Wednesday, 28 September 2022
GUIDE TO LEARNING

ทักษะแห่งอนาคตโลก 4.0 วัยเรียน-วัยแรงงาน -ผู้สูงวัย ต้องมี

ปัจจุบันมีจำนวนประชากร 5 คน ทำงานเลี้ยงผู้สูงอายุ 1 คน คาดว่าปี 2583 ประเทศไทยจะเหลือประชากรไม่ถึง 2 คน ทำงานดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็น ควบคู่การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุปรับตัวเข้ากับโลกแห่งความทันสมัย
.
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของโลกศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป  และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น การเตรียมพร้อมคุณภาพของคนให้มีทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็น โดยจากการศึกษาจำแนก การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการพัฒนาคนไทยออกเป็น 5 สถานการณ์ ได้แก่
.
1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน
2. ช่องว่างระหว่างวัยที่กว้างขึ้น เพราะประสบการณ์บริบทชีวิต และความคิดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
3. การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมเป็นวงกว้าง
4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาชีพและรูปแบบการทำงาน มีทั้งอาชีพเกิดใหม่และหายไป
5. กระบวนการเรียนรู้ที่มีความหลากหลายขึ้น เน้นการเรียนเชิงรุกและบูรณาการข้ามสาขา
.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้นำเสนอทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต เพื่อเตรียมการพัฒนาคุณภาพคนไทยทุกช่วงวัย รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกศตวรรษที่ 21 เริ่มด้วย
.
ช่วงปฐมวัย (0-5 ปี) การพัฒนาช่วงวัยนี้ควรเปิดโอกาสให้เด็กๆได้สำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างปลอดภัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีมุมมองต่อโลกอย่างกว้างขวาง มีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทุกด้านพร้อมกัน ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ควบคู่กับการพัฒนาผู้ปกครอง ผู้ดูแลและครูให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ มี 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตดังนี้
1.การคิดเชิงสร้างสรรค์
2.ความอยากรู้อยากเห็น
3.ความสามารถทางกายภาพ การแก้ปัญหา และการสื่อสาร
4.การอ่านออกเขียนได้
5.ความเข้าใจและการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การเข้าใจผู้อื่น
.
ช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น (5-21ปี) การพัฒนาช่วงวัยนี้ควรให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นหลากหลาย ครอบคลุมการพัฒนาทั้งกาย ใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตลอดจนทักษะพื้นฐานและทักษะที่เชื่อมสู่โลกการทำงาน ไม่จำกัดการเรียนรู้อยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ส่งเสริมการค้นหาตัวตนและความถนัดของเด็ก และมีช่องทางการเรียนรู้ที่ตอบสนองได้ทั้งในและนอกระบบโดยมี 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต
1.ความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
2.การอ่านออกเขียนได้
3.การเป็นผู้เรียนเชิงรุก
4.การเป็นพลเมืองที่ดี
5.ความอยากรู้อยากเห็น การคิดเชิงสร้างสรรค์
.
ช่วงวัยแรงงาน(15-59 ปี )การพัฒนาในช่วงวัยนี้ควรเสริมสร้างความต้องการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยโอกาสในการพัฒนาตนเองดังกล่าว ควรควบคู่กันทั้งการเรียนรู้อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มี 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตดังนี้ 
1.ความเข้าใจและการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การแก้ปัญหา
2.ความรู้ทางธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ
3.การคิดเชิงสร้างสรรค์
4.การทำงานร่วมกับผู้อื่น
5.การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่หลากหลาย
.
ช่วงวัยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ซึ่งการพัฒนาในช่วงวัยนี้ควรมีรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัย โดยเฉพาะ สนับสนุนการนำความรู้และประสบการณ์ของผู้สูงวัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ชุมชน และตัวผู้สูงวัยเอง เพื่อเสริมสร้างคุณค่าและต่อยอดบทบาทในสังคมของผู้สูงอายุ และรับมือกับการเข้าสู้สังคมผู้สูงวัยอย่างยั่งยืนโดย 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต  
1.การปรับตัว
2.การมองโลกในแง่ดี
3.ความเข้าใจและการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล
4.ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การเข้าใจผู้อื่น
5.การแก้ปัญหา
.
แล้วแนวทางการส่งเสริมในแต่ละช่วงวัย ควรปฎิบัติอย่างไร ? เราแบ่งได้ดังนี้ 
1. นโยบายการศึกษา
•    ช่วงปฐมวัย : มีนโยบายและงบประมาณทางการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กช่วงปฐมวัยโดยเฉพาะ ครอบคลุมการเตรียมความพร้อมทั้งเด็กและผู้ดูแล
•    ช่วงวัยเรียน : ปฎิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้ทันสมัย สอดคล้องความต้องการและจำเป็น ควบคู่กับการยกระดับวิชาชีพและการจัดการศึกษาแบบกระจายอำนาจ
•    ช่วงวัยทำงาน : ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีเงินทุนแรงงานเพื่อการพัฒนาตนเอง สนับสนุนการเรียนรู้ในที่ทำงาน โดยมีหลักสูตรเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่ และสายอาชีพที่ต่างกัน
•    ช่วงผู้สูงอายุ : จะมีนโยบายพัฒนาทักษะ ส่งเสริมการจ้างงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุให้ผู้สูงอายุยังมีบทบาทและสามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ
.
2. กระบวนการเรียนรู้
•    ช่วงปฐมวัย : ใช้กิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงอายุ ลักษณะการเรียนรู้ และความสนใจของแต่ละคน เน้นการเรียนแบบแบ่งปันความคิดร่วมกันและการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เป็นทางการ
•    ช่วงวัยเรียน : เน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการร่วมกับการทำงาน เสริมสร้างสมรรถนะจากประสบการณ์จริง และมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการจัดการศึกษา
•    ช่วงวัยทำงาน : เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  นำความเชี่ยวชาญของผู้เรียนมาเป็นฐาน สามารถวางแผนการเรียนรู้ตามจังหวะของตนเอง มีการอบรมที่มีคุณภาพ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำงาน
•    ช่วงผู้สูงอายุ : ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะกับช่วงวัย เน้นฝึกการอบรมเชิงประสบการณ์ การอภิปราย การบูรณาการ การเรียนรู้แบบร่วมมือ และมุ่งต่อยอดทักษะ ความรู้เดิม
.
3. สภาพแวดล้อม
•    ช่วงปฐมวัย : สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน สนับสนุนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์สร้างพัฒนาการทางสมอง และให้อิสระแก่เด็ก
•    ช่วงวัยเรียน : ออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยง เป็นสัดส่วน สามารถรองรับกิจกรรมการเรียนและการทำงานที่แตกต่างกันได้  ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฎิบัติจริง เกิดปฎิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนระหว่างกัน
•    ช่วงวัยทำงาน : ส่งเสริมการเรียน การมีส่วนร่วม และการเติบโตร่วมกันภายในองค์กร มีเส้นทางความก้าวหน้าของอาชีพที่ชัดเจน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้พนักงานพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จ
•    ช่วงผู้สูงอายุ : พัฒนาสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ ผู้สูงอายุต้องการสภาพแวดล้อมเชิงสนับสนุนที่เห็นอกเห็นใจ ไม่เป็นทางการผ่อนคลาย และเป็นมิตรต่อการเรียนรู้
.
4. เทคโนโลยี
•    ช่วงปฐมวัย : จัดสรรสื่อและเทคโนโลยีทั้งสื่อดั่งเดิมและสื่อดิจิทัล ช่วยส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
•    ช่วงวัยเรียน : นำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยจัดการเรียนการสอน เช่น แพลตฟอร์มเพื่อเข้าถึงเนื้อหา และนวัตกรรมวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนและออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองผู้เรียนแต่ละคน
•    ช่วงวัยทำงาน :ใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นสื่อและช่องทางในการเรียนรู้ และใช้สนับสนุนการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อวางแผนการเติบโตในอาชีพ และประยุกต์ใช้ทักษะและความรู้ในการทำงาน
•    ช่วงผู้สูงอายุ : เน้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน และที่เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้โดยคำนึงถึงธรรมชาติและลักษณะการเรียนรู้ของผู้สูงอายุเป็นพื้นฐานในการออกแบบ


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/1008680 
 

Charisma 13 กุญแจ สู่ความสามารถไร้ขีดจำกัด

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนๆนึงเป็นคนที่มีความสามารถไร้ขีดจำกัดและเรารู้สึกอยากจะมีความสามารถแบบนั้นได้บ้างหรืออยากมีคาริสม่าเปล่งประกายแบบนั้นได้บ้าง
.
Charisma (อ่านว่า คะ ริส หม่า) แปลว่า เสน่ห์
.
คำนี้เป็นคำนาม เป็นคำที่ใช้แทนการมีเสน่ห์แบบที่ค่อนข้างจะลึกซึ้งกว่าแบบอื่น เพราะจะเป็นเสน่ห์ในแง่ การที่สามารถดึงดูดใจ หรือชักจูงใจให้คนอื่น นำไปเป็นแบบอย่างได้ เช่นพวก ซุปเปอร์สตาร์ดังๆ นักพูดดังๆ นักการเมือง ผู้ซึ่งมีเสน่ห์ ดึงดูดใจทุกครั้งที่กล่าวสุนทรพจน์ หรือ แสดงออกต่อหน้าสาธารณชน ไม่ใช่เพราะเขาพูดเก่ง หรือไม่ใช่เพราะเขาหน้าตาหล่อ หรือหุ่นดี แต่เป็นเสน่ห์รวมๆ ที่อยู่ในบุคลิกภาพของเขา ทำให้เขาสามารถสื่อสาร และก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย คำๆ นี้มาจากรากศัพท์ภาษากรีก ว่า Kharisma ซึ่งแปลว่า ของประทานจากพระเจ้า ดังนั้นเสน่ห์แบบนี้บางคราวจึงเกิดขึ้นมาแบบเหนือธรรมชาติ หรือเกินกว่าที่จะอธิบายถึงที่มาที่ไป ดังนั้น charisma นี้ จึงมีความหมายว่า พรสรรค์ ด้วย มาดูกันว่า 13 กุญแจสำคัญของการเป็นคนที่มีคาริสม่ามีอะไรบ้าง
.
1. ความเชื่อ (Belief) : ความเชื่อในสิ่งที่ทำ ความเชื่อมั่นในตัวเองในทางที่ดี และมักจะมองเห็นคุณค่าในตัวผู้อื่น หรือเชื่อมั่นในตัวผู้อื่นเช่นกัน
.
2. มีความหลงใหล ( Passion ): หลงใหลในสิ่งที่ทำ บางครั้งก็หลงใหลในขั้นสุดโต่ง จนคนส่วนใหญ่มักจะมองว่า “บ้า” แต่บ้าแบบมีเป้าหมายมีทิศทางหนักแน่นชัดเจน

3. มีความริเริ่ม (Initiative) : ริเริ่ม และลงมือทำอย่างรวดเร็ว ในเมื่อคนแบบนี้มีความคิดใหม่ๆขึ้นมาแล้ว เค้าจะไม่รอให้ใครลงมือทำก่อนเค้าแน่นอน และไม่ลังเลที่จะทำสิ่งที่เค้าคิดให้เกิดขึ้น
.
4. จดจ่อ (Focus) : หากคำว่า โฟกัสหรือการจดจ่อของคุณ มีเพียงคำว่า “โฟกัส” คำเดียว สำหรับคนเหล่านี้จะมีคำว่า โฟกัส โฟกัส โฟกัส โฟกัส โฟกัส นับร้อยครั้งในหัวของเค้า เห็นได้ชัดว่า เค้าจะจดจ่อและโฟกัสกับสิ่งที่เค้าตั้งใจทำแค่ไหน
.
5. เตรียมตัวอย่างดี (Preparation) : คนเหล่านี้จะเตรียมพร้อมเสมอและมีการเตรียมตัวเตรียมการไว้ดีเสมอ
.
6. ซักซ้อม (Practice) : ซักซ้อมเสมอในสิ่งที่เค้ารักที่เค้าสนใจในสิ่งที่เค้าทำ ดังคำกล่าวของ บรูซลี (Bruce Lee) ว่า " ผมไม่กลัวคนที่ฝึกเตะเป็นหมื่นท่าแค่ครั้งเดียวหรอก แต่ผมกลัวคนที่ฝึกเตะท่าเดียวเป็นหมื่นครั้งต่างหาก"
.
7. มีความเพียร (Perseverance) : ความเพียรเป็นสิ่งที่คนเหล่านั้นเห็นเพียงคนเดียวและอยู่กับมันในทุกๆวัน ทุกเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน 365 วันต่อปี แต่มักจะเป็นสิ่งที่คนภายนอกมองว่า คนเหล่านั้นโชคดีจัง ในเวลาที่คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จ
.
8. ความกล้าหาญ ( Courage ) : ความกลัวเป็นปฏิกิริยาตอบสนอง..แต่ความกล้าหาญคือ"การตัดสินใจ"ที่จะไม่ตอบสนองต่อความกลัว ทำให้กลายเป็นบุคลิกหลักๆ ที่เราจะเห็นได้จากคนที่มีคาริสม่าเลยก็ว่าได้
.
9. การเป็นคนที่รับคำสั่งสอนได้ (Teachability) : อีกในนึงคือมีความนอบน้อม รับฟังผู้อื่นติชมได้ แล้วยังรักการเรียนรู้จากคนรอบข้างเสมอ
.
10: จิตใจดีมีน้ำใจ (Kindness) : มีน้ำจิตน้ำใจที่ดี อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เพราะบางคนก็เป็น Artist อาจจะเข้ากับคนอื่นได้ลำบากด้วยซ้ำ แต่คนเหล่านี้ลึกๆ แล้วจะความเมตตาและมีจิตใจที่ดีจนคนรอบข้างสัมผัสได้

11. มีความรับผิดชอบสูง (Responsibility) : รับผิดชอบในวินัยของตนเองรวมถึงรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำผิด คุณจะไม่มีทางเห็นคนเหล่านี้พยายามโยนความผิดที่เกิดขึ้นให้กับคนอื่นแน่ๆหากเค้าเป็นคนทำเองเค้าจะ รับผิดชอบในสิ่งที่กระทำด้วยความกล้าหาญ
.
12. รักตัวตนของตัวเอง (Self-Love) มีความรักในตัวเองและเห็นคุณค่าของตัวเอง คนเหล่านี้จะตกหลุมรักตัวเองในทุกๆวันและมีความสุขจนคนรอบข้างอยากรักเค้าตามไปด้วยเลย
.
13. มีความรู้คุณคน (Gratitude) : ซาบซึ้งในบุญคุณของคนที่ช่วยเหลือเขา และขอบคุณพร้อมทั้งตอบแทนช่วยเหลือกลับเท่าที่เขาจะทำได้ และไม่มีวันลืมคนที่มีพระคุณกับเขาทุกคน
.
และนี่คือ13 กุญแจสำคัญของการเป็นคนที่มีคาริสม่า (Charisma) ต่างคนก็ต่างจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแต่ผู้เขียนนำเพียงส่วนเหมือนหลักเพียงเท่านั้น ยังไงลองเช็คดูว่ามีใครที่เราชื่นชมหรือชอบมีข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งหมดนี้หรือไม่ หรือตัวเราเองรึเปล่าที่ก็มีดีมีเสน่ห์เหมือนกัน


ที่มา https://www.bookcaze.com/index.php?route=blog%2Farticle&article_id=5&fbclid=IwAR1AHKtTComTjCY-7g8q6VBqEUsey7TXI34N4BIWb4cwqY9qldJAQFcBda8 
 

ได้เวลาโกอินเตอร์ “อังกฤษ”แจกฟรีทุนเรียนป.โท

ถึงเวลาได้โกอินเตอร์! “อังกฤษ”แจกฟรีทุนเรียนป.โท พร้อมค่าเทอม/ค่าที่พัก/ค่าตั๋วเครื่องบิน/เบี้ยเลี้ยง ฟรี
.
รัฐบาลอังกฤษประกาศเปิดรับสมัครนักศึกษาเข้ารับทุนชีฟนิ่ง (Chevening) ประจำปี 2023-2024 ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าที่จะช่วยให้ผู้นำที่โดดเด่นจากทั่วทุกมุมโลกสามารถศึกษาต่อระดับปริญญาโทเป็นระยะเวลา 1 ปีในอังกฤษ โดยเปิดให้เลือกเรียนสาขาใดก็ได้ มหาลัยใดก็ได้ 
.
สิ่งที่จะได้รับ 
✔️ ฟรี! ค่าตั๋วเครื่องบิน
✔️ ฟรี! ที่พัก
✔️ ฟรี! ค่าเบี้ยเลี้ยงรายเดือน
✔️ ฟรี! ค่าเล่าเรียน
✔️ ค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวัน 
✔️ ค่าเดินทางในประเทศ 
✔️ ค่าตั้งรกราก 
.
📆 สมัครได้แล้ววันนี้ – 1 พฤศจิกายน 2565
.
📌 #ทางไปสมัคร > https://www.chevening.org/.../online-application-system/
📌รายละเอียดเพิ่มเติม > https://www.chevening.org/scholarships/


ที่มา https://www.facebook.com/TravelNews.th/posts/1016636335685805 
 

ข่าวดีของนักศึกษาต่างชาติสำหรับการไปเรียนต่อที่ประเทศจีน เพราะนโนบายด้านวีซ่าเพื่อการศึกษาที่เปิดกว้าง ครอบคลุมการศึกษาต่อในทุกมิติ

จาก Twitter ของ JiRong ผู้ดูแลงานด้านนโยบายภูมิภาคอาเซียน กระทรวงต่างประเทศของจีน ได้ Tweet ไว้เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมาได้ระบุเกี่ยวกับนโยบายใหม่ทางการศึกษาของนักศึกษาต่างชาติไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ 
.
นโยบายด้านวีซ่าใหม่ ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากต่างชาติสามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ โดยครอบคลุมการศึกษาต่อในทุกภาควิชาและทุกมหาวิทยาลัย ถ้าได้มีการเตรียมตัวและดำเนินการประสานงานใด ๆ กับทางมหาวิทยาลัยที่จะศึกษารวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว หรือได้เริ่มดำเนินการไปแล้วจะเป็นการดีมาก เนื่องจากจะช่วยให้การดำเนินการด้านวีซ่าเพื่อไปศึกษาต่อจะทำได้เร็วมากขึ้น
.
และหากเกิดกรณีที่มหาวิทยาลัยที่ประสานงานไปยังไม่มีการตอบกลับหรือยังไม่ชัดเจนขอให้นักศึกษาได้สอบถามกลับไปอีกครั้งพร้อมกับแจ้งทางมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับนโยบายใหม่ด้านวีซ่าเพื่อการศึกษาที่ได้ประกาศออกมาในครั้งนี้ เพื่อให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องได้กลับไปตรวจสอบอีกครั้ง เพราะนโยบายนี้ได้ประกาศออกมากอย่างเป็นทางการแล้ว


ที่มา ผู้ดูแลงานด้านนโยบายภูมิภาคอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 
 

เรียนต่อเนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งมหาวิทยาลัย สังคมนานาชาติและหลากหลายวัฒนธรรม

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งความหลากหลายผสมผสาน นวัตกรรมและความทันสมัย ตั้งอยู่ในใจกลางของทวีปยุโรป เป็นดินแดนแห่งการศึกษา ทั้งนี้ด้วยเหตุผลนานาประการ ดังนี้
•    สังคมที่เปิดกว้าง ประกอบไปด้วยคนหลายเชื้อชาติ ต่างภาษา ซึ่งเป็นแหล่งให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ มากมาย
•    สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษา สังคมสงบสุข และผู้คนมีนิสัยตรงไปตรงมา ทำให้หาเหตุและผลในการทำสิ่งต่างๆได้มาก
•    คุณภาพและความหลากหลายของการศึกษา โดยมุ่งเน้นไปที่ผลงาน และความคิดสร้างสรรค์
•    ทำเลที่ตั้งในใจกลางของทวีปยุโรป ทำให้สามารถเดินทางไปมาหาสู่และแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกันได้ง่าย
•    คุ้มค่าเงิน โดยส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลทำให้ค่าเล่าเรียนไม่สูง
.
หลักสูตรนานาชาติกว่า 1,560 หลักสูตร
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรก (ในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก) ที่เปิดการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ โดยในปัจจุบันเนเธอร์แลนด์มีหลักสูตรการเรียนการสอนนานาชาติด้วยกันถึง 1,560 หลักสูตร ซึ่งล้วนแต่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการสอน ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้การศึกษาอยู่ในระดับแนวหน้าในทวีปยุโรป
.
การศึกษาหลักสูตรนานาชาตินี้มีด้วยกันหลากหลายสาขาวิชา ซึ่งแต่ละสาขามีความเข้มข้นในด้านเนื้อหาวิชา และรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย และเน้นการเรียนภาคปฏิบัติในสถานการณ์จริงเพื่อให้นักเรียน/นักศึกษาได้รับประสบการณ์การทำงานที่แท้จริง โดยหลักสูตรนานาชาตินั้นมีทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หลักสูตรประกาศนียบัตรและหลักสูตรระยะสั้นต่างๆ
.
คุณภาพการศึกษาเป็นเลิศ
หากจะวัดคุณภาพการศึกษากันจากงานวิจัยแล้ว ท่านจะพบว่า มหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย 11 แห่ง จาก 13 แห่งในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับการจัดลำดับให้อยู่ใน 200 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ในขณะทีในการจัดลำดับเดียวกันนี้ มีมหาวิทยาลัยของประเทศไทยแห่งเดียวที่ติดอันดับ คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
การเรียนการสอนในแบบดัตช์
การเคารพในความคิดเห็นและความเชื่อของผู้อื่นเป็นเสมือนคติพจน์ในการดำรงชีวิตในสังคมที่มีความหลากหลายเช่นในประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้รวมถึงการนำไปปรับใช้กับหลักสูตรการเรียนการสอนด้วย การเรียนการสอนที่เน้นการสื่อสารและให้ความสำคัญกับนักเรียน / นักศึกษาเป็นหลัก โดยให้อิสรภาพแก่นักเรียน/นักศึกษาในการแสดงความคิดเห็นหรือการสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆ ลักษณะเด่นของการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาในประเทศเนเธอร์แลนด์ คือ การเรียนรู้จากปัญหา? (Problem-Based Learning) ด้วยวิธีนี้ทำให้นักเรียนรู้จักการวิเคราะห์พร้อมทั้งนำความรู้มาประยุกต์ ใช้เพื่อแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้แต่ละหลักสูตรยังเน้นการทำรายงาน, การทำงานกลุ่มเพื่อวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่างๆ, การฝึกงาน และการทำการทดลองต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยฝึกนักเรียนให้พร้อมเมื่อก้าวสู่โลกแห่งการทำงาน
.
การศึกษาระดับอุดมศึกษาในเนเธอแลนด์มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากทั่วทุกมุมโลกในเรื่องของคุณภาพการศึกษาโดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 
.
Research University ซึ่งมุ่งเน้นการเรียนการสอนเพื่อการศึกษาวิจัยและค้นคว้าเชิงวิชาการ และ University of Applied Science ซึ่งเป็นหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน/นักศึกษาในการประกอบอาชีพ เช่น สายวิชาศิลปกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น นอกจากนี้แต่ละสถาบันการศึกษายังได้มีการจัดตั้งสถาบันเพื่อการเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติ เพื่อรองรับความต้องการของนักเรียน/นักศึกษาจากประเทศต่างๆอีกด้วย
.
ในปัจจุบัน Research University ที่ได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐมีด้วยกันทั้งสิ้น 14 แห่ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ 3 แห่ง, ด้านเกษตรกรรม 1 แห่ง และเป็นมหาวิทยาลัยเปิด 1 แห่ง โดย Research University จะเน้นการเรียนการสอนเพื่อการศึกษาวิจัยและค้นคว้าเชิงวิชาการ และในบางสาขาวิชาอาจมีทักษะในการประกอบอาชีพผสมรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ดีผู้ที่สำเร็จการศึกษาส่วนมากมิได้ทำงานเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยแต่อย่างใด 
.
Research University เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก หลักสูตรส่วนมากในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยแบบนี้จะใช้เวลาเรียน 3 ปี ผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้น ม.6 จากหลักสูตรไทยจะยังเข้าตรงไปยังชั้นปี 1 ไม่ได้ทันที แต่จะต้องไปเรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทย หรือที่มหาวิทยาลัยแบบ Applied Sciences ก่อน จากนั้นจึงจะสามารถสมัครเข้าปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยแบบ Research ได้ แต่ถ้าหากเป็นนักเรียนที่ได้ประกาศนียบัตร IB (International Baccalaureate) มาแล้วจากการเรียนระดับมัธยมศึกษาเป็นภาษาอังกฤษ หรือโปรแกรมนานาชาติ ก็จะสามารถสมัครเข้า ปี1 ได้ทันที
.
ขนาดของสถาบันการศึกษามีความแตกต่างกันไปตามแต่จำนวนนักเรียน/นักศึกษาซึ่งมีตั้งแต่ 6,000 ถึง 30,000 คน โดยรวมจำนวนนักเรียน / นักศึกษาทั้งสิ้นคือ 219,000 คน 
.
หลักสูตรการเรียนการสอนใน University of Applied Science จะมุ่งเน้นภาคปฏิบัติเป็นหลัก และการฝึกงานถือเป็นหัวใจหลักของการเรียนการสอนประเภทนี้ ในปัจจุบัน University of Applied Science ที่ได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐมีด้วยกันทั้งสิ้น 41 แห่ง โดยมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดสามารถรองรับนักเรียน/นักศึกษาได้มากถึง 20,000 ถึง 39,000 คน โดยรวมจำนวนนักเรียน/นักศึกษาทั้งสิ้นคือ 370,000 คน

สถาบันเพื่อการเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติ (International Education)
เป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้วที่การเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติ หรือที่เรียกว่า International Education (IE) ได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ในปัจจุบันสถาบันเพื่อการเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติขนาดใหญ่ มีด้วยกันทั้งสิ้น 5 แห่ง และยังมีสถาบันฯ ขนาดเล็กอีกหลายแห่ง สถาบันฯเหล่านี้มุ่งเน้นการเรียนการสอนเพื่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยจัดกลุ่มชั้นเรียนขนาดเล็ก เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ รวมถึงแนวคิดในแบบเฉพาะของแต่ละประเทศ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้สอน หรือผู้บรรยายผู้มีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นๆ
.
ปริญญา
Research University และ University of Applied Science เปิดสอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ในขณะที่สถาบันเพื่อการเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติ หรือ IE เปิดสอนเฉพาะระดับปริญญาโทเท่านั้น
.
ปริญญาตรี
การศึกษาระดับปริญญาตรีใน Research University ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 3 ปี หรือ 180 หน่วยกิต (สำหรับการเรียนแบบเต็มเวลา หรือ full-time) และสำหรับการศึกษาระดับปริญญาตรีใน University of Applied Science ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ปี หรือ 240 หน่วยกิต (สำหรับการเรียนแบบเต็มเวลา หรือ full-time)
.
ปริญญาโท
ระยะเวลาในการศึกษาระดับปริญญาโทนั้น แตกต่างกันไปตั้งแต่ 1-3 ปี หรือ 60-180 หน่วยกิต ตามแต่สาขาวิชาและสถาบันการศึกษาที่เลือกเรียน โดยการศึกษาด้านวิศวกรรม, เกษตรกรรม, คณิตศาสตร์, และวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้น ใช้เวลาทั้งสิ้น 120 หน่วยกิต
.
ปริญญาเอก
การศึกษาระดับปริญญาเอก (PhD) จะเปิดสอนเฉพาะใน Research University เท่านั้น โดยระยะเวลาในการศึกษาตลอดหลักสูตรคือ 4 ปี ในบางกรณีนักเรียน/นักศึกษาสามารถเลือกเรียนในสถาบันการวิจัยที่ได้มีการทำข้อตกลงไว้กับ Research University นั้นๆได้
.
คุณสมบัติของผู้สมัคร
สิ่งแรกที่นักเรียน/นักศึกษาผู้ความประสงค์จะสมัครเรียนระดับอุดมศึกษาในประเทศฮอลแลนด์พึงกระทำคือ การติดต่อกับสถาบันการศึกษานั้นๆเพื่อสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร
•    นักเรียนต่างชาติจะต้องสำเร็จวุฒิการศึกษาขั้นต่ำ ตามที่สถาบันการศึกษานั้นๆกำหนด หรือตามที่สาขาวิชานั้นๆกำหนด
•    คุณสมบัติหลักพื้นฐานของผู้ที่ต้องการจะศึกษาต่อระดับปริญญาตรีคือ วุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
•    คุณสมบัติหลักพื้นฐานของผู้ที่ต้องการจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโทคือ วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า อย่างไรก็ดีในบางสาขาวิชาที่ได้รับความนิยมมากอาจมีการจำกัดในเรื่องของโควต้าจำนวนนักเรียน/นักศึกษา
•    นอกจากนี้นักศึกษาต่างชาติทุกคนต้องผ่านการสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษ IELTS หรือ TOEFL โดยคะแนนขั้นต่ำคือ 6 สำหรับ IELTS และ 550 สำหรับ TOEFL (Paper based), 213 สำหรับ TOEFL (Computer based) หรือ 80 สำหรับ TOEFL (Internet-based)
•    สามารถตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษ ตามแต่สถาบันการศึกษาหรือสาขาวิชากำหนด ได้ที่เว็บไซต์ www.studyinholland.nl
.
มหาวิทยาลัยในเนเธอร์แลนด์มีความชำนาญในสาขาวิชาต่าง ๆ กันไป โดยคร่าวๆมีดังนี้
•    Erasmus University Rotterdam เด่นทางด้านธุรกิจ บริหาร เศรษฐศาสตร์
•    University of Amsterdam เก่งหลายด้าน ทั้งธุรกิจ ภาษา รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์
•    Eindhoven University of Technology ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เทคโนโลยีการสื่อสาร ออกแบบผลิตภัณฑ์
•    University of Groningen กฎหมาย ธุรกิจ
•    Wageningen University ด้านการเกษตร การจัดการเกษตร วิทยาศาสตร์สุขภาพ
•    Maastricht University การแพทย์ การแปล การจัดการ บริหารธุรกิจ
•    Delft University of Technology วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรม ออกแบบอุตสาหกรรม การจัดการน้ำ นาโนเทคโนโลยี
•    Utrecht University วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี) กฎหมาย สัตวแพทย์
•    Tilburg University เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ กฎหมาย
•    Leiden University ภาษา วัฒนธรรม ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การแพทย์ กฎหมาย
•    Radboud University วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์กายภาพ เภสัชศาสตร์
•    VU University Amsterdam ธุรกิจ วิทยาศาสตร์การแพทย์
•    University of Twente วิศวกรรมศาสตร์
.
มหาวิทยาลัยเหล่านี้ 10 แห่งได้รับการจัดลำดับให้อยู่ใน 200 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก โดยTimes Higher Education (THE) 2008 ที่ QS Top Universities


ที่มา http://th.interscholarship.com/chanitsiree/616 
 

จะสร้างหุ่นยนต์สักตัว เราต้องเรียนอะไรบ้าง ?

อนาคตนั้นใกล้ตัวเรามาขึ้นทุกที อาชีพที่จะมาแรงนั้นก็เปลี่ยนไปเช่นกัน วิศวกรเป็นอีกอาชีพในฝันของเด็กๆ และเมื่ออาชีพนี้เกี่ยวข้อกับการสร้างสิ่งต่างๆ สิ่งของในอนาคตอย่าง “หุ่นยนต์” ที่มีแนวโน้มว่าจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเรามากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดอาชีพใหม่อย่าง วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ (Robotics Engineer) ซึ่งวันนี้เราจะชวนมารู้จักกัน 
.
หุ่นยนต์ เป็นมากกว่าเครื่องจักรในอนาคต ทุกคนรู้ดีค่ะว่าหุ่นยนต์เป็นสัญลักษณ์แห่งอนาคต แต่เอาจริงๆ เราไม่ได้เพิ่งรู้จักหุ่นยนต์กันหรอกจริงไหม ?  เชื่อว่าสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเด็ก เราเห็นหุ่นยนต์กันบ่อยๆในภาพยนตร์หรือละครไซไฟแนววิทยาศาสตร์อยู่เสมอ จากตอนนั้นใครจะคิดว่าเรื่องราวสนุกสนานจะใกล้ตัวเรามากขึ้นได้ 
.
เพราะปัจจุบันนี้หุ่นยนต์ก้าวข้ามความบันเทิงมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง เช่น นักวิทยาศาสตร์ใช้หุ่นยนต์เพื่อทำการทดลอง หมอใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยผ่าตัด แม้กระทั่งในบ้าน หลายบ้านก็มีหุ่นยนต์ทำความสะอาด เอาเป็นว่าหุ่นยนต์นั้นใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ หุ่นยนต์ในอนาคตจึงไม่ใช่เรื่องที่อยู่ไกลในจินตนาการอีกต่อไป
.
วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ คืออะไร ? วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ (Robotics Engineer) เป็นอาชีพที่มาแรงมาก โดยสาขาวิศวกรหุ่นยนต์กำลังมาแรงมากสำหรับยุคนี้ และสามารถสร้างรายได้สูงสุดอยู่ที่ 112,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (จากการรายงานของ World Robotics)
.
อธิบายง่ายๆ ตำแหน่งวิศวกรหุ่นยนต์นี้ ทำหน้าที่ดูแลระบบหุ่นยนต์ เพื่อพัฒนาโปรแกรมที่เน้นการสร้างหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมโดยเริ่มตั้งแต่ออกแบบโครงสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ และโปรแกรม รวมถึงพัฒนาโปรแกรมที่มีอยู่ และแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยต้องทำงานร่วมกับงานวิศวกรรมทั่วไป พร้อมควบคู่กับวิศวกรรมเชิงธุรกิจด้วย
.
อยากเป็นวิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ต้องเรียนที่ไหน?
ปัจจุบันมีหลายสถาบันที่เปิดสอนสาขานี้ ซึ่งมีทั้งหลักสูตรภาษาไทย และนานาชาติให้เลือก เรารวบรวมมาให้ตามนี้
•    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (หลักสูตรนานาชาติ)
•    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) สาขาวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 
•    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)
•    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (หลักสูตรนานาชาติ)
•    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (หลักสูตรนานาชาติ)
.
นี่คือ อาชีพที่มาแรงในอนาคตที่เรานำเสนอ ถ้ามีความสนใจทางด้านนี้ลองดูรีวิวจากทางรุ่นพี่ หรืออาจจะลงคอร์สเกี่ยวกับการสร้างหุ่นยนต์ดูก็ได้ว่าจะชอบทางนี้จริงหรือเปล่า 
.
ที่สำคัญการหน้าที่ซัพพอร์ตที่ดีจากผู้ปกครอง ด้วยการชี้นำไม่ใช่บังคับ ส่งเสริมให้ได้เลือก และลองในสิ่งที่ชอบ เพราะนั่นจะทำให้มีความสุขกับอาชีพในอนาคตอย่างเต็มที่


ที่มา https://www.starfishlabz.com/blog/382 
 

รู้จัก”วิศวกรรมศาสตร์” สาขาไหน ? เหมาะกับใคร จบไปจะทำงานอะไรดี

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีกี่ยุคสมัย วิศวกรรมศาสตร์ ก็ยังคงผงาดเป็นสาขายอดฮิตที่น้องๆ ใฝ่ฝันอยากจะเรียน ด้วยความได้เปรียบและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีผลตอบแทนหรือรายได้ที่ค่อนข้างสูง 
.
และจากการรวบรวมข้อมูลการเรียน สายงานจากแหล่งองค์กรชั้นนำ รวมถึงเทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บทความนี้จะมาแนะนำเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับ วิศวกรรมศาสตร์แต่ละสาขา เหมาะกับใคร? จบมาสามารถทำงานในตำแหน่งไหนได้บ้าง? น้องๆ ที่เริ่มศึกษา
.
วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering)
สิ่งที่นักศึกษาในภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จะได้เรียนก็คือ ศาสตร์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ ทั้ง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเน็ทเวิร์คต่างๆ ครอบคลุมเนื้อหาของวิชา Computer Science ทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องของ Information System และวิศวกรรมไฟฟ้าบางส่วนด้วย
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : นักพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ ผู้ดูแลระบบเครือข่าย วิศวกรระบบ ฯลฯ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบเรื่องของคอมพิวเตอร์ สนใจใฝ่รู้ในเรื่องเทคโนโลยี ชอบพัฒนาทักษะตัวเองเสมอ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของคอมพิวเตอร์และภาษาคอมพิวเตอร์
.
วิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering)
วิศวกรรมอุตสาหการ หรือที่นิยมเรียกกันย่อๆ ว่า IE (Industrial Engineering) จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการ การออกแบบอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตต่างๆ รวมไปถึงการควบคุมเครื่องจักรกลในกระบวนการผลิตสมัยใหม่ จุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไร และประสิทธิการในการทำงาน โดยใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมด้านต่างๆ เช่น การวิเคราะห์และสังเคราะห์ทางวิศวกรรมเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรในโรงงาน ทั้งสายงานการผลิต สายงานการวางแผนผลิต และ สายงานบริหารงานผลิต
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรื่องของการคำนวณ เพราะหน้าที่หลักของวิศวอุตสาหกร คือการคำนวณทุกอย่าง ตั้งแต่ การใช้งานเครื่องจักร วัตถุดิบ แรงงาน ฯลฯ
.
วิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineering)
ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ และการประยุกต์การใช้ไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น การใช้งานสมการในการวิเคราะห์ การผลิตและส่งถ่ายพลังงานไฟฟ้า การจัดการกับสัญญาณไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า ฯลฯ โดยมีสาขาแยกย่อยลงไปอีกเป็นจำนวนมาก
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรผู้ออกแบบ ควบคุม ติดตั้ง ดูแลระบบไฟฟ้าและระบบส่องสว่าง และ Sale Engineer
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจเรื่องของวงจรไฟฟ้า ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ สามารถวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำเทคโนโลยีทางวิศวกรรมไฟฟ้าไปใช้งาน รู้จักปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
.
วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering)
นี่คือสาขาทางด้านวิศวกรรมที่เก่าแก่ที่สุดสาขาหนึ่ง มีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม วิศวกรรมเครื่องกล เน้นศึกษาโดยใช้ความรู้ด้าน ฟิสิกส์ เคมี มาประยุกต์ใช้กับงานด้านกลศาสตร์ พลศาสตร์ อุณหพลศาสตร์ กลศาสตร์ของไหลและพลังงาน รวมถึงการออกแบบเครื่องจักรกล เช่น ระบบไฮดรอลิก หุ่นยนต์ พลศาสตร์การบิน การควบคุมการผลิตเครื่องจักร ยานยนต์ อากาศยาน ระบบทำความร้อนและความเย็น และอื่นๆ อีกมากมาย
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรในสายงานวิศวกรรมเครื่องกล เช่น สายทำความเย็นและปรับอากาศ (ติดตั้ง / ออกแบบ), สายยานยนต์ โรงงานประกอบรถยนต์ โรงงานผลิตชิ้นส่วน งานวิจัยและพัฒนา, สายพลังงาน โรงไฟฟ้า โรงแยกก๊าซ ผลิตสำรวจน้ำมันและก๊าซ, สายซ่อมบำรุง โรงงาน โรงไฟฟ้า โรงปิโตรเคมี, สายออกแบบ งานด้าน engineering detail design, sale engineer
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรียนวิชาฟิสิกส์เป็นชีวิตจิตใจ และสนใจในเรื่องของเครื่องยนต์กลไกทุกชนิด
.
วิศวกรรมโยธา (Civil Engineering)
งานของวิศวกรโยธา คือการวางแผนและควบคุมการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น  ถนน สะพาน ระบบขนส่ง อาคาร ระบบสุขาภิบาล วิจัยและให้คำแนะนำทางด้านเทคนิคต่างๆ ในการใช้วัสดุและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นึกศึกษาที่จบจากสาขานี้ สามารถประกอบอาชีพ เช่น วิศวกรสำรวจ วิศวกรด้านโครงสร้าง วิศวกรด้านควบคุมและออกแบบการจราจร วิศวกรภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรออกแบบโครงสร้าง วิศวกรประมาณราคาสถาปัตย์ และวิศวกรสนามในบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างๆ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสาธารณูปโภค การสำรวจ และการทำแผนที่ ชอบลงมือปฏิบัติงาน ชอบการพัฒนาประเทศ โดยอาศัยสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
.
วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering)
สาขาวิชาที่นำเอาความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อออกแบบ สร้างหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง เช่น การสร้างอวัยวะเทียม หรือพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ชิ้นใหม่ๆ
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรชีวการแพทย์ ในหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลต่างๆ บริษัทรับซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ ผู้แทนขายเครื่องมือแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจทั้งเรื่องของวิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์ ชีววิทยา เคมี เภสัชศาสตร์ รังสีวิทยา เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้อง ชอบศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีความซับซ้อนให้สามารถนำมาใช้ได้จริง
.
วิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering)
วิศวกรรมเคมี คือสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ วางแผน ควบคุมกระบวนการทางเคมี และพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเคมีต่างๆ โดยใช้กระบวนการกายภาพ เคมี หรือชีวเคมี ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนส่วนผสม สถานะ และคุณสมบัติของวัตถุดิบให้กลายไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามความต้องการอย่างปลอดภัย และมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการนำเอาศาสตร์ของวิศวกรรมเครื่องกลและวิชาเคมี มาประยุกต์เข้าด้วยกัน
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรผู้ควบคุมระบบและกระบวนการผลิตในโรงงาน วิศวกรที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย นักวิจัยฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเคมี อาจารย์ นักวิชาการ หรือรับราชการที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเคมี
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรียนวิชาเคมีและฟิสิกส์ สามารถประยุกต์ความรู้ไปทำงานทางด้านพลังงาน ชีวเคมี สิ่งแวดล้อมและวัสดุได้
.
วิศวกรรมปิโตรเลียม (Petroleum Engineering)
สาขานี้ เน้นศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนขุดเจาะและการผลิตไฮโดรคาร์บอน ซึ่งได้แก่ น้ำมันหรือก๊าช อันถือถือว่าอยู่ในภาค "ต้นน้ำ" ของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ สถานที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่คือนอกชายฝั่งหรือประจำแท่นขุดเจาะที่มีความเสี่ยง นักศึกษาที่จบสาขานี้จึงได้รับค่าตอบแทนที่สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มวิศวกรด้วยกัน
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรปิโตรเลียม ดูแลการเจาะและการผลิต น้ำมันหรือก๊าชธรรมชาติขึ้นมาจากแหล่งกักเก็บใต้ผิวดิน ลักษณะงานมีทั้งภาคออกแบบ ศึกษา วางแผน และภาคสนาม
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจในเรื่องของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ต้องเป็นคนที่เก่งมาก เพราะสาขานี้ได้ชื่อว่าคัดแต่หัวกะทิ มีคนสนใจเข้าเรียนเยอะ แต่มีเพียงไม่กี่สถาบันที่เปิดสอน
.
วิศวกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistics Engineering)
เรียนเกี่ยวกับเทคนิคทางด้านการออกแบบ และควบคุม สำหรับการขนส่ง จัดเก็บ เคลื่อนย้าย สินค้าและบริการ การวิเคราะห์ วิจัยปัญหาในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนส่วนที่ เกี่ยวข้องในระบบโซ่อุปทาน และการประยุกต์ทางด้านเทคนิคต่างๆ ที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการจัดการ การเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนในการผลิต รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรประจำคลังสินค้า วิศวกรจัดซื้อ วิศวกรขนส่ง วิศวกรออกแบบระบบขนถ่ายวัสดุ วิศวกรออกแบบบรรจุภัณฑ์ วิศวกรบริหารนักวิเคราะห์ธุรกิจและโมเดลโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการธุรกิจด้านโลจิสติกส์ วิศกรออกแบบและวางแผนระบบการให้บริการโลจิสติกส์ รับราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ในสาขาโลจิสติกส์
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : มีความรู้แนวคิดและหลักการด้านวิศวกรรมกับโลจิสติกส์ ชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ แคลคูลัส เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์
.
วิศวกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Engineering)
สาขานี้จะเป็นเรื่องของการวิจัย ออกแบบ และวิเคราะห์โครงสร้างรูปร่างทางพลศาสตร์ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการบินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ระบบขับเคลื่อน วัสดุและกรรมวิธีในการผลิต การวางแผนและควบคุมการสร้างเครื่องบิน ขีปนาวุธ ยานอวกาศ ดาวเทียม ฯลฯ รวมไปถึงการทดสอบหรือการซ่อมบำรุงด้วย เป็นอีกหนึ่งสาขายอดฮิตและมีค่าตอบแทนในการทำงานที่ค่อนข้างสูง
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรด้านอากาศยาน ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน วิศวกรควบคุมการโคจรและสถานีดาวเทียม วิศวกรบริหารการจัดการในภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจการบินและอวกาศ วิศวกรจัดการธุรกิจการขนส่งทางอากาศ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบเรื่องของเทคโนโลยีการบินและอวกาศ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และชอบความท้าทาย ชอบค้นหาสิ่งใหม่ๆ


