Saturday, 4 February 2023
GUIDE TO LEARNING

5 สิ่งควรรู้เมื่อเลือกเรียน สถาปัตยกรรมศาสตร์

ในช่วงวัยเรียนมัธยมเชื่อว่าหลายคนคงจะต้องเคยเจอคำถามที่ต้องคิดหนัก
จากเพื่อนหรือผู้ปกครอง เช่น ในอนาคตอยากจะเรียนอะไร ?  เรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ไหน ? จบออกมาทำอะไร ?
.
คำถามนี้เป็นทั้งแรงกดดันทำให้หลายคนเริ่มต้นการค้นหาตัวเอง หาข้อมูลต่างๆประกอบการเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตนเองสนใจ 
.
“คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์” ก็เป็นหนึ่งในหลายคณะที่น้องมัธยมปลายสนใจเข้าศึกษาต่อ แต่คนที่จะเรียนคณะนี้
การเตรียมตัวสอบจะต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วงการเรียนสถาปัตยกรรมมาดูกันเลย
.
1. สถาปัตย์ไม่ได้เรียนวาดรูปอย่างเดียว
หากใครคิดว่าเรียนสถาปัตย์นั้น เรียนวาดรูปอย่างเดียวขอให้ปรับความคิดเสียใหม่ เพราะสถาปัตย์เป็นการออกแบบที่ใช้ทักษะทั้งศาสตร์ (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการวางผัง การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ กฎหมายอาคาร การคำนวณโครงสร้าง ทฤษฎีการออกแบบ) และศิลป์ (ใช้ทักษะการวาดทัศนียภาพเพื่อแสดงบรรยาการรูปลักษณ์ของอาคารที่ออกแบบ เขียนภาพไอโซเมตริก เขียนแบบทางสถาปัตย์)  ดังนั้นการออกแบบสถาปัตยกรรมต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ
และการวาดรูปเป็นเพียงการแสดงภาพสิ่งที่เราออกแบบให้คนอื่นเห็นภาพเข้าใจตรงกัน
.
2. เรียนสายวิทย์-คณิต ทำให้การเรียนสถาปัตย์ในมหาวิทยาลัยง่ายขึ้น
ส่วนใหญ่แล้วการสอบคัดเลือกเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มักจะกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครว่าต้องเรียนจบสายวิทย์-คณิต เท่านั้น (แต่ไม่ใช่ทุกที่ ) เพราะหลักสูตร5 ปีของคณะนี้ เราจะต้องเรียนวิชา mechanic หรือวิชาฟิสิกส์ คำนวณโครงสร้างคอนกรีต ที่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการคำนวณ และการใช้สูตรทางฟิสิกส์ ที่เคยเรียนตอนมัธยมปลาย มาใช้เรียนต่อในเนื้อหาที่เฉพาะทางมากขึ้น หากคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทย์-คณิตมา ก็จะรู้สึกว่าไม่เข้าใจ เรียนตามเพื่อนไม่ทัน 
.
หากน้องมัธยมต้น อยากจะเข้าเรียนทางสายนี้ เมื่อขึ้นมัธยมปลาย แนะนำให้เลือกเรียนสายวิทย์-คณิต ก็จะทำให้ทีโอกาสในการเลือกสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะนี้ได้มากขึ้น
.
3. ความสามารถทางภาษาอังกฤษทำให้เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าคนอื่น 
ในการเรียนสถาปัตย์ การหาศึกษาตัวอย่างงานเพื่อเป็นไอเดียสำหรับการออกแบบอาคารจาก งานของสถาปนิกในต่างประเทศ  ข้อมูลที่อธิบายเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบ การจัดการอาคาร การเลือกใช้วัสดุ ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาภาษาอังกฤษ มีอาคารของสถาปนิกคนดังหลายคนถูกนำมา วิเคราะห์และอธิบายโดยนักเรียนสถาปัตย์ต่างประเทศ
.
เราสามารถศึกษาข้อมูลเหล่านี้ได้ผ่านเว็ปไซต์และหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบบอาคารต่างๆ  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนถูกเขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษ หากน้อง ๆ คนไหนที่มีความสามารถในการอ่านเขียนและเข้าใจภาษาอังกฤษ ก็จะมีโอกาสในการศึกษาข้อมูลอาคารต่าง ๆ ได้มาก และนำแนวคิดเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับงานออกแบบของตนเอง ทำให้สามารถแตกแขนงไอเดียการออกแบบของตนเองได้อย่างไม่จำกัด และจะไม่มีคำพูดว่า “คิดแบบไม่ออก” อีกต่อไป
.
4. วาดรูปไม่สวยไม่ได้หมายความว่าเรียนสถาปัตย์ไม่ได้
เรียนสถาปัตย์ไม่จำเป็นต้องวาดรูปสวย เพียงแต่เข้าใจหลักการวิธีการวาด เพื่อแสดงแบบอาคารที่เราออกแบบให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย เราต้องรู้ว่าวิธีการวาดแบบแบบไหนเหมาะสำหรับ อธิบายรูปแต่ละแบบอย่างไร เช่น การเขียนภาพทัศนียภาพ เพื่อให้คนดูเห็นภาพบรรยากาศภายนอก ภายในของอาคารว่าให้ความรู้สึกอย่างไร การวาดเขียนแบบผังอาคาร เพื่ออธิบายขนาดของพื้นที่ การจัดพื้นที่ใช้งาน บอกระยะต่าง ๆ ภายในห้องหรืออาคารนั้นอย่างชัดเจน การเขียนภาพไอโซเมตริก เป็นการอธิบายงานออกมาเป็นภาพ 3 มิติ ให้เข้าใจขนาดกว้าง ยาวและสูงของอาคารนั้น
.
ดังนั้นทักษะการวาดเป็นเพียงการจับคู่ระหว่างวิธีการวาดให้ตรงกับความต้องการแสดงแบบให้คนที่ดูภาพเข้าใจมิติต่างๆของอาคาร หากเราเลือกวิธีการวาดได้ดี และทำให้คนดูภาพของเราแล้วเข้าใจ การวาดรูปสวยจึงไม่สำคัญเท่ากับการเลือกการแสดงแบบให้ตรงกับความต้องการของเรา และในยุคนี้ก็นิยมใช้คอมพิวเตอร์ในการทำภาพ 3 มิติ ให้เหมือนของจริงมากขึ้น คุณภาพงานที่ทำออกมาของแต่ละคนจึงไม่ต่างกันมากนัก
.
5. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มเรียนติวสถาปัตย์เพิ่มเติมอย่างจริงจัง 
เมื่อเราตัดสินใจเลือกเรียนทางด้านสถาปัตย์แล้ว การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเรียนเสริมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มจากการลองหาตัวอย่างข้อสอบย้อนหลัง มาลองทำดูเราจะรู้ว่าเนื้อหาที่ต้องอ่าน
.
ศึกษาทำความเข้าใจเพื่อใช้สอบมีเรื่องอะไรบ้าง ข้อสอบวาดรูปหน้าตาประมาณไหน และจะต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับวาดอะไรบ้าง จะต้องใช้เวลาในการทำข้อสอบเฉลี่ยข้อละกี่นาที ถึงจะทำข้อสอบได้ทัน
.
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ให้น้อง ๆ ลองทำแบบฝึกหัดทั้งทฤษฎีและแบบฝึกหัดวาดดู เราจะเริ่มรู้ว่ามีบางส่วนของข้อสอบที่เราไม่เข้าใจหรือวาดไม่ได้ นี่คือสิ่งที่น้อง ๆ จะต้องไปหาข้อมูลทำความเข้าใจและฝึกวาดเพิ่มเติม อาจจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แล้วฝึกทำด้วยตนเอง หรือเข้าไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม
.
ทั้ง 2 อย่างนี้แนะนำว่าควรทำควบคู่กันไป เพราะอย่างน้อย การเรียนด้วยตนเองทำให้เรารู้ว่าเราเข้าใจเรื่องที่ฝึกทำมากน้อย แค่ไหนและการเรียนพิเศษ เป็นการรีเช็คความเข้าใจ ของเราว่าที่ศึกษามาเองนั้น เข้าใจถูกต้องหรือไม่ ให้ถามครูสอนพิเศษ ครูจะได้ช่วยอธิบายในสิ่งที่เราไม่เข้าใจหรือทำไม่ได้ให้กระจ่างขึ้น
.
5 สิ่งที่ควรรู้สำหรับคนที่เลือกเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ คงจะทำให้น้องหลาย ๆ คน พอที่จะเข้าใจถึงการเตรียมตัวเบื้องต้น ช่วยไขข้อสงสัยบางประการให้กระจ่าง อาจทำให้บางคนความมั่นใจในการเลือกเรียนสถาปัตย์มากขึ้น เมื่อทราบอย่างนี้แล้วใครที่คิดว่าสายนี้ใช่ เรามาเริ่มลงมือเรียนกันเลย


ที่มา https://nutdesignstudio.com/th/articles/180649-5items-arch 
 

ว.เทคนิคจันทบุรี ต่อยอด”พลอยเมืองจันท์” หลักสูตรเครื่องประดับและอัญมณี

เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดจันทบุรี นอกเหนือจากภาพของเมืองท่องเที่ยวทั้งภูเขาและทะเลอันงดงามแล้ว ที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในเรื่องของ “พลอยเมืองจันท์” อันเลื่องชื่อ ที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ต่างมุ่งหมายที่จะเดินทางมายังเมืองงามนามจันทบุรี เพื่อชมความงามของพลอยน้ำดี ซึ่งผ่านการเจียระไนจากช่างผู้มีฝีมือที่นี่กันทั้งสิ้น
.
และแม้ว่าในปัจจุบัน พลอยแท้เมืองจันท์ จะหายากขึ้นตามคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ แต่ในตลาดพลอยใจกลางเมือง ก็ยังคงคึกคักไม่ต่างจากวันวาน เพราะที่นี่ยังคงเป็น ตลาดค้าพลอยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นแหล่งซื้อขายพลอยคุณภาพดีจากทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นเหมือน One stop service ที่รวมช่างเจียระไน ช่างทำเครื่องประดับจากพลอย ไปจนถึงผู้ประกอบการ เจ้าของร้านค้าพลอยอีกจำนวนมาก
.
ไม่เพียงเท่านั้น ถ้ากล่าวในบริบทของ “อุตสาหกรรมอัญมณีไทย” ก็ถือว่ามีอัตราการเติบโตที่สดใสอย่างมาก จากข้อมูลล่าสุดของ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในช่วงครึ่งปี 2565 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 8,713.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 93.86% หรือคิดเป็นเงินบาท มีมูลค่า 286,091.04 ล้านบาท
.
โดยปัจจัยที่สนับสนุนการส่งออกให้ขยายตัวต่อเนื่อง มาจากการฟื้นตัวของการบริโภคจากการเปิดประเทศในหลายประเทศทั่วโลก มีการเพิ่มระดับสินค้าคงคลังที่ลดลงไปในช่วงก่อนหน้า ได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนค่า ที่ช่วยสนับสนุนการส่งออก และตลาดส่งออกสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป อินเดีย ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทยที่จะกลับมาฟื้นตัว หลังเจอภาวะทรงตัวจากผลกระทบของโควิด-19 อยู่กว่า 2 ปี
.
และในฐานะที่เป็นเมืองแหล่งพลอยคุณภาพดีดังที่เกริ่นมาข้างต้น วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี จึงเป็น 1 ใน 3 วิทยาลัยทั่วไทย ที่เปิดสอนใน หลักสูตรเครื่องประดับและอัญมณี โดยมีประสบการณ์การเปิดสอนในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 รวมจนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 13 ปีแล้ว
.
ทว่า เป็นที่น่าเสียดายไม่น้อยที่ในตอนนี้วิชาชีพหรืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับการทำอัญมณี กลับไม่ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เท่าที่ควร และประเทศไทยกำลังขาดแคลนบุคลากรที่จะมาทำงานในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งที่เป็น “อาชีพทำเงิน” ที่มีสายงานให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่งานช่างฝีมือ งานออกแบบ ไปจนถึงการเป็นผู้ประกอบการ ที่มีธุรกิจขายเครื่องประดับพลอยเป็นของตนเอง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ก็ส่งผลต่อเนื่องทำให้ที่ แผนกวิชาเครื่องประดับอัญมณี วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี มีจำนวนผู้เรียนที่น้อยลงทุกปีเช่นกัน
.
และถ้าจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหานี้ ก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งอัตราเด็กเกิดที่น้อยลง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน ที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่เบนเข็มไปเลือกเรียนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล สารสนเทศ และเทคโนโลยี ทำให้การเรียนสายวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานฝีมือ งานออกแบบ เครื่องประดับและอัญมณี ได้รับความสนใจลดลงเรื่อย ๆ
.
ทั้งนี้ ยังมีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในจังหวัดจันทบุรีเอง ที่มุ่งไปยังอุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งผลิตผลไม้สำคัญของไทย ที่สร้างรายได้ให้คนในจังหวัดอย่างมหาศาล เช่นกันกับธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่ทำรายได้ให้ชาวจันทบุรีได้มากไม่แพ้กัน จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่ผู้ปกครองของเยาวชนในจันทบุรี จะส่งเสริมให้บุตรหลานเล่าเรียนตามเทรนด์ธุรกิจที่กำลังทำเงินอยู่ในตอนนี้ จนทำให้ อาชีพที่เกี่ยวข้องกับเครื่องประดับและอัญมณี ได้รับการมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
.
ด้วยเหตุนี้ เราจึงอยากให้ทุกคนได้มาทำความรู้จักกับ หลักสูตรเครื่องประดับและอัญมณี วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตบุคลากรวิชาชีพตอบสนองอุตสาหกรรมอัญมณีไทย ให้มากขึ้น ซึ่งในตอนนี้ วิทยาลัยที่เปิดสอนในหลักสูตรเครื่องประดับและอัญมณี ในประเทศไทย มีอยู่ 3 แห่งเท่านั้น คือ  วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง และ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี
.
สำหรับ วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี เปิดทำการเรียนการสอนในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 รวมเวลามาถึงตอนนี้ก็ประมาณ 13 ปีแล้ว เริ่มแรกเป็นวิชาชีพเลือกเสรี ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในเชิงการอนุรักษ์ โดยเปิดพร้อมกับวิชาทอเสื่อ เพราะอัญมณีกับเสื่อกกจันทบูรถือเป็นสินค้าประจำจังหวัดจันทบุรี จึงเลือก 2 วิชานี้มาเป็นวิชาชีพเลือกเสรีให้นักศึกษาได้เรียน ซึ่งเนื้อหาวิชาหลัก คือ การเรียนในเรื่องการเจียระไนพลอยซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของทางจังหวัดจันทบุรี
.
หลังจากนั้นในปี 2559 เริ่มมีการประกาศเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช. วิชาเครื่องประดับและอัญมณี จึงขยับฐานขึ้นมาเปิดเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ก็คือ ปวช. และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง คือ ปวส. แต่สอนในแผนกวิชา โดยการเรียนการสอนจะสอนทั้งระบบปกติหรือทวิภาคี แล้วแต่นักเรียนจะเลือกเรียน ส่วน ปวส. ตอนที่เปิดปี 2559 เราเปิดเป็นสาขางานเครื่องประดับอัญมณีก่อน หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงหลักสูตรในปี 2563 แล้วมาเปิดเป็นสาขางานออกแบบเครื่องประดับอัญมณีในระดับ ปวส.
.
ในระดับชั้น ปวช. นักศึกษาต้องเรียนเกี่ยวกับงานรูปพรรณ การขึ้นรูปตัวเรือน ซึ่งนักศึกษาไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานอะไรมาก่อนเพราะทางวิทยาลัยฯจะสอนให้หมด ทั้งในระดับ ปวช. และปวส. เด็ก ๆ ต้องมาเรียนพื้นฐานศิลปะใหม่ทั้งหมด ตามกลุ่มวิชาสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานจะมีวิชาศิลปะปูพื้นให้
.
ส่วนระดับ ปวส. ในหลักสูตรเก่านักศึกษา จะเรียนแบบทวิภาคี คือเรียนแค่ 1 ปี แล้วอีกปีหลังจากนั้นก็ไปฝึกงานกับสถานประกอบการทั้งปี ส่วนหนึ่งเด็กจะเรียนรู้เร็วเพราะว่าเด็กส่วนใหญ่จะจบ ปวช. มาแล้ว ก็จะมีพื้นฐานมา แต่การเรียนในระดับ ปวส. จะเน้นการเรียนรู้ในงานที่ซับซ้อนขึ้น โดยจะไปเรียนรู้ในสถานประกอบการ ซึ่งก็จะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานกับคนอื่น การรับ-ส่งงาน การตรวจสอบงาน โดยทักษะฝีมือที่กระบวนการอุตสาหกรรมต้องการจริงๆ นักศึกษาก็ต้องไปเรียนรู้ในสถานประกอบการจริง ในระบบทวิภาคีซึ่งเป็นนโยบายหลักของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อศึกษาจบ นักศึกษาก็เลือกได้ว่าจะทำงานในภาคอุตสาหกรรม หรือมาเป็นเจ้าของธุรกิจเอง
.
โดยที่ผ่านมา จากการทำการเรียนการสอนในระบบทวิภาคี ได้มีการสร้างความร่วมมือกับทางสถานประกอบการ ส่งนักศึกษาไปเรียนรู้และฝึกงานในสถานที่ทำงานจริง ก็พบว่าเกิดผลดีในหลายทาง ทั้งนักศึกษาเองก็ได้เรียนรู้จากเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยในสถานประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อนักศึกษาที่ไปฝึกงานเรียนจบ ทางสถานประกอบการก็จะรับเข้าทำงานต่อทันที เพราะนักศึกษาคนนั้นได้ผ่านการเทรน อบรมทักษะการทำงาน ในแบบที่สถานประกอบการนั้นต้องการแล้ว
.
ถ้านักศึกษาต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ทางวิทยาลัยฯก็ได้สร้างความร่วมมือไว้กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ที่มีการเรียนการสอน คณะอัญมณีศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ หรือที่ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ก็มีเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต (สาขาวิชาการออกแบบเครื่องประดับ) ซึ่งสามารถไปสมัครเพื่อศึกษาต่อได้เลยเช่นกัน


ที่มา https://www.salika.co/2022/09/28/jewelry-design-program-at-chantaburi-technical-college/ 
 

อยากไปเรียนต่อเยอรมัน ต้องรู้อะไรบ้าง ????

ค่าเทอมฟรีในหลักสูตรเยอรมันล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้นักศึกษาต่างชาติหลายคนสนใจมาเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน แต่การหาหลักสูตรที่เป็นภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับหลักสูตรส่วนใหญ่ที่เปิดสอนในปริญญาตรีจะสอนเป็นภาษาเยอรมัน แถมยังต้องสังเกตให้ดีอีกว่าถ้าไปเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษแล้วมีเงื่อนไขยิบย่อยอะไรอีกบ้าง ซึ่งต้องมีแน่นอน เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาคุยกันคร่าวๆ ว่าถ้าอยากไปเรียนต่อเยอรมันแล้วต้องรู้อะไรบ้าง
.
เริ่มต้นด้วยคุณสมบัติด้านภาษา การจะไปเรียนต่อในหลักสูตรที่สอนด้วยภาษาเยอรมันก็แน่นอนว่าต้องมีหลักฐานความสามารถด้านภาษานั้นๆ ของเราด้วย ถ้าไม่มีการไปเรียนหลักสูตรสอนภาษาก่อนก็ต้องสอบวัดระดับภาษา ซึ่งการสอบส่วนใหญ่ที่ทางสถาบันจะรับก็ได้แก่การสอบ DSH , TestDaF , GDS , หรือ DSD  
.
ถ้าทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ระบุรายละเอียดหรือบอกว่าต้องใช้ผลสอบอะไรยื่นก็ลองติดต่อสอบถามโดยตรงกับทางมหาวิทยาลัยดูก็ได้ แต่สำหรับใครที่ไปเรียนเทอมสองเทอม หรือแลกเปลี่ยนไม่นานก็อาจจะไม่ต้องใช้ผลสอบประเภทนี้ก็ได้
ส่วนในกรณีคนที่ไม่ถนัดภาษาเยอรมันและสนใจเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษก็ต้องเตรียมผลสอบที่ได้รับมาตรฐานการยอมรับอย่าง TOEFL หรือ IELTS ซึ่งส่วนใหญ่แล้วในเว็บมหาวิทยาลัยจะมีบอกว่าต้องการระดับไหนขึ้นไป ส่วนมากก็จะเป็นคะแนน IELTS ขั้นต่ำประมาณ 6.0 – 7.0
.
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต่อให้ไปเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษก็ลองศึกษาภาษาเยอรมันไว้เบื้องต้นเพื่อติดต่อสื่อสารกับคนเยอรมันหรือใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยก็ดีนะ
.
ลำดับต่อมาคือคุณสมบัติด้านการศึกษา ซึ่งแน่นอนว่านอกจากเงื่อนไขด้านภาษาแล้ว แต่ละหลักสูตร แต่ละสถาบันก็ยังมีเงื่อนไขด้านการศึกษาที่แตกต่างกันออกไปด้วย ส่วนใหญ่จะระบุไว้ในเว็บไซต์สำหรับผู้สนใจสมัครเรียน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะสนใจเรียนหลักสูตรภาษาเยอรมัน หรือภาษาอังกฤษก็จะต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ : 
•    เงื่อนไขหรือหลักฐานแสดงคุณสมบัติด้านการศึกษา หรือ Hochschulzugangsberechtigung (HZB) จากสถาบันล่าสุด สำหรับเรียนปริญญาตรีก็ต้องมีประกาศนียบัตรชั้นมัธยมปลาย แต่ถ้าไปแลกเปลี่ยนอาจจะต้องใช้ทรานสคริปต์ สำหรับปริญญาโทใช้ปริญญาบัตรหลักสูตรที่จบปริญญาตรี โดยสามารถเข้าไปดูได้ว่าถ้าเรามาจากประเทศนี้ จบระดับนี้จะสามารถยื่นสมัครเรียนอะไรได้ที่ https://www.daad.de/deutschland/nach-deutschland/voraussetzungen/en/6017-the-right-higher-education-qualification/
•    ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่เราสนใจ เช่นประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เปเปอร์ งานวิจัยที่ทำมาก่อนหน้านี้ เพราะบางสาขาอาจจะต้องการสัมภาษณ์เพิ่มเติม การทดสอบเพิ่ม หรือการเรียนเสริม เพราะฉะนั้นจึงต้องเช็คให้ดีก่อนว่าเราไม่ตกหล่นอะไรไป
.
เกร็ดน่ารู้เพิ่มเติม สำหรับน้อง ๆ ที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ ปวช. ที่ต้องการไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีประเทศเยอรมัน จะยังไม่สามารถสอบเข้าในระดับปริญญาตรีได้เลย แต่จะต้องเรียน Studienkollegs หรือ Preparatory Course ก่อน 1 ปี และสอบ Feststellungsprüfung (University Assessment Test: FSP) เทียบความรู้ก่อน
.
เพิ่มเติมด้วยคำแนะนำอื่น ๆ คือ วิธีการหาหลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษที่มีราคาไม่ดุร้ายกับเงินในกระเป๋าไปหน่อยคือการเลือกมหาวิทยาลัยที่หลากหลายออกมานอกจากมหาวิทยาลัยดังๆ ลองดูลิสต์มหาวิทยาลัยในเยอรมัน แล้วจะพบว่ามีอีกหลายมหาวิทยาลัยหลักสูตรอินเตอร์ในเยอรมันให้เราเลือกอีกเยอะเลย ! ตามลิ้งค์นี้ https://www.hotcourses.in.th/study/germany/international/schools-colleges-university/69/list.html 
.
อีกเรื่องคือการเลือกหลักสูตร การเลือกเรียนที่เยอรมันอย่าดูแค่มหาวิทยาลัย แต่ต้องดูสาขาหรือเอกนั้นๆ ด้วยว่ามีหลักสูตรหรือคลาสที่เราสนใจหรือไม่ เป็นภาษาที่เราต้องการรึเปล่า


ที่มา https://www.hotcourses.in.th/study-in-germany/applying-to-university/things-to-prepare-for-studying-in-germany/
 

7 วิธีดูแลสุขภาพจิต หลังเผชิญภาวะความโศกเศร้า

1. ยอมรับความจริง
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์โศกเศร้าที่เผชิญอยู่เป็นความจริง เกิดขึ้นจริง ๆ และไม่ควรปิดกั้นการแสดงออกถึงความรู้สึกเศร้าโศก ทว่าก็ควรแสดงออกอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งควรพูดคุยกับคนรอบข้าง เพื่อสร้างกำลังใจและแรงจูงใจซึ่งกันและกัน ประคับประคองความรู้สึกให้ผ่านพ้นความเศร้าไปให้ได้
.
2. อยู่อย่างมีสติ
จงดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความมีสติ หมั่นสังเกตปฏิกิริยาทางจิตใจและพฤติกรรมของตัวเองและคนรอบข้างให้ดี หากมีอาการคิดวนเวียน วิตกกังวล ไม่อยากพบเจอใคร หมกมุ่นกับความคิดของตัวเอง นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือมีพฤติกรรมแปลก ๆ เช่น เริ่มพูดพึมพำกับตัวเอง เห็นภาพหลอน หูแว่ว หรือมีความคิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ ควรรีบมาพบจิตแพทย์
.
3. ระบายความรู้สึกออกมาบ้าง
การได้ระบายความเศร้าโศกเสียใจหรือความรู้สึกหม่น ๆ ในใจให้กับคนรอบข้างและคนใกล้ชิดบ้างจะช่วยให้ความรู้สึกเศร้าผ่อนคลายลงบ้างไม่มากก็น้อย นอกจากนี้การได้ปรับทุกข์ซึ่งกันและกันยังจะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างเยียวยาจิตใจซึ่งกันและกันด้วยความเข้าอกเข้าใจอีกด้วย
.
4. พาตัวเองออกจากสิ่งที่ทำให้รู้สึกเศร้า
ถ้าความรู้สึกซึมเศร้าถาโถมจนเกินจะรับได้ไหวอีกต่อไป ควรกันตัวเองออกจากปัจจัยที่ทำให้เศร้า เช่น พยายามไม่รับข้อมูลข่าวสารใด ๆ ไม่ดูรูปภาพหรือคลิปวิดีโอที่ดูกี่ครั้งก็ร้องไห้ และควรพักใจอยู่นิ่ง ๆ กับตัวเองสักพัก
.
5. พยายามคิดถึงแต่เรื่องดีๆ ที่มีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสีย
หากรู้สึกคิดถึงคนที่เราเพิ่งสูญเสียไป ให้เปลี่ยนความคิดถึงไปในทิศทางบวก เช่น คิดถึงช่วงเวลาที่ดี ๆ คิดถึงภาพความสุขและรอยยิ้มของคนที่จากไป ให้เป็นความทรงจำที่ดี ๆ และพยายามดำเนินชีวิตของตัวเองอย่างปกติ
.
6. หมั่นฝึกสมาธิ
ในกรณีที่รู้สึกแย่ในขั้นที่กินไม่ได้นอนไม่หลับ ให้หมั่นนั่งสมาธิ ฝึกจิตใจให้สงบ และเรียกคืนสติให้กับตัวเอง
.
7. ปฐมพยาบาลเบื้องต้น
สำหรับคนที่มีอาการเสียใจหนักมากจนเป็นลมล้มพับ หรือรู้สึกเหมือนจะล้ม ให้หายใจลึก ๆ ช้า ๆ พยายามอย่าตื่นตระหนก พาตัวเองออกมาอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ดื่มน้ำเย็น และหาผ้าเย็นมาเช็ดเนื้อเช็ดตัว พร้อมทั้งดมยาดมด้วย ซึ่งการปฐมพยาบาลดังกล่าวนี้สามารถนำไปใช้ดูแลผู้อื่นที่มีอาการเศร้าโศกเสียใจจนคุมสติและร่างกายไม่อยู่ได้ด้วย


ที่มา https://new.camri.go.th/infographic/173 
 

รู้ 5 เทรนด์เทคโนโลยีการศึกษา ยุค Post Covid 19 ในงาน Bett Asia Leadership Summit & Expo

เป็นเวลามากกว่าสองปีแล้ว ที่เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษาอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 การนำเทคโนโลยีมาใช้แบบเร่งรัดทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ ในวงกว้าง และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวทางการศึกษาเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีถือว่าเข้ามามีบทบาทสำคัญทำให้การเรียนรู้ที่มีความแตกต่างกันไปแต่ละคน สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกเวลา  และในขณะที่สถานการณ์ด้านการแพร่ระบาด กำลังคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
.
จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย รวมถึงได้ฝึกจัดระเบียบความสำคัญ และมีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้นด้วย และวันนี้เราได้นำ 5 สุดยอดเทรนด์เทคโนโลยีการศึกษาที่จะเข้ามากำหนดทิศทางการศึกษาของเอเชียในปี 2023 และปีต่อๆ ไป ซึ่งจะมีการนำมาจัดแสดงในงาน Bett Asia Leadership Summit & Expo ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 11-12 ตุลาคม นี้ ณ โรงแรม The Athenee ที่จัดร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย
.
1.การเรียนรู้แบบไฮบริด/แบบผสมผสาน
ด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในช่วงการแพร่ระบาด โรงเรียนและสถาบันการศึกษาได้มีการเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้แก่นักเรียน แม้ว่าการเรียนออนไลน์อาจจะไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุปกรณ์การเรียนของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ซึ่งภายในงาน Bett Asia Leadership Summit & Expo จะมาเผยประโยชน์ของการเรียนรู้แบบผสมผสาน ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้ มีความยืดยุ่นและมีประโยชน์อย่างมากในการนำมาใช้ออกแบบการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ โดยสถาบันการศึกษาหลายแห่งมีการใช้เลือกใช้เครื่องมือและแนวการเรียนการสอนที่ใช้ในช่วงการแพร่ระบาด แล้วนำมาปรับใช้ต่อในปัจจุบันแม้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว
.
2.การเรียนรู้เฉพาะบุคคล
เราทุกคนมีวิธีการเรียนรู้แตกต่างกันไปตามความสนใจ รูปแบบการเรียน และการเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งการเรียนรู้ในช่วงการเกิดโรคระบาดใหญ่ ยิ่งช่วยให้ได้เห็นเอกลักษณ์ที่ต่างกันของนักเรียนแต่ละคนได้เป็นอย่างดี และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ประสบการณ์การเรียนมีความเป็นแบบเฉพาะตัว และเหมาะกับนักเรียนแต่ละคนมากยิ่งขึ้น โดยโรงเรียนและสถาบันการศึกษามีโอกาสที่จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตรงจุดมากขึ้นสำหรับนักเรียนในแง่ของเนื้อหา การสอน และการประเมินการเรียนการสอน ซึ่งการตรวจสอบข้อมูลและติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการวิเคราะห์การเรียนรู้ด้วยซอฟต์แวร์ จะเข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางได้ โดย Starfish Class ประเทศไทย เป็นหนึ่งในเครื่องมือประเมินผลส่วนบุคคล ที่ช่วยให้คุณครูเสริมทักษะ ด้วยการบันทึกผลการเรียนของนักเรียน ที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำมาพัฒนาทักษาะความสามารถของนักเรียนได้มากยิ่งขึ้น
.
3.Microlearning หรือ Bite-sized learning
การเรียนรู้จะดีที่สุดถ้าเนื้อหาเป็นเรื่องที่น่าสนใจและกระชับ ซึ่ง “ปริมาณ” ของการเรียนรู้อาจลดลงเมื่อความสนใจหมดลง "ความจริงจัง" ของเนื้อหาและการนำเสนอกำลังเปลี่ยนไปเป็นแบบของ "ความสนุก" มากยิ่งขึ้น คุณครูหลายท่านได้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Tik Tok และ YouTube Shorts มาใช้เป็นช่องทางการสอน ในช่วงของการระบาด บริษัทเทคโนโลยีการศึกษาในประเทศไทยอย่าง Vonder ได้ใช้แนวทางนี้ และนำเสนอแพลตฟอร์ม microlearning ที่นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมกับการเรียนได้อย่างรวดเร็วและสนุกสนาน โดยยกตัวอย่างประสบการณ์การเรียนในห้องเรียนที่ต่างจากแบบแผนปกติ แต่ทว่ามีประสิทธิภาพ
.
4.เทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึก – Extended Reality (XR)
Extended Reality (XR) เป็นคำศัพท์ที่ครอบคลุม Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR), Mixed Reality (MR) และเทคโนโลยีเสมือนจริงอื่นๆ ซึ่งสิ่งนี้เข้ามาสร้างโอกาสมากมายในการเรียนรู้ จากการมอบประสบการณ์ “ในชีวิตจริง" โดยไม่จำกัดเวลาและพื้นที่ อย่างเช่น “การเดิน” ในวัดย้อนไปในสมัยอยุธยาน่าจะสนุกและตื่นเต้นมากกว่าการอ่านและท่องจำประวัติศาสตร์จากหนังสือเรียน โดย Extended Reality ยังเสนอสภาพแวดล้อมจำลองสำหรับนักเรียนที่กำลังฝึกในโรงเรียนแพทย์หรือผู้ที่กำลังศึกษาด้านอาชีวศึกษา เป็นต้น อีกหนึ่งตัวอย่างได้แก่  Aniveres Mataverse โครงการที่เกิดจากความร่วมมือระดับประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยทั้ง 17 แห่งกับกระทรวงอุดมศึกษา ประเทศไทย ในการสร้างเทรนด์นี้ให้เกิดขึ้นในวงกว้าง
.
5.การเรียนรู้ตลอดชีวิต/ การได้มาซึ่งทักษะ
ระบบการศึกษาที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันกำลังวิ่งตามโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลักสูตรที่มีอยู่ในโรงเรียนอาจจะล้าสมัยได้ไวเมื่อโลกเราเปลี่ยนไปเร็วมาก สิ่งที่นักเรียนจำเป็นต้องเรียนรู้อาจไม่ได้สอนที่โรงเรียน นักเรียนและพนักงานต่างได้รับการคาดหวังให้ฝึกฝนทักษะใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของโลกในอนาคต องค์กรระดับโลกอย่าง World Economic Forum กำลังทำงานร่วมกับองค์กรมากกว่า 350 แห่ง เพื่อเสริมทักษะที่ดีขึ้นและพัฒนาด้านการศึกษาให้ผู้คนกว่า 1 พันล้านคน เพื่อปิดช่องว่างด้านทักษะความสามารถ โดยบริษัทเทคโนโลยีการศึกษาหลายแห่งในเอเชียได้มีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหาเฉพาะด้านนี้เช่นกัน
.
เราได้เรียนรู้อะไรมากมายในช่วงสองปีที่ผ่านมา โรคระบาดทำให้เราต้องกลับมาทบทวนและจินตนาการถึงวิธีที่เราใช้เรียนรู้และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เทคโนโลยีเข้ามาสร้างโอกาสที่ไม่มีที่สิ้นสุด เราทุกคนสามารถเรียนรู้วิธีการพัฒนาการศึกษาและสร้างความหมายสำหรับตัวเราในการเติบโตในโลกเทคโนโลยีที่ท้าทายด้วยกันได้แล้วที่ Bett Asia Leadership Summit & Expo


ที่มา https://www.thansettakij.com/technology/technology/541960 
 

งานอนุรักษ์ไม่ใช่จิตอาสา แต่คือ “อาชีพแห่งอนาคต”

เก็บตกเวทีเสวนา SX Sustainability Expo 2022 คุยกับนักวิจัย นักสิ่งแวดล้อม ช่างภาพสารคดีเชิงอนุรักษ์เรื่อง “ก้าวต่อไปของอาชีพเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
.
ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน น้ำท่วม ทำให้หลาย ๆ องค์กรหันมาทำงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันกับผู้บริโภคที่หันมาบริโภคในสิ่งที่เกิดผลดีต่อระบบนิเวศ เพราะหลายคนตระหนักได้ว่า “โลกเรากำลังมีปัญหา”
.
แต่ยังมีหลาย ๆ คนที่ไม่กล้าออกจากเซฟโซนกำแพงความคิดที่ขังตนเองไว้ว่า “งานสิ่งแวดล้อมเป็นแค่จิตอาสา ไม่สามารถเลี้ยงปากท้องได้” จึงเกิดเป็นงานเสวนา “การอนุรักษ์ไม่ใช่งานอาสา แต่คืออาชีพแห่งอนาคต” ที่จัดโดย NATIONAL GEOGRAPHIC ฉบับภาษาไทย National Geographic (ประเทศไทย) ร่วมพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องและทำงานด้านนี้โดยตรง หาคำตอบกันจากปากนักวิจัย นักสิ่งแวดล้อม ช่างภาพสารคดีเชิงอนุรักษ์ว่า “อาชีพแห่งอนาคต” ในด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นอย่างไร ทำไมพวกเขาถึงยังทำงานและขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้อยู่
.
อเล็กซ์ เรนเดลล์ ผู้ก่อตั้งศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา อธิบายว่า เมื่อก่อนตนเองเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อม มีการลงพื้นที่บ้าง ศึกษางานเพิ่มเติมบ้าง มีทั้งจริงจังและไม่จริงจัง ซึ่งตอนแรกก็มองว่ามันเป็นงานจิตอาสา หรือ CSR ชนิดหนึ่ง แต่เมื่อมีโอกาสได้ไปร่วมการเสวนากับนักสิ่งแวดล้อมในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ตนเองนั่งอยู่ในห้องที่มีหลายคนมาพูดคุย หารือ หาทางออกให้กับสิ่งที่โลกเรากำลังจะเผชิญ
.
เช่น ภัยพิบัติ การทำให้คนสามารถอยู่กับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน จึงมองว่าเรื่อง “ธรรมชาติ” ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างดาร์ก เพราะมีหลายสิ่งอย่างที่กำลังเป็นปัญหาหนัก ๆ เนื่องจากมนุษย์นั้นมีมากกว่าทรัพยากรบนโลก ทำให้เข้าวงการศึกษาและวิจัยงานด้านนี้มาถึง 8 ปีเต็ม 
.
ทั้งนี้ อเล็กซ์มองว่า “การศึกษา” เป็นทางออกของหลาย ๆ ปัญหา เป็นตัวช่วยให้วิกฤติโลกต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ การปลูกฝังและบ่มเพาะหลักสูตรที่สอดแทรกสิ่งแวดล้อมเข้าไปจะทำให้เยาวชนที่ค่อย ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่สามารถตระหนักได้ว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เป็นเทรนด์ แต่มันเป็นพาร์ตหนึ่งในชีวิตที่ทุกคนต้องช่วยกันทำ
.
“สิ่งแวดล้อมมันอยู่ในทุกอณูของชีวิตเรา ยกตัวอย่างเช่น คนที่ชอบเกี่ยวกับแฟชั่นที่ใช้น้ำเข้ามาเป็นส่วนประกอบเยอะ เด็กรุ่นใหม่ก็ต้องเข้ามามองว่าจะทำให้อย่างไรให้แฟชั่นมันมีผลกระทบกับโลกน้อยมากที่สุด การนำเรื่องการรีไซเคิ้ลมาประยุกต์ใช้ เอาพลาสติกที่ใช้แล้วมาทำเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น มันกลายเป็นเรื่องที่เท่ นี่แหละมันคือจุดเริ่มต้นของความยั่งยืน”
.
ก่อนหน้านี้อเล็กซ์ทำงานกับเด็ก ๆ โดยการทำค่ายลงพื้นที่ มีผู้ปกครองหลายคนที่ไม่อยากให้ลูกของตนเองทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เพราะยังมีความคิดว่า ทำงานด้านนี้จะไม่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต
.
หากแต่ในปัจจุบัน สังเกตได้ว่าภาคองค์กร-ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก แม้แต่ตัวผู้บริโภคเองก็ยังเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด จึงมองว่าในสายงานด้านนี้มีงานที่ให้ทำหลากหลายมากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน
.
“ไม่ว่าทุกคนจะจบสายไหนมา ก็สามารถเข้ามาทำงานด้านสิ่งแวดล้อมได้ อาจจะทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อยากให้ทุก ๆ คนได้เปลี่ยนความคิดว่า งานด้านอนุรักษ์ไม่ได้ใช้แค่แพชชั่นเพียงอย่างเดียว แต่มันสามารถเลี้ยงปากท้องของตนเองได้” อเล็กซ์ กล่าว
.
เช่นเดียวกันกับ ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย นักชีววิทยาและช่างภาพสารคดีเชิงอนุรักษ์ที่ล้มลุกคลุกคลานกับอาชีพถ่ายภาพสารดี ตอนแรกตนเองนั้นไม่มีงานเข้ามา แต่เมื่อได้ถ่ายไปเรื่อย ๆ บวกกับแพชชั่นที่มีเต็มเปี่ยม ทำให้คนเริ่มเห็นผลงานและสนใจจ้างมากขึ้น จนตอนนี้ก็มีทีมและอยู่ในแวดวงของช่างภาพสารคดีที่มีหลายคนรู้จักผลงาน
.
การทำงานสื่อสารมีผลกระทบกับพฤติกรรมหรือความคิดของคน อาจจะเป็นส่วนน้อยหรือส่วนมากที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนบางอย่าง ศิรชัยได้ยกตัวอย่างภาพถ่ายพะยูนกำพร้า “มาเรียม” ที่เป็นกระแสตลอด 3-4 เดือน ทุกช่องต้องมีข่าวมาเรียม สิ่งนี้มันทำให้คนตระหนักเรื่องการใช้พลาสติกมากขึ้น จึงมองว่า “งานสื่อสาร” เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมได้
.
ธงรอง อ่างแก้ว ผู้ช่วยนักวิจัย ห้องปฏิบัติการนิเวศวิทยาการอนุรักษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยยังต้องการบุคลากรด้านการวิจัยอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนที่สนใจวิจัยศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์ที่เฉพาะทางนั้นมีค่อนข้างน้อย จึงมองเห็นโอกาสของการเติบโตในด้านของการจ้างงาน แต่ประเด็นสำคัญคือ ทุนวิจัยเป็นสิ่งที่ประเทศไทยยังขาด
.
ในส่วนของภาคเอกชนมีหลาย ๆ องค์กรที่มีทุนวิจัยเข้ามาสนับสนุน แต่ทางด้านธงรองย้ำชัดเจนว่า หากได้รับทุนวิจัยจากรัฐบาลหรือภาคองค์กรใหญ่ ๆ มากกว่านี้จะทำให้มีนักวิจัยหรืองานวิจัยที่เพิ่มขึ้น และขอบเขตของการศึกษาก็ไปได้มากขึ้น เพราะโครงการและแผนงานการพัฒนาต่างๆ จะเกิดขึ้นมาได้ ต้องอาศัย “ข้อมูล” มาช่วยในการวางแผนและการตัดสินใจทั้งหมด
.
“แต่ละงานกว่าเราจะต้องไปลงพื้นที่ เก็บข้อมูลซ้ำ ๆ ค่อนข้างใช้เม็ดเงินที่เยอะ คนที่เป็นผู้ช่วยภาคสนามก็ต้องมีรายจ่าย-รายเดือนเยอะเช่นเดียวกัน ซึ่งในต่างประเทศเขาให้ความสำคัญกับงานด้านสิ่งแวดล้อม คนที่ทำงานด้านนี้ก็จะได้รับผลตอบแทนที่สูง ขณะเดียวกันก็หวังว่าประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับอาชีพในสายนี้มากยิ่งขึ้น”
.
โลกต้องสร้างบุคลากรที่มองเห็นการเติบโตของตนเองด้านสิ่งแวดล้อมให้สามารถสร้างทีม และต่อยอดโครงการต่าง ๆ จนเกิดเป็นอาชีพได้ เพราะจะทำให้การอนุรักษ์ไม่ได้เป็นแค่งานจิตอาสา แต่จะเป็นอาชีพแห่งอนาคตเพื่อความยั่งยืน


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1029519 
 

ทักษะแห่งอนาคตโลก 4.0 วัยเรียน-วัยแรงงาน -ผู้สูงวัย ต้องมี

ปัจจุบันมีจำนวนประชากร 5 คน ทำงานเลี้ยงผู้สูงอายุ 1 คน คาดว่าปี 2583 ประเทศไทยจะเหลือประชากรไม่ถึง 2 คน ทำงานดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็น ควบคู่การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุปรับตัวเข้ากับโลกแห่งความทันสมัย
.
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของโลกศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป  และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น การเตรียมพร้อมคุณภาพของคนให้มีทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็น โดยจากการศึกษาจำแนก การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการพัฒนาคนไทยออกเป็น 5 สถานการณ์ ได้แก่
.
1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน
2. ช่องว่างระหว่างวัยที่กว้างขึ้น เพราะประสบการณ์บริบทชีวิต และความคิดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
3. การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมเป็นวงกว้าง
4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาชีพและรูปแบบการทำงาน มีทั้งอาชีพเกิดใหม่และหายไป
5. กระบวนการเรียนรู้ที่มีความหลากหลายขึ้น เน้นการเรียนเชิงรุกและบูรณาการข้ามสาขา
.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้นำเสนอทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต เพื่อเตรียมการพัฒนาคุณภาพคนไทยทุกช่วงวัย รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกศตวรรษที่ 21 เริ่มด้วย
.
ช่วงปฐมวัย (0-5 ปี) การพัฒนาช่วงวัยนี้ควรเปิดโอกาสให้เด็กๆได้สำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างปลอดภัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีมุมมองต่อโลกอย่างกว้างขวาง มีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทุกด้านพร้อมกัน ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ควบคู่กับการพัฒนาผู้ปกครอง ผู้ดูแลและครูให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ มี 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตดังนี้
1.การคิดเชิงสร้างสรรค์
2.ความอยากรู้อยากเห็น
3.ความสามารถทางกายภาพ การแก้ปัญหา และการสื่อสาร
4.การอ่านออกเขียนได้
5.ความเข้าใจและการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การเข้าใจผู้อื่น
.
ช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น (5-21ปี) การพัฒนาช่วงวัยนี้ควรให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นหลากหลาย ครอบคลุมการพัฒนาทั้งกาย ใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตลอดจนทักษะพื้นฐานและทักษะที่เชื่อมสู่โลกการทำงาน ไม่จำกัดการเรียนรู้อยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ส่งเสริมการค้นหาตัวตนและความถนัดของเด็ก และมีช่องทางการเรียนรู้ที่ตอบสนองได้ทั้งในและนอกระบบโดยมี 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต
1.ความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
2.การอ่านออกเขียนได้
3.การเป็นผู้เรียนเชิงรุก
4.การเป็นพลเมืองที่ดี
5.ความอยากรู้อยากเห็น การคิดเชิงสร้างสรรค์
.
ช่วงวัยแรงงาน(15-59 ปี )การพัฒนาในช่วงวัยนี้ควรเสริมสร้างความต้องการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยโอกาสในการพัฒนาตนเองดังกล่าว ควรควบคู่กันทั้งการเรียนรู้อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มี 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคตดังนี้ 
1.ความเข้าใจและการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การแก้ปัญหา
2.ความรู้ทางธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ
3.การคิดเชิงสร้างสรรค์
4.การทำงานร่วมกับผู้อื่น
5.การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่หลากหลาย
.
ช่วงวัยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ซึ่งการพัฒนาในช่วงวัยนี้ควรมีรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัย โดยเฉพาะ สนับสนุนการนำความรู้และประสบการณ์ของผู้สูงวัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ชุมชน และตัวผู้สูงวัยเอง เพื่อเสริมสร้างคุณค่าและต่อยอดบทบาทในสังคมของผู้สูงอายุ และรับมือกับการเข้าสู้สังคมผู้สูงวัยอย่างยั่งยืนโดย 5 อันดับทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต  
1.การปรับตัว
2.การมองโลกในแง่ดี
3.ความเข้าใจและการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล
4.ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การเข้าใจผู้อื่น
5.การแก้ปัญหา
.
แล้วแนวทางการส่งเสริมในแต่ละช่วงวัย ควรปฎิบัติอย่างไร ? เราแบ่งได้ดังนี้ 
1. นโยบายการศึกษา
•    ช่วงปฐมวัย : มีนโยบายและงบประมาณทางการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กช่วงปฐมวัยโดยเฉพาะ ครอบคลุมการเตรียมความพร้อมทั้งเด็กและผู้ดูแล
•    ช่วงวัยเรียน : ปฎิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้ทันสมัย สอดคล้องความต้องการและจำเป็น ควบคู่กับการยกระดับวิชาชีพและการจัดการศึกษาแบบกระจายอำนาจ
•    ช่วงวัยทำงาน : ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีเงินทุนแรงงานเพื่อการพัฒนาตนเอง สนับสนุนการเรียนรู้ในที่ทำงาน โดยมีหลักสูตรเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่ และสายอาชีพที่ต่างกัน
•    ช่วงผู้สูงอายุ : จะมีนโยบายพัฒนาทักษะ ส่งเสริมการจ้างงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุให้ผู้สูงอายุยังมีบทบาทและสามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ
.
2. กระบวนการเรียนรู้
•    ช่วงปฐมวัย : ใช้กิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงอายุ ลักษณะการเรียนรู้ และความสนใจของแต่ละคน เน้นการเรียนแบบแบ่งปันความคิดร่วมกันและการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เป็นทางการ
•    ช่วงวัยเรียน : เน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการร่วมกับการทำงาน เสริมสร้างสมรรถนะจากประสบการณ์จริง และมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการจัดการศึกษา
•    ช่วงวัยทำงาน : เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  นำความเชี่ยวชาญของผู้เรียนมาเป็นฐาน สามารถวางแผนการเรียนรู้ตามจังหวะของตนเอง มีการอบรมที่มีคุณภาพ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำงาน
•    ช่วงผู้สูงอายุ : ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะกับช่วงวัย เน้นฝึกการอบรมเชิงประสบการณ์ การอภิปราย การบูรณาการ การเรียนรู้แบบร่วมมือ และมุ่งต่อยอดทักษะ ความรู้เดิม
.
3. สภาพแวดล้อม
•    ช่วงปฐมวัย : สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน สนับสนุนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์สร้างพัฒนาการทางสมอง และให้อิสระแก่เด็ก
•    ช่วงวัยเรียน : ออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยง เป็นสัดส่วน สามารถรองรับกิจกรรมการเรียนและการทำงานที่แตกต่างกันได้  ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฎิบัติจริง เกิดปฎิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนระหว่างกัน
•    ช่วงวัยทำงาน : ส่งเสริมการเรียน การมีส่วนร่วม และการเติบโตร่วมกันภายในองค์กร มีเส้นทางความก้าวหน้าของอาชีพที่ชัดเจน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้พนักงานพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จ
•    ช่วงผู้สูงอายุ : พัฒนาสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ ผู้สูงอายุต้องการสภาพแวดล้อมเชิงสนับสนุนที่เห็นอกเห็นใจ ไม่เป็นทางการผ่อนคลาย และเป็นมิตรต่อการเรียนรู้
.
4. เทคโนโลยี
•    ช่วงปฐมวัย : จัดสรรสื่อและเทคโนโลยีทั้งสื่อดั่งเดิมและสื่อดิจิทัล ช่วยส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
•    ช่วงวัยเรียน : นำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยจัดการเรียนการสอน เช่น แพลตฟอร์มเพื่อเข้าถึงเนื้อหา และนวัตกรรมวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนและออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองผู้เรียนแต่ละคน
•    ช่วงวัยทำงาน :ใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นสื่อและช่องทางในการเรียนรู้ และใช้สนับสนุนการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อวางแผนการเติบโตในอาชีพ และประยุกต์ใช้ทักษะและความรู้ในการทำงาน
•    ช่วงผู้สูงอายุ : เน้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน และที่เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้โดยคำนึงถึงธรรมชาติและลักษณะการเรียนรู้ของผู้สูงอายุเป็นพื้นฐานในการออกแบบ


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/1008680 
 

Charisma 13 กุญแจ สู่ความสามารถไร้ขีดจำกัด

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนๆนึงเป็นคนที่มีความสามารถไร้ขีดจำกัดและเรารู้สึกอยากจะมีความสามารถแบบนั้นได้บ้างหรืออยากมีคาริสม่าเปล่งประกายแบบนั้นได้บ้าง
.
Charisma (อ่านว่า คะ ริส หม่า) แปลว่า เสน่ห์
.
คำนี้เป็นคำนาม เป็นคำที่ใช้แทนการมีเสน่ห์แบบที่ค่อนข้างจะลึกซึ้งกว่าแบบอื่น เพราะจะเป็นเสน่ห์ในแง่ การที่สามารถดึงดูดใจ หรือชักจูงใจให้คนอื่น นำไปเป็นแบบอย่างได้ เช่นพวก ซุปเปอร์สตาร์ดังๆ นักพูดดังๆ นักการเมือง ผู้ซึ่งมีเสน่ห์ ดึงดูดใจทุกครั้งที่กล่าวสุนทรพจน์ หรือ แสดงออกต่อหน้าสาธารณชน ไม่ใช่เพราะเขาพูดเก่ง หรือไม่ใช่เพราะเขาหน้าตาหล่อ หรือหุ่นดี แต่เป็นเสน่ห์รวมๆ ที่อยู่ในบุคลิกภาพของเขา ทำให้เขาสามารถสื่อสาร และก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย คำๆ นี้มาจากรากศัพท์ภาษากรีก ว่า Kharisma ซึ่งแปลว่า ของประทานจากพระเจ้า ดังนั้นเสน่ห์แบบนี้บางคราวจึงเกิดขึ้นมาแบบเหนือธรรมชาติ หรือเกินกว่าที่จะอธิบายถึงที่มาที่ไป ดังนั้น charisma นี้ จึงมีความหมายว่า พรสรรค์ ด้วย มาดูกันว่า 13 กุญแจสำคัญของการเป็นคนที่มีคาริสม่ามีอะไรบ้าง
.
1. ความเชื่อ (Belief) : ความเชื่อในสิ่งที่ทำ ความเชื่อมั่นในตัวเองในทางที่ดี และมักจะมองเห็นคุณค่าในตัวผู้อื่น หรือเชื่อมั่นในตัวผู้อื่นเช่นกัน
.
2. มีความหลงใหล ( Passion ): หลงใหลในสิ่งที่ทำ บางครั้งก็หลงใหลในขั้นสุดโต่ง จนคนส่วนใหญ่มักจะมองว่า “บ้า” แต่บ้าแบบมีเป้าหมายมีทิศทางหนักแน่นชัดเจน

3. มีความริเริ่ม (Initiative) : ริเริ่ม และลงมือทำอย่างรวดเร็ว ในเมื่อคนแบบนี้มีความคิดใหม่ๆขึ้นมาแล้ว เค้าจะไม่รอให้ใครลงมือทำก่อนเค้าแน่นอน และไม่ลังเลที่จะทำสิ่งที่เค้าคิดให้เกิดขึ้น
.
4. จดจ่อ (Focus) : หากคำว่า โฟกัสหรือการจดจ่อของคุณ มีเพียงคำว่า “โฟกัส” คำเดียว สำหรับคนเหล่านี้จะมีคำว่า โฟกัส โฟกัส โฟกัส โฟกัส โฟกัส นับร้อยครั้งในหัวของเค้า เห็นได้ชัดว่า เค้าจะจดจ่อและโฟกัสกับสิ่งที่เค้าตั้งใจทำแค่ไหน
.
5. เตรียมตัวอย่างดี (Preparation) : คนเหล่านี้จะเตรียมพร้อมเสมอและมีการเตรียมตัวเตรียมการไว้ดีเสมอ
.
6. ซักซ้อม (Practice) : ซักซ้อมเสมอในสิ่งที่เค้ารักที่เค้าสนใจในสิ่งที่เค้าทำ ดังคำกล่าวของ บรูซลี (Bruce Lee) ว่า " ผมไม่กลัวคนที่ฝึกเตะเป็นหมื่นท่าแค่ครั้งเดียวหรอก แต่ผมกลัวคนที่ฝึกเตะท่าเดียวเป็นหมื่นครั้งต่างหาก"
.
7. มีความเพียร (Perseverance) : ความเพียรเป็นสิ่งที่คนเหล่านั้นเห็นเพียงคนเดียวและอยู่กับมันในทุกๆวัน ทุกเวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน 365 วันต่อปี แต่มักจะเป็นสิ่งที่คนภายนอกมองว่า คนเหล่านั้นโชคดีจัง ในเวลาที่คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จ
.
8. ความกล้าหาญ ( Courage ) : ความกลัวเป็นปฏิกิริยาตอบสนอง..แต่ความกล้าหาญคือ"การตัดสินใจ"ที่จะไม่ตอบสนองต่อความกลัว ทำให้กลายเป็นบุคลิกหลักๆ ที่เราจะเห็นได้จากคนที่มีคาริสม่าเลยก็ว่าได้
.
9. การเป็นคนที่รับคำสั่งสอนได้ (Teachability) : อีกในนึงคือมีความนอบน้อม รับฟังผู้อื่นติชมได้ แล้วยังรักการเรียนรู้จากคนรอบข้างเสมอ
.
10: จิตใจดีมีน้ำใจ (Kindness) : มีน้ำจิตน้ำใจที่ดี อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เพราะบางคนก็เป็น Artist อาจจะเข้ากับคนอื่นได้ลำบากด้วยซ้ำ แต่คนเหล่านี้ลึกๆ แล้วจะความเมตตาและมีจิตใจที่ดีจนคนรอบข้างสัมผัสได้

11. มีความรับผิดชอบสูง (Responsibility) : รับผิดชอบในวินัยของตนเองรวมถึงรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำผิด คุณจะไม่มีทางเห็นคนเหล่านี้พยายามโยนความผิดที่เกิดขึ้นให้กับคนอื่นแน่ๆหากเค้าเป็นคนทำเองเค้าจะ รับผิดชอบในสิ่งที่กระทำด้วยความกล้าหาญ
.
12. รักตัวตนของตัวเอง (Self-Love) มีความรักในตัวเองและเห็นคุณค่าของตัวเอง คนเหล่านี้จะตกหลุมรักตัวเองในทุกๆวันและมีความสุขจนคนรอบข้างอยากรักเค้าตามไปด้วยเลย
.
13. มีความรู้คุณคน (Gratitude) : ซาบซึ้งในบุญคุณของคนที่ช่วยเหลือเขา และขอบคุณพร้อมทั้งตอบแทนช่วยเหลือกลับเท่าที่เขาจะทำได้ และไม่มีวันลืมคนที่มีพระคุณกับเขาทุกคน
.
และนี่คือ13 กุญแจสำคัญของการเป็นคนที่มีคาริสม่า (Charisma) ต่างคนก็ต่างจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแต่ผู้เขียนนำเพียงส่วนเหมือนหลักเพียงเท่านั้น ยังไงลองเช็คดูว่ามีใครที่เราชื่นชมหรือชอบมีข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งหมดนี้หรือไม่ หรือตัวเราเองรึเปล่าที่ก็มีดีมีเสน่ห์เหมือนกัน


ที่มา https://www.bookcaze.com/index.php?route=blog%2Farticle&article_id=5&fbclid=IwAR1AHKtTComTjCY-7g8q6VBqEUsey7TXI34N4BIWb4cwqY9qldJAQFcBda8 
 

ได้เวลาโกอินเตอร์ “อังกฤษ”แจกฟรีทุนเรียนป.โท

ถึงเวลาได้โกอินเตอร์! “อังกฤษ”แจกฟรีทุนเรียนป.โท พร้อมค่าเทอม/ค่าที่พัก/ค่าตั๋วเครื่องบิน/เบี้ยเลี้ยง ฟรี
.
รัฐบาลอังกฤษประกาศเปิดรับสมัครนักศึกษาเข้ารับทุนชีฟนิ่ง (Chevening) ประจำปี 2023-2024 ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าที่จะช่วยให้ผู้นำที่โดดเด่นจากทั่วทุกมุมโลกสามารถศึกษาต่อระดับปริญญาโทเป็นระยะเวลา 1 ปีในอังกฤษ โดยเปิดให้เลือกเรียนสาขาใดก็ได้ มหาลัยใดก็ได้ 
.
สิ่งที่จะได้รับ 
✔️ ฟรี! ค่าตั๋วเครื่องบิน
✔️ ฟรี! ที่พัก
✔️ ฟรี! ค่าเบี้ยเลี้ยงรายเดือน
✔️ ฟรี! ค่าเล่าเรียน
✔️ ค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวัน 
✔️ ค่าเดินทางในประเทศ 
✔️ ค่าตั้งรกราก 
.
? สมัครได้แล้ววันนี้ – 1 พฤศจิกายน 2565
.
? #ทางไปสมัคร > https://www.chevening.org/.../online-application-system/
?รายละเอียดเพิ่มเติม > https://www.chevening.org/scholarships/


ที่มา https://www.facebook.com/TravelNews.th/posts/1016636335685805 
 

ข่าวดีของนักศึกษาต่างชาติสำหรับการไปเรียนต่อที่ประเทศจีน เพราะนโนบายด้านวีซ่าเพื่อการศึกษาที่เปิดกว้าง ครอบคลุมการศึกษาต่อในทุกมิติ

จาก Twitter ของ JiRong ผู้ดูแลงานด้านนโยบายภูมิภาคอาเซียน กระทรวงต่างประเทศของจีน ได้ Tweet ไว้เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมาได้ระบุเกี่ยวกับนโยบายใหม่ทางการศึกษาของนักศึกษาต่างชาติไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ 
.
นโยบายด้านวีซ่าใหม่ ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากต่างชาติสามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ โดยครอบคลุมการศึกษาต่อในทุกภาควิชาและทุกมหาวิทยาลัย ถ้าได้มีการเตรียมตัวและดำเนินการประสานงานใด ๆ กับทางมหาวิทยาลัยที่จะศึกษารวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว หรือได้เริ่มดำเนินการไปแล้วจะเป็นการดีมาก เนื่องจากจะช่วยให้การดำเนินการด้านวีซ่าเพื่อไปศึกษาต่อจะทำได้เร็วมากขึ้น
.
และหากเกิดกรณีที่มหาวิทยาลัยที่ประสานงานไปยังไม่มีการตอบกลับหรือยังไม่ชัดเจนขอให้นักศึกษาได้สอบถามกลับไปอีกครั้งพร้อมกับแจ้งทางมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับนโยบายใหม่ด้านวีซ่าเพื่อการศึกษาที่ได้ประกาศออกมาในครั้งนี้ เพื่อให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องได้กลับไปตรวจสอบอีกครั้ง เพราะนโยบายนี้ได้ประกาศออกมากอย่างเป็นทางการแล้ว


ที่มา ผู้ดูแลงานด้านนโยบายภูมิภาคอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 
 

เรียนต่อเนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งมหาวิทยาลัย สังคมนานาชาติและหลากหลายวัฒนธรรม

เนเธอร์แลนด์ ดินแดนแห่งความหลากหลายผสมผสาน นวัตกรรมและความทันสมัย ตั้งอยู่ในใจกลางของทวีปยุโรป เป็นดินแดนแห่งการศึกษา ทั้งนี้ด้วยเหตุผลนานาประการ ดังนี้
•    สังคมที่เปิดกว้าง ประกอบไปด้วยคนหลายเชื้อชาติ ต่างภาษา ซึ่งเป็นแหล่งให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ มากมาย
•    สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษา สังคมสงบสุข และผู้คนมีนิสัยตรงไปตรงมา ทำให้หาเหตุและผลในการทำสิ่งต่างๆได้มาก
•    คุณภาพและความหลากหลายของการศึกษา โดยมุ่งเน้นไปที่ผลงาน และความคิดสร้างสรรค์
•    ทำเลที่ตั้งในใจกลางของทวีปยุโรป ทำให้สามารถเดินทางไปมาหาสู่และแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกันได้ง่าย
•    คุ้มค่าเงิน โดยส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลทำให้ค่าเล่าเรียนไม่สูง
.
หลักสูตรนานาชาติกว่า 1,560 หลักสูตร
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรก (ในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก) ที่เปิดการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ โดยในปัจจุบันเนเธอร์แลนด์มีหลักสูตรการเรียนการสอนนานาชาติด้วยกันถึง 1,560 หลักสูตร ซึ่งล้วนแต่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการสอน ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้การศึกษาอยู่ในระดับแนวหน้าในทวีปยุโรป
.
การศึกษาหลักสูตรนานาชาตินี้มีด้วยกันหลากหลายสาขาวิชา ซึ่งแต่ละสาขามีความเข้มข้นในด้านเนื้อหาวิชา และรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย และเน้นการเรียนภาคปฏิบัติในสถานการณ์จริงเพื่อให้นักเรียน/นักศึกษาได้รับประสบการณ์การทำงานที่แท้จริง โดยหลักสูตรนานาชาตินั้นมีทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หลักสูตรประกาศนียบัตรและหลักสูตรระยะสั้นต่างๆ
.
คุณภาพการศึกษาเป็นเลิศ
หากจะวัดคุณภาพการศึกษากันจากงานวิจัยแล้ว ท่านจะพบว่า มหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย 11 แห่ง จาก 13 แห่งในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับการจัดลำดับให้อยู่ใน 200 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก ในขณะทีในการจัดลำดับเดียวกันนี้ มีมหาวิทยาลัยของประเทศไทยแห่งเดียวที่ติดอันดับ คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
การเรียนการสอนในแบบดัตช์
การเคารพในความคิดเห็นและความเชื่อของผู้อื่นเป็นเสมือนคติพจน์ในการดำรงชีวิตในสังคมที่มีความหลากหลายเช่นในประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้รวมถึงการนำไปปรับใช้กับหลักสูตรการเรียนการสอนด้วย การเรียนการสอนที่เน้นการสื่อสารและให้ความสำคัญกับนักเรียน / นักศึกษาเป็นหลัก โดยให้อิสรภาพแก่นักเรียน/นักศึกษาในการแสดงความคิดเห็นหรือการสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆ ลักษณะเด่นของการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาในประเทศเนเธอร์แลนด์ คือ การเรียนรู้จากปัญหา? (Problem-Based Learning) ด้วยวิธีนี้ทำให้นักเรียนรู้จักการวิเคราะห์พร้อมทั้งนำความรู้มาประยุกต์ ใช้เพื่อแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้แต่ละหลักสูตรยังเน้นการทำรายงาน, การทำงานกลุ่มเพื่อวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่างๆ, การฝึกงาน และการทำการทดลองต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยฝึกนักเรียนให้พร้อมเมื่อก้าวสู่โลกแห่งการทำงาน
.
การศึกษาระดับอุดมศึกษาในเนเธอแลนด์มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากทั่วทุกมุมโลกในเรื่องของคุณภาพการศึกษาโดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 
.
Research University ซึ่งมุ่งเน้นการเรียนการสอนเพื่อการศึกษาวิจัยและค้นคว้าเชิงวิชาการ และ University of Applied Science ซึ่งเป็นหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน/นักศึกษาในการประกอบอาชีพ เช่น สายวิชาศิลปกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น นอกจากนี้แต่ละสถาบันการศึกษายังได้มีการจัดตั้งสถาบันเพื่อการเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติ เพื่อรองรับความต้องการของนักเรียน/นักศึกษาจากประเทศต่างๆอีกด้วย
.
ในปัจจุบัน Research University ที่ได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐมีด้วยกันทั้งสิ้น 14 แห่ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ 3 แห่ง, ด้านเกษตรกรรม 1 แห่ง และเป็นมหาวิทยาลัยเปิด 1 แห่ง โดย Research University จะเน้นการเรียนการสอนเพื่อการศึกษาวิจัยและค้นคว้าเชิงวิชาการ และในบางสาขาวิชาอาจมีทักษะในการประกอบอาชีพผสมรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ดีผู้ที่สำเร็จการศึกษาส่วนมากมิได้ทำงานเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยแต่อย่างใด 
.
Research University เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก หลักสูตรส่วนมากในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยแบบนี้จะใช้เวลาเรียน 3 ปี ผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้น ม.6 จากหลักสูตรไทยจะยังเข้าตรงไปยังชั้นปี 1 ไม่ได้ทันที แต่จะต้องไปเรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทย หรือที่มหาวิทยาลัยแบบ Applied Sciences ก่อน จากนั้นจึงจะสามารถสมัครเข้าปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยแบบ Research ได้ แต่ถ้าหากเป็นนักเรียนที่ได้ประกาศนียบัตร IB (International Baccalaureate) มาแล้วจากการเรียนระดับมัธยมศึกษาเป็นภาษาอังกฤษ หรือโปรแกรมนานาชาติ ก็จะสามารถสมัครเข้า ปี1 ได้ทันที
.
ขนาดของสถาบันการศึกษามีความแตกต่างกันไปตามแต่จำนวนนักเรียน/นักศึกษาซึ่งมีตั้งแต่ 6,000 ถึง 30,000 คน โดยรวมจำนวนนักเรียน / นักศึกษาทั้งสิ้นคือ 219,000 คน 
.
หลักสูตรการเรียนการสอนใน University of Applied Science จะมุ่งเน้นภาคปฏิบัติเป็นหลัก และการฝึกงานถือเป็นหัวใจหลักของการเรียนการสอนประเภทนี้ ในปัจจุบัน University of Applied Science ที่ได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐมีด้วยกันทั้งสิ้น 41 แห่ง โดยมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดสามารถรองรับนักเรียน/นักศึกษาได้มากถึง 20,000 ถึง 39,000 คน โดยรวมจำนวนนักเรียน/นักศึกษาทั้งสิ้นคือ 370,000 คน

สถาบันเพื่อการเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติ (International Education)
เป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้วที่การเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติ หรือที่เรียกว่า International Education (IE) ได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ในปัจจุบันสถาบันเพื่อการเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติขนาดใหญ่ มีด้วยกันทั้งสิ้น 5 แห่ง และยังมีสถาบันฯ ขนาดเล็กอีกหลายแห่ง สถาบันฯเหล่านี้มุ่งเน้นการเรียนการสอนเพื่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยจัดกลุ่มชั้นเรียนขนาดเล็ก เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ รวมถึงแนวคิดในแบบเฉพาะของแต่ละประเทศ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้สอน หรือผู้บรรยายผู้มีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นๆ
.
ปริญญา
Research University และ University of Applied Science เปิดสอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ในขณะที่สถาบันเพื่อการเรียนการสอนหลักสูตรนานาชาติ หรือ IE เปิดสอนเฉพาะระดับปริญญาโทเท่านั้น
.
ปริญญาตรี
การศึกษาระดับปริญญาตรีใน Research University ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 3 ปี หรือ 180 หน่วยกิต (สำหรับการเรียนแบบเต็มเวลา หรือ full-time) และสำหรับการศึกษาระดับปริญญาตรีใน University of Applied Science ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 ปี หรือ 240 หน่วยกิต (สำหรับการเรียนแบบเต็มเวลา หรือ full-time)
.
ปริญญาโท
ระยะเวลาในการศึกษาระดับปริญญาโทนั้น แตกต่างกันไปตั้งแต่ 1-3 ปี หรือ 60-180 หน่วยกิต ตามแต่สาขาวิชาและสถาบันการศึกษาที่เลือกเรียน โดยการศึกษาด้านวิศวกรรม, เกษตรกรรม, คณิตศาสตร์, และวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้น ใช้เวลาทั้งสิ้น 120 หน่วยกิต
.
ปริญญาเอก
การศึกษาระดับปริญญาเอก (PhD) จะเปิดสอนเฉพาะใน Research University เท่านั้น โดยระยะเวลาในการศึกษาตลอดหลักสูตรคือ 4 ปี ในบางกรณีนักเรียน/นักศึกษาสามารถเลือกเรียนในสถาบันการวิจัยที่ได้มีการทำข้อตกลงไว้กับ Research University นั้นๆได้
.
คุณสมบัติของผู้สมัคร
สิ่งแรกที่นักเรียน/นักศึกษาผู้ความประสงค์จะสมัครเรียนระดับอุดมศึกษาในประเทศฮอลแลนด์พึงกระทำคือ การติดต่อกับสถาบันการศึกษานั้นๆเพื่อสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร
•    นักเรียนต่างชาติจะต้องสำเร็จวุฒิการศึกษาขั้นต่ำ ตามที่สถาบันการศึกษานั้นๆกำหนด หรือตามที่สาขาวิชานั้นๆกำหนด
•    คุณสมบัติหลักพื้นฐานของผู้ที่ต้องการจะศึกษาต่อระดับปริญญาตรีคือ วุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
•    คุณสมบัติหลักพื้นฐานของผู้ที่ต้องการจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโทคือ วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า อย่างไรก็ดีในบางสาขาวิชาที่ได้รับความนิยมมากอาจมีการจำกัดในเรื่องของโควต้าจำนวนนักเรียน/นักศึกษา
•    นอกจากนี้นักศึกษาต่างชาติทุกคนต้องผ่านการสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษ IELTS หรือ TOEFL โดยคะแนนขั้นต่ำคือ 6 สำหรับ IELTS และ 550 สำหรับ TOEFL (Paper based), 213 สำหรับ TOEFL (Computer based) หรือ 80 สำหรับ TOEFL (Internet-based)
•    สามารถตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษ ตามแต่สถาบันการศึกษาหรือสาขาวิชากำหนด ได้ที่เว็บไซต์ www.studyinholland.nl
.
มหาวิทยาลัยในเนเธอร์แลนด์มีความชำนาญในสาขาวิชาต่าง ๆ กันไป โดยคร่าวๆมีดังนี้
•    Erasmus University Rotterdam เด่นทางด้านธุรกิจ บริหาร เศรษฐศาสตร์
•    University of Amsterdam เก่งหลายด้าน ทั้งธุรกิจ ภาษา รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์
•    Eindhoven University of Technology ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เทคโนโลยีการสื่อสาร ออกแบบผลิตภัณฑ์
•    University of Groningen กฎหมาย ธุรกิจ
•    Wageningen University ด้านการเกษตร การจัดการเกษตร วิทยาศาสตร์สุขภาพ
•    Maastricht University การแพทย์ การแปล การจัดการ บริหารธุรกิจ
•    Delft University of Technology วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรม ออกแบบอุตสาหกรรม การจัดการน้ำ นาโนเทคโนโลยี
•    Utrecht University วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี) กฎหมาย สัตวแพทย์
•    Tilburg University เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ กฎหมาย
•    Leiden University ภาษา วัฒนธรรม ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การแพทย์ กฎหมาย
•    Radboud University วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์กายภาพ เภสัชศาสตร์
•    VU University Amsterdam ธุรกิจ วิทยาศาสตร์การแพทย์
•    University of Twente วิศวกรรมศาสตร์
.
มหาวิทยาลัยเหล่านี้ 10 แห่งได้รับการจัดลำดับให้อยู่ใน 200 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก โดยTimes Higher Education (THE) 2008 ที่ QS Top Universities


ที่มา http://th.interscholarship.com/chanitsiree/616 
 

จะสร้างหุ่นยนต์สักตัว เราต้องเรียนอะไรบ้าง ?

อนาคตนั้นใกล้ตัวเรามาขึ้นทุกที อาชีพที่จะมาแรงนั้นก็เปลี่ยนไปเช่นกัน วิศวกรเป็นอีกอาชีพในฝันของเด็กๆ และเมื่ออาชีพนี้เกี่ยวข้อกับการสร้างสิ่งต่างๆ สิ่งของในอนาคตอย่าง “หุ่นยนต์” ที่มีแนวโน้มว่าจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเรามากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดอาชีพใหม่อย่าง วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ (Robotics Engineer) ซึ่งวันนี้เราจะชวนมารู้จักกัน 
.
หุ่นยนต์ เป็นมากกว่าเครื่องจักรในอนาคต ทุกคนรู้ดีค่ะว่าหุ่นยนต์เป็นสัญลักษณ์แห่งอนาคต แต่เอาจริงๆ เราไม่ได้เพิ่งรู้จักหุ่นยนต์กันหรอกจริงไหม ?  เชื่อว่าสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเด็ก เราเห็นหุ่นยนต์กันบ่อยๆในภาพยนตร์หรือละครไซไฟแนววิทยาศาสตร์อยู่เสมอ จากตอนนั้นใครจะคิดว่าเรื่องราวสนุกสนานจะใกล้ตัวเรามากขึ้นได้ 
.
เพราะปัจจุบันนี้หุ่นยนต์ก้าวข้ามความบันเทิงมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง เช่น นักวิทยาศาสตร์ใช้หุ่นยนต์เพื่อทำการทดลอง หมอใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยผ่าตัด แม้กระทั่งในบ้าน หลายบ้านก็มีหุ่นยนต์ทำความสะอาด เอาเป็นว่าหุ่นยนต์นั้นใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ หุ่นยนต์ในอนาคตจึงไม่ใช่เรื่องที่อยู่ไกลในจินตนาการอีกต่อไป
.
วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ คืออะไร ? วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ (Robotics Engineer) เป็นอาชีพที่มาแรงมาก โดยสาขาวิศวกรหุ่นยนต์กำลังมาแรงมากสำหรับยุคนี้ และสามารถสร้างรายได้สูงสุดอยู่ที่ 112,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (จากการรายงานของ World Robotics)
.
อธิบายง่ายๆ ตำแหน่งวิศวกรหุ่นยนต์นี้ ทำหน้าที่ดูแลระบบหุ่นยนต์ เพื่อพัฒนาโปรแกรมที่เน้นการสร้างหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมโดยเริ่มตั้งแต่ออกแบบโครงสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ และโปรแกรม รวมถึงพัฒนาโปรแกรมที่มีอยู่ และแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยต้องทำงานร่วมกับงานวิศวกรรมทั่วไป พร้อมควบคู่กับวิศวกรรมเชิงธุรกิจด้วย
.
อยากเป็นวิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ต้องเรียนที่ไหน?
ปัจจุบันมีหลายสถาบันที่เปิดสอนสาขานี้ ซึ่งมีทั้งหลักสูตรภาษาไทย และนานาชาติให้เลือก เรารวบรวมมาให้ตามนี้
•    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (หลักสูตรนานาชาติ)
•    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) สาขาวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 
•    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)
•    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (หลักสูตรนานาชาติ)
•    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (หลักสูตรนานาชาติ)
.
นี่คือ อาชีพที่มาแรงในอนาคตที่เรานำเสนอ ถ้ามีความสนใจทางด้านนี้ลองดูรีวิวจากทางรุ่นพี่ หรืออาจจะลงคอร์สเกี่ยวกับการสร้างหุ่นยนต์ดูก็ได้ว่าจะชอบทางนี้จริงหรือเปล่า 
.
ที่สำคัญการหน้าที่ซัพพอร์ตที่ดีจากผู้ปกครอง ด้วยการชี้นำไม่ใช่บังคับ ส่งเสริมให้ได้เลือก และลองในสิ่งที่ชอบ เพราะนั่นจะทำให้มีความสุขกับอาชีพในอนาคตอย่างเต็มที่


