Saturday, 28 May 2022
GUIDE TO LEARNING

6 reasons to choose language courses in China

1. Learning the Chinese language with native speakers. The Chinese language has many dialects
.
2. In China, you can also get an education in English. But language courses allow you to learn two languages for free.
.
3. During one year students studying for 700-1000 academic hours. Attending lessons only several times in a week you can learn a language at a sufficient level.
.
4. The coast of studying in big cities such as Beijing or Shanghai ranges from 2500-3500$ for one language year.  Our company offers language courses for free. While costs for living in the dormitory will vary from 0 to 1200$ per year.
.
5. Testimonials about studying in Beijing and Shanghai, as well as in other big cities are very positive. This is a dream of many modern schoolchildren.
6. Applicants after finishing language courses have good chances to get a scholarship to study in China for free.
.
If you are ambitious and want great prospects in studying in China – that is what you really need.


From: https://studyinchinas.com/chinese-language-courses-scholarships-for-language-courses-in-china/
 

6 อาชีพสายดิจิทัลมาแรง จบใหม่ๆ ที่ไหนก็อยากรับ

โอกาสของการทำงานสาขาการตลาดดิจิทัล คณะบริหารธุรกิจ ตอบโจทย์กับยุคปัจจุบันมากที่สุด และสาขาการตลาดดิจิทัลยังมีการฝึกงานกับบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ชั้นปีที่1 เน้นให้นักศึกษาเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จริง ที่สำคัญจบไปมีงานทำอย่างแน่นอน ชวนมาดูสายงานสาขาการตลาดดิจิทัลที่มาแรงกันเลยดีกว่า จะได้เห็นภาพกันมากขึ้น
.
ปฏิเสธไม่ได้เลยยุคนี้เป็นโลกของดิจิทัลและวิถีชีวิตแบบดิจิทัลอย่างแท้จริง ตั้งแต่เราตื่นนอน สิ่งแรกที่หลายๆ คนทำคือ เช็คข้อความแจ้งเตือน หรืออ่านข่าวสารต่างๆ ผ่านโทรศัพท์กันใช่ไหมคะ จะเห็นได้เลยว่าเครื่องมือดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากแค่ไหน จึงทำให้สายงานของการตลาดก็เปลี่ยนไปจากเดิม
.
1. นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketer) 
ปัจจุบันอาชีพ นักการตลาดดิจิทัลเป็นอาชีพที่คลาดแคลนและตลาดต้องการอย่างมาก น้องๆ ที่สนใจเรื่องการตลาดออนไลน์บวกกับชอบอัปเดตเทรนด์ต่างๆข่าวสาร ผ่านสื่อโซเชียล อาชีพนี้จะทำงานในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดดิจิทัล  วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ออกแบบและตรวจสอบแคมเปญการตลาด รวมถึงจัดหาช่องทางการลงสื่อดิจิทัล จัดทำสัญญา และประสานงานกับลูกค้า ดูแลด้านการตลาดดิจิทัลทั้งหมด เป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันของนักศึกษาการตลาดดิจิทัลทุกคนเลยก็ว่าได้ รายได้ของนักการตลาดดิจิทัล แน่นอนว่าต้องสูงกว่านักการตลาดทั่วไป รายได้เริ่มต้น 3-5 หมื่นบาท แต่แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ซึ่งหมายความว่านักศึกษาการตลาดดิจิทัล ที่เข้าร่วมฝึกงาน เทียบเท่ากับมีประสบการณ์การทำงานแล้ว 1-2 ปีนั่นเอง
.
2. นักสื่อสารเนื้อหาคอนเทนต์ (Content Marketing)
ใครที่ชอบเขียนอยู่แล้วยิ่งดีเลย แต่อาชีพนี้เป็นมากกว่านักเขียน มากกว่าอย่างไร ขออธิบายง่ายๆว่า เป็นผู้นำเสนอเนื้อหาความรู้ในโลกออนไลน์ หรือ จะเรียกว่านักเขียนยุคดิจิทัลก็ได้ ซึ่งนักเขียนคอนเทนต์แต่ละคนก็จะมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันออกไป มักขึ้นอยู่กับความชอบ ไม่ว่าจะเป็นสายไอที สายกิน สายท่องเที่ยว สายยานพาหนะ สายแฟชั่น ต่างๆ นำข้อมูลเหล่านั้น ที่ผ่านจากประสบการณ์ หรือ จากการ Research มาวิเคราะห์และสรุปเป็นภาษาของเราเอง เขียนอย่างไรให้คนชอบ ใช้โครงสร้างคอนเทนต์แบบไหน ใช้กลยุทธ์อะไรในการเขียน แน่นอนว่าหลักสูตรการตลาดดิจิทัลของเรามีในส่วนของวิชา Digital Marketing Content and Design ซึ่งนักศึกษาที่ร่วมเข้าฝึกงานตั้งแต่ชั้นปีที่1 จะได้ประสบการณ์จริง ได้เขียนคอนเทนต์จริงๆ ให้กับบริษัทหรือองค์กร ทำหน้าที่ ตั้งแต่คิดหัวข้อคอนเทนต์ ถ่ายภาพสำหรับการทำคอนเทนต์ เขียนคอนเทนต์ คิดโครงสร้างคอนเทนต์ ขั้นตอนอื่นๆ อีกมากมาย ก่อนที่จะโพสต์ลงออนไลน์ และสอนการยิง ads โฆษณาอีกด้วย ถือประสบการณ์ที่ดี ที่หาไม่ได้จากที่ไหน
.
3. ผู้จัดการโซเชียลมีเดีย (Social Media Admin)
ในยุคนี้สื่อโซเชียลมีเดีย เป็นเครื่องมือที่สำคัญของต่อการทำธุรกิจอย่างมาก เพราะอย่างนี้แบรนด์ องค์กรหรือบริษัทจำเป็นต้องมี Social Media อย่างน้อย 1 ช่องทางเพื่อไว้สื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภค ดังนั้นจึงมีอาชีพผู้จัดการโซเชียลมีเดียหรือที่เรียกกันว่าการเป็น “แอดมิน” นั่นเอง การเป็นแอดมินนั้นมีหลายฝ่าย ฝ่ายดูแลคอนเทนต์ ฝ่ายตัดต่อ ฝ่ายโฆษณาเป็นต้น เป็นแอดมินไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่ที่บริษัทเท่านั้น มีความเป็นอิสระ สามารถทำงานที่บ้านก็ได้ ขอแค่มีอินเตอร์เน็ตกับโน๊ตบุ๊คคู่ใจสักเครื่องก็เพียงพอแล้ว หลายคนอาจจะนึกถึงการเป็นแอดมินมีแค่ Facebook แต่จริงๆ แล้วช่องทางอื่น ใน Social Media จำเป็นต้องมีแอดมินเช่นกัน ไม่จะว่าจะเป็น Website Line Instagram Twitter  อื่นๆ อีกมากมาย และเชื่อว่าในอนาคต ต้องจะมีช่องทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
.
4. ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEM (SEM Specialist)
อะไรคือ SEM อาชีพนี้มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง อธิบายแบบง่ายๆ SEM หรือ Search Engine Marketing เหมือนการที่เราประมูลพื้นที่สำหรับโฆษณา เพื่อให้ขึ้นเป็นอันดับแรกของ Google โดยการจ่ายเงิน เพื่อให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น SEM จึงมีความสำคัญต่อธุรกิจออนไลน์อย่างมาก เพราะ หากเว็บไซต์ได้รับความสนใจ ก็หมายความว่าคุณสามารถทำรายได้ทั้งจากการขาย ความนิยม และจำนวนคนเข้าชม และนั่นหมายถึงจำนวนรายได้ที่ตามเข้ามานั่นเอง จึงทำให้บริษัทหรือองค์กรต่างๆ ที่มีเว็บไซต์ จำเป็นต้องจ้างทำ SEM นั่นเอง เป็นอีกอาชีพในสาขาการตลาดดิจิทัลที่น่าสนใจมากๆ
.
5. นักวางแผนโฆษณา (Biddable Media)
เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยิน อาชีพนี้มีหน้าที่ในการวางแผนการซื้อสื่อโฆษณาให้เหมาะสมกับลูกค้าและเป้าหมายต่างๆ จัดแจงงบประมาณว่าควรจะซื้อสื่อประเภทไหน สามารถอธิบายแนะนำลูกค้าว่าทำไมถึงเลือกใช้สื่อโฆษณานี้ ควบคุมงบประมาณตามที่ตั้งไว้ ซึ่งสมัยก่อนการโฆษณาก็ต้องผ่าน TV หนังสือพิมพ์หรือไม่ก็ตามป้ายโฆษณาทางแยกเท่านั้น แต่ปัจจุบันสื่อมีเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram ที่ปรากฏอยู่หน้าฟีดหรือเรื่องราว YouTube ที่จะมีโฆษณาที่ขึ้นก่อนคลิปจะมาหรือแทรกอยู่ระหว่างคลิปก็ตาม หรือแม้แต่ Google เราจะใส่คีย์เวิร์ด เพื่อให้เว็บของเราอยู่อันแรกและเด่นชัดที่สุด เหล่านี้ล้วนใช้ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีหรือดิจิทัลทั้งสิ้น ใครที่ชอบด้านนี้ ถือว่าเป็นอาชีพที่มาแรงและมีการเติบโตทางสายงานอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นเด็กจบใหม่สาขาการตลาดดิจิทัลไม่ตกงานอย่างแน่นอน
.
6. ธุรกิจส่วนตัว (Personal Business) 
เหมาะมากๆ กับคนที่มีธุรกิจออนไลน์อยู่แล้ว หรือมีความคิดที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เพราะม.กรุงเทพ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้มีโอกาสพบกับอาจารย์พิเศษหรือวิทยากรที่ทำงานในบริษัทชั้นนำมาให้ความรู้และแชร์ประสบการณ์การทำงาน โดยเราจะสอนการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด จะมีวิธีการนำเสนอสินค้าของตนเองอย่างไรโดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ เพราะฉะนั้นหลักสูตรการตลาดดิจิทัลมีส่วนช่วยให้นักศึกษาประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน อยากเป็นวัยรุ่นเงินล้าน อยู่ใกล้แค่เอื้อมจริงๆ


ที่มา https://www.bu.ac.th/th/bu-magazine/view/354?fbclid=IwAR3UfNzi4iHPawq8zM6663BM_YCteh6KU9qUtepxJY7CoOuuiHwo8rg6AVY 
 

เรียนแพทย์ 6 ปี ต้องเจออะไร ? แกะเส้นทางสู่วิถีอาชีพ “หมอ”

