Wednesday, 28 September 2022
COLUMNIST

12 ขั้นตอนแนวทางการเตรียมตัวเป็นนักการเมืองที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชน การเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญในการประกอบอาชีพนี้

สวัสดีครับ เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ลุงโญเลยขอถือเอาบทความนี้เป็นบทความส่งท้ายในปีพ.ศ.2564 โดยลุงโญหวังว่า หลาน ๆ ทุกคนที่ได้อ่านจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ความสุข ความเจริญ และความมั่นคงให้กับบ้านเมืองของเราสืบไป เลยขอบอกแนะเรื่อง “การเตรียมตัวเป็นนักการเมืองที่ดี” ลุงโญเชื่อว่า คงมีหลาน ๆ สักคนหนึ่งหรือจำนวนหนึ่งได้เข้าสู่เส้นทางเพื่อเป็นนักการเมืองที่ดีในอนาคต และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลาน ๆ จะเป็นนักการเมืองที่ดี จนเป็นรัฐบุรุษหรือรัฐสตรีของชาติ

 

เรื่องนี้หลาน ๆ และผู้ปกครองอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อถึงเวลาและโอกาสที่เหมาะสมแล้ว การเมืองเป็นเรื่องอะไรอย่างหนึ่งที่เข้ามาในชีวิตอย่างรวดเร็วมากชนิดที่บุคคลผู้นั้นตั้งตัวแทบไม่ทันเลยทีเดียว ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางเพื่อเป็นนักการเมืองที่ดีนั้น ลุงโญอยากให้หลาน ๆ ที่สนใจหรือมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานการเมืองในอนาคตได้ถามตัวเองก่อนว่า มีคุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่ 

-    รักความถูกต้อง ยึดมั่นยุติธรรม และมีความซื่อสัตย์
-    ยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
-    รักชาติ

คุณสมบัติสามข้อนี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของนักการเมืองที่ดี ถือเป็นจริยธรรมทางการเมือง (Political Ethics) หากไม่มีคุณสมบัติครบทั้งสามข้อนี้แล้ว ควรวางแผนชีวิตไปในเส้นทางอื่นจะดีกว่า ด้วยไม่มีคุณสมบัติทั้งสามข้อนี้แล้วนักการเมืองผู้นั้นมีโอกาสสูงที่จะทำผิด คิดชั่ว กลายเป็นทุรบุรุษหรือทุรสตรีแทนที่จะได้เป็นรัฐบุรุษหรือรัฐสตรีของชาติ และที่สุดต้องจบอนาคตในคุกในตาราง และจะถูกประณามหยามเหยียดไปจนชั่วลูกชั่วหลาน

 

สำหรับนักการเมืองที่อายุน้อยและเป็นที่น่าสนใจที่สุดในปัจจุบันได้แก่ Sanna Marin (เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528) เป็นนักการเมืองชาวฟินแลนด์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เป็นสมาชิกพรรคสังคมประชาธิปไตย (SDP) เป็นสมาชิกของรัฐสภาฟินแลนด์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 (อายุ 30 ปี) และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน ถึง 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562 

หลังจากการลาออกของนายกรัฐมนตรี Antti Rinne อันเนื่องมาจากการประท้วงของพนักงานไปรษณีย์ Marin จึงได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562 และเข้ารับตำแหน่งในวัย 34 ปี เธอเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในประวัติศาสตร์ของฟินแลนด์ และปัจจุบันเป็นผู้นำรัฐบาลที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจาก Giacomo Simoncini ซึ่งดำรงตำแหน่ง the Captains Regent ซึ่งเป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาลของสาธารณรัฐแห่งซานมารีโน (ตั้งแต่ ตุลาคม พ.ศ. 2564 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 เดือน)

 

วิธีการเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ การเมืองอาจเป็นอาชีพที่ท้าทายและคุ้มค่า ซึ่งหลาน ๆ อาจมีอำนาจในฐานะนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเพื่อสร้างสรรค์ สังคม ชุมชน จังหวัด จนกระทั่งประเทศชาติ  การเป็นนักการเมืองที่ดี มีประสิทธิภาพ หลาน ๆ จะต้องผสมผสานการทำงานหนักกับทางเลือกที่ชาญฉลาด จะต้องมุ่งเน้นที่การรณรงค์เพื่อตำแหน่งที่ประสบความสำเร็จ เพื่อที่จะได้อยู่ในตำแหน่งที่มีอิทธิพลและเป็นตัวแทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ

ขั้นตอนที่หนึ่ง เรียนปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์ แม้ว่าหลาน ๆ จะสามารถเข้าสู่การเมืองได้โดยไม่ต้องเรียนจบปริญญา แต่หลาน ๆ สามารถที่จะดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากขึ้นถ้าหลาน ๆ มีปริญญาที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปัจจุบันการศึกษาในระดับสูง ปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์ จะช่วยให้เรา มีรากฐานที่แข็งแกร่งในด้านพื้นฐานทางการเมือง 

ตลอดจนประวัติศาสตร์ของการเมืองในประเทศและระหว่างประเทศ วิชาปริญญารัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์ จะช่วยให้เราเข้าใจวิธีประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลทางการเมืองและเสริมสร้างทักษะการสื่อสาร โดยหลาน ๆ จะได้เรียนเรื่องของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการพูดในที่สาธารณะ และในพื้นฐานทางการศึกษาถูกกำหนดเป็นคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในหลายตำแหน่งด้วย

ขั้นตอนที่สอง เข้าเรียนการฝึกพูดในที่สาธารณะผ่านชมรมหรือสโมสรการพูดในที่สาธารณะ การเรียนฝึกพูดในที่สาธารณะสามารถช่วยเตรียมหลาน ๆ ให้พร้อมสำหรับองค์ประกอบสำคัญของนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ ความสามารถในการพูดอย่างโน้มน้าวใจและมีประสิทธิภาพต่อหน้าฝูงชน

นี่เป็นทางเลือกที่ดี หากกำลังมองหาวิธีที่จะพัฒนาทักษะทางการเมืองของตัวเองในเวลาว่าง การเรียนฝึกพูดในที่สาธารณะแม้สักสองสามหลักสูตรจะช่วยให้หลาน ๆ มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณ ลักษณะสำคัญของนักการเมืองที่ดี

ขั้นตอนที่สาม เข้ามีส่วนร่วมในการกล่าวสุนทรพจน์และอภิปราย ตลอดจนงานกิจกรรมต่าง ๆ หากโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัยของหลาน ๆ มีชั้นเรียนฝึกพูดและโต้วาที ควรสมัครและผลักดันตนเองให้เข้าร่วมแข่งขันกับเพื่อน ๆ ในการอภิปราย ทักษะการโต้วาทีที่ดีจะมีประโยชน์เมื่อต้องโต้วาที (Debate) กับผู้สมัครคนอื่น ๆ ในประเด็นต่าง ๆ ในระหว่างการหาเสียง รวมทั้งการร่วมทำกิจกรรมของชมรมและสโมสรของโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัยที่เรียนด้วย จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นการฝึกและได้ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

 

ขั้นตอนที่สี่ หมั่นติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการเมืองทