Tuesday, 5 July 2022
THE STUDY TIMES

“โหราศาสตร์” ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ วิชาเก่าแก่แห่งเอเชีย มาจากไหน ?

โหราศาสตร์ เป็นวิชาที่ใช้ทายกาลล่วงหน้าหรือดูการล่วงหน้า ใช้สำหรับพยากรณ์ผลกรรมของมนุษย์โดยอาศัยดวงดาวเป็นเครื่องพยากรณ์
.
ผลกรรมของมนุษย์ตามหลักพุทธศาสนา ตามที่แสดงไว้ในกัมมวิภังคสูตร ได้แสดงผลกรรมไว้ 14 ประการคือ บางคนอายุยืน บางคนอายุสั้น บางคนมีโรคน้อย บางคนมีโรคมาก บางคนมีผิวพรรณดีบางคนมีผิวพรรณทราม บางคนมีศักดามาก บางคนมีศักดาน้อย บางคนมีทรัพย์สมบัติมาก บางคนมีทรัพย์สมบัติน้อย บางคนมีตระกูลสูง บางคนมีตระกูลต่ำ บางคนมีปัญญามาก บางคนมีปัญญาน้อย
.
โหราศาสตร์จะเป็นเครื่องบอกผลกรรม 14 ประการ และความเป็นไปของมนุษย์ในห้วงระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี แสดงเหตุและผลของดวงดาว ทำให้สามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าของวิถีทางของมนุษย์ และเหตุการณ์ของโลกทั่ว ๆ ไป
.
วิชาโหราศาสตร์ เป็นวิชาที่เก่าแก่เชื่อว่าเกิดในทวีปเอเชียก่อนแล้วจึงแพร่หลายไปยังแหล่งอื่น ในคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์ ซึ่งมีอายุก่อนพุทธศาสนาก็มีคำสดุดีดาวพระเคราะห์อยู่ด้วย สำหรับวิชาโหราศาสตร์ของไทยตามหลักฐานที่มีอยู่ แสดงว่าได้รับสืบทอดมาจากอินเดีย เมืองไทยเราตั้งอาณาจักรสุโขทัยก็ได้มีตำแหน่งพระมหาราชครู ซึ่งเป็นพราหมณาจารย์ และตั้งให้เป็นปุโรหิตประจำราชสำนักสืบต่อมาในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ ก็ยังคงมีพราหมณาจารย์ดำรงตำแหน่งพระมหาราชครู
.
ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพุทธานุญาตให้ พระภิกษุสงฆ์เรียนรู้วิชาโหราศาสตร์ในเรื่องฤกษ์ยาม เพื่อจะได้รู้เวลาทำอุโบสถสังฆกรรม อันเป็นกิจในพระพุทธศาสนา จึงได้มีชื่อ วัน เดือน ปี และฤกษ์แสดงไว้ท้ายบอกวัตรพระเป็นประเพณีสืบต่อมา ที่มาของเรื่องนี้มีอยู่ว่า สมัยหนึ่ง พระภิกษุทั้งหลายไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในอรัญญิกเสนาสนะได้มีหมู่โจรมาถามว่า วันนี้พระจันทร์กอร์ปด้วยนักขัตฤกษ์อะไร พระภิกษุตอบว่าไม่รู้ พวกโจรจึงว่า ชนเหล่านี้มิใช่สมณะจึงไม่รู้นักขัตตบาท คงจะเป็นพวกโจรมาซุ่มซ่อนอยู่ ว่าแล้วโจรเหล่านั้นก็เข้าทำร้าย พระภิกษุเหล่านั้นแล้วหลีกไป เมื่อความเรื่องนี้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์จึงทรงมี พระพุทธฎีกาตรัสให้ประชุมพระภิกษุสงฆ์ แล้วจึงตรัสอนุญาต ให้ภิกษุที่ไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่าพึงเรียนรู้นักขัตฤกษ์ สำหรับอรัญญิกวัตร เพื่อรักษาตนให้พ้นอันตรายจากโจร
.
วิชาหมอดู จัดว่าเป็นบันไดขั้นต้นของวิชาโหราศาสตร์ ทั้งสองวิชาต่างก็ใช้ดวงดาวนพเคราะห์เป็นเครื่องวินิจฉัย หลักวิชาที่หมอดูใช้ได้แก่ ตำราเลข 7 ตัว โดยอาศัย วัน เดือน ปี และยามเวลาเกิด โดยเทียบเข้ากับหลักการของดาวเคราะห์เป็นมูลฐานในการทำนาย ส่วนวิชาโหราศาสตร์มีการกำหนดท้องฟ้าเป็นจักรราศี โดยแบ่งออกเป็น 12 ราศี แบ่งออกเป็น 27 นักษัตร 36 ตรียางค์ และ 108 นวางค์ นอกจากนั้นยังมีตำรามหาทักษาพยากรณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง หลักตำราโหรโบราณแทบทุกคัมภีร์ มักจะนำเอาหลักเกณฑ์ในมหาทักษาพยากรณ์ ไประคนกับหลักเกณฑ์ในวิชาโหราศาสตร์ ในวิชาโหราศาสตร์แบ่งจักรราศีออกเป็น 12 ราศี แล้วจัดดาวพระเคราะห์เข้าครองประจำทุกราศี ที่เรียกว่า เกษตร์ และจัดให้ธาตุทั้งสี่ คือ ไฟ ดิน ลม น้ำ เข้าครองประจำทุกราศี กำหนดให้ดาวพระเคราะห์เกษตร์ประจำราศี เข้าครองธาตุตามลักษณะธาตุที่ประจำราศีนั้น และทุกราศีก็กำหนดให้เป็นทิศต่าง ๆ ในวิชาหมอดู มีการแบ่งท้องฟ้าออกเป็น ภูมิอัฐจักรพยากรณ์ มีดาวพระเคราะห์ ธาตุและทิศเข้าครองเหมือนหลักเกณฑ์ในวิชาโหราศาสตร์


ที่มา https://www.baanjomyut.com/library_4/ 
 

มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา "โรงเรียนฝึกหัดครูมณฑล" ปี 2462 กว่า 100 ปี ของสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้

เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดของภาคใต้ เป็นผู้นำในการนำการศึกษาพัฒนาชาวชนบทและสังคมชนบทในภาคใต้ให้วิวัฒน์ รุ่งโรจน์ รุ่งเรืองมาโดยลำดับตราบบัจจุบัน ซึ่งมีสถานที่ตั้งอยู่ที่เลขที่ 160 หมู่ 4 ถนนกาญจนวนิช ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา และได้ขยายพื้นที่จัดการศึกษานอกที่ตั้ง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา วิทยาเขตสตูล ตั้งอยู่ ณ พื้นที่สาธารณประโยชน์ทุ่งใหญ่สารภี ตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล
.
ปี พ.ศ.2462 ธรรมการมณฑลนครศรีธรรมราช ซึ่งตั้งอยู่ ณ จังหวัดสงขลา และธรรมการจังหวัดสงขลา ได้คิดผลิตครูมณฑลขึ้นเพื่อให้เป็นครูสอนในระดับประถมศึกษา จึงได้เปิดหลักสูตรวิชาครขึ้น โดยอาศัยสถานที่เรียนที่โรงเรียนประจำมณฑลนครศรีธรรมราช (คือโรงเรียนมหาวชิราวุธ ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่บริเวณโรงเรียนวิเชียรชมในปัจจุบัน)
.
หลักสูตรวิชาชีพครูดังกล่าว เปิดรับนักเรียนที่จบชั้นประถมบริบูรณ์ (ชั้นประถมปีที่ 3) เรียนร่วมกับนักเรียนชั้น ม.1 - ม.3 และเรียนวิชาชีพครูสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 3 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรนี้เรียกว่า "ครูประกาศนียบัตรมณฑล"
.
ปี พ.ศ. 2468 หลังจากมีการใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2464 ธรรมการมณฑลจึงได้จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประจำมณฑลขึ้น เรียกว่า "โรงเรียนฝึกหัดครูมูล" ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าชะมวง อำเภอกำแพงเพชร (ปัจจุบันคืออำเภอรัตภูมิ) จังหวัดสงขลา (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยีสงขลา) เปิดรับนักเรียนที่จบ ม.3 และผู้ที่เป็นครูแล้วแม้ยังไม่จบชั้น ม.3 กำหนดเวลาเรียน 2 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับ "ประกาศนียบัตรวิชาชีพครูมูล" (ป.)
.
ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 ให้เลิกการแบ่งเขตการ ปกครองเป็นมณฑล ปี พ.ศ. 2477 โรงเรียนฝึกหัดครูมูลประจำมณฑลนครศรีธรรมราช ที่ตำบลท่าชะมวง จึงได้เปลี่ยนเป็น "โรงเรียนฝึกหัดครูมูลจังหวัดสงขลา" เปิดรับนักเรียนที่เรียน ป.6 หรือ ม.2 (ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475) เข้าเรียนมีกำหนด 2 ปี
.
ปี พ.ศ. 2482 เปลี่ยนชื่อ "โรงเรียนฝึกหัดครูมูลจังหวัดสงขลา" เป็น "โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดสงขลา" และได้ย้ายจากตำบลท่าชะมวง ไปตั้งที่ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เปิดรับนักเรียนที่จบชั้น ม.3 กำหนดเวลาเรียน 2 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้ "ประกาศนียบัตรจังหวัด" (ว.) นอกจากนี้โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดสงขลา ยังรับนักเรียนที่เตรียมไว้สำหรับบรรจุเป็นครูประชาบาล โดยให้จังหวัดต่างๆ คัดเลือกนักเรียนที่จบ ป.4 จากตำบลทุรกันดารในจังหวัดต่างๆ เข้ามาเรียนกำหนดเวลาเรียน 3 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้ "ประโยคครูประชาบาล" (ป.บ.) และกลับไปเป็นครูในตำบลที่เป็นภูมิลำเนา
.
ปี พ.ศ. 2490 เปลี่ยนชื่อ "โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดสงขลา" เป็น "โรงเรียนฝึกหัดครูสงขลา" เปิดรับนักเรียนที่จบชั้น ม.6 หรือประโยคประกาศนียบัตรครูมูล (ว.) กำหนดเวลาเรียน 1 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้ "ประกาศนียบัตรครูมูล" (ป.)
.
ปี พ.ศ. 2498 เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา โดยรับนักเรียนที่จบ ม.6 กำหนดเวลาเรียน 2 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2499 จึงได้ย้ายสถานที่มาตั้งอยู่ ณ บริเวณ บ้านสำโรง ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา อันเป็นสถานที่ตั้งในปัจจุบันและได้ยกฐานะเป็นวิทยาลัยครูสงขลา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 เริ่มรับนักเรียนหญิง เปิดเป็นสหกิจศึกษาเป็นครั้งแรก อีกทั้งได้ขยายชั้นเรียนไปจนถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) ในปีเดียวกัน
.
ปี พ.ศ. 2510 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศรวมกิจการของโรงเรียนสตรีฝึกหัดครูสงขลา ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2485 กับวิทยาลัยครูสงขลา เพื่อขยายและปรับปรุงการศึกษาด้านการฝึกหัดครูให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงยั่งยืน วิทยาลัยครูสงขลาจึงกลายเป็นสถานศึกษาฝึกหัดครูขนาดใหญ่ในภาคใต้
.
ปี พ.ศ. 2518 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 วิทยาลัยครูสงขลาจึงได้เปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี ในสาขาครุศาสตร์ โดยรับนักศึกษาที่เรียนจบ ป.กศ.สูง หรือครูประจำการ ที่ได้รับวุฒิ พ.ม. เข้าศึกษาต่อ 2 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิครุศาสตร์บัณฑิต (ค.บ.) และในปี พ.ศ.2522 ได้เปิดโครงการอบรมครูประจำการและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ค.ป.) ในระดับ ป.กศ.ชั้นสูง และระดับปริญญาตรี (ค.บ.) หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2524 ได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดสอนหลักสูตรการโรงแรมและการท่องเที่ยว กับหลักสูตรการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเรียกโครงการนี้ว่า วิทยาลัยชุมชนสงขลา
.
ปี พ.ศ.2527 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2527 ให้วิทยาลัยครูทำหน้าที่ผลิตครู และเปิดสอนวิชาชีพตามความต้องการและความจำเป็นของท้องถิ่น วิทยาลัยครูสงขลาจึงได้ผลิตครูระดับปริญญาตรี ด้านครุศาสตรบัณฑิต รวมถึงบัณฑิต หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพอื่นๆ ตามความต้องการและความจำเป็นของท้องถิ่นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
.
ปี พ.ศ. 2529 ได้เปิดโครงการการจัดการศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ (กศ.บป.) ในระดับอนุปริญญาและระดับปริญญาตรีสาขาครุศาสตร์ ซึ่งต่อมาได้ขยายไปสู่สาขาอื่น ๆ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
.
ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนาม “ ราชภัฏ ” แทนชื่อวิทยาลัยครูทั่วประเทศ วิทยาลัยครูสงขลาจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันราชภัฏสงขลา” ตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา สถาบันราชภัฏสงขลาได้มีความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ จนสามารถเปิดสอนถึงระดับบัณฑิตศึกษาได้ในปี พ.ศ. 2544 และเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 จึงได้รับการยกฐานะเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ดำเนินพันธกิจตามวิสัยทัศน์ เอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ สืบมา


ที่มา https://www.skru.ac.th/th/about/ 
 

5 Reasons Why study in Romania? Eastern Europe’s hidden gems.

Romania is one of Eastern Europe’s hidden gems. Famous not only for its gorgeous landscapes and its seven UNESCO world heritage sites, Romania gave the world some of the biggest inventions and pushed the world to where it is today.
.
Why study in Romania?
.
1. Low tuition fees and living costs.
In Romania, tuition costs are very affordable, especially when compared to other Western countries or even some European states. At public universities, most study programs cost between 230 and 3,000 EUR per academic year. Additionally, if your average GPA or entry exam grade is high enough, you can occupy a state-funded place.
.

2. Active nightlife and fun events.
Big student cities like Bucharest, Timisoara, Cluj, and Iasi are well-known for all-night-long parties, where people enjoy music, dancing, and having a laugh with their friends. If you're not a party enthusiast, there are many other events or activities in which you can participate:
•    national and international festivals (e.g. theatre, arts, crafting, wine making)
•    mountain trekking
•    road trip on Transfagarasan or Transalpina
•    spending a night at the Balea Lake Ice Hotel
.
3. English is widely spoken in student cities.
Saying that English is widely spoken in Romania is only half true. The truth is, most young people will speak it fluently and you shouldn't have any problems in larger and more popular cities. You should also be fine at local supermarkets or while taking a train ride on well-travelled routes.
.
4. Romanians are friendly and lively people.
Romanians are known for their Latin blood and for having a light heart. They share a great sense of humour and are often able to see the bright or funny side even in the most difficult situations.
.
5. Visit amazing natural and human-made wonders.
Romania is one of the hidden jewels of Europe, boasting a wide range of natural and man-made attractions that everyone should see at least once in their life. From centuries-old monasteries to amazing castles, from salt mines to large stone carvings, Romania has it all.


From: https://www.bachelorsportal.com/countries/33/romania.html 
 

รีวิวเอก “โลจิสติกส์” เรียนอะไร ? เรียนที่ไหน? จบแล้วไปทำอะไร ?

โลจิสติกส์ คืออะไร?
อย่างที่น้องๆ หลายคนพอทราบมาบ้างว่า สาขาวิชาโลจิสติกส์ นั้น เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบขนส่ง หรือการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ทั้งภาคพื้นดิน ทางเรือ และทางอากาศ แต่โลจิสติกส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งเท่านั้น สายงานด้านนี้ยังรวมไปถึงกระบวนการ วิธีการ การวางแผนสินค้าคงคลัง การจัดเก็บ ควบคุม การบริหารธุรกิจ รวมถึงต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเงิน การตลาดเบื้องต้นในการทำธุรกิจอีกด้วย



เรียนยังไง? เกี่ยวกับอะไรบ้าง? 
สำหรับคนที่เข้ามาเรียนในสาขาทางด้านโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นคณะหรือสาขาของมหาวิทยาลัยที่ไหน ในเรื่องหลักสูตร จะได้เจอวิชาหลักคล้ายกัน นั่นคือ น้องๆ ปี 1 จะได้เรียนพื้นฐานวิชาทั่วไป เช่น ธุรกิจ การบริหารจัดการ การตลาด การเงิน ภาษาอังกฤษ แคลคูลัส สถิติ มนุษยศาสตร์ เป็นต้น
.
ในปีต่อๆ มาจะได้เรียนรายวิชาเฉพาะ เช่น การขนส่งและการกระจายสินค้า วัสดุและการบรรจุภัณฑ์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การวางแผนอุปสงค์และสินค้าคงคลัง การจัดการโซ่อุปทานเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับโลจิสติกส์ การค้าการจัดการ เป็นต้น และจากนั้นน้องๆ จะได้เรียนการสัมมนาทางโลจิสติกส์ รวมถึงออกสหกิจศึกษาในชั้นปีที่ 4



เรียนโลจิสติกส์ จบไปทำงานอะไรได้?
หลังจากเรียนจบหลักสูตรในระดับปริญญาตรีแล้ว มาถึงเส้นทางอาชีพและการทำงานบ้าง งานด้านโลจิสติกส์และซับพลายเชน ถือเป็นอีกสายงานที่ตลาดในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการบุคลากรเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจและบริการ และนี่คือสายงานและตำแหน่งที่น้องๆ บัณฑิตสาขานี้สามารถทำได้ 
•    ระดับปฏิบัติการ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดส่งและคลังสินค้า ฝ่ายควบคุมวัตถุดิบ ฝ่ายซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ ฝ่ายการขนส่ง ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัททางขนส่งสินค้ามากกว่า 500 แห่ง รวมถึงบริษัทนำเข้าส่ง-ออก
•    ระดับบริหาร เช่น นักวิเคราะห์ด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน,  นักวางแผน วัตถุดิบ การผลิต หรือการกระจายสินค้า, นักวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจ 
•    ประกอบธุรกิจส่วนตัว เช่น นำเข้าและส่งออก ผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ ตัวแทนขนส่งทางบก ทางทะเล หรือทางอากาศ
•    รับราชการ รับราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี กรมประมง กรมการขนส่งทางอากาศ กรมศุลกากร และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
•    งานสายวิชาการ เช่น นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ในสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ หรือเรียนต่อระดับสูงขึ้น



ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาวิชาด้าน โลจิสติกส์ 
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ สำนักวิชาเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
สาขาวิชาเทคโนโลยีโลจิสติกส์ คณะเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก
ภาควิชาวิศวกรรมโลจิสติกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต


ที่มา https://www.admissionpremium.com/logis/news/3540 
 

กระบอก กินน้ำเก่ง เพื่อสุขภาพที่ดี มีผิวที่ปัง

ปัญหาในชีวิตทุกวันนี้ไม่มีอะไรมากเลย ทุกเรื่องคือแก้ได้แต่ติดอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องกินน้ำให้ครบกำหนด ตามแบบมาตรฐาน ก็คือ 8 แก้ว หรือ 2.7 ลิตร แล้วถามว่ากินครบมั้ยก็ไม่จ้าา สุขภาพก็เลยแย่อยู่แบบนี้ไงทุกคนน ฮืออ แต่ไปเจอเจ้าตัวนี้มาบอกเลยคือครบมากกกกก  เป็นกระบอกน้ำของ Miniso

น้องคือน่ารักปุกปิกกกมากก ที่ไปเจอมามีด้วยกัน 3 สี สีน้ำเงิน สีม่วง สีดำ ส่วนตัวละชอบสีขาวกับดำมากก เลยรีบหยิบดำมา เพราะไม่มีขาว555555555 ขอชมเรื่อง ขนาดก่อนเลยนะ คือสวยถูกตามากก เห็นแล้วคือต้องเดินเข้าไปซื้อเลยอ่ะ

ขนาดจุ 900 ml แล้วคิดดูว่า ถ้ามาตรฐานการกินน้ำควรอยู่ที่ 2.7 ลิตร เราก็แค่กินน้ำวันละ 3 กระบอก 900*3 = 2700 ml หรือ 2.7 ลิตรนั้นเองทุกคน เห็นมั้ยสะดวกสบายมาก ไม่ต้องมานั่งคิดว่าวันนี้กินไปกี่แก้วละก็ลืม เจ้ากระบอกน้ำตัวนี้คือสะดวกสุดๆละ แค่กินให้ครบ 3 กระบอก ก็ได้มาตรฐานน้ำที่เราจะควรกินต่อวันแล้วทุกคน

เวลาจะกินเราก็แค่กดตรงที่ให้กดตรงปกมันก็จะเด้งออก เป็นรูไว้ให้เรากิน ไม่หกไม่เลอะไม่รั่ว  กินเสร็จก็แค่ไม่ปิดฝาลง ดีสุดๆๆๆ ถามถึงวัสดุในการทำก็คือปลอดภัยมากนะ วัสดุแข็งแรงทนทาน นี่ทำกระบอกน้ำตกหลายรอบแล้ว ยังไม่แตกเลย คือแข็งแรงมาก ไม่ก๊องแก๊งนะ

ขออวยเรื่องขนาดกระบอกหน่อยว่า พกพาสะดวกมาก นี่หิ้วใส่กระเป๋าผ้าไปมหาลัยทุกวันเลยนะ สะดวกสุดๆ หรือใครไม่ชอบหิ้วกระเป๋าผ้า ตรงปากกระบอกมีไว้สำหรับหิ้วด้วยคือดีมากกกก จะพกไปไหนก็หิ้วไปเลยง่ายต่อการใช้งานสุดๆๆๆ

สำหรับใครที่กินน้ำน้อย หรือ ไม่ชอบมานั่งคำนวณว่าต้องกินเท่าไหร่ๆ กี่แก้วๆ ก็เหมาะมากกับเจ้าตัวนี้ กระบอกกินน้ำเก่งของ Miniso พอกินน้ำครบบอกเลยนะว่าชีวิตดีขึ้นมากก สุขภาพดีขึ้น ผิวก็ดีขึ้น ไม่แห้งแถมหน้าใสและเป็นสิวน้อยลงด้วย
.

พิกัด
ร้าน : Miniso ทุกสาขา
ราคา : 129 บาท


รีวิว โดย พิม THE STUDY TIMES
 

มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ เปลี่ยนโมเดลแล้ว ! ต่อไปนักศึกษาจะไม่ใช่เข้าเรียนแค่ 4 ปี แต่จะเป็นลูกค้าไปตลอดชีวิต

‘ดร.สมเกียรติ’ ยกโมเดลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เป็นทางรอดมหาวิทยาลัยยุคใหม่ เปลี่ยนบทบาทจากสอนให้จบปริญญาตรี 4 ปี เป็นสถาบันอัปเกรดความรู้ให้คนทันสมัยทันโลกยุคใหม่ตลอดเวลา
.
ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somkiat Osotsapa ว่า
.
บทบาท หน้าที่มหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนไป
มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ เปลี่ยนโมเดลแล้ว ! ต่อไปลูกค้าของมหาวิทยาลัย จะไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่มาเข้าเรียน 4 ปี แต่จะเป็นลูกค้าไปตลอดชีวิต
.
การปรับตัวของมหาวิทยาลัยเริ่มแล้วครับ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเอเชีย และอันดับต้นๆ ของโลก ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทให้ตัวเองเป็น "มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต" ที่จะดูแลประชากร ไม่เพียงแต่ในระดับปริญญาตรี 4 ปี และโท-เอก แต่จะขอคอยดูแล คอย อัพเกรดทักษะ ความรู้ ให้ประชากรทันสมัยตลอดเวลา ... ทำให้ ลูกค้าของมหาวิทยาลัยจะขยายขนาดออกไปอีกมากโขเลยครับ
.
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยจะคอยออกหลักสูตรใหม่ๆ เพื่อให้ เด็กๆ ที่จบไประยะหนึ่ง สามารถจะกลับมา "อัพเกรด" หรือ "ยกเครื่อง" ความรู้และทักษะได้อีกเรื่อยๆ โดย มหาวิทยาลัย NUS ได้ออกโปรโมชั่น สำหรับศิษย์เก่า สามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ซึ่งก็จะทำให้ได้ลูกค้าใหม่ (ที่เป็นลูกค้าเก่า) กลับเข้าไปใช้บริการอยู่เรื่อยๆ 
.
ซึ่งหากสะสมคอร์สให้เหมาะสม จนครบตามมาตรฐาน สามารถเปลี่ยนไปเป็นปริญญาได้ เช่น ปริญญาตรีใบใหม่ หรือ ปริญญาโทในสาขาต่างๆ อีกด้วย (ภายใต้มาตรฐานที่สูงของสิงคโปร์)
.
ขนาดสิงคโปร์มีมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของเอเชีย และเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลก แซงหน้าหลายๆ มหาวิทยาลัยที่ว่าดังๆ ในสหรัฐอเมริกา ... เขายังบอกว่า "ต้องรีบปรับตัว" !!
.
รัฐมนตรีศึกษาธิการ สิงคโปร์ ออกมาบอกว่า ในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ หรือ ยุค Industry 4.0 การศึกษาแบบเดิม มหาวิทยาลัยแบบเดิม กำลังจะล้าสมัย จึงต้องรีบปรับตัวด่วน
.
โดยสิงคโปร์มีแผนการปฏิรูปมหาวิทยาลัย เน้นการสร้างผลกระทบต่อผู้เรียนมากกว่าเกรด ผลิตคนหลากหลายตามความต้องการของผู้เรียน และเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับทุกช่วงวัยของชีวิต
.
(1) Experiential learning เปลี่ยนการเรียนรู้แบบทฤษฎีในห้องเรียน มาเป็นการฝึกฝนประสบการณ์ ผสมผสานการทำงานจริง แก้ปัญหาจริง เพราะความรู้มันหาได้ง่ายมาก มหาวิทยาลัยในอนาคตจะมีลักษณะ เรียนไป ทำงานไป เป็นผู้ประกอบการไป
.
(2) Promote digital literacy เด็กสิงคโปร์ต้องอยู่ในโลกยุคการค้าแห่งดิจิทัลได้ มีทักษะ Computational Thinking (น่าจะเป็นทักษะด้าน Data Science)
.
(3) Diversify higher education pathways เพิ่มความหลากหลายของอุดมศึกษา เด็กสามารถเลือกเส้นทางตามความสนใจ และจริตของตน มีสายอาชีพหลากหลาย แนะนำเส้นทางต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็ก (ให้รู้ตัวเองว่าชอบและถนัดอะไร ให้เร็วที่สุด)
.
(4) Encourage lifelong learning ยุคต่อไปคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และมหาวิทยาลัยต้องคอยติดตาม คอยตอบสนอง ว่าคนที่จบไปแล้วอยากกลับมาเรียนอะไร
.
(5) Broadening the role of universities อันนี้ผมว่า มันคล้ายๆ หลายๆ ธุรกิจที่ปรับตัวนะ เช่น ธนาคาร หันมาทำเรื่องอื่นๆ นอกจากรับฝากกู้เงิน ปตท. หันมากาแฟ .. มหาวิทยาลัย ก็ทำแค่สอน-วิจัย ไม่ได้แล้ว ต้องเพิ่มเติมบทบาทตัวเองให้มากขึ้น ไม่งั้นก็อยู่ไม่รอด

.
อย่างเช่นตอนนี้ มหาวิทยาลัย NUS ของสิงคโปร์ มีโปรโมชั่น สำหรับศิษย์เก่า สามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ซึ่งก็จะทำให้ได้ลูกค้าใหม่ (ที่เป็นลูกค้าเก่า) กลับเข้าไปใช้บริการ


ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02Y6FKvsJWgWFKW9c1yPSjb5QXZUkEHwcCiCwVmUhQcgyDndzHqL41aoiJnHTPEdeRl&id=100001380665898 
 

ระบายสี “พุทธประวัติ” เมื่อนักเรียนได้ลงสี ความตะมุตะมิก็บังเกิด

เพราะจินตนาการนั้นสำคัญกว่าความรู้ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่อยู่ในวัยกำลังโต ที่การเรียนการสอนแบบให้ใช้ความคิด ความสร้างสรรค์ นั้นจะช่วยพัฒนาการของเด็กได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นผลงานการระบายสีวิชาสังคมที่เราจะนำเสนอในครั้งนี้ บอกได้เลยว่า ปัง!
.
เรื่องราวดังกล่าวถูกแชร์โดย ผู้ใช้งาน TikTok บัญชี poomjirayus โดยคุณครูได้โพสต์คลิปพร้อมกับบรรยายว่า "เมื่อนักเรียนระบายสี" คลิปดังกล่าว TikTok https://www.tiktok.com/@poomjirayus/video/7111550990825934107 
.
โดยในใบงานจะเห็นได้ว่า โจทย์คือให้ระบายสีพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่การ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน โดยในใบงานนั้นจะมีรูปมาให้ และให้นักเรียนใช้จินตนาการในการลงสีเอาเอง ซึ่งผลงานนักเรียนที่คุณครูเอามาโชว์นั้นบอกได้เลยว่า มีการเติมสีปากให้ดูชัดเจน แถมยังมีขนตาเพื่อความสมจริง จนทำให้คุณครูถึงกับอดขำไม่ได้
.
หลังจากที่โพสต์ของคุณครูได้ถูกแชร์ออกไป ก็เรียกว่ากลายเป็นไวรัลสุดปังที่มียอดผู้เข้าชมมากกว่า 80,000 ครั้ง แถมยังมีคอมเมนต์มากมายที่เข้ามาขำไปกับความน่ารักและไอเดียสุดบรรเจิดของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็น "ปรินิพพานขนตาเป๊ะเหมือนฉากนอนละคร", "ตะมุตะมิมากกก" ตลอดจน "คนหัวเราะจะบาปไหมคะ"


ที่มา https://www.sanook.com/campus/1410628/ 
 

มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โรงเรียนฝึกหัดครู หมู่บ้านมลายูบางกอก เริ่มก่อตั้งด้วย “เงินศึกษาพลี”

มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยใช้ชื่อย่อมหาวิทยาลัยภาษาไทย คือ "มรย." และอังกฤษคือ "YRU" ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มีประวัติและพัฒนาการขององค์กรมายาวนานกว่า 88 ปี เริ่มจากการก่อตั้งเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู ตั้งปี พ.ศ. 2477
.
เริ่มก่อตั้งเป็นโรงเรียนอาชีพประจำจังหวัดในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2477 ตั้งขึ้นเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู ที่หมู่บ้านมลายูบางกอก ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาเป็นผู้ตั้ง ใช้เงินศึกษาพลี (เงินศึกษาพลี เป็นเงินที่รัฐเก็บจากชายไทยอายุ 18–60 ปี เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการจัดการศึกษา)เป็นค่าก่อสร้างสถานที่เป็นเงิน 2,000 บาท ดำเนินการเป็นโรงเรียนตามพระราชบัญญัติประถมศึกษาพุทธศักราช 2464 เปิดสอนในระดับสอนชั้นประถมปีที่ 4 และประโยคประถมบริบูรณ์ คือชั้นประถมปีที่ 6 ในสมัยนั้น
.
17 พฤษภาคม 2478 ได้ย้ายโรงเรียนมาตั้งที่ข้างวัดพุทธภูมิ คือ ส่วนของบริเวณที่เป็นโรงเรียนคณะราษฎรบำรุงจังหวัดยะลาในปัจจุบันนี้ การย้ายโรงเรียนครั้งนี้ ด้วยสาเหตุ คือ ที่ตั้งโรงเรียนเดิม คือที่มลายูบางกอกเป็นเนินสูง ไม่เหมาะแก่การฝึกหัดภาคปฏิบัติ คือการทำสวนปลูกผักในสมัยนั้น ซึ่งมีพระภูมิพิชัยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
.
พ.ศ. 2486 เปลี่ยนเรียกชื่อ ม.1-2-3 พิเศษ เป็นชั้นฝึกหัดครูประชาบาล (ป.ป.)ปีที่ 1-2-3 วันที่ 15 ธันวาคม 2486 ย้ายโรงเรียนไปตั้งที่สะเตง ที่ตั้งศาลากลางจังหวัดเดิม โดยกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงคมนาคม โอนเงินชดใช้ 10,000 บาท ให้แก่แผนกมหาดไทย ทางแผนกมหาดไทยโอนกรรมสิทธิ์อาคารต่าง ๆ ให้แก่โรงเรียนฝึกหัดครู คือ
•    ที่ทำการอำเภอเมืองยะลา 1 หลัง
•    ศาลากลางจังหวัด 1 หลัง (หอธรรมศักดิ์มนตรี)
•    ที่ทำการแผนกศึกษาธิการ 1 หลัง
•    สโมสรเสือป่า 1 หลัง
•    จวนข้าหลวงประจำจังหวัด 1 หลัง
•    ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข 1 หลัง
.
พ.ศ. 2504 โรงเรียนฝึกหัดครูยะลา ได้ย้ายมาจากศาลากลางเก่าที่สะเตง มาอยู่ที่ปัจจุบันได้ก่อสร้างอาคารเรียน 1 หลัง หอนอน 1 หลัง และโรงอาหารชั่วคราว 1 หลัง และยังใช้สถานที่เดิมอยู่ด้วยเพราะสถานที่สร้างใหม่ไม่เพียงพอ ที่สถานที่ปัจจุบันนี้ ฯ พณฯ ศาสตราจารย์ ม.ล.ปิ่น มาลากุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดแผนผังของสถาบันราชภัฏไว้ให้ ตั้งแต่เมื่อแรกที่ได้ที่ดินมาดำเนินการก่อสร้าง
.
พ.ศ. 2505 กรมการฝึกหัดครู ประกาศยกฐานะโรงเรียนฝึกหัดครูยะลาเป็นวิทยาลัยครูยะลาและในปีการศึกษา 2506 ได้เปิดชั้นประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูงเป็นรุ่นแรก และขยายการเปิดสอนชั้นประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ปกศ.)ชั้นสูง วิชาเอกต่าง ๆ
.
พ.ศ. 2509 วิทยาลัยครูยะลาได้รับเงินงบประมาณดำเนินการก่อสร้างอาคารสถานที่ต่าง ๆ ทำให้เป็นสถานศึกษาสมบูรณ์ มีอาคารสถานที่พร้อมทั้งอาคารเรียน หอนอนหญิง หอนอนชาย หอประชุม บ้านพักครู โรงครัว ตลอดจนการสาธารณูปโภคภายในวิทยาลัย
.
พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 95 ตอน 48 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2518 ฉบับพิเศษ เรื่อง "พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518" มีผลทำให้วิทยาลัยครูทั่วประเทศ สามารถเปิดสอนถึงระดับปริญญา วิทยาลัยครูภัฏยะลาได้เปิดสอนระดับปริญญาตรีรุ่นแรก สาขาวิชาบังคับเอกภาษาอังกฤษและวิชาโทภาษาไทย และได้ทำการเปิดสอนมาตามลำดับ ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาเป็นจำนวนหลายวิชาเอกและวิชาโท เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2527 ในขณะนั้น
.
14 กุมภาพันธ์ 2535 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  พระราชทานนามสถาบันว่า "สถาบันราชภัฏ" แทนวิทยาลัยครู จึงถือเอา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น "วันราชภัฏ" สืบต่อมา โดยใน วันที่ 24 มกราคม 2538 ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 112 ตอนที่ 4 ก. "พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ" พ.ศ. 2538 วิทยาลัยครูยะลา จึงมีนามใหม่ว่า "สถาบันราชภัฏยะลา" ซึ่งมีผลทำให้สถาบันสามารถเปิดสอนในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีได้
.
15 มิถุนายน 2547 สถาบันราชภัฏยะลา (ตามพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2537) ยกฐานะเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 โดยกำหนดปรัชญาและวัตถุประสงค์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 41 แห่ง ตามพระราชบัญญัติใน "มาตรา 7 ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ที่เสริมสร้างพลังปัญญาของแผ่นดิน ฟื้นฟูพลังการเรียนรู้ เชิดชูภูมิปัญญาของท้องถิ่น สร้างสรรค์ศิลปวิทยา เพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนของปวงชน มีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน วิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมปรับปรุง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู"
.
พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารเป็นการบริหารเชิงรุก ภายใต้การสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรสู่ "มหาวิทยาลัยคลังปัญญาแห่งชายแดนใต้ (The WISDOM Bank University)" พร้อมกำหนดปรัชญาของมหาวิทยาลัยคือ "พลังปัญญาพัฒนาท้องถิ่นชายแดนภาคใต้"


ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 
 

อาการ “เพลงติดหู” Earworm เกิดจากอะไร ? แล้วแก้แบบไหน ?