อยากเป็นหมอ!! หมอ แพทย์ เป็นอาชีพต้นๆ ที่น้องๆ หลายๆคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น โดยกว่าจะเป็นหมอได้นั้น ก็จะต้องเรียนอย่างหนักในขั้นต้นเพื่อเข้าในคณะแพทยศาสตร์ และเมื่อเข้าไปเรียนในคณะแพทยศาสตร์ได้แล้วนั้น จะต้องเจออะไรบ้าง สำหรับเส้นทางสู่วิถีอาชีพหมอ เข้าสู่คณะแพทยศาสตร์ เขาเรียนอะไรกันบ้าง
.
เรียนปี 1 ปรับพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ม.ปลาย
จะเน้นวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ (ที่ใช้ในการแพทย์) เป็นหลัก ซึ่งคือการเรียนปรับพื้นฐานโดยใช้ความรู้จาก ม.ปลายนั่นเอง
.
เรียนปี 2 ก้าวสู่การเป็นแพทย์
เรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ของแพทย์เพิ่มขึ้น โดยเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายและระบบการทำงานของร่างกายอย่างละเอียด เช่น ระบบประสาท ระบบเลือด ฯลฯ นอกจากนี้ยังเรียน วิชาทางกายวิภาค สรีรวิทยา พันธุศาสตร์ เป็นต้น และยังได้พบกับอาจารย์ใหญ่และคำปฏิญาณด้วย
.
เรียนปี 3 เรียนร่างกาย
หลักภูมิคุ้มกัน , ปรสิตวิทยา, พยาธิทั่วไป, เวชศาสตร์ชุมชนฯ และยาขั้นพื้นฐาน ในเภสัชวิทยา
.
เรียนปี 4 ก้าวแรกสู่คลินิก
เป็นปีแรกที่ก้าวเข้าสู่ชั้นคลีนิก เรียนรู้และทดลองดูแลคนไข้จริงที่โรงพยาบาล ซึ่งจะได้วนไปตามวอร์ดต่างๆ จนครบ จะเป็นปีที่สนุก ต้องตื่นเช้าและนอนดึก เป็นปีที่ไม่มีเวลา เพราะจะเรียนหนักมากเช่นกัน
.
เรียนปี 5 หนักหน่วงเพื่อแพทย์
ในการเรียนของปีที่ 5 จะมีรูปแบบคล้ายปีที่ 4 คือแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย และวนไปตามวอร์ดต่างๆ ตลอดทั้งปี แต่จะเป็นวอร์ดที่ไม่เคยเจอในปี 4 เช่น แผนกจิตเวช, แผนกนิติเวช เป็นต้น
.
เรียนปี 6 Extern
ปีสุดท้าย ความฝันอยากเป็นหมอใกล้เป็นจริง จะได้ทำงานจริงเหมือนแพทย์ตามโรงพยาบาล ตรวจคนไข้รักษา เย็บแผลเอง ทำคลองเอง ทำการผ่าตัดเล็กๆ เรียกว่าได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาทั้งหมด และยังได้ไปฝึกที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดด้วย เมื่อสอบ ก็จะได้จบมาเป็นหมอแล้ว
.
ทั้งนี้หลังจากเรียนจบ มาแล้ว ก็ยังมีการเรียนเฉพาะเจาะลึกของแต่ละด้าน ตามระดับ ซึ่งจะถูกเรียกแตกต่างกัน
.
แพทย์ใช้ทุน (อินเทิร์น , Intern)
โดยทั่วไปการ intern นี้กินเวลา 3 ปี แต่บางคนอาจจะออกมาก่อน Intern ก็คือหมอที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแพทยศาสตร์ 6 ปี โดยนักศึกษาแพทย์คนไหนที่เรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐต้องไปเป็นคุณหมอใช้ทุนที่โรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลทั่วไปเพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์


แพทย์ประจำบ้าน (เรสซิเด้นท์ , Resident)
คือแพทย์ที่เรียนจบแล้ว และตัดสินใจกลับมาเรียนต่อในสาขาที่ตนสนใจ หรือเรียกง่ายๆว่ามาเรียนต่อเฉพาะทางนั่นเองครับ
.
แพทย์ประจำบ้านต่อยอด (เฟลโล่ชิป , Fellowship)
คือแพทย์ประจำบ้านที่จบการเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่ในสาขานั้นๆยังคงมีเจาะลึกลงไปอีก เช่น สาขาอายุรศาสตร์ มีสาขาต่อยอดขึ้นไปอีก เช่น อายุรศาสตร์โรคหัวใจ อายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารเป็นต้น
.
สตาฟ หรือ staff คือเเพทย์ผู้ที่จบ เฉพาะทางหรือ เฉพาะทางต่อยอดเเละทำงานในโรงพยาบาลต่างๆ


ที่มา https://www.ondemand.in.th/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C-6 
 

คณะประมง งงไหม ? เขาเรียนอะไรกัน

คณะประมง (Faculty of Fisheries) เป็นอีกหนึ่งคณะในฝันของน้อง ๆ หลายคน ที่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำนานาชนิด โดยจะได้สร้างงานวิจัย เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิทยาศาสตร์ทางน้ำ เทคโนโลยีการเก็บรักษาและแปรรูปสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในแหล่งน้ำ
.
เลือกเรียนที่ไหนดี ? คณะประมง
ซึ่งในประเทศไทยก็ได้มีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนทางด้านประมงอยู่หลายแห่งด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านประมงโดยตรง ส่วนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ จะเป็นสาขาวิชาย่อยอยู่ในคณะเกษตรศาสตร์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร หรือ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร เป็นส่วนใหญ่
ในบทความนี้ก็มีเรื่องน่ารู้ของคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาบอกกันด้วย ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย


คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์
เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่ต้องการผลิตบัณฑิต สร้างงานวิจัยและให้บริการแก่สังคมด้านการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิทยาศาสตร์ทางน้ำ เทคโนโลยีการเก็บรักษาและแปรรูปสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในแหล่งน้ำ โดยในปัจจุบันจัดพื้นที่การเรียนการสอนใน วิทยาเขตบางเขน (แต่ในบางสาขาวิชาก็อาจจะต้องไปเรียนที่ วิทยาเขตกำแพงแสน ด้วย) แบ่งออกเป็น 5 ภาควิชาด้วยกัน ได้แก่
.
1. ภาควิชาการจัดการประมง
มุ่งเน้นการเรียนด้านการบริหารจัดการ การวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน รวมทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ สังคม และนิติศาสตร์ เช่น การจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ, นโยบายและการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ, เศรษฐศาสตร์การประมง, ธุรกิจการประมง, การประมงชุมชน และสารสนเทศเพื่อการจัดการประมง เป็นต้น
.
2. ภาควิชาชีววิทยาประมง
มุ่งเน้นการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ บทบาท และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมในแหล่งน้ำ เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำ, นิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ, สรีรวิทยาสัตว์น้ำและพิษวิทยา, สุขภาพสัตว์น้ำ, ชีวประวัติสัตว์น้ำและพลศาสตร์การประมง เป็นต้น
.
3. ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
มุ่งเน้นเรียนด้านการปรับปรุงพันธุกรรมและการบริหารจัดการฟาร์ม เช่น ระบบการเพาะเลี้ยงแบบหนาแน่น, วิทยาภูมิคุ้มกัน, การวิเคราะห์คุณภาพน้ำและอาหารสัตว์น้ำ เป็นต้น
.
4. ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง
มุ่งเน้นการเรียนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมการแปรรูป และการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการบริหารโรงงานอุตสาหกรรม เช่น เคมีและชีวเคมีของสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์, .จุลชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพทางผลิตภัณฑ์ประมง และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น
.
5. ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล
มุ่งเน้นเรียนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีการจับสัตว์น้ำในทะเล เช่น นิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพ, สมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยีประมงทะเล และเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล เป็นต้น

โดยการเรียนในคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ น้อง ๆ จะไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังมีการจัดเป็นทริปออกไปการทำงานจริงในฟาร์มปลาว่าเขามีวิธีการเพาะพันธุ์ปลากันอย่างไร เขามีวิธีการดูแลปลาอย่างไรกันบ้าง หรือเรียนรู้ที่สถาบันวิจัยทางทะเล อีกด้วย


จบมาแล้วทำงานอะไรได้บ้าง?
สำหรับน้อง ๆ ที่สำเร็จการศึกษาในคณะประมง สามารถที่จะเข้าทำงานเป็นหลายตำแหน่งด้วยกัน เช่น นักวิชาการด้านการสำรวจสมุทรศาสตร์, นักวิชาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ, นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นต้น โดยสามารถสมัครเข้าทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดังนี้ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ , กรมควบคุมมลพิษ, สำนักแผนและนโยบายสิ่งแวดล้อม, กรมทรัพยากรธรณี, สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ, กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ, กรมอนามัยสิ่งแวดล้อม, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, บริษัทที่ปรึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
.
มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน (แห่งอื่น ๆ)
คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 
 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 
คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก 
คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 
คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร 
คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ฯลฯ 


ที่มา https://campus.campus-star.com/education/83671.html?fbclid=IwAR1yKkGNn8flTTbBN1ZPv6Sr8WNf8G6Ptc01eRjea1KgoqTblV0f0bCqYNI 
 