ที่มา https://www.starfishlabz.com/blog/382 
 

รู้จัก”วิศวกรรมศาสตร์” สาขาไหน ? เหมาะกับใคร จบไปจะทำงานอะไรดี

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีกี่ยุคสมัย วิศวกรรมศาสตร์ ก็ยังคงผงาดเป็นสาขายอดฮิตที่น้องๆ ใฝ่ฝันอยากจะเรียน ด้วยความได้เปรียบและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีผลตอบแทนหรือรายได้ที่ค่อนข้างสูง 
.
และจากการรวบรวมข้อมูลการเรียน สายงานจากแหล่งองค์กรชั้นนำ รวมถึงเทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บทความนี้จะมาแนะนำเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับ วิศวกรรมศาสตร์แต่ละสาขา เหมาะกับใคร? จบมาสามารถทำงานในตำแหน่งไหนได้บ้าง? น้องๆ ที่เริ่มศึกษา
.
วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering)
สิ่งที่นักศึกษาในภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จะได้เรียนก็คือ ศาสตร์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ ทั้ง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเน็ทเวิร์คต่างๆ ครอบคลุมเนื้อหาของวิชา Computer Science ทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องของ Information System และวิศวกรรมไฟฟ้าบางส่วนด้วย
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : นักพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ ผู้ดูแลระบบเครือข่าย วิศวกรระบบ ฯลฯ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบเรื่องของคอมพิวเตอร์ สนใจใฝ่รู้ในเรื่องเทคโนโลยี ชอบพัฒนาทักษะตัวเองเสมอ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของคอมพิวเตอร์และภาษาคอมพิวเตอร์
.
วิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering)
วิศวกรรมอุตสาหการ หรือที่นิยมเรียกกันย่อๆ ว่า IE (Industrial Engineering) จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการ การออกแบบอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตต่างๆ รวมไปถึงการควบคุมเครื่องจักรกลในกระบวนการผลิตสมัยใหม่ จุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไร และประสิทธิการในการทำงาน โดยใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมด้านต่างๆ เช่น การวิเคราะห์และสังเคราะห์ทางวิศวกรรมเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรในโรงงาน ทั้งสายงานการผลิต สายงานการวางแผนผลิต และ สายงานบริหารงานผลิต
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรื่องของการคำนวณ เพราะหน้าที่หลักของวิศวอุตสาหกร คือการคำนวณทุกอย่าง ตั้งแต่ การใช้งานเครื่องจักร วัตถุดิบ แรงงาน ฯลฯ
.
วิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineering)
ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ และการประยุกต์การใช้ไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น การใช้งานสมการในการวิเคราะห์ การผลิตและส่งถ่ายพลังงานไฟฟ้า การจัดการกับสัญญาณไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า ฯลฯ โดยมีสาขาแยกย่อยลงไปอีกเป็นจำนวนมาก
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรผู้ออกแบบ ควบคุม ติดตั้ง ดูแลระบบไฟฟ้าและระบบส่องสว่าง และ Sale Engineer
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจเรื่องของวงจรไฟฟ้า ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ สามารถวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำเทคโนโลยีทางวิศวกรรมไฟฟ้าไปใช้งาน รู้จักปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
.
วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering)
นี่คือสาขาทางด้านวิศวกรรมที่เก่าแก่ที่สุดสาขาหนึ่ง มีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม วิศวกรรมเครื่องกล เน้นศึกษาโดยใช้ความรู้ด้าน ฟิสิกส์ เคมี มาประยุกต์ใช้กับงานด้านกลศาสตร์ พลศาสตร์ อุณหพลศาสตร์ กลศาสตร์ของไหลและพลังงาน รวมถึงการออกแบบเครื่องจักรกล เช่น ระบบไฮดรอลิก หุ่นยนต์ พลศาสตร์การบิน การควบคุมการผลิตเครื่องจักร ยานยนต์ อากาศยาน ระบบทำความร้อนและความเย็น และอื่นๆ อีกมากมาย
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรในสายงานวิศวกรรมเครื่องกล เช่น สายทำความเย็นและปรับอากาศ (ติดตั้ง / ออกแบบ), สายยานยนต์ โรงงานประกอบรถยนต์ โรงงานผลิตชิ้นส่วน งานวิจัยและพัฒนา, สายพลังงาน โรงไฟฟ้า โรงแยกก๊าซ ผลิตสำรวจน้ำมันและก๊าซ, สายซ่อมบำรุง โรงงาน โรงไฟฟ้า โรงปิโตรเคมี, สายออกแบบ งานด้าน engineering detail design, sale engineer
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรียนวิชาฟิสิกส์เป็นชีวิตจิตใจ และสนใจในเรื่องของเครื่องยนต์กลไกทุกชนิด
.
วิศวกรรมโยธา (Civil Engineering)
งานของวิศวกรโยธา คือการวางแผนและควบคุมการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น  ถนน สะพาน ระบบขนส่ง อาคาร ระบบสุขาภิบาล วิจัยและให้คำแนะนำทางด้านเทคนิคต่างๆ ในการใช้วัสดุและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นึกศึกษาที่จบจากสาขานี้ สามารถประกอบอาชีพ เช่น วิศวกรสำรวจ วิศวกรด้านโครงสร้าง วิศวกรด้านควบคุมและออกแบบการจราจร วิศวกรภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรออกแบบโครงสร้าง วิศวกรประมาณราคาสถาปัตย์ และวิศวกรสนามในบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างๆ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสาธารณูปโภค การสำรวจ และการทำแผนที่ ชอบลงมือปฏิบัติงาน ชอบการพัฒนาประเทศ โดยอาศัยสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
.
วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering)
สาขาวิชาที่นำเอาความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อออกแบบ สร้างหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง เช่น การสร้างอวัยวะเทียม หรือพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ชิ้นใหม่ๆ
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรชีวการแพทย์ ในหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลต่างๆ บริษัทรับซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ ผู้แทนขายเครื่องมือแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจทั้งเรื่องของวิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์ ชีววิทยา เคมี เภสัชศาสตร์ รังสีวิทยา เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้อง ชอบศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีความซับซ้อนให้สามารถนำมาใช้ได้จริง
.
วิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering)
วิศวกรรมเคมี คือสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ วางแผน ควบคุมกระบวนการทางเคมี และพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเคมีต่างๆ โดยใช้กระบวนการกายภาพ เคมี หรือชีวเคมี ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนส่วนผสม สถานะ และคุณสมบัติของวัตถุดิบให้กลายไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามความต้องการอย่างปลอดภัย และมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการนำเอาศาสตร์ของวิศวกรรมเครื่องกลและวิชาเคมี มาประยุกต์เข้าด้วยกัน
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรผู้ควบคุมระบบและกระบวนการผลิตในโรงงาน วิศวกรที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย นักวิจัยฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเคมี อาจารย์ นักวิชาการ หรือรับราชการที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเคมี
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรียนวิชาเคมีและฟิสิกส์ สามารถประยุกต์ความรู้ไปทำงานทางด้านพลังงาน ชีวเคมี สิ่งแวดล้อมและวัสดุได้
.
วิศวกรรมปิโตรเลียม (Petroleum Engineering)
สาขานี้ เน้นศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนขุดเจาะและการผลิตไฮโดรคาร์บอน ซึ่งได้แก่ น้ำมันหรือก๊าช อันถือถือว่าอยู่ในภาค "ต้นน้ำ" ของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ สถานที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่คือนอกชายฝั่งหรือประจำแท่นขุดเจาะที่มีความเสี่ยง นักศึกษาที่จบสาขานี้จึงได้รับค่าตอบแทนที่สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มวิศวกรด้วยกัน
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรปิโตรเลียม ดูแลการเจาะและการผลิต น้ำมันหรือก๊าชธรรมชาติขึ้นมาจากแหล่งกักเก็บใต้ผิวดิน ลักษณะงานมีทั้งภาคออกแบบ ศึกษา วางแผน และภาคสนาม
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจในเรื่องของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ต้องเป็นคนที่เก่งมาก เพราะสาขานี้ได้ชื่อว่าคัดแต่หัวกะทิ มีคนสนใจเข้าเรียนเยอะ แต่มีเพียงไม่กี่สถาบันที่เปิดสอน
.
วิศวกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistics Engineering)
เรียนเกี่ยวกับเทคนิคทางด้านการออกแบบ และควบคุม สำหรับการขนส่ง จัดเก็บ เคลื่อนย้าย สินค้าและบริการ การวิเคราะห์ วิจัยปัญหาในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนส่วนที่ เกี่ยวข้องในระบบโซ่อุปทาน และการประยุกต์ทางด้านเทคนิคต่างๆ ที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการจัดการ การเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนในการผลิต รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรประจำคลังสินค้า วิศวกรจัดซื้อ วิศวกรขนส่ง วิศวกรออกแบบระบบขนถ่ายวัสดุ วิศวกรออกแบบบรรจุภัณฑ์ วิศวกรบริหารนักวิเคราะห์ธุรกิจและโมเดลโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการธุรกิจด้านโลจิสติกส์ วิศกรออกแบบและวางแผนระบบการให้บริการโลจิสติกส์ รับราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ในสาขาโลจิสติกส์
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : มีความรู้แนวคิดและหลักการด้านวิศวกรรมกับโลจิสติกส์ ชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ แคลคูลัส เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์
.
วิศวกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Engineering)
สาขานี้จะเป็นเรื่องของการวิจัย ออกแบบ และวิเคราะห์โครงสร้างรูปร่างทางพลศาสตร์ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการบินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ระบบขับเคลื่อน วัสดุและกรรมวิธีในการผลิต การวางแผนและควบคุมการสร้างเครื่องบิน ขีปนาวุธ ยานอวกาศ ดาวเทียม ฯลฯ รวมไปถึงการทดสอบหรือการซ่อมบำรุงด้วย เป็นอีกหนึ่งสาขายอดฮิตและมีค่าตอบแทนในการทำงานที่ค่อนข้างสูง
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรด้านอากาศยาน ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน วิศวกรควบคุมการโคจรและสถานีดาวเทียม วิศวกรบริหารการจัดการในภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจการบินและอวกาศ วิศวกรจัดการธุรกิจการขนส่งทางอากาศ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบเรื่องของเทคโนโลยีการบินและอวกาศ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และชอบความท้าทาย ชอบค้นหาสิ่งใหม่ๆ


ที่มา https://www.admissionpremium.com/engineer/news/4965 
 

เกษตรศาสตร์เรียนอะไร? มีกี่สาขา ? จบมาแล้วทำอะไรได้บ้าง ?

เกษตรศาสตร์ หรือ Agricultural Science คือ วิชาว่าด้วยการเกษตรกรรม โดยรวมสามารถแบ่งได้หลายสาขาวิชา และแบ่งย่อยไปในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต้องเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แคลคูลัส ฯลฯ บางสาขาต้องเรียนในห้องแล็บ
.
สาขาใน คณะเกษตรศาสตร์
1. สาขาพืชสวน
การผลิตพืชสวนประดับ เมล็ดพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ โดยเน้นถึงการใช้วิทยาการสมัยใหม่ มาช่วยในการผลิตให้ได้คุณภาพ เพิ่มผลผลิตการผลิตนอกฤดูการศึกษาการขยายพันธุ์การผสมพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ใหม่ การดูแลรักษา ศึกษาการจำแนกประเภทของไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดตกแต่งสวนและอาคารบ้านเรือน
.
2. สาขาพืชไร่
ศึกษาเกี่ยวกับพืชที่สำคัญของประเทศ เช่น ข้าว ข้าวโพด ปาล์ม ฯลฯ ศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับพืชไร่ วิธีการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตด้านการเกษตร ศึกษาในหมวดต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์พืชไร่ การปรับปรุงพันธุ์พืชไร่ สรีรวิทยาการผลิตของพืชไร่
.
3. สาขาพืชผัก
การผลิตพืชผัก ผักเมืองร้อน เมืองหนาวตระกูลต่างๆ เน้นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ปฏิบัติดูแลรักษาพืชในแปลงผลิต รวมไปถึงการปรับปรุงพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักและการผลิตเห็ด
.
4. สาขาปฐพีศาสตร์
เรียนในด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร ที่เน้นทางด้านปฐพีศาสตร์ และด้านการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และพืช ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เช่นการจัดการทรัพยากรดิน ในการพัฒนาการเกษตร เรียนรู้เทคโนโลยีระบบการเกษตรแผนใหม่ และระบบการเกษตรยั่งยืนควบคู่กันไป
.
5. สาขากีฏวิทยา
เน้นศึกษาในเรื่องแมลงทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ที่เกี่ยวกับวิชานิเวศวิทยา สรีรวิทยา สัณฐานวิทยา การจัดแจงชั้น จำแนกชนิดแมลงศัตรูพืช ศัตรูมนุษย์ และสัตว์เลี้ยง สามารถแก้ไขปัญหาการระบาด ทำลายของแมลงศัตรูต่างๆ เน้นถึงการอนุรักษ์การเลี้ยงและเพิ่มพูนปริมาณ แมลงที่มีประโยชน์ด้วย
.
6. สาขาโรคพืชวิทยา
เน้นการศึกษาเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคของพืชและสาเหตุของโรคต่างๆ ซึ่งจะเน้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ปัจจัยที่ส่งเสริมพัฒนาการของเชื้อสาเหตุ รวมทั้งวิธีการป้องกันกำจัดที่ถูกต้อง และเหมาะสมต่อโรคพืชแต่ละโรค ศึกษาถึงผลกระทบต่างๆ เกิดขึ้นต่อพืชที่ปลูก ต่อมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงต่างๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม
.
7. สาขาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร
ศาสตร์แห่งการส่งเสริม เพื่อจูงใจ ชี้นำ ให้ความรู้และสนับสนุนเกษตรกร สาขานี้ต้องเรียนด้านเกษตรในทุกด้าน มีความรู้ความสามารถด้านเกษตรและเทคโนโลยี ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร มาแนะนำถ่ายทอดเทคนิคต่างๆเพื่อพัฒนาชนบท
.
รายชื่อคณะเกษตรศาสตร์ในประเทศไทย
•    คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
•    คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
•    สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
•    คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
•    คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
•    สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
•    คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยบูรพา
•    คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา
•    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
•    หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร มหาวิทยาลัยมหิดล
.
•    หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
•    คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
•    คณะเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต
•    คณะเกษตรและชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
•    คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
•    คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
•    สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
•    คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร
•    คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
.
•    คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
•    สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
.
แนวทางการประกอบอาชีพ
สามารถประกอบอาชีพได้ทั้งในหน่วยงานราชการและเอกชน มีงานรองรับค่อนข้างกว้างมาก ถ้าเป็นงานราชการ, รัฐวิสาหกิจ ก็สามารถทำงานหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งในและนอกกระทรวงเกษตรฯ สำหรับงานเอกชน บริษัทธุรกิจเอกชนต่างๆ เช่น บริษัททางการเกษตร ตลอดไปถึงธุรกิจส่วนตัว อย่างทำนา ทำสวน ทำไร่ ประมง ป่าไม้ รวมถึงงานที่ไม่ตรงสายอื่นๆ เช่น งานราชการ, งานเอกชน ที่รับ ปริญญาตรีทุกวุฒิ เป็นต้น


ที่มา https://www.sanook.com/campus/1402063/ 
 

5 Reasons Why study in Romania? Eastern Europe’s hidden gems.

Romania is one of Eastern Europe’s hidden gems. Famous not only for its gorgeous landscapes and its seven UNESCO world heritage sites, Romania gave the world some of the biggest inventions and pushed the world to where it is today.
.
Why study in Romania?
.
1. Low tuition fees and living costs.
In Romania, tuition costs are very affordable, especially when compared to other Western countries or even some European states. At public universities, most study programs cost between 230 and 3,000 EUR per academic year. Additionally, if your average GPA or entry exam grade is high enough, you can occupy a state-funded place.
.

2. Active nightlife and fun events.
Big student cities like Bucharest, Timisoara, Cluj, and Iasi are well-known for all-night-long parties, where people enjoy music, dancing, and having a laugh with their friends. If you're not a party enthusiast, there are many other events or activities in which you can participate:
•    national and international festivals (e.g. theatre, arts, crafting, wine making)
•    mountain trekking
•    road trip on Transfagarasan or Transalpina
•    spending a night at the Balea Lake Ice Hotel
.
3. English is widely spoken in student cities.
Saying that English is widely spoken in Romania is only half true. The truth is, most young people will speak it fluently and you shouldn't have any problems in larger and more popular cities. You should also be fine at local supermarkets or while taking a train ride on well-travelled routes.
.
4. Romanians are friendly and lively people.
Romanians are known for their Latin blood and for having a light heart. They share a great sense of humour and are often able to see the bright or funny side even in the most difficult situations.
.
5. Visit amazing natural and human-made wonders.
Romania is one of the hidden jewels of Europe, boasting a wide range of natural and man-made attractions that everyone should see at least once in their life. From centuries-old monasteries to amazing castles, from salt mines to large stone carvings, Romania has it all.


From: https://www.bachelorsportal.com/countries/33/romania.html 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top