หลายคนอาจจะเคยเกิดอาการ มีเพลงอะไรวนหลอนอยู่ในหัวหรือในหูไปทั้งวัน บางครั้งอาจจะได้ยินเพลงมาสักท่อน แล้วท่อนนั้นก็ติดหูเราไปตลอด อาการนี้เรียกว่า Earworm อ่านว่า เอียร์เวิร์ม แล้วหากเกิดอาการแบบนี้ จะต้องแก้ยังไงดี วันนี้เรามาลบเพลงออกไปจากหูกัน 
.
“Earworm หรือ เอียร์เวิร์ม” มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการคือ Involuntary Musical Imagery (INMI) ให้เข้าใจง่ายๆคือ อาการที่มีเพลงสักท่อนติดอยู่ในหัวเรา วนไปวนมา แล้วเราจะพยายามลบออกไปจากหัวก็ทำไม่ค่อยจะได้  
.
Earworm เกิดขึ้นได้ยังไง ? 
มีการทำบททดสอบง่ายๆ โดยให้กลุ่มตัวอย่างนั่งฟังเพลงและดูว่าเพลงไหนจะทำให้เกิดอาการ Earwormมากที่สุด ผลทดสอบที่ออกมาคือ เพลงแนวป๊อปที่มีจังหวะค่อนข้าวเร็ว เมโลดี้จำง่าย มีเนื้อร้องซ้ำๆ จะทำให้เกิด Earwormมากที่สุด ทุกคนสามารถเกิดอาการนี้ได้หมด ใครที่ฟังเพลงบ่อยๆหน่อย โดยเฉพาะการฟังเพลงผ่านวิทยุหรือช่องทางอื่นๆที่อาจจะมีการสุ่มเพลงขึ้นมาให้ฟังก็อาจจะเกิดอาการแบบนี้ได้ง่ายๆ
.
นอกจากนี้ยังมีผลรายงานอีกว่าอาการนี้อาจเกิดขึ้นได้กับกลุ่มคนที่มีความจำดี มีอาการย้ำคิดย้ำทำ หรือมีความ sensitive ที่ค่อนข้างสูง แน่นอนว่าอาการนี้ไม่อันตราย มันเป็นเพียงอาการเท่านั้นไม่ใช่โรคแต่อย่างใด แต่หากใครรู้สึกหงุดหงิดอยากเอาออกไปจากหัวลองทำตามนี้ดู
.
วิธีแก้อาการEarworm
•    หากเพลงหรือท่อนไหนติดอยู่ในหัว ลองร้องให้จบเพลงหรือฟังให้จบเพลงไปเลย
•    เคี้ยวหมากฝรั่ง
•    ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด
•    คุยกับใครสักคน 
•    ปล่อยไปเดี๋ยวก็หายเอง 
.
Earworm นั้นอาจจะดูน่ารำคาญ แต่ในอีกแง่สำหรับศิลปินหรือโฆษณาก็คงจะถูกใจไม่น้อยเพราะเหมือนเราได้ติดหูกับสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อไปเสียแล้ว ใครเคยมีอาการแบบนี้บ้าง แล้วเพลงที่ติดหูคือเพลงอะไร? ใช่ “วอเอ๊ะ ๆๆๆ หรือเปล่า?” 


ที่มา  https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_103766/ 
 

รู้จัก “โรงเรียนร่มเกล้า” โรงเรียนพระราชทาน แห่งแรกของประเทศไทย

ย้อนไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2516 
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 92,063 บาท เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนถาวรขนาด 5 ห้องเรียนแก่โรงเรียนบ้านหนองแคน และพระราชทานนามว่า “โรงเรียนร่มเกล้า” นับเป็น โรงเรียนพระราชทานแห่งแรกในประเทศไทย
.
“โรงเรียนร่มเกล้า” 
เป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงให้การอุปถัมภ์ในด้านต่าง ๆ อาทิ ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ช่วยเหลือ ให้ความอุปถัมภ์หรือให้คำแนะนำ และยังเสด็จฯ ไปเยี่ยมเยียน เพื่อพระราชทานพระบรมราโชวาทเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ครูและนักเรียน โดย โรงเรียนร่มเกล้าแห่งแรก ก็คือ “โรงเรียนบ้านหนองแคน” ตั้งอยู่ที่บ้านหนองแคน ต.หนองแคน อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

ย้อนกลับไปเมื่อครั้ง “บ้านหนองแคน” ยังเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม เป็นชุมชนของผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกับรัฐบาล มีฐานที่มั่นอยู่บนเทือกเขาภูพาน โรงเรียนบางโรงเรียนต้องปิดไปเพราะเยาวชนส่วนใหญ่ถูกชักจูงให้เข้าไปอยู่ในป่า พ.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บังคับการกรมผสมที่ 23 ปฏิบัติการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในแถบนั้น จึงได้กราบบังคมทูลขออนุญาต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในการสร้างโรงเรียนที่บ้านหนองแคน เพื่อให้การศึกษาเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เยาวชนในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกระโซ่และภูไท ต้องถูกชักจูงให้เข้าไปในป่า

การก่อสร้างโรงเรียนที่บ้านหนองแคนเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากได้รับการขัดขวางจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาทำลายเส้นทางการลำเลียงสิ่งของและเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง อีกทั้งยังมีการลอบยิงคนงานที่เข้ามาสร้างโรงเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม การสร้างโรงเรียนก็เสร็จเป็นที่เรียบร้อย และได้ใช้ชื่อว่า “โรงเรียนบ้านหนองแคน” เปิดทำการสอนครั้งแรกในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2486 เพียงระดับชั้นเดียว และต่อมาในปี พ.ศ.2514 คณะครูและผู้ปกครองได้ร่วมมือกันก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว 1 หลัง ในที่ดินซึ่งประชาชนได้บริจาคให้จำนวน 10 ไร่ เป็นกระต๊อบยาว มุงด้วยหญ้าแฝก พื้นห้องเป็นดิน 
.
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อพสกนิกรชาวบ้านหนองแคน พระองค์ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นเงินจำนวน 92,063 บาท เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนถาวร ขนาด 5 ห้องเรียน เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2516 โดยก่อสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ทั้งนี้ ทรงเสด็จฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาทรงเปิดอาคารเรียนเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ด้วยพระองค์เอง

และได้พระราชทานนามว่า “โรงเรียนร่มเกล้า” ซึ่งเป็น โรงเรียนพระราชทานแห่งแรกของประเทศไทย เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-4 ต่อมาได้มีการขยายเป็นระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 และได้เพิ่มระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเข้าไปด้วย และได้มีการพัฒนาการเรียนการสอนให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ และได้รับความรู้อย่างเต็มที่อีกด้วย


ที่มา https://www.facebook.com/TradeNegotiations/posts/10166993891190553 
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top