กว่าจะมาเป็นจิตแพทย์ หมอผู้รักษาและเยียวยาโรคซึมเศร้า

เชื่อว่าทุกคนคงจะเคยได้ยินข่าว หรือได้ยินคนรอบตัวคุยกันเรื่องโรมซึมเศร้ากันมาบ้าง ซึ่งจะมีอาการจำพวก เบื่อ นอนไม่หลับ เครียดสะสม เศร้าสะสม ไม่มีสมาธิ และรู้สึกไร้ค่า เวลาคุยเรื่องโรคซึมเศร้าทีไร อาชีพที่จะถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลาก็คือจิตแพทย์ ซึ่งเป็นหมอเฉพาะทางที่มีหน้าที่รักษาและพูดคุยกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เราไปทำความรู้จักอาชีพจิตแพทย์กันว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง และต้องเรียนอะไรบ้างถึงจะเป็นจิตแพทย์ได้
.
เส้นทางสู่การเป็นจิตแพทย์นั้น เริ่มต้นจากการเรียนหมอทั่วไปที่คณะแพทยศาสตร์ 6 ปี จากนั้นก็ไปทำงานเพิ่มพูนทักษะและใช้ทุนที่ต่างจังหวัด 3 ปี ก่อนจะกลับมาเรียนแพทย์เฉพาะทางในภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา โดยเรียนเป็นเวลา 3 ปี สำหรับหลักสูตรจิตแพทย์ทั่วไป และ 4 ปี สำหรับหลักสูตรจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เมื่อเข้ามาเรียนแล้ว ระหว่างนี้เราจะเรียกว่าเป็นแพทย์ประจำบ้านจิตเวชศาสตร์ (resident in psychiatry)
.
ในส่วนเนื้อหาการเรียน ปี 1 จะเรียนจิตเวชศาสตร์พื้นฐานทั่ว ๆ ไป ทฤษฏีต่าง ๆ ทางจิตวิทยา ความผิดปกติทางจิต และโรคทางจิตเวชและการรักษา เมื่อเข้าสู่ช่วงปีที่ 2 แล้ว จะเน้นการดูแลผู้ป่วยโรคทางร่างกายและที่มีปัญหาทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า เมื่อก้าวสู่ปีสุดท้าย ก็จะเรียนลงลึกมากขึ้น เช่น เรียนเกี่ยวกับผู้ติดยาเสพติด จิตเวชชุมชน การทำจิตบำบัดแนวลึก เป็นต้น
.
เมื่อเรียนจบ 3 หรือ 4 ปีแล้ว ก็จะมีการสอบใหญ่รวมทุกสถาบัน โดยราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย โดยใช้เวลาสอบประมาณ 7 วัน ทั้งการสอบข้อเขียนและสอบปฏิบัติ เมื่อสอบผ่านแล้วก็จะได้รับวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบอาชีพวิชาชีพเวชกรรม สาขาจิตเวชศาสตร์ จากแพทยสภา มาถึงตรงนี้ก็ถือว่าได้เป็นจิตแพทย์ พร้อมทำหน้าที่รักษาโรคซึมเศร้า และโรคทางจิตเวชอื่น ๆ แล้ว
.
หน้าที่ของจิตแพทย์มีอะไรบ้าง ? 
หน้าที่ของจิตแพทย์นั้น นอกจากจิตแพทย์จะทำหน้าที่รักษาโรคซึมเศร้าแล้ว จิตแพทย์ยังมีหน้าที่อื่น ๆ อีก ได้แก่
1. ให้คำปรึกษา และแนะนำ ปัญหาต่างๆ เช่น ปรึกษาปัญหาครอบครัวปัญหาพัฒนาการเด็ก  ปัญหาการเรียน ปัญหาชีวิตคู่  ปรึกษาปัญหาก่อนแต่งงาน  ปัญหาความขัดแย้งในใจ
2. รักษาโรคทางจิตเวช (Psychiatric disorders) ตัวอย่าง เช่น โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท โรควิตกกังวล โรคอารมณ์สองขั้ว เป็นต้น
3. รักษาโรคทางระบบประสาท (Neurology) และประสาทจิตเวช (Neuropsychiatry)คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างบางส่วนของสมอง แล้วมีผลทำให้เกิดปัญหาเรื่องอารมณ์ พฤติกรรมและอาการทางจิต เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)  ภาวะบาดเจ็บที่สมอง (Traumatic brain injury) เป็นต้น
4. เป็นส่วนหนึ่งในทีมรักษาร่วมกับแพทย์สาขาอื่นๆ เพื่อร่วมกันดูแลรักษาในแบบองค์รวม เช่น หน่วยผู้ป่วยวาระสุดท้าย (end of life care), หน่วยรักษาความเจ็บปวด (pain unit), การปลูกถ่ายอวัยวะ (organ transplantation), หน่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke unit) เป็นต้น
.
จะเป็นจิตแพทย์ได้ต้องพูดเก่งไหม ? 
หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าต้องให้คำปรึกษา และแนะนำคนไข้อยู่ตลอดเวลา จะต้องเป็นคนพูดเก่งแน่ ๆ เลย ในความเป็นจริงแล้ว คนที่เป็นจิตแพทย์ไม่จำเป็นต้องพูดเก่งเสมอไป คนไข้บางคนอาจพูดเก่ง และต้องการจิตแพทย์ที่รับฟังเขา หรืออาจจะกลับกัน ไม่ว่าเราจะเป็นคนพูดเก่งหรือไม่ค่อยพูด สร้างความสัมพันธ์เก่งหรือไม่เก่งก็ตาม เมื่อเข้ามาฝึกเป็นแพทย์เฉพาะทางแล้ว เราจะได้รับการสอนให้รู้ว่า สถานการณ์ไหนควรพูด และสถานการณ์ไหนควรเป็นผู้ฟัง โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบุคลิกตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้ว พูดไม่เก่ง เป็นคนเงียบ ก็สามารถเป็นจิตแพทย์ได้ ถ้ามีใจรักในอาชีพนี้
.
แล้ว “จิตแพทย์” แตกต่างกับ “นักจิตวิทยาคลินิก” ยังไง ? 
อีกข้อ ที่หลาย  ๆ คนตั้งคำถามก็คือ จิตแพทย์ต่างจากนักจิตวิทยายังไง ?  คำตอบก็คือ ถึงแม้จิตแพทย์และนักจิตวิทยาจะมีหน้าที่ฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วยเหมือนกัน แต่ทั้งคู่ก็ทำงานต่างกัน โดยจิตแพทย์ คือ แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวช มีความเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาอาการป่วยทางจิต ขณะที่นักจิตวิทยา คือ ผู้ที่เรียนทางจิตวิทยาและได้รับการฝึกจนเป็นนักจิตวิทยาคลินิก มีหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือบำบัดผู้ป่วยด้วยการพูดคุย แต่นักจิตวิทยาจะไม่สามารถสั่งจ่ายยาหรือวินิจฉัยอาการทางการแพทย์ได้ โดยทั่วไป นักจิตวิทยาและจิตแพทย์มักทำงานร่วมกันเพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตของผู้ป่วย
.
ต้องบอกว่ากว่าจะมาเป็นอาชีพจิตแพทย์ได้นี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย แต่ก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนมีใจรักที่อยากจะรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและโรคทางจิตเวชอื่น ๆ  ซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยด้านจิตเวชมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจิตแพทย์คือแพทย์คนสำคัญที่จะช่วยเหลือพวกเขา ใครที่อยากเป็นจิตแพทย์ ขอให้สู้ ๆ และโชคดีได้เป็นจิตแพทย์สมใจนะ


ที่มา https://www.webythebrain.com/article/known-to-psychiatrist
 

KOSEN KMUTT หลักสูตรเตรียมวิศวะ ฯ เพื่อพัฒนาเด็กไทยสู่การเป็นวิศวกร

โครงการ KOSEN KMUTT เกิดขึ้นภายใต้ "โครงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค" ระยะเวลา 13 ปี (2562-2574) งบประมาณ 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตกำลังคนป้อนอุตสาหกรรมที่ EECi โดยมีการจัดตั้งสถาบันไทย KOSEN เมื่อปลายปี 2561 และมี 2 มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินโครงการผลิตกำลังคน คือ สถาบัน KOSEN แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ สถาบัน KOSEN แห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยได้รับมอบหมายให้ผลิตบุคลากรทั้งหมด 6 หลักสูตร ตามความถนัดและความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย


การจัดการเรียนการสอนของ KOSEN KMUTT นั้น ส่งเสริมและเน้นการพัฒนาสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่อเนื่องถึงระดับชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัย รวมระยะเวลาหลักสูตร 5 ปี โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาวิศวกรนักปฏิบัติที่มีคุณลักษณะของความเป็นนวัตกรที่มีความคิดสร้างสรรค์และลงมือปฏิบัติ/สร้างนวัตกรรมได้
.
KOSEN KMUTT เปิดรับสมัครนักเรียนรุ่นแรกหลักสูตร Automation Engineering จำนวน 1 ห้อง โดยเริ่มปีการศึกษาแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา มีนักเรียน 20 คน และปีที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยเปิดรับสมัครนักเรียนเพิ่มเป็น 2 ห้อง ห้องละ 26 คน สำหรับกระบวนการคัดเลือกนักเรียนที่สนใจเข้ามาเรียน KOSEN KMUTT จะรับสมัครนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผ่านกระบวนการสอบคัดเลือกสองรอบ รอบแรกจะเป็นข้อสอบที่วัดทักษะพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การคำนวณ และรอบที่สองจะเป็นข้อสอบของ KOSEN KMUTT ซึ่งจะเป็นการค้นหานักเรียนที่ชอบและมีทักษะการสร้างสิ่งประดิษฐ์ และชอบลงมือปฏิบัติจริง


KOSEN KMUTT ไม่ได้ต้องการเด็กที่เก่งที่สุดในเชิงวิทยาศาสตร์ เราต้องการเด็กที่ชอบลงมือปฏิบัติ มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาต่อได้ เรามองว่านักเรียนที่เหมาะกับ KOSEN ให้นึกภาพที่มีรถของเล่นหรือวิทยุเก่าๆ ช่างรื้อ ช่างต่อ ช่างสร้าง เด็กที่ชอบทำแบบนี้ KOSEN KMUTT คือคำตอบ เมื่อนักเรียนเรียนจบชั้นปีที่ 5 จะผลักดันให้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมโดยจะใช้การเรียนรู้รูปแบบ Work Integrated Learning หรือการเรียนรู้ร่วมในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมจธ.มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ควบคู่กับการเรียนรู้บน Platform KMUTT 4 life ซึ่งเป็นการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การสร้างกำลังคนในอนาคตของมจธ. โดยโครงการ KOSEN KMUTT สำนักงานห้องเรียนวิศว์-วิทย์ เป็นผู้รับผิดชอบ ร่วมกับคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน KOSEN ประเทศญี่ปุ่น 
.
นักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนในโครงการ KOSEN KMUTT จะได้รับทุนเรียนฟรีตลอดการศึกษาตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่ 5 และโอกาสในการเข้าทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อีกทั้งนักเรียน KOSEN KMUTT ทุกรุ่น จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนจะได้รับการคัดเลือกให้ไปเรียนปี 3-4-5 ที่ KOSEN ญี่ปุ่น โดยจะต้องผ่านการสอบของ KOSEN ญี่ปุ่นและผ่านระดับสมรรถนะภาษาญี่ปุ่น


เมื่อเรียนจบปีที่ 5 และมีระดับสมรรถนะตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ก็จะได้วุฒิอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ จาก KOSEN KMUTT และสามารถเข้าปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรมได้ทันที นอกจากนี้หลังจบปี 5 จะมีทุนให้เรียนต่อปริญญาตรีซึ่งเป็นการศึกษาในวิชาชั้นสูง (Advance Course) ระดับปริญญาตรี โดยสามารถเลือกเรียนได้ โดยขณะนี้ทาง KOSEN KMUTT อยู่ระหว่างดำเนินการจัดเตรียมหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อรองรับนักเรียน ในการเรียนรู้ระดับสูงขึ้น
.
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วางแผนหลักสูตรเป็นขั้นตอน หลักสูตรแรก คือ  Automation Engineering วิศวกรรมอัตโนมัติ เริ่มปีการศึกษา 2563 เนื่องจากสาขาดังกล่าวสามารถตอบโจทย์การพัฒนาด้าน Digital Transformation ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสำหรับการพัฒนาสังคมดิจิทัลและอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ


หลักสูตรที่สองเป็น Bio Engineering  ซึ่งจะเริ่มในปีที่ 3 หรือปี 2565 หลักสูตรนี้ จะตอบสนองต่อการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทรัพยากรมีความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถ ทางด้านนวัตกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กระบวนการผลิต การแปรรูป สร้างคุณค่าของทรัพยากรชีวภาพในเชิงวิศวกรรม


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/909433 
 

แอร์โฮสเตส อาชีพนี้เรียนคณะอะไร ?

อาชีพแอร์โฮสเตสเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆคน แอร์โฮสเตสเรียนคณะอะไร? หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องจบตรงสายถึงจะเป็นแอร์โฮสเตสหรือสจ๊วตได้ อยากเป็นแอร์โฮสเตสเรียนกี่ปี?  แอร์โฮสเตสต้องเรียนสายอะไร? แต่จริงๆแล้วทุกสายการบินไม่เคยมีการระบุว่าจะต้องจบคณะอะไรมาถึงจะเป็นแอร์โฮสเตสได้
.
อาชีพแอร์โฮสเตสเป็นอาชีพที่มีรายละเอียดเฉพาะตัวมาก ๆ นอกจากที่เราเห็นว่าอาชีพแอร์โฮสเตสจะต้องบริการผู้โดยสารแล้ว อาชีพนี้ยังต้องทำหน้าที่อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปฐมพยาบาล, นักดับเพลิง, ควบคุมสถานการณ์, ดูและความปลอดภัย, เลี้ยงเด็ก, ดูแลภาพลักษณ์ หรืออื่นๆ ทำให้ความจริงแล้วอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือ ที่เราเรียกกันสั้นๆว่า ‘แอร์’ นั้นต้องการคนที่มีความสามารถรอบด้าน ดั้งนั้นเพื่อตอบคำถามที่ว่า แอร์โฮสเตสเรียนคณะอะไร? บอกได้เลยตรงนี้ว่า เรียนคณะอะไรก็สามารถเป็นแอร์โฮสเตสได้เหมือนกันหมด เพราะหากเรามองกันลึกๆ ทุกสายวิชาก็จะเป็นสายที่มีความสามารถเฉพาะทางที่เกิดประโยชน์กับอาชีพนี้ได้ทั้งนั้น


เส้นทางสู่อาชีพแอร์โฮสเตสนั้นหากเรามีความรู้ด้านภาษา และ ภาษาที่ 3 ก็จะสามารถสร้างโอกาสที่มากขึ้นให้กับผู้สมัครได้ เพราะความจริงแล้วสายการบินทุกสายสามารถสอนเราทุกเรื่องที่เราควรรู้บนเครื่องบินได้ภายในเวลา 3 เดือน แต่สำหรับภาษา สายการบินเค้าไม่มีเวลามาสอนเรา ดังนั้นนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า สายการบินจะต้องมีการสอบภาษาหรือให้ยื่นผลภาษาก่อนเข้านั่นเอง ดังนั้นทางที่ดีการเลือกเรียนสายภาษาจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับผู้ที่อยากพัฒนาในภาษาอังกฤษ หรือมั่นใจในภาษาอังกฤษของตัวเองในระดับนึงแล้ว การมีภาษาที่ 3 ก็จะเป็นตัวเลือกที่จะทำให้เราดูน่าสนใจกับสายการบินมากยิ่งขึ้น 


เรื่องน่าสนใจของแต่ละคณะกับการสมัครแอร์ฯ
หลังจากที่ทราบแล้วว่าจบคณะอะไรก็สามารถเป็นแอร์โฮสเตส / สจ๊วตได้ มาทำความรู้จักกันดีกว่าว่าแต่ละคณะที่เรากำลังเรียนหรือกำลังจะจบมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง เมื่อต้องไปสมัครเป็นแอร์ 
.
1. คณะบริหารธุรกิจ สาขาบริหารการบิน หรือ สาขาการจัดการธุรกิจการบิน
หลายคนที่มีความฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตสมักจะสนใจในสาขานี้เนื่องจากมองว่าน่าจะใกล้เคียงกับแอร์โฮสเตสมากที่สุด หากแต่เราได้ศึกษาอย่างลึกๆ แล้ว สาขานี้เป็นสาขาที่เกี่ยวกับการจัดการด้านการบินทั้งหมด และเทคนิคการบริหารการบินในหลากหลายแง่มุม หากใครที่เลือกสาขานี้เราจะต้องเรียนและทำความเข้าใจกับอาชีพที่เกี่ยวกับการบินในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานตั้งแต่ภาคพื้นไปจนถึงงานบนเครื่องบิน แต่หากตั้งใจอยากจะเรียนสาขานี้เพื่อเป็นแอร์โฮสเตสอย่างเดียวอาจจะทำให้เราจะต้องเรียนในส่วนอื่นที่เราอาจจะไม่สนใจ แต่สำหรับใครที่มีความหลงใหลทางด้านการบินมาก ๆ ก็อาจจะสนุกและตื่นตาที่เราจะได้รู้ทุกแง่มุมของการบริหารจัดการธุรกิจการบิน
.
2. คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยว
สาขานี้จะเสริมให้มีทักษะในด้านอุตสาหกรรมบริการ พัฒนาความรู้ในเรื่องการจัดการด้านการท่องเที่ยวและคุณลักษณะของบุคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรมการบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งก็เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบงานบริการ อาชีพแอร์โฮสเตสก็เป็นอีกอาชีพที่เราจะต้องบริการและให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร หากเป็นคนที่ชอบงานด้านบริการและการท่องเที่ยวอยู่แล้ว สาขานี้ก็เป็นอีกสาขานึงที่เหมาะสำหรับผู้ที่ที่มีความฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตส
.
3. คณะนิเทศศาสตร์ หรือ คณะที่เกี่ยวกับการสื่อสารมวลชน
เป็นสาขาที่จะได้พัฒนา การพูดการสื่อสาร ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญส่วนหนึ่งของอาชีพแอร์โฮสเตสเช่นกัน แอร์โฮสเตสจะต้องเป็นคนที่มีการสื่อสารที่ดี รู้จักการวางตัว การพูดคุย รวมถึงจะต้องเป็นคนที่อยู่ต่อหน้ากับคนหมู่มากอยู่ตลอดเวลาทำให้ การเลือกเรียนสาขานี้ก็จะทำให้เราเลือกใช้การพูดที่เหมาะสม และยังเป็นคนที่สามารถพูดให้คนรอบข้างรู้สึกดึงดูดได้ตลอดเวลา
.
4. คณะอักษรศาสตร์, มนุษยศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์ 
สำหรับผู้ที่กำลังเลือกเรียนในสาขาเหล่านี้ จะมีเอกที่เกี่ยวกับภาษาเราสามารถเลือกที่จะพัฒนาด้านภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาที่สามก็ได้ หากมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษที่แน่นแล้วเราอาจจะเลือกเรียนคณะนี้เพื่อเน้นเพิ่มเติมด้านภาษาที่ 3 ก็ได้เพื่อที่จะทำให้เราได้เปรียบมากกว่าผู้สมัครแอร์คนอื่น ๆ แต่ก็ไม่ใช่ทุกภาษาที่ 3 ที่สายการบินสนใจ เราจะต้องดูด้วยว่าสายการบินที่เราสนใจเค้ามีเส้นทางเดินทางไปประเทศไหนจำนวนมาก ซึ่งสายการบินที่สนใจภาษาที่ 3 อันดับต้น ๆ มีตัวอย่างเช่น จีน , ญี่ปุ่น, เกาหลี แต่หากเราได้ภาษาที่ 3 ที่นอกเหนือจากนี้ก็อาจจะเป็นที่สนใจของสายการบินแต่ก็อาจจะไม่เยอะมาก
.
5. คณะศึกษาศาสตร์, ครุศาสตร์ 
คณะนี้เป็นสายที่หลายคนมองว่าเป็นคณะที่เกี่ยวกับอาชีพครูหรืองานอาจารย์ คณะนี้ถือว่าจะเลือกเรียนได้ทั้ง ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปะศาสตร์และอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็นำมาปรับใช้กับอาชีพแอร์โฮสเตสได้เช่นกันไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา หรือทักษะการเข้าใจคน เข้าใจผู้เรียน เข้าใจคนอื่นและ รู้จักการจัดการ
.
6. คณะสังคมศาสตร์ หรือ รัฐศาสตร์
ทั้ง 2 คณะนี้เราจะต้องเป็นคนที่เข้าใจสังคมเข้าใจภาพรวมของสังคม วัฒนธรรม และการปกครอง ทั้งภายในและต่างประเทศ เราจะได้เรียนรู้การเจรจา การวางแผน การเข้าใจคนหมู่มากเพื่อที่จะสามารถเข้าใจคนอื่นๆได้ง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับงานอาชีพแอร์โฮสเตสที่จะต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานและต้อนรับผู้โดยสารมากมายทั่วโลก
.
7. คณะวิทยาศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์, นิติศาสตร์, สถาปัตย์ หรือ อื่นๆ
หลายคนอาจจะมองว่าสาขาเหล่านี้ดูไม่เกี่ยวข้องกับอาชีพแอร์โฮสเตสเลยแต่ต้องบอกเลยว่าจริง ๆ แล้วสาขาเหล่านี้ก็ทำให้เรามีความรู้และเป็นแอร์โฮสเตสได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการ การวางแผน ความใส่ใจในรายละเอียด หรือ ความที่เราชั่งสังเกตและระมัดระวังก็สามารถทำให้กรรมการคัดเลือกสนใจได้เช่นกัน



ดังนั้นอย่างที่บอกตั้งแต่ข้างต้น ไม่ว่าจะเลือกเรียนคณะอะไรก็สามารถที่จะทำงานในสายอาชีพแอร์โฮสเตสได้อย่างแน่นอน เพียงแต่เราจะต้องมีความชำนาญในด้านนั้น ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์กับสายการบินซึ่งเราอาจจะเป็นคนที่กรรมการต้องการก็ได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเก่งด้านอะไร สิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือเรื่องของภาษาอังกฤษ เราจะต้องมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับอาชีพนี้ ดังนั้นเราจะต้องไม่ลืมพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับการพัฒนาภาษาอังกฤษอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน 


ที่มา https://crewwingseducation.com/tips/cabincrew-faculty/ 
 

เรียน “บริหารธุรกิจ” จบมาแล้วทำงานอะไรได้บ้าง ?

คณะบริหารธุรกิจ ถือเป็นอีกหนึ่งคณะที่มีการเรียนการสอนครอบคลุมความรู้ในหลากหลายสาขาวิชา แตกต่างกันไปในแต่ละสถาบัน ซึ่งหลักสูตรของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในประเทศก็จะประกอบไปด้วยสาขาหลักๆ ที่คล้ายคลึงกัน เช่น การจัดการทั่วไป การเงินและการธนาคาร การบัญชี การตลาด การผลิต การบริหารงานบุคคล โลจิสติกส์ ธุรกิจการประกันภัย ประกันชีวิตและสุขภาพ เป็นต้น


เอาล่ะ สำหรับใครที่มีคำถาม อยากจะรู้ว่าเมื่อเข้ามาเรียนคณะบริหารและจบมาแล้วสามารถจะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง ตามมาดูบทความนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจได้เลย
.
1. นักธุรกิจ/เจ้าของธุรกิจส่วนตัว
การเรียนบริหารจะทำให้เรารู้หลักพื้นฐานในการประกอบธุรกิจต่างๆ เช่น หลักการวางแผน การจัดการ การบริหารทรัพยากรบุคคล การจัดการเชิงกลยุทธ์ ซึ่งขั้นตอนและหลักการเหล่านี้จะทำให้เรามีพื้นความรู้ในสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองได้
.
2. นักการธนาคาร/นักลงทุน
สำหรับคนที่เรียนจบคณะบริหาร สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร คุณจะสามารถบริหารเงินอย่างสร้างสรรค์ รู้หลักโครงสร้างการบริหารสถาบันการเงินและตลาดหลักทรัพย์ หลักการลงทุน นโยบายการเงินการคลัง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานบริการด้านการเงิน บริหารสินเชื่อ วิเคราะห์หลักทรัพย์ งานการธนาคาร งานลงทุน และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
.
3. นักการตลาด
สาขาการตลาด จะทำให้คุณเรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภค มีการวางแผนการตลาดอย่างสร้างสรรค์ ฝึกวิจัยการตลาดและการส่งเสริมการขาย พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีในการวางแผนทางการตลาด ทำงานวิจัยการตลาด บริหารลูกค้าสัมพันธ์ และงานการขายอื่นๆ ซึ่งสาขานี้ถือเป็นงานที่ขาดแคลนและเป็นที่ต้องการของตลาดงานอย่างมากในปัจจุบันรวมทั้งเป็นสายงานที่มีค่าตอบแทนสูงอีกสาขาหนึ่ง
.
4. พนักงานฝ่ายบุคคล
ในการเรียนคณะบริหารธุรกิจ สิ่งสำคัญที่จะได้ในหลักการเบื้องต้นทุกอย่างคือ เรื่องการสรรหาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพ จัดการฝึกอบรม พัฒนา ประเมินผลงานบุคคลทุกหน่วยงานในองค์กร เพื่อสามารถวางแผนกำลังคน จ่ายค่าตอบแทน และทำแรงงานสัมพันธ์ได้ ซึ่งอาชีพที่ต่อยอดจากการเป็นพนักงานฝ่ายบุคคล คือ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ผู้จัดการแผนกการจ้างงาน เป็นต้น
.
5. ผู้บริหาร/ผู้จัดการ ในองค์กรต่างๆ
ด้วยศาสตร์ความรู้ที่หลากหลายครอบคลุมการบริหารและการจัดการ ทำให้ตำแหน่งงานของผู้ที่เรียนจบคณะนี้มีไม่จำกัดโดยผู้ที่จบจากคณะบริหารธุรกิจสามารถทำงานในตำแหน่งผู้บริหารหรือผู้จัดการในองค์กรเอกชนหรือหน่วยงานราชการได้ ทุกภาคส่วน


ที่มา https://www.admissionpremium.com/business/news/2184 
 

หมอแล็บ เขาเรียนอะไรกัน รีวิวคณะเทคนิคการแพทย์แบบสังเขป

เชื่อว่าน้อง ๆ ม.ปลายหลายคนคงได้เคยยินชื่อ คณะเทคนิคการแพทย์ หรือคณะสหเวชศาสตร์ กันมาบ้างแล้วอย่างแน่นอน แต่ก็ยังคงมีน้อง ๆ หลายคนที่ไม่รู้ว่าคณะเรียนเกี่ยวกับอะไร เรียนเหมือนกับแพทย์หรือเภสัชศาสตร์หรือเปล่า จบมาแล้วทำงานอะไรได้บ้าง มีมหาวิทยาลัยไหนเปิดสอนบ้าง และถ้าจะสมัครเข้าศึกษาต่อจะต้องใช้คะแนนอะไรบ้าง ในบทความนี้ ได้รวบรวมข้อมูลน่ารู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับคณะเทคนิคการแพทย์มาให้น้อง ๆ ได้ศึกษาทำความเข้าใจกันก่อนสมัครเรียน ถ้าพร้อมไปลุยกันเลย


คณะเทคนิคการแพทย์ เรียนเกี่ยวกับอะไร?
เทคนิคการแพทย์ (Medical technologist) หรือที่ทุกคนมักจะเรียกกันว่า หมอแล็บ เป็นสาขาวิชาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเป็นงานที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการรักษาของคุณหมอ โดยมีหน้าที่ในการตรวจสอบระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคและการติดตามการรักษา เช่น การตรวจสารชีวเคมีในเลือด ปัสสาวะ น้ำคัดหลั่ง เซลล์เม็ดเลือด การตรวจวิเคราะห์พยาธิ การตรวจแยกชนิดและการทดสอบยาปฎิชีวนะ การตรวจภูมิคุ้มกันต่างๆ การเพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ
.
นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการวิเคราะห์สารเสพติดและสารพิษในร่างกาย ในอาหาร และในสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ยาบ้า เฮโรอีน สารตะกั่ว และสารปรอท เป็นต้น คณะเทคนิคการแพทย์เรียน 4 ปีด้วยกัน โดยในแต่ละปีการศึกษาน้อง ๆ จะเจอวิชาเรียน ดังต่อไปนี้
.
ชั้นปีที่ 1 น้อง ๆ จะเรียนปรับพื้นฐานด้านวิทย์-คณิตในวิชาต่าง ๆ อาทิ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ (เน้นเรื่องสถิติและแคลคูลัส) ภาษาอังกฤษ สังคมศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น 
.
ชั้นปีที่ 2 จะเริ่มมีการปูพื้นฐานให้น้อง ๆ มีความเข้าใจถึงระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์มากยิ่งขึ้น ทั้งระบบการทำงานต่าง ๆ ภายในร่างกาย โครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ ระบบประสาท เคมี และชีวโมเลกุลที่เป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต
.
ชั้นปีที่ 3 จะเรียนวิชาเฉพาะด้านเทคนิคการแพทย์ โดยจะเรียนเกี่ยวกับการตรวจสอบสารคัดหลั่งของมนุษย์เพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัย การติดตามโรค การพยากรณ์โรค การป้องกันโรค ตัวอย่างวิชาที่เรียน เช่น โลหิตวิทยาคลินิก ซึ่งเรียนเกี่ยวกับการตรวจแยกเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว ฯลฯ
.
และในชั้นปีที่ 4 จะเป็นการทำวิทยานิพนธ์และฝึกปฏิบัติงาน โดยในเทอมที่ 1 จะเรียนเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีด้านเทคนิคการแพทย์ กฎหมายวิชาชีพ และนอกจากนี้ยังจะต้องทำวิทยานิพนธ์ด้วย ส่วนในเทอมที่ 2 จะเป็นการฝึกปฏิบัติงานจริงในห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข สภากาชาด ฯลฯ
.
คุณสมบัติของผู้สมัครเรียน
•    สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในแผนการเรียนวิทย์-คณิต
•    มีสุขภาพดี ไม่มีอาการของตาบอดสี
** ในบางมหาวิทยาลัยอาจจะมีการกำหนดผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPAX) ขั้นต่ำด้วย ดังนั้นน้อง ๆ ควรจะต้องดูรายละเอียดในข้อดีกันให้ดีด้วย


มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน 
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ / มหาวิทยาลัยขอนแก่น / มหาวิทยาลัยรังสิต / 
มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ / มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ / มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น
มหาวิทยาลัยมหิดล / มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ / มหาวิทยาลัยบูรพา / มหาวิทยาลัยนเรศวร ฯลฯ
.
จบแล้วทำงานอะไรได้บ้าง
นักเทคนิคการแพทย์ / นักวิจัย / นักรังสีเทคนิค / นักทัศนมาตรศาสตร์ / เซลล์ขายอุปกรณ์ทางการแพทย์
เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์สุขภาพและความงาม / อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์สุขภาพ / ครู/อาจารย์ ฯลฯ


ที่มา https://campus.campus-star.com/education/130057.html 
 

10 ภาษาสำคัญของโลกที่ควรรู้ ตัวเลือกดี ๆ สำหรับภาษาที่ 2 หรือ 3

ภาษาคือหนึ่งในกุญแจสำคัญสำหรับการติดต่อสื่อสาร อีกทั้งยังเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในปัจจุบัน การรู้ภาษาที่หลากหลายจึงเป็นประโยชน์สุดๆ ทั้ง 10 ภาษาที่มานำเสนอนี้จึงเป็นภาษาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ และมีแนวโน้มที่จะให้ประโยชน์สุดๆ ในอนาคตอย่างแน่นอน


1. ภาษาอังกฤษ
เป็นภาษาที่ถูกใช้มากกว่า 75% ชองประชากรโลก อีกทั้งยังเป็นภาษาทางการของหลายๆ ประเทศอีกด้วย ถือเป็นภาษาที่มีอิทธิพลและควรค่าแก่การเรียนรู้เพื่อเข้าสู่โลกธุรกิจระดับโลก


2. ภาษาจีน
เป็นอีกหนึ่งภาษาที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากที่ทราบกันดีว่ามีประชากรกว่า 1.2 พันล้านที่เข้าใจภาษาจีนได้ นอกจากนี้มันยังได้รับความนิยมในโลกธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 จีนจะเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจชั้นนำของโลกแซงหน้าภาษาอังกฤษได้เลย
.
3. ภาษาสเปน
ภาษาสเปนยังคงเติบโตเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่พูดภาษาสเปนเยอะเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยมีประชากรมากกว่า 37 ล้านคนพูดภาษาสเปนเป็นภาษาแรกและราว 50 ล้านคนพูดภาษาสเปนเป็นภาษาที่ 2 จึงเป็นภาษาที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการตีตลาดธุรกิจในแถบสหรัฐอเมริกา
.
4. ภาษาเยอรมัน
อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศเยอรมนีนั้นมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ควบคู่กับความแข็งแกร่งทางการเมืองและเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป ทำให้การรู้ภาษาเยอรมันนั้นมีประโยชน์มาก โดยนักวิเคราะห์พบว่าอุตสาหกรรมและ บริษัทจำนวนมากจ่ายค่าแรงให้กับพนักงานที่มีทักษะภาษาเยอรมันเพิ่มขึ้นถึง 4%
.
5.ภาษาโปรตุเกส
โปรตุเกสติดอันดับรองจากสเปนในฐานะภาษาที่ใช้พูดมากที่สุดในละตินอเมริกา ผู้คนมากกว่า 200 ล้านคนในบราซิลและบางส่วนของแอฟริกาพูดภาษาโปรตุเกส ภาษานี้กำลังเป็นที่นิยมส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของบราซิลในฐานะศูนย์กลางด้านธุรกิจและวิทยาศาสตร์


6.ภาษาอาหรับ
ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการของ 28 ประเทศ และประเทศที่พูดภาษาอาหรับก็เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้นอีกด้วย ถือเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญสำหรับสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป
.
7 ภาษาฝรั่งเศส
ภาษาฝรั่งเศสถือเป็นอีกหนึ่งภาษาที่สำคัญในสหภาพยุโรป ถูกเรียกว่าเป็น “the former English” ปัจจุบันภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการของ 29 ประเทศ รวมถึงประเทศในแถบแอฟริกาอีกด้วย จึงเป็นอีกภาษาที่มีความสำคัญ
.
8 ภาษาญี่ปุ่น
เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อด้านนวัตกรรม การวิจัย รวมถึงการพัฒนาหุ่นยนต์ เทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย การรู้ภาษาญี่ปุ่นจึงเป็นผลดีอย่างมากสำหรับผู้ที่สนใจทำงานในสายงานธุรกิจดังกล่าว
.
9. ภาษารัสเซีย
รัสเซียเป็นประเทศที่มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญ รัสเซียเป็นหนึ่งในภาษาทางการของสหประชาชาติและอันดับสองรองจากภาษาอังกฤษสำหรับเนื้อหาในเว็บไซต์ การรู้ภาษารัสเซียจึงเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน



10. ภาษาฮินดี
อาจจะเป็นภาษาที่น่าแปลกใจ แต่แม้ว่าประชากรอินเดียจำนวนมากพูดภาษาอังกฤษได้ แต่กว่า 80% ของประชากรไม่ได้พูดภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว ภาษาฮินดีจึงมีบทบาทสำคัญในการลงทุนทางด้านธุรกิจและเทคโนโลยีในประเทศที่ใช้ภาษาฮินดี
.
หากกำลังสนใจอยากเรียนภาษาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ 2 หรือภาษาที่ 3 ลองตัดสินใจนำภาษาเหล่านี้ไปพิจารณาดูได้นะ


ที่มา https://www.scholarship.in.th/10-most-important-languages-of-the-world/ 
 

นิวซีแลนด์เปิดรับนักเรียนต่างชาติ ให้สิทธิคนไทยบินไปเรียนภาษาได้

นิวซีแลนด์เปิดรับนักเรียนต่างชาติล๊อตแรก 5,000 คน ให้สิทธิคนไทยบินไปเรียนภาษาได้ ทั้งนักเรียนและคนวัยทำงาน นอกจากนั้นผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนทำงานนอกเวลาได้ 20 ชั่วโมง
.
เมื่อต้นเดือนเมษายน 2565 หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand : ENZ) สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย แจ้งว่า นิวซีแลนด์ได้เปิดรับนักเรียนต่างชาติล๊อตแรกแล้ว จำนวน 5,000 คน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก


นอกจากนั้น สำหรับนักเรียนไทยในช่วงแรกนี้ การศึกษานิวซีแลนด์ได้เปิดรับผู้สนใจสมัครเข้าเรียนในหลักสูตร English Pathway เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เหมาะสำหรับน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการเตรียมพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยนิวซีแลนด์แต่ยังไม่ผ่าน IELTS
.
รวมถึงวัยทำงานที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจและการทำงาน ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนได้และพร้อมบินไปเรียนที่นิวซีแลนด์ได้ทันทีกับสถาบันภาษาชั้นนำของนิวซีแลนด์
.
ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนหลักสูตร English Pathway ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รับนักเรียนจำนวนจำกัด สมัครก่อนได้สิทธิก่อน โดยนักเรียนสามารถเลือกชำระค่าเล่าเรียนผ่านบัตรเครดิต KTC และสะสมคะแนนได้ 4 เท่าอีกด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม : www.learnenglishnewzealand.com  
.
สถาบันภาษานิวซีแลนด์ ที่เข้าร่วมโครงการ English Pathway ที่สามารถเดินทางไปเรียนได้เลยในครั้งนี้ ได้แก่
1. Languages International สถาบันภาษาอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดในนิวซีแลนด์ เป็นสถาบันระดับสูงสุด Category 1 จากรัฐบาลนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ที่สวนอัลเบิร์ต เมืองโอ๊กแลนด์ ทำให้นักเรียนได้มีโอกาสพบปะผู้คนจากทั่วโลก อาจารย์ที่เป็นมิตรเข้าถึงนักเรียน มีหลักสูตรที่น่าสนใจคือ General English, Conversation และ English for University
.
2. ICL Education Group สถาบันภาษาที่มีมาตรฐานในระดับ Category 1 มี Auckland English Academy และ Bridge International Colle มีคอร์สที่น่าสนใจ คือ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการสอบ IELTS ส่วน Bridge International College เปิดสอนหลากหลายหลักสูตรเน้นทางด้าน Academic purposes อาทิ IELTS Preparation, APA และ Postgraduate Diploma Programs


ทั้งนี้อาคารเรียน ICL Education Centre ตั้งอยู่บนถนนลอร์น ใจกลางเมืองย่านศูนย์กลางธุรกิจ ไม่ไกลจากโอ๊กแลนด์สกายทาวเวอร์ อีกทั้งยังใกล้กับหอศิลป์โอ๊กแลนด์ สวนสาธารณะอัลเบิร์ตปาร์ก และหอสมุดกลางเมืองโอ๊กแลนด์

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกสำหรับนักเรียนที่ต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษกับหลักสูตร Communication English เพื่อใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนจากหลากหลายชาติอีกด้วย ge เป็นสถาบันและโรงเรียนในเครือ โดย Auckland English Academy
.
สำหรับหลักสูตรออนไลน์มี New Zealand Certificate in English Language (NZCEL) สำหรับนักเรียนที่ต้องการเตรียมความพร้อม เพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น สำหรับเรียนต่อ เรียน 16 สัปดาห์
.
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถาบันสอนภาษาของมหาวิทยาลัย เช่น University of Auckland, AUT, Lincoln University and University of Otago จะเริ่มเปิดทำวีซ่านักเรียนใหม่ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป
.
ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่อนาคต จากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางจากการจัดอันดับของ Worldwide Educating for the Future Index 2019 อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตร


ผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนในนิวซีแลนด์สามารถทำงานนอกเวลาได้ 20 ชั่วโมง และสำหรับนักเรียนที่เรียนระดับปริญญาตรีขึ้นไปอย่างน้อย 1 ปี ในนิวซีแลนด์ยังสามารถสมัครวีซ่าทำงานหลังการศึกษาได้อีกด้วย ทำให้นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายปลายทางในลำดับต้น ๆ ของนักศึกษาต่างชาติ


ที่มา https://www.prachachat.net/education/news-906717 
 

10 วิธีสู่การเป็นเด็กฝึกหัด K-Pop

ก่อนนักร้องเกาหลีจะมาเป็นคนดังได้นั้น พวกเขาต้องเป็นเด็กฝึกหัดมาก่อน เด็กฝึกหัดคือการฝึกเหล่านักร้องเกาหลี ซึ่งพวกเขาต้องใช้ชีวิต ฝึกซ้อม และแสดงด้วยกันตั้งแต่อายุ 9 หรือ 10 ปี ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากค่ายเพลง ลองดูขั้นตอนที่ 1 ด้านล่างเพื่อเรียนรู้วิธีการเป็นเด็กฝึกหัดและเริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักร้องเกาหลีเลย ! 
.
1. เข้าใจก่อนว่าการเป็นเด็กฝึกหัดนักร้องเกาหลีคืออะไร เตรียมตัวฝึกซ้อมอย่างหนัก ซึ่งอาจมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน แม้การดูนักร้องคนหรือวงที่คุณชอบอาจสนุก แต่การเป็นนักร้อง K-Pop (หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “ไอดอล”) นั้นไม่ใช่งานง่าย แม้หลายคนเชื่อว่าการเป็นคนดังจะทำให้รวยทันที แต่วงการเพลงเกาหลีนั้นไม่จ่ายค่าตอบแทนที่นักร้องควรได้รับเสมอไป และอย่าลืมว่าการเป็นเด็กฝึกหัดก็ไม่ช่วยการันตีว่าคุณจะได้เป็นนักร้องหลังจากนั้น คุณอาจฝึกหลายปี แต่ไม่มีโอกาสเดบิวต์เช่นกัน
.
2. เรียนร้องเพลงและ Rap. การจะเป็นเด็กฝึกหัด K-Pop ได้นั้น คุณต้องร้องเพลง (หรือ Rap) ได้ เพราะงานหลักของคุณคือการร้องเพลงที่ต้องอาศัยเสียงร้อง หากคุณร้องเพลงได้ดีอยู่แล้วก็จะดีมาก หากคิดว่าทักษะการร้องเพลงยังบกพร่องอยู่ ให้ไปเรียนร้องเพลง จ้างครูฝึกร้องเพลง หรือค้นหาแบบฝึกเสียงร้องในอินเตอร์เน็ตเพื่อซ้อมทุกวัน หากคุณร้องเพลงได้ไม่ดี แต่มีเสน่ห์และหน้าตาดี คุณก็อาจได้รับเลือกให้เป็น Rapper 
.
3. ฝึกเต้น หากคุณออดิชั่นกับบริษัทเช่น SM Town, JYP หรือ YG คุณจะถูกขอให้เต้นให้ดูด้วย หากคุณเต้นไม่ได้ ควรบอกไปตรงๆ ศิลปิน K-Pop บางคน เช่น ลีฮาอี ก็ไม่เต้นเลยเช่นกัน แต่การเต้นได้ดีนั้นมักเป็นข้อได้เปรียบ หากคุณมีพรสวรรค์ในการเต้น คุณควรฝึกกับโค้ชหรือฝึกเองเพื่อเปลี่ยนมันเป็นทักษะที่ขายได้
.
4. เรียนการแสดง ศิลปินเกาหลีหลายคนต้องผ่านการแสดงกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นในมิวสิควิดีโอหรือในผลงานละคร แม้ทักษะการร้องและเต้นนั้นต้องมาก่อน แต่ทักษะการแสดงอาจเป็นประโยชน์มากตอนออดิชั่น
.
5. เรียนภาษาเกาหลี นักร้อง K-Pop มักร้องเนื้อร้องภาษาอังกฤษโดยไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ แต่กรณีนี้เทียบไม่ได้กับการร้องเพลงเป็นภาษาเกาหลี การเป็นนักร้อง K-Pop นั้น อย่างน้อยที่สุด คุณต้องรู้ภาษาเกาหลีพอสมควร สิ่งนี้อาจใช้เวลาและความพยายามอย่างมากหากคุณเริ่มจากศูนย์


6. เลือกบริษัทที่จะไปออดิชั่น. มีบริษัทหลากหลายในวงการเกาหลีที่อวดอ้างศิลปิน K-Pop ของตัวเอง แต่บริษัทที่ดังๆ ได้แก่ SM, JYP, YG, Cube, LOEN, Pledis, Woolim และ BigHit ทุกบริษัทก็มีเป้าหมายในการเลือกเด็กฝึกหัดที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ว่ากันว่า SM Entertainment จะเลือกคนที่สวยหรือหล่อ JYP จะเลือกจากหน้าตาและความสามารถพอๆ กัน, และ YG จะเลือกจากความสามารถมากกว่าหน้าตา คุณอาจต้องนึกถึงคำเล่าลือเหล่านี้ไว้ด้วยในตอนที่จัดตารางออดิชั่น
.
7. ไปออดิชั่น! เชื่อหรือไม่ว่าการเปิดออดิชั่น K-Pop นั้นมีหลายที่ทั่วโลก ส่วนใหญ่จะเหมือนทั่วไป คือคุณแสดงต่อหน้ากรรมการ แต่คุณก็อาจได้รับเลือกจากการออดิชั่นทาง YouTube เช่นกัน! นอกจากนี้ ยังมีรายการแสดงความสามารถ เช่น K-Pop Star (เป็นรายการที่กรรมการ 3 คนมองหานักร้อง K-Pop) ซึ่งคุณสามารถไปออดิชั่นได้
.
8. แม้คุณไม่จำเป็นต้องมีเชื้อสายเกาหลีหรือเอเชียตะวันออก แต่ศิลปินส่วนใหญ่นั้นเป็นคนเกาหลี. อย่างไรก็ตาม ศิลปินเหล่านี้จะเกิดในเกาหลีหรือที่อื่นนั้นไม่สำคัญเท่าไหร่ ความชอบเรื่องนี้ไม่ได้มาจากการเหยียดเชื้อชาติ แต่เป็นเพราะความสวยแบบที่คนเกาหลีนิยมนั้นมักพบได้ในคนเกาหลีเท่านั้น บางทีเหตุผลที่ K-Pop ไม่ค่อยมีคนเชื้อชาติอื่นนอกจากเอเชียเป็นเพราะเป็นวงการเกิดใหม่ และเพิ่งได้รับความสนใจจากตะวันตกเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
.
9. หาสไตล์การแต่งตัวที่ใช่ การนำเสนอนั้นสำคัญมาก ! เวลาออดิชั่น อย่าใส่เสื้อผ้าหรือรองเท้าที่ไม่เหมาะสม เช่น ไม่ควรใส่เสื้อแบบที่ใส่ไปปาร์ตี้ ในทางกลับกัน ควรใส่เสื้อที่ดูสง่าและเรียบร้อยซึ่งรับกันดีกับตัวตนโดยปกติของคุณ อะไรธรรมดาๆ เช่น กางเกงยีนส์และเสื้อเชิ้ตธรรมดาก็อาจเพียงพอแล้วหากคุณใส่แล้วดูดี ! หากแต่งหน้า ควรแต่งหน้าเบาๆ กรรมการอยากเห็นความสวยแบบธรรมชาติของคุณ
.
10. มีความมุ่งมั่น. ความสำเร็จอาจคว้ามาได้ยาก แต่อย่ายอมแพ้! หากคุณมีใจรักอยากเข้าวงการ K-Pop จริง ควรไปออดิชั่นหลายๆ ที่จนกว่าจะได้ อย่าปล่อยให้การออดิชั่นที่ล้มเหลวไม่กี่ครั้งรั้งคุณไว้ ความมุ่งมั่นจะตอบแทนคุณอย่างแน่นอน


เวลาออดิชั่นนั้นจะสั้น อาจไม่เกินหนึ่งนาที หากคุณผ่านออดิชัน ก็อาจต้องไปอยู่เกาหลีใต้เพื่อฝึก ตารางเวลาของคุณจะแน่นมาก คุณจะไม่มีเวลานอน และยังมีการฝึกหนักอีกด้วย ควรคิดให้ดีก่อนเป็นเด็กฝึกหัดเพราะคุณอาจไม่มีเวลาเจอครอบครัวหรือเพื่อนได้บ่อยอีกต่อไป ศึกษาเกี่ยวกับบริษัทที่คุณอยากไป ควรแน่ใจว่าบริษัทมีชื่อเสียงด้านดีเรื่องเด็กฝึกหัด


ที่มา https://th.wikihow.com/ 
 

“ทุน DAAD” ทุนเรียนต่อเยอรมนี สำหรับผู้มีศักยภาพ

DAAD หรือ The German Academic Exchange Service (ภาษาเยอรมัน: Deutscher Akademischer Austauschdienst) เป็นทุนระดับปริญญาโทและเอกที่เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในทุนการศึกษาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก

ทุนนี้จะให้การสนับสนุนทั้งค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพรายเดือน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้กับนักศึกษาในแต่ละปีกว่า 100,000 คนทั่วโลกเพื่อศึกษาต่อและทำวิจัยในสถาบันการศึกษาชั้นนำที่ประเทศเยอรมนี ด้วยข้อเสนอที่น่าสนใจเหล่านี้ ทำให้ DAAD กลายเป็นหนึ่งในทุนที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุด และทำให้มีการแข่งขันที่สูงขึ้นตามมา สำหรับใครที่กำลังเล็งๆ อยากจะสมัครทุน DAAD ในปีนี้ นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นใบสมัคร
.
คุณสมบัติของผู้สมัคร :
1. ผู้สมัครต้องจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาระดับสูงที่เป็นที่ยอมรับ ตามวุฒิที่กำหนดในแต่ละหลักสูตร (เช่น สมัครปริญญาโท ต้องมีวุฒิปริญญาตรี เป็นต้น) 
2. ผู้สมัครจากทั่วทุกมุมโลกมีสิทธิ์สมัคร ทั้งนี้คุณจำเป็นจะต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการที่จะพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่ประเทศบ้านเกิดของตนในอนาคตผ่านงานเขียนที่แนบไปกับใบสมัคร
3. ไม่จำกัดอายุผู้สมัคร
4. ต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางวิชาการ และความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง ไม่เพียงแต่ในด้านผลการเรียนเท่านั้น ทางคณะกรรมการยังจะพิจารณาจากผลงานที่มีร่วมกับชุมชนหรือองค์กรอื่นๆ ด้วย
5. ต้องผ่านการสอบประเมินความรู้ (Feststellungsprüfung / Assessment test) (สำหรับบางหลักสูตร)


ขั้นตอนการสมัคร:
1. การเตรียมใบสมัคร 
1.1 เขียน Letter of Motivation ที่อธิบายด้านอาชีพและประสบการณ์ส่วนตัว รวมถึงเหตุผลที่อยากเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนี เช่น การศึกษาที่สนใจ ทักษะแรงจูงใจทางวิชาการ หรือความสนใจส่วนตัว เป็นต้น (ไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ)
1.2 ข้อเสนอ (Proposal) ต้องมีรายละเอียดและแม่นยำ มีวัตถุประสงค์ คำถามวิจัย, กลยุทธ์ / วิธีการวิจัย และบรรณานุกรม และอื่นๆ ระบุไว้อย่างชัดเจน
.
2. การวางแผนโปรเจกต์
2.1 ผู้สมัครต้องได้รับการยืนยันจากอาจารย์มหาวิทยาลัยก่อน หากต้องการทำวิจัยเป็นรายบุคคล หรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในเยอรมนี
2.2 ผู้สมัครจำเป็นต้องมีอาจารย์มหาวิทยาลัย หรืออาจารย์ที่ทำงานในสถาบันการศึกษาระดับอุมศึกษาของรัฐที่ได้รับการยอมรับ เป็นผู้ช่วยให้คำปรึกษา
.
3. วิธีการสมัคร
3.1 ผู้สมัครต้องสมัครทางออนไลน์โดยการลงทะเบียนในพอร์ทัล DAAD ที่นี่
3.2 ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครทุน DAAD
3.3 สร้าง CV ส่วนตัวด้วยลายเซ็นของผู้สมัคร
3.4 เขียน Motivation Letter และเซ็นชื่อผู้สมัคร
3.5 เขียนข้อเสนอการวิจัย (Research Proposal) โดยละเอียด
3.6 ติดต่อขอ Recommendation Letter จากมหาวิทยาลัยที่จบการศึกษาก่อนหน้า
3.7 ติดต่อโฮสต์จากรัฐบาล หรือสถาบันการศึกษาระดับสูงที่ได้รับการยอมรับจากรัฐ
3.8 ผู้สมัครต้องเลือกหลักสูตรทุนการศึกษาที่สนใจ จากนั้นกด “Submit application”
** ทั้งนี้ ขั้นตอนการสมัครอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละทุนการศึกษา **


จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วขั้นตอนการเตรียมความพร้อมไม่ได้มีอะไรยากหรือซับซ้อน แต่เพราะเป็นทุนที่ดึงดูดผู้มีศักยภาพทำให้สิ่งที่ผู้สมัครจำเป็นจะต้องเตรียมให้พร้อมจริงๆ คือ “การพัฒนาตัวเอง” นั่นเอง ใครสนใจอยากอ่านข้อมูลเพื่อศึกษาเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ https://www.wegointer.com/2020/11/how-to-apply-daad-scholarships/ 
.
ใครอยากรู้ว่าตอนนี้ทุน DAAD กำลังเปิดรับสมัครในสาขาไหนหรือมีทุนอะไรที่น่าสนใจบ้าง ดูได้ที่นี่เลย https://www.daad.or.th/en/find-funding/scholarships-for-thailand/ 
.
ใครยังไม่แน่ใจว่าอยากเรียนด้านไหน แนะนำ 10 หลักสูตรทุนเต็มจำนวนจาก DAAD ระดับบัณฑิตศึกษา ไปดูกันที่ลิงค์นี้ https://www.scholarship.in.th/epos-scholarships-in-germany-by-daad/ 