ที่มา https://www.admissionpremium.com/engineer/news/4965 
 

เกษตรศาสตร์เรียนอะไร? มีกี่สาขา ? จบมาแล้วทำอะไรได้บ้าง ?

เกษตรศาสตร์ หรือ Agricultural Science คือ วิชาว่าด้วยการเกษตรกรรม โดยรวมสามารถแบ่งได้หลายสาขาวิชา และแบ่งย่อยไปในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต้องเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แคลคูลัส ฯลฯ บางสาขาต้องเรียนในห้องแล็บ
.
สาขาใน คณะเกษตรศาสตร์
1. สาขาพืชสวน
การผลิตพืชสวนประดับ เมล็ดพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ โดยเน้นถึงการใช้วิทยาการสมัยใหม่ มาช่วยในการผลิตให้ได้คุณภาพ เพิ่มผลผลิตการผลิตนอกฤดูการศึกษาการขยายพันธุ์การผสมพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ใหม่ การดูแลรักษา ศึกษาการจำแนกประเภทของไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดตกแต่งสวนและอาคารบ้านเรือน
.
2. สาขาพืชไร่
ศึกษาเกี่ยวกับพืชที่สำคัญของประเทศ เช่น ข้าว ข้าวโพด ปาล์ม ฯลฯ ศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับพืชไร่ วิธีการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตด้านการเกษตร ศึกษาในหมวดต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์พืชไร่ การปรับปรุงพันธุ์พืชไร่ สรีรวิทยาการผลิตของพืชไร่
.
3. สาขาพืชผัก
การผลิตพืชผัก ผักเมืองร้อน เมืองหนาวตระกูลต่างๆ เน้นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ปฏิบัติดูแลรักษาพืชในแปลงผลิต รวมไปถึงการปรับปรุงพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักและการผลิตเห็ด
.
4. สาขาปฐพีศาสตร์
เรียนในด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร ที่เน้นทางด้านปฐพีศาสตร์ และด้านการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และพืช ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เช่นการจัดการทรัพยากรดิน ในการพัฒนาการเกษตร เรียนรู้เทคโนโลยีระบบการเกษตรแผนใหม่ และระบบการเกษตรยั่งยืนควบคู่กันไป
.
5. สาขากีฏวิทยา
เน้นศึกษาในเรื่องแมลงทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ที่เกี่ยวกับวิชานิเวศวิทยา สรีรวิทยา สัณฐานวิทยา การจัดแจงชั้น จำแนกชนิดแมลงศัตรูพืช ศัตรูมนุษย์ และสัตว์เลี้ยง สามารถแก้ไขปัญหาการระบาด ทำลายของแมลงศัตรูต่างๆ เน้นถึงการอนุรักษ์การเลี้ยงและเพิ่มพูนปริมาณ แมลงที่มีประโยชน์ด้วย
.
6. สาขาโรคพืชวิทยา
เน้นการศึกษาเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคของพืชและสาเหตุของโรคต่างๆ ซึ่งจะเน้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ปัจจัยที่ส่งเสริมพัฒนาการของเชื้อสาเหตุ รวมทั้งวิธีการป้องกันกำจัดที่ถูกต้อง และเหมาะสมต่อโรคพืชแต่ละโรค ศึกษาถึงผลกระทบต่างๆ เกิดขึ้นต่อพืชที่ปลูก ต่อมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงต่างๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม
.
7. สาขาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร
ศาสตร์แห่งการส่งเสริม เพื่อจูงใจ ชี้นำ ให้ความรู้และสนับสนุนเกษตรกร สาขานี้ต้องเรียนด้านเกษตรในทุกด้าน มีความรู้ความสามารถด้านเกษตรและเทคโนโลยี ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร มาแนะนำถ่ายทอดเทคนิคต่างๆเพื่อพัฒนาชนบท
.
รายชื่อคณะเกษตรศาสตร์ในประเทศไทย
•    คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
•    คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
•    สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
•    คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
•    คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
•    สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
•    คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยบูรพา
•    คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา
•    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
•    หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร มหาวิทยาลัยมหิดล
.
•    หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
•    คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
•    คณะเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต
•    คณะเกษตรและชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
•    คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
•    คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
•    สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
•    คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร
•    คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
.
•    คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
•    สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
.
แนวทางการประกอบอาชีพ
สามารถประกอบอาชีพได้ทั้งในหน่วยงานราชการและเอกชน มีงานรองรับค่อนข้างกว้างมาก ถ้าเป็นงานราชการ, รัฐวิสาหกิจ ก็สามารถทำงานหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งในและนอกกระทรวงเกษตรฯ สำหรับงานเอกชน บริษัทธุรกิจเอกชนต่างๆ เช่น บริษัททางการเกษตร ตลอดไปถึงธุรกิจส่วนตัว อย่างทำนา ทำสวน ทำไร่ ประมง ป่าไม้ รวมถึงงานที่ไม่ตรงสายอื่นๆ เช่น งานราชการ, งานเอกชน ที่รับ ปริญญาตรีทุกวุฒิ เป็นต้น


ที่มา https://www.sanook.com/campus/1402063/ 
 

5 Reasons Why study in Romania? Eastern Europe’s hidden gems.

Romania is one of Eastern Europe’s hidden gems. Famous not only for its gorgeous landscapes and its seven UNESCO world heritage sites, Romania gave the world some of the biggest inventions and pushed the world to where it is today.
.
Why study in Romania?
.
1. Low tuition fees and living costs.
In Romania, tuition costs are very affordable, especially when compared to other Western countries or even some European states. At public universities, most study programs cost between 230 and 3,000 EUR per academic year. Additionally, if your average GPA or entry exam grade is high enough, you can occupy a state-funded place.
.

2. Active nightlife and fun events.
Big student cities like Bucharest, Timisoara, Cluj, and Iasi are well-known for all-night-long parties, where people enjoy music, dancing, and having a laugh with their friends. If you're not a party enthusiast, there are many other events or activities in which you can participate:
•    national and international festivals (e.g. theatre, arts, crafting, wine making)
•    mountain trekking
•    road trip on Transfagarasan or Transalpina
•    spending a night at the Balea Lake Ice Hotel
.
3. English is widely spoken in student cities.
Saying that English is widely spoken in Romania is only half true. The truth is, most young people will speak it fluently and you shouldn't have any problems in larger and more popular cities. You should also be fine at local supermarkets or while taking a train ride on well-travelled routes.
.
4. Romanians are friendly and lively people.
Romanians are known for their Latin blood and for having a light heart. They share a great sense of humour and are often able to see the bright or funny side even in the most difficult situations.
.
5. Visit amazing natural and human-made wonders.
Romania is one of the hidden jewels of Europe, boasting a wide range of natural and man-made attractions that everyone should see at least once in their life. From centuries-old monasteries to amazing castles, from salt mines to large stone carvings, Romania has it all.


From: https://www.bachelorsportal.com/countries/33/romania.html 
 

รีวิวเอก “โลจิสติกส์” เรียนอะไร ? เรียนที่ไหน? จบแล้วไปทำอะไร ?

โลจิสติกส์ คืออะไร?
อย่างที่น้องๆ หลายคนพอทราบมาบ้างว่า สาขาวิชาโลจิสติกส์ นั้น เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบขนส่ง หรือการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ทั้งภาคพื้นดิน ทางเรือ และทางอากาศ แต่โลจิสติกส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งเท่านั้น สายงานด้านนี้ยังรวมไปถึงกระบวนการ วิธีการ การวางแผนสินค้าคงคลัง การจัดเก็บ ควบคุม การบริหารธุรกิจ รวมถึงต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเงิน การตลาดเบื้องต้นในการทำธุรกิจอีกด้วย



เรียนยังไง? เกี่ยวกับอะไรบ้าง? 
สำหรับคนที่เข้ามาเรียนในสาขาทางด้านโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นคณะหรือสาขาของมหาวิทยาลัยที่ไหน ในเรื่องหลักสูตร จะได้เจอวิชาหลักคล้ายกัน นั่นคือ น้องๆ ปี 1 จะได้เรียนพื้นฐานวิชาทั่วไป เช่น ธุรกิจ การบริหารจัดการ การตลาด การเงิน ภาษาอังกฤษ แคลคูลัส สถิติ มนุษยศาสตร์ เป็นต้น
.
ในปีต่อๆ มาจะได้เรียนรายวิชาเฉพาะ เช่น การขนส่งและการกระจายสินค้า วัสดุและการบรรจุภัณฑ์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การวางแผนอุปสงค์และสินค้าคงคลัง การจัดการโซ่อุปทานเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับโลจิสติกส์ การค้าการจัดการ เป็นต้น และจากนั้นน้องๆ จะได้เรียนการสัมมนาทางโลจิสติกส์ รวมถึงออกสหกิจศึกษาในชั้นปีที่ 4



