออกมาโชว์ นักท่องเที่ยวบางคนจึงไม่มีโอกาสได้เห็นชิ้นงานที่ตั้งใจมาชม
.
“ขณะนี้เรามีผลงานศิลปะจัดแสดงอยู่ในหอศิลป์มากกว่า 3,000 ชิ้น ซึ่งเกินเพียงพอแล้ว…โครงการ Uffizi Diffuzi จะเปิดโอกาสให้งานศิลปะที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจได้ฉายแสง ในบรรยากาศการจัดแสดงที่เงียบสงบและใกล้ชิดกับผู้ชมยิ่งขึ้น” 
.
แม้จะฟังดูเรียบง่าย แต่การกระจายงานศิลปะออกไปจัดแสดงในเมืองอื่น ๆ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ช่วยบรรเทาปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกินในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ๆ พร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองในแต่ละประเทศได้ดีทีเดียว


ที่มา https://www.creativethailand.org/view/article-read?article_id=33363&lang=th&fbclid=IwAR0MMQsLkQFTGCkjuLz7t_aHJCWk5j85ohB1bVBhmzVm7QsRhBFzizKTWik 
 

© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top