ที่มา https://www.scholarship.in.th/all-about-daad-scholarships/ 
 

รู้จัก 8 Website Up Skill รอบด้าน เรียนรู้แบบออนไลน์ได้ฟรี ครอบคลุมทุกสาขา

เพราะการเรียนรู้มีได้ไม่สิ้นสุด อีกทั้งในปัจจุบันยังมีตัวช่วยมากมายในโลกออนไลน์ที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงการเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา เรียกได้ว่าทั้งสะดวกและเป็นโอกาสในการพัฒนาได้อย่างไร้ขอบเขต สำหรับใครที่กำลังมองหาแหล่งเรียนรู้ดีๆ บอกเลยว่าบทความนี้ตอบโจทย์อย่างมาก ! เพราะเราได้รวบรวมเว็บไซต์เรียนฟรี ที่มีหลักสูตรหลากหลายสาขามาให้คุณได้ลองเข้าไปใช้บริการ มาดูกันเลยว่าจะมีอะไรบ้าง ? 
.
1. Coursera เว็บไซต์เรียนออนไลน์ชื่อดังที่ร่วมพัฒนาบทเรียนร่วมกับมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานด้านการศึกษาจากทั่วโลก แหล่งเรียนรู้ที่มีหลักสูตรที่น่าสนใจหลากหลายสาขา ถือว่าเป็นคลังความรู้ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในโลกออนไลน์เลยกดได้ตามลิงค์นี้ https://www.coursera.org/ 

2. Open Culture Online Courses เว็บไซต์หลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ ที่มีข้อมูลมากมายทางด้านการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร วิดีโอ ไฟล์เสียง และภาพต่างๆ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งตามลิงค์นี้ https://www.openculture.com/freeonlinecourses 

3. Udemy เว็บไซต์ที่มีหลักสูตรให้เลือกกว่า 183,000 หลักสูตร มีบริการทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ที่น่าสนใจก็คือเราสามารถกำหนดหลักสูตรและออกแบบให้ตรงกับความต้องการเองได้กดไปดูที่ https://www.udemy.com/ 

4. Alison ถือเป็นกรุเว็บไซต์ที่เน้นไปในด้านภาษา ธุรกิจ เทคโนโลยี และสุขภาพ โดยเฉพาะคอร์สเรียนภาษามีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่เริ่มพื้นฐานไปจนถึงขั้นแอดวานซ์เลยทีเดียว คลิกเลย https://alison.com/

5. Stanford Online เว็บไซต์ที่หลักสูตรได้รับการออกแบบจาก Stanford University โดยตรง มีสาขาให้เลือกมากมาย ทั้งยังมีคุณภาพและความน่าเชื่อถือในระดับสากลอีกด้วย ลิงค์นี้เข้าไปเลย https://online.stanford.edu/explore 

6. Harvard Extension เช่นเดียวกับ Stanford Online เว็บไซต์นี้เป็นหลักสูตรออนไลน์ของ Harvard โดยตรง ได้รับการออกแบบใช้มาตรฐานเดียวกับที่เปิดสอน Onsite เลย กดไปดูเลย https://extension.harvard.edu/about/online-learning/ 

7. Codecademy เว็บไซต์นี้จะมุ่งเน้นไปที่หลักสูตรเกี่ยวกับการเขียน Code และ IT โดยเฉพาะ ถือว่าตอบโจทย์สำหรับผู้ที่สนใจในด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต หรือผู้ที่ต้องการศึกษาพื้นฐานด้วยตนเองลองไปลงทะเบียนกันได้ที่ https://www.codecademy.com/ 

8. Memrise เว็บไซต์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งคลังความรู้ที่มีความหลากหลาย ใช้งานง่าย และสะดวก เนื่องจากมีทั้งในรูปแบบของเว็บไซต์รวมไปถึงแอปพลิเคชันให้โหลดไปใช้บริการได้ด้วย ลิงค์นี้ได้เลย https://www.memrise.com/ 

แม้ว่าหลักสูตรส่วนใหญ่จะให้บริการฟรี แต่หากอยากเพิ่มความพิเศษเข้าไป หรืออยากได้ใบประกาศนียบัตรรับรองการจบหลักสูตรเพิ่มเติมก็อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายกันบ้าง อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เหล่านี้ถือเป็นตัวเลือกชั้นดีที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบวางแผนการเรียนเองและมีความสนใจหลากหลาย ใครชื่นชอบแนวไหน หรือกำลังสนใจอยากพัฒนาทักษะในด้านไหน ลองเข้าไปดูรายละเอียดของแต่ละเว็บไซต์ได้ตามลิงค์ที่แนบไว้ได้เลย


ที่มา https://www.scholarship.in.th/8-free-online-education-website/ 
 

นักร้องนำวง Mellow Motif ทำในสิ่งที่รักและมี Passion จะทำให้มีแรงขับเคลื่อนในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในทุกวัน

1.) คุณโอ่ง ณัฐชา ปัทมพงศ์ นักร้องนำวง Mellow Motif ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร ปริญญาโทนานาชาติ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่องานบันเทิง (Entertainment Innovation Center หรือ EIC) 

2.) ย้อนกลับไปคุณโอ่งเกิดที่อเมริกา แต่กลับมาโตที่เมืองไทย เข้าเรียนโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงชั้นม.3 และไปเรียนต่อไฮสคูลที่อเมริกา หลังจากนั้นได้เข้าเรียนปริญญาตรี Bachelor of Humanities and Arts in International Relations and Music Technology, Carnegie Mellon University สหรัฐอเมริกา

3.) คุณโอ่งเล่าว่า การศึกษาที่อเมริกาส่งเสริมให้คิดนอกกรอบ ให้ลองผสมผสานสิ่งต่างๆ ไม่มีอะไรผิด และการที่ได้เรียนรู้อะไรที่หลากหลาย ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งตอนที่เรียนอยู่ยังไม่รู้ว่าจะเอาความรู้ตรงนั้นไปทำอะไร แต่สิ่งที่เขาพยายามส่งเสริมให้ทำ คือการตามหา Passion อะไรที่ชอบ อะไรที่ทำได้ดี เมื่อออกมาทำงานจริงจะรู้ได้ว่าความรู้ที่สั่งสมมา แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ทำให้การแก้ปัญหา หรือหาทางออกทำได้ไม่เหมือนคนอื่น ด้วยความที่เห็นมามากกว่า หรือทำมามากกว่า 

4.) ความจริงแล้วคุณโอ่งไม่ได้อยากเป็นนักร้อง เข้ามหาวิทยาลัยตั้งเป้าที่จะเรียน Fine Art แต่พอขึ้นชั้นปีที่ 2 เกิดอุบัติเหตุตกบันได เส้นประสาทอักเสบ แขนขวาใช้งานไม่ได้ไปประมาณปีกว่า ซึ่งทำงาน Art ไม่ได้ แต่ไม่อยากทิ้งสิ่งที่เรียนมา และด้วยความที่ไม่อยากจบช้า จึงไปตามหาเมเจอร์ใหม่ จากศิลปินที่ไม่สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะได้ จึงต้องหันไปทางดนตรีด้วยการเรียนร้องเพลง และเริ่มเรียนคลาสแจ๊สที่มหาวิทยาลัย เรียนจนเกิดความรัก กระทั่งได้มาเป็นนักร้องนำวง Mellow Motif 

5.) คุณโอ่งใช้ชีวิตที่อเมริกานานกว่า 10 ปี ก่อนจะกลับมาทำงานที่ประเทศไทย พบความแตกต่างในด้านการทำงาน ด้วยความที่ปักหมุดไว้กับอาชีพศิลปิน การทำงานในช่วงแรกจะเป็นการทำงานกับวง นักดนตรี ทีมงานคนไทย ซึ่งจากสภาพแวดล้อมที่อเมริกาส่งเสริมให้พูด ทำให้คุณโอ่งเป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา แต่สภาพสังคมไทยจะไม่ค่อยคุยกันตรงๆ จึงต้องหาวิธีปรับตัวทางด้านการสื่อสาร

6.) การเป็นนักร้องนำวง Mellow Motif วงแจ๊ส/บอสซาแนวหน้าของเมืองไทย คุณโอ่งได้ใช้ทักษะที่เรียนมาจากอเมริกาแทบทั้งหมด เพราะนอกจากการเป็นนักร้องนำแล้ว คุณโอ่งยังดีลงานภายในวงเอง คุณโอ่งคิดว่าสิ่งที่ทำให้วง Mellow Motif ไปได้ไกล อาจไม่ใช่เรื่องของสกิล แต่เป็นเพราะดนตรีไม่เหมือนใคร มีความพิเศษและเอกลักษณ์เฉพาะตัว  

7.) การเป็นนักร้องทำให้ได้เดินทางไปแสดงในหลายๆ ประเทศ คุณโอ่งได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมที่หลากหลาย สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือการไปแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ศึกษาและให้ความสำคัญกับศาสตร์นั้นๆ อย่างมาก ทำให้เวลาทัวร์มีความสุข เพราะคนที่นั่นจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรานำเสนอ คนฟังจะเงียบ ฟังเป็น และศึกษามา

8.) ปัจจุบันคุณโอ่งเป็นผู้อำนวยการหลักสูตร ปริญญาโทนานาชาติ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่องานบันเทิง (Entertainment Innovation Center หรือ EIC) ที่มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ด้วยความพยายามที่จะทำให้เป็นผู้นำการศึกษาด้านเทคโนโลยี

9.) สิ่งที่ช่วยให้คุณโอ่งไม่ละทิ้ง Passion ของตัวเอง โดยที่ไม่ท้อหรือไม่หมดไฟไปก่อน เนื่องจากมีการวางแผนระยะยาว แต่ในภาพใหญ่จะมีเป้าหมายระยะสั้นที่สามารถทำให้สำเร็จได้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เมื่อผลออกมาแล้วจะต้องหาทางทำให้ผลนั้นเอื้อต่อเป้าหมายต่อไป 

10.) คุณโอ่งกล่าวว่า บางทีที่เราเดินทางตรงไม่ได้ เพราะทางตัน แต่อย่างน้อยเรารู้ว่าเราต้องไปตรงนี้ เราก็จะยังหาทางไปได้ ถ้าเห็นเป้าหมาย เราจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้ไกลเกินเอื้อม 


ข้อมูลจากรายการ THE STUDY TIMES Story วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 : https://youtu.be/NYt8Wg5zd5k


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top