เรียนโลจิสติกส์ จบไปทำงานอะไรได้?
หลังจากเรียนจบหลักสูตรในระดับปริญญาตรีแล้ว มาถึงเส้นทางอาชีพและการทำงานบ้าง งานด้านโลจิสติกส์และซับพลายเชน ถือเป็นอีกสายงานที่ตลาดในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการบุคลากรเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจและบริการ และนี่คือสายงานและตำแหน่งที่น้องๆ บัณฑิตสาขานี้สามารถทำได้ 
•    ระดับปฏิบัติการ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดส่งและคลังสินค้า ฝ่ายควบคุมวัตถุดิบ ฝ่ายซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ ฝ่ายการขนส่ง ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัททางขนส่งสินค้ามากกว่า 500 แห่ง รวมถึงบริษัทนำเข้าส่ง-ออก
•    ระดับบริหาร เช่น นักวิเคราะห์ด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน,  นักวางแผน วัตถุดิบ การผลิต หรือการกระจายสินค้า, นักวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจ 
•    ประกอบธุรกิจส่วนตัว เช่น นำเข้าและส่งออก ผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ ตัวแทนขนส่งทางบก ทางทะเล หรือทางอากาศ
•    รับราชการ รับราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี กรมประมง กรมการขนส่งทางอากาศ กรมศุลกากร และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
•    งานสายวิชาการ เช่น นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ในสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ หรือเรียนต่อระดับสูงขึ้น



ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาวิชาด้าน โลจิสติกส์ 
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ สำนักวิชาเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
สาขาวิชาเทคโนโลยีโลจิสติกส์ คณะเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก
ภาควิชาวิศวกรรมโลจิสติกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต


ที่มา https://www.admissionpremium.com/logis/news/3540 
 

7 REASONS TO STUDY IN AUSTRALIA

There are so many things to consider when deciding where you'd like to study. But here are a bunch of reasons we think Australia is one of the best places to do it.
.
1. EXCELLENT EDUCATION SYSTEM
Australia has one of the best education systems in the world. According to the University Ranking of Quacquarelli Symonds, the Australian National University, the University of Melbourne, the University of New South Wales, the University of Queensland, and the University of Sydney are among the 50 best universities in the world. Australian universities are always excited to welcome international students into their communities.
.
2. EASY ACCESSIBILITY TO A STUDENT VISA
In comparison to other countries, it is quite easy to get a Visa to study in Australia. Foreign students coming to Australia can take part in the “Overseas Student Program”. Of course, you have to meet several requirements in order to get a Visa. Accessing official documents always means dealing with bureaucracy.
.
3. IMPROVE ENGLISH SKILLS
While you study in Australia, you will get the chance to improve your English skills. Since English is the official language of the country, you can communicate in English with everybody – in the supermarket, in your free time, at the university.
.
4 BREATHTAKING LANDSCAPES
Another reason to study in Australia is – of course – the beautiful landscape. You can find more than five different climate zones on this continent. Some parts of the rainforest and areas of the Great Barrier Reef even belong to UNESCO’s World Heritage List.
.
5. EASY ACCESS TO PART-TIME JOBS ALONGSIDE YOUR STUDIES
During your studies in Australia, you will easily find a student job. For enrolled students, there are several opportunities to work. With the Australian Student Visa, you are allowed to work up to 20 hours per week during the semester. During semester breaks, you could even work full time. You can find part-time jobs that show a connection to your studies, e.g., in agencies or companies. 
.
6. DISCOVER A NEW CULTURE AND ITS PEOPLE
You might be thinking, “I can get to know a different culture and new, interesting people everywhere – I don’t have to go to Australia for that”. But we promise: You won’t regret having met Aussies and having been part of the Australian culture. Don’t be surprised if everybody is talking with you in a totally informal way right from your first meeting. It is completely normal to call everybody by their first names, even your boss or the doctor.
.
7. BETTER CHANCES ON THE JOB MARKET AFTER YOUR GRADUATION
After your studies in Australia, you will have a higher chance of landing a job. If you decide to go back to your home country, your employer will surely like your Australian degree. Your future boss will see that you can communicate in English and get along in an unknown environment.


From: https://www.gostudy.com.au/blog/7-reasons-to-study-in-australia/ 
 

5 Reasons Why Online Learning is the Future of Education in 2022

The concept of traditional education has changed radically within the last couple of years. Being physically present in a classroom isn’t the only learning option anymore — not with the rise of the internet and new technologies, at least. Nowadays, you have access to a quality education whenever and wherever you want, as long as you can get online. We are now entering a new era — the revolution of online education.
.
Keep on reading to learn five more reasons why you should get involved in online education!
.
1. It’s flexible.
Online education enables the teacher and the student to set their own learning pace, and there’s the added flexibility of setting a schedule that fits everyone’s agenda. As a result, using an online educational platform allows for a better balance of work and studies, so there’s no need to give anything up. Studying online teaches you vital time management skills, which makes finding a good work-study balance easier. Having a common agenda between the student and teacher can also prompt both parties to accept new responsibilities and have more autonomy.
.
2. It offers a wide selection of programs.
In a space as vast and wide as the internet, there are infinite skills and subjects to teach and learn. A growing number of universities and higher education schools are offering online versions of their programs for various levels and disciplines. From music composition to quantum physics, there are options for every type of student. Studying your program online is also a great option for getting an official certificate, diploma, or degree without physically setting foot on a university campus.
.
3. It’s accessible.
Online education enables you to study or teach from anywhere in the world. This means there’s no need to commute from one place to another, or follow a rigid schedule. On top of that, not only do you save time, but you also save money, which can be spent on other priorities. The virtual classroom is also available anywhere there’s an internet connection, and a good way to take advantage of this is to travel. For example, if you’re studying abroad and want to get a job, online education is a great choice. There’s no reason to give up on working or studying while exploring new and exotic places.
.
4. It allows for a customized learning experience.
We’ve mentioned before how flexibility can help you to set your own study pace. But online education is also flexible for each student’s individual requirements and level of ability.
.
Online classes tend to be smaller than conventional class size. Most of the time, online learning platforms only allow one student at a time, and in almost all cases, this allows for greater interaction and more feedback between you and your tutor.
.
There’s often access to very diverse material such as videos, photos, and eBooks online as well, and tutors can also integrate other formats like forums or discussions to improve their lessons. And this extra content is available at any moment from anywhere, which will offer you a more dynamic and tailor-made education.
.
5. It’s more cost-effective than traditional education.
Unlike in-person education methods, online education tends to be more affordable. There’s also often a wide range of payment options that let you pay in installments or per class. This allows for better budget management. Many of you may also be subject to discounts or scholarships, so the price is rarely high. You can also save money from the commute and class materials, which are often available for free. In other words, the monetary investment is less, but the results can be better than other options.
.
These are only a few reasons to choose an online education, and why 90 percent of students today think that online learning is the same or better than the traditional classroom experience. Every student must assess their unique situation and decide according to their needs and goals, and while this alternative to traditional education is not for everyone, it's still a convenient option with virtually endless options for international students all over the world.


From: https://www.educations.com/articles-and-advice/5-reasons-online-learning-is-future-of-education-17146
 

ความหวังแห่งการศึกษาไทย ส่องหลักสูตรการศึกษาแบบใหม่ๆ ที่ปรับให้เข้าใจผู้เรียนมากขึ้น

‘หลักสูตร’ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษา สำหรับกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอน การทำงานของโรงเรียน และเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของผู้เรียน ดังนั้น การมีหลักสูตรที่ดี ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งในการสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยที่ผู้เขียนก็สุขใจ ผู้สอนก็ไม่มีปัญหา และผู้เรียนก็แฮปปี้
.
เรื่องตลกร้าย (ที่ขำไม่ค่อยออก) ของการศึกษาไทยที่มองไปทางไหนก็มีแต่ปัญหา หนึ่งในนั้นก็คือ ‘หลักสูตร’ เนื่องจากการเขียนหลักสูตรในไทยส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ใหญ่เขียนลงมาให้ผู้น้อยทำตาม (ในที่นี้ คือ ทั้งครูและนักเรียน) และเป็นหลักสูตรจากส่วนกลางที่บังคับใช้ในสถานศึกษา 
.
หลายหลักสูตรมีที่มาจากบนลงล่าง โดยแทบไม่เกิดการแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ว่ารูปร่างหน้าตาของหลักสูตรครูและนักเรียนต้องการเป็นอย่างไร ? จนบางครั้ง ครูก็งง นักเรียนก็ไม่อิน เกิดการตั้งคำถามว่าบางวิชาเรียนไปทำไม ? ปลายทางของการศึกษาจากหลักสูตรนี้ตอบโจทย์สังคมได้จริงหรือไม่ ? 
.
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านสังคมเริ่มเห็นปรากฏการณ์ด้านการศึกษา เพราะบางโรงเรียนมีการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะกับยุคใหม่ เข้าใจผู้สอนและผู้เรียนมากกว่าเดิม และมองหาความสำเร็จจากการเรียนมากกว่าแค่จำนวนผู้จบการศึกษา แต่ต้องเป็นพลเมืองที่พร้อมทั้งความรู้วิชาการ ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิคุ้มกันด้านประสบการณ์ชีวิต 
.
วันนี้เราจะพาไปส่องหลักสูตรโรงเรียนยุคใหม่ที่ปรับปรุงให้ทันสมัย หลักสูตรแบบที่ผู้สอนก็เข้าใจ และผู้เรียนก็แฮปปี้ และอาจเป็นโรงเรียนในฝันที่สร้างความหวังใหม่ของวงการการศึกษา
.
1. โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
.
 "การเรียนรู้ที่ดี เป็นสิ่งประเสริฐสุดของชีวิต" ปรัชญาของโรงเรียนที่บ่งบอกให้เห็นว่าโรงเรียนในความสำคัญต่อการกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โดยหลักสูตรของ สาธิต มธ. จะมีการปรับหลักสูตรทุก 4-5 ปี โดยการบูรณาการหลักสูตรเก่าที่จำเป็นกับองค์ความรู้ใหม่เพื่ออนาคต ไม่อิงตามหลักสูตรของ สพฐ. ทั้งหมด แต่อยู่ภายใต้หลักการไม่ใช่ทฤษฎี แต่เน้นการเกิดประสบการณ์ตรง 
.
ให้ความสำคัญเชิงวัฒนธรรม สร้าง Mindset การยอมรับความแตกต่างหลายหลาย โดยที่ครูและผู้ปกครองจะทำงานร่วมกัน สร้างพื้นที่ปลอดภัยในเด็กเกิดการเรียนรู้ ให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่สนใจ เปิดโอกาสให้ได้ลองผิดพลาด เช่น กลุ่มความสนใจด้านผู้ประกอบการ ให้อิสระในการแต่งกาย ทรงผม ไม่มีการเข้าแถวตอนเช้า เพื่อให้นักเรียนได้ค้นหาความเป็นตัวของตัวเองและฝึกความรับผิดชอบ
.
2. Ecole 42 Bangkok
.
“เอกอล 42 แบงค็อก” (Ecole 42 Bangkok) เป็นสถาบันการเรียนการสอนโปรแกรมเมอร์ โดยความร่วมมือของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กับโรงเรียนโปรแกรมเอกอล ประเทศฝรั่งเศส มุ่งพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ซอฟต์แวร์ โปรแกรมเมอร์ กราฟฟิกคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
.
หลักสูตรของเอกอล 42 แบงค็อก เป็นหลักสูตรแบบไม่มีปริญญา (non-degree) ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับใบรับรองการสำเร็จหลักสูตร (certificate of completion) ตอบโจทย์การเรียนรู้แห่งอนาคตที่ใบปริญญา ไม่สำคัญเท่าความรู้และความสามารถ ซึ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขปัญหา และการทำงานเป็นทีม สอดแทรกโมดูลชั้นนำของอุตสาหกรรม
.
3. โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่
.
โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ซิตี้ แคมปัส ใช้หลักสูตร “Design, Engineer, Construct (DEC)” ซึ่งเป็นหลักสูตรจากประเทศอังกฤษที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เน้นการพัฒนาทักษะด้านการออกแบบ วิศวกรรม และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์โครงการ
.
หลักสูตร DEC จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มากขึ้น โดยเริ่มต้นตั้งแต่ผู้เรียนมีอายุยังน้อย จะมีการเสริมสร้างทักษะ เช่น วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ การคิดเชิงวิเคราะห์และสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม การพึ่งพาตัวเอง และความสามารถในการปรับตัว เป็นต้น ก่อนพัฒนาไปสู่ด้านพฤติกรรมและการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อให้มีประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กมากที่สุด
.
4. โรงเรียนอัสสัมชัญ
.
แนวทางของโรงเรียนอัสสัมชัญ ยังคงใช้หลักสูตรที่อิงตามหลักสูตรแกนกลาง แต่จะมีการปรับโครงสร้างการเรียนการสอนภายในโรงเรียนให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียนมากขึ้น จัดวิชาที่นักเรียนเลือกได้ตามความสนใจ ระดับมัธยมต้นมี 6 แผนการเรียน ส่วนมัธยมปลายมีถึง 14 แผนการเรียน ลบภาพโรงเรียนมัธยมแบบเก่าที่จะมีแค่สายวิทย์ สายศิลป์ และสายภาษา
.
แผนการเรียนที่น่าสนใจ เช่น แผนการเรียนศิลป์ - ศิลปะการแสดง แผนการเรียนวิทย์ - ดิจิทัลและเทคโนโลยี แผนการเรียนศิลป์ - อาร์ตแอนด์ดีไซน์ เป็นต้น การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อปลูกฝังทักษะภาษาที่ 2 และเมื่อไม่นานมานี้ยังนำหลักสูตรเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีพื้นฐานเข้าไปสอนนักเรียนเพื่อพัฒนาความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลอนาคตมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
.
5. โรงเรียนโพธิสารพิทยากร
.
หลักสูตรเดิม ๆ ที่ทำให้เด็กไม่ทราบเป้าหมายในชีวิต นำไปสู่การตัดสินใจปรับปรุงหลักสูตรระดับมัธยมปลายของโรงเรียนโพธิสารพิทยากร ยกเลิกรับนักเรียน ม.4 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 แบบสายวิทย์ – ศิลป์คำนวณ – ศิลป์ภาษา เปิดแผนการเรียนใหม่ 7 แผนการเรียนที่เน้นเรื่องทักษะอาชีพ ได้แก่ เตรียมแพทย์-เภสัช เตรียมวิศวะ-สถาปัตย์ เตรียมวิทย์-คอม เตรียมนิเทศ-มนุษย์ เตรียมศิลปกรรม เตรียมบริหารธุรกิจ-บัญชี และเตรียมนิติ-รัฐศาสตร์
.
ปัจจุบัน แนวทางการเรียนการสอนของโรงเรียนจะต้องทำให้ผู้เรียนค้นพบความฝันของตัวเอง และเตรียมพร้อมตั้งแต่ระดับมัธยม ในการสร้างนักเรียนที่มีความฝัน มีทักษะอาชีพ และสามารถสร้างอนาคตของตัวเองได้ โดยโรงเรียนต้องทำหน้าที่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตัวเองของเด็กอย่างยั่งยืน
.
6. โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม
.
โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม เป็นโรงเรียนหลักสูตรไทย มาตรฐาน Cambridge International School ที่เน้นการค้นหาตัวตนด้วยหลักสูตร Individual Development Plan (IDP) วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดด้อยด้วยแนวคิดจิตวิทยา ให้ผู้เรียนเข้าใจความต้องการของตัวเอง สามารถเลือกเรียนตามความสนใจ และสามารถจัดการเวลาพักผ่อนได้อย่างสมดุลตามแนวคิด Positive School
.
“หลักสูตร 5 F” ที่นำมาจัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย FUN - เรียนสนุกสนานและมีความสุข, FIND - ค้นหาศักยภาพผ่านวิชาเลือกเสรี, FOCUS - เจาะลึกศักยภาพที่มีให้เชี่ยวชาญ, FULFILLMENT - เติมเต็มตัวตนนักเรียน และ FRUITION - ให้นักเรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ รู้วิธีเอาตัวรอด มีภูมิคุ้มกัน ทั้งหมดยังคงเดินหน้าไปพร้อมกับความรู้วิชาการและความถนัดที่จำเป็น และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่มีความสุข
.
7. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
.
โครงสร้างพื้นฐานของหลักสูตรจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หลักสูตร Intensive English Program (IEP) ที่พัฒนามาจากกระทรวงศึกษา เรียนเป็นภาษาไทยเป็นหลัก และ English Immersion Program (EIP) ที่เน้น skills-based และเน้นภาษาอังกฤษมากกว่า ทั้งนี้ กท. เริ่มปรับไส้ในหลักสูตร สร้างระบบ BCC NEXT สลายสายวิทย์และสายศิลป์ มาแตกแขนงเป็น 15 แผนการเรียน หรือ TRACK 
.
ตัวอย่าง TRACK ที่น่าสนใจ เช่น ด้านนิเทศศาสตร์อย่างบรรจุวิชาการผลิตภาพยนตร์ หรือด้านศิลปะการประกอบอาหาร มีวิชาอาหารยุโรป วิชาขนมหวาน เป็นต้น ทั้งนี้ ยังคงคงรายวิชาพื้นฐานไว้ แต่เพิ่มความสนุกลงไปเน้นการค้นหาความชอบของผู้เรี ถ้ายังจำกันได้ ต้นปี 2562 โรงเรียนยังเคยอนุญาตให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทไปเรียนเพื่อทดลองสร้างพื้นที่การเรียนที่เป็นอิสระ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
.
8. โรงเรียนกำเนิดวิทย์
.
หลักสูตรโรงเรียนกำเนิดวิทย์เป็นไปตามกระทรวงศึกษาธิการ แต่ทางโรงเรียนจัดสาระการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับศักยภาพของนักเรียนเป็นรายบุคคล มีกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทักษะชีวิต การอยู่ร่วมกัน เป็นทั้งผู้ที่มีความรู้ความสามารถและ เป็นคนดีของสังคม
.
มีหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ คือ นักเรียนมีความถนัด หรืออยากเรียนรู้ทางด้านใดก็ต้องให้นักเรียนได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพในด้านนั้น หลักสูตรจึงแบ่งเป็น 2 ระดับ คือพื้นฐานทั่วไปและขั้นสูง เริ่มต้นตั้งแต่ปูพื้นฐานด้านต่าง ๆ ก่อนไปเจาะลึกความชอบด้านวิทยาศาสตร์เฉพาะเมื่อเรียนสูงขึ้น เรียนรู้แบบ Active Learning มีเครื่องมือครบครันเทียบเท่ามหาวิทยาลัยระดับประเทศ
.
โรงเรียนไทยหลายแห่งเริ่มปรับตัวและเปลี่ยนการเรียนการสอนให้ทันสมัย สร้างการเรียนรู้ “มีความสุข” และ “เข้าใจความต้องการของผู้เรียน” มากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาการศึกษาให้ตอบโจทย์อนาคต โลกวันข้างหน้าคนที่เก่งแค่วิชาการอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกันในการเอาตัวรอด ซึ่งโรงเรียนสามารถเป็นแหล่งฟูมฝักให้กับเยาวชนได้
.
ย้อนกลับมามองหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการที่ใช้ในโรงเรียนทั่วไปมาเป็นเวลานาน สิ่งที่เห็น คือ นักเรียนไทยยังคงตรากตรำเรียนหนักเฉลี่ยวันละ 5.4 ชั่วโมง ยังไม่รวมการบ้านและกิจกรรมอื่น ๆ แต่ประสิทธิภาพและความขีดสามารถของนักเรียนไทยยังอยู่ในระดับต่ำบนเวทีโลก เรากำลังสร้างการศึกษาที่ติดลบจมทุนในโลกอนาคตอยู่หรือไม่ ? อีกนานแค่ไหนที่การศึกษาไทยจะดีเท่ากับต่างชาติ


ที่มา https://www.facebook.com/AgendaPlatform/posts/5541063839256851 
 

เมื่อภาษาอังกฤษบน TikTok ถูกทำให้ย่อยง่าย ด้วยความฮา และเพลิดเพลิน ผ่าน #อังกฤษหยาบๆ โดย “เติ้ก อมรศักดิ์ เดชห้วยไผ่”

สัมภาษณ์พิเศษ: คุณเติร์ก อมรศักดิ์ เดชห้วยไผ่ วิทยากรและที่ปรึกษาด้านการพัฒนาภาษาอังกฤษในระดับองค์กร และเจ้าของเพจภาษาอังกฤษหยาบๆ
.
เปิดเคล็ดลับ TikTokers ด้านภาษา เบอร์ 1 ของไทย #ภาษาอังกฤษหยาบๆ 
รู้ศัพท์ กับความฮา ยอดฟอล 1.8 ล้าน
.
สวัสดีค่ะ ชื่อ เติร์กนะคะ จากเพจภาษาอังกฤษหยาบๆ หรือ รู้จักกันในนาม #พี่เติร์กภาษาอังกฤษหยาบๆ นั้นเอง ตอนนี้เป็น Content Creator เกี่ยวกับภาษาอังกฤษแบบสนุกๆ แบบวีดีโอสั้นใน TikTok และ Instagram และก็มีทำหนังสือบ้าง ทำคอร์ส และก็คลิปตลกสอดแทรกไปพร้อมๆ กัน 
.
2.ช่อง Turktk นำเสนอคอนเทนต์อะไรบ้าง
เติร์ก: ช่อง Turktk เราก็จะนำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลาย หลักๆ เลย เราจะก็ทำคอนเทนต์สอนภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ สนุกๆ มีทั้งคำศัพท์มีทั้งประโยค ศัพท์แสลง อีกทั้งเราก็มีคลิปตลก มุกตลก มีมตลกต่างๆ อีกด้วยค่ะ
.
3. ทำไมต้อง #ภาษาอังกฤษหยาบๆ ได้ไอเดียมาจากอะไร?
เติร์ก : จริงๆ เลย คือภาษาอังกฤษหยาบๆ เริ่มต้นมาจากที่เราสอนคำแสลงต่างๆ และบวกกับตอนนั้นยังไม่มีช่องภาษาอังกฤษสั้นๆ ในแพลตฟอร์ม TikTok นะคะ คือเราจะชินกับการที่ใครสอนภาษาอังกฤษก็จะทำวีดิโอแบบพิถีพิถันยาวๆ เป็นวีดิโอในเชิงการศึกษา 
.
แต่เราจะทำเป็นแบบว่า สั้นๆ ลวกๆ เป็นที่มาของคำว่าหยาบๆ ด้วย เพราะมันทำได้ในแอพพลิเคชั่นเลยคือกดถ่ายปุ๊บพูดๆๆ และก็โพสต์ได้เลยค่ะ มันก็จะแบบว่าหยาบๆ ง่ายๆ รวมถึงบุคลิกภาพของเราที่มีปากแจ๋วพอสมควร (หัวเราะ) เลยผนวกกันเป็น #ภาษาอังกฤษหยาบๆ 
.
4.คลิปไหนที่ทำให้เราเป็นที่รู้จักมากที่สุด
เติร์ก : ก็น่าจะเป็นคลิปแรกๆ เลยค่ะ เป็นที่มาของภาษาอังกฤษหยาบๆ เนี่ยละค่ะ สอนคำแสลงหรือคำที่แบบ...ชาวต่างชาติหรือฝรั่ง ที่เขาใช้เอาไว้กัด จิก ด่ากัน ก็คือเป็นหยาบๆ แรงๆ นิดนึง ก็จะได้รับกระแสความสนใจเป็นอันมากแต่เราก็ถ่ายทอดออกมาให้มาดูน่ารัก
.
อีกคลิปนึง ก็น่าจะเป็นคลิป Drive Thru สั่งกาแฟเป็นภาษาอังกฤษ คลิปนี้ก็ทำให้คนรู้จักมากยิ่งขึ้น เยอะเลย และก็อีกคลิปนึงก็จะ #ก็คนมันรวยอ่าจ้า คลิปนี้ก็จะทำให้คนขยายวงกว้างมากขึ้นก็คือคนที่ชอบอะไรตลกๆ บันเทิงๆ ก็จะรู้จักตัวตนเรามากขึ้น นอกจากสอนภาษาอังกฤษค่ะ ก็รุ่งเลย เป็นล้านวิวภายในไม่ถึง 3 ชั่วโมงจากนั้นเราก็ทำออกมาอีกเรื่อยๆ ก็รุ่งไปเรื่อยเลย โดยไม่ได้คาดคิดว่ามันจะปัง 
.
5.มีคลิปไหนที่ทำออกมาแล้วรู้สึกคาดไม่ถึง ทั้งคลิปรุ่ง และคลิปร่วง 
เติร์ก : สำหรับคลิปรุ่งที่คาดไม่ถึงเลยก็น่าจะเป็น #ก็คนมันรวยอ่าจ้า คือไม่คาดคิดจริงๆ เพราะว่าตอนที่ถ่าย คือถ่ายแบบเล่นๆ แบบกดกล้องถ่ายง่ายๆ และก็กดลงเลย คือไม่ได้คิดอะไรเลย (หัวเราะ) 
.
ส่วนคลิปที่ร่วง ก็เป็นคลิปที่เราจะพยายามคิดเยอะ โปรดักชั่นเยอะ ซึ่งเราเคยทำคลิปสอนภาษาที่สร้างสถานการณ์จริงจัง มีตัวละคร มีมุมกล้องถ่ายจากกล้องใหญ่ และค่อยมาลง และตัดต่อดีๆ สุดท้ายก็ร่วงเฉยเลยก็มีนะคะ (หัวเราะ)
.
6. Turktk แตกต่างจากครีเอเตอร์ท่านอื่นๆ อย่างไร?
เติร์ก : ก็จริงๆ แล้ว Turktk ไม่ได้ดีกว่าครีเอเตอร์ท่านอื่นๆ หรอค่ะ แต่ว่าเรานำเสนอความเป็นตัวเรามากๆ จริงๆ และก็กล้าคิด กล้าทำ ออกนอกกรอบอย่างที่ขนบธรรมเนียมที่เคยมีมา โดยที่เรานำเสนอเป็นรูปแบบของตัวตนของเราจริงๆ คือตลกโปกฮาและชอบภาษาอังกฤษ ก็เอาเบลนด์เข้าไปกับตัวภาษาอังกฤษอย่างตอนที่พูดคุยกับเพื่อนเล่นๆ อะไรแบบนี้ และก็พยายามทำภาษาอังกฤษให้มันไม่ได้รู้สึกไกลตัวจากตัวเรามากเกินไป ก็คือให้เราใช้ภาษาอังกฤษได้แบบสนุกมากขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่แตกต่าง 
.
7.เทคนิคเคล็ดลับ วิธีคิดของครีเอเตอร์ ให้คลิปปัง
เติร์ก : คือต้องบอกว่ามันค่อนข้างกว้างเนอะ ตอนนี้มีคนทำคอนเทนต์ที่ค่อนข้างหลากหลาย ถ้าจะมองในมุมของเติร์กเนี่ย เราจะก็จะมีหลักในการคิดคอนเทนต์ของเติร์ก ก็คือทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ คนก็จะรู้สึกแบบตลกกับอะไรแบบนี้และก็พยายามทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายนะคะ และก็ย่อยมาเรียบร้อยแล้วพร้อมเสิร์ฟให้กับคนดูเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ หรือทำอะไรที่คนดูเคยมีประสบการณ์ร่วมในสถานการณ์นั้นๆ มาก่อนเนี่ย เขาก็จะ Engaged และก็รู้สึกหัวเราะกับสถานการณ์นั้นได้ค่ะ 
.
8.แผนต่อไปในอนาคตกับอาชีพ ครีเอเตอร์ 
เติร์ก : สำหรับตัวเติร์ก คิดว่าตอนนี้ยังสนุกกับอาชีพนี้อยู่นะคะ ก็คือเติร์กทำคลิปสั้นมา 2ปี แหละ ก็ตั้งใจว่าปีนี้อาจจะ ลองทำรายการยาวกับคลิปยาวมากขึ้นนะคะ ส่วนคลิปก็จะพัฒนาในเรื่องของการเล่าเรื่อง มุมมองการถ่าย และก็คอนเทนต์ที่หลากหลายที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษที่เราอาจจะเป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ของคนที่อยากจะไปอยู่เมืองนอก อยากจะเรียนต่อหรือทำงานเมืองนอก ก็จะขยายคอนเทนต์ของเราออกไปในเชิงนั้นมากขึ้น
.
9.ฝากถึงคนที่อยากทำอาชีพ ครีเอเตอร์ และฝากช่องทางการติดตาม
เติร์ก : สำหรับใครที่บ่นๆ มาตลอดว่าอยากทำๆ แต่ไม่ทำสักที ก็คือแสดงว่าไม่อยากทำนะคะ เพราะฉะนั้นทำอย่างอื่นได้เลย (หัวเราะ)  ส่วนใครที่รู้สึกว่าอยากทำ หยิบกล้อง หยิบมือถือขึ้นมาเลยค่ะ ตอนนี้คนเราเข้าถึงสื่อได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น อะไรก็เอามาทำเป็นคอนเทนต์ได้หมด หรือบางคนอาจจะบอกหนูทำคอนเทนต์อะไรดีค่ะ พี่อยากจะบอกว่า คอนเทนต์มันเปลี่ยนได้ตลอด แค่ตอนนี้เราอินกับอะไรหรือเราอยากแชร์หรืออยากนำเสนอ แบ่งปันอะไร ทำได้เลย แล้วแน่นอนค่ะ พอเราอายุมากขึ้นโตมากขึ้น เราก็อินกับสิ่งใหม่มากขึ้น คนดูก็โตไปกับเรามากขึ้นและก็บิดทิศทางของคอนเทนต์เราได้ ทุกคนอาจจะไปติดอยู่ที่ คำนี้แหละ ว่าทำอะไรดีค่ะ ทำอะไรดี ก็คือทำอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกอินนะคะ เพราะว่าช่วงแรกเราอาจจะต้องทำสิ่งนั้นสักระยะนึงเลย ถ้าเราไม่ทำอะไรที่อินหรือทำอะไรที่ไกลตัว เราจะทำได้ไม่นานนะคะ ก็ลองทำอะไรง่ายๆ ก่อน ก็ได้ค่ะ 
.
ส่วนช่องทางการติดต่อก็จะมีที่ TikTok และ IG ชื่อว่า Turk_Tk และก็เร็วๆนี้ จะมี VDO ยาวนะคะ อยู่ในช่องทาง Youtube : Turk_Tk เช่นกันค่ะ ขอบคุณค่ะ 
 


 

Top 10 Reasons to Study Abroad in Spain

You have numerous options when it comes to studying abroad in Spain. Regardless of what you study, you will enjoy settling into your new city and getting immersed in Spanish culture. Students studying abroad in Spain will find inspiration in the food, the culture, and the nightlife of this great country.
.
1. Discover the History: From the Inquisition to the Spanish “Golden Age” to the War of Spanish Independence, Spain has played a role in some of the most dramatic events in human history. With so many reminders of the past still present throughout the country, studying abroad in Spain is one of the best experiences you can have.
.
2. Meet the People: Although fascinating, Spain’s history is nothing compared to the people who have made the country what it is, a place to live life to the fullest. Passionate, chic, and dedicated to making every experience count, Spaniards are a lively bunch. As an international student studying abroad in Spain, you will have no problem making new friends.
.
3. Learn the Language: Since you are studying abroad in Spain, you might as well learn one of the world's most influential languages: Spanish!
.
4. Taste the Cuisine: Paella, Spanish omelettes, Gazpacho, Chorizo and other cured meats. Spanish study abroad experiences wouldn’t be complete without diving into the local food, so if you are not yet familiar with Spanish cuisine, it is time to get to know it.
.
5. Participate in the Festivals: Spain study abroad students will be surprised that a country that dedicates so much time to living the good life is home to a plethora of unique and entertaining festivals! Cities and small villages alike all have their own special celebrations, some of which have become world famous.
.
6. Witness the Art and Literature: After all the partying, you might need a little down time to recuperate. Any student studying abroad in Spain can also experience the more laid-back side of Spanish culture. Start by exploring the diverse literature produced by famous Spaniards such as Miguel de Cervantes or Javier Marías. Try reading them in their original language to practice your Spanish skills!
.
7. Experience the Music and Performing Arts: Whether it’s traditional Spanish music or commercial pop music, the variety of styles and genres to be found in Spain will entertain music lovers throughout their Spanish study abroad experience.
.
8. Celebrate the Sports: When studying abroad in Spain, be prepared to celebrate after one of Spain's many sporting successes if you're a sports fan (and even if you're not)!
.
9. Catch a Glimpse of the Monuments: If you are looking to spice up your social media feed during your Spain study abroad experience, snap pictures of the amazing Spanish architecture! It’s hard not to be mesmerized by one of the many cathedrals, fortresses, basilicas, mosques, or monuments across Spain.
.
10. Find Yourself: The decision to leave friends and family behind to study abroad is not an easy one. However, it grants students who are ready to take on the challenge the opportunity to explore what it means to be an individual in the world at large.


From: https://www.educations.com/articles-and-advice/ten-reasons-to-study-abroad-in-spain-13951?fbclid=IwAR1RX28KAwFsOt8HGRcFpuDxpsxB9BrLkly44horwWY-hBk0JyiRwYRvxv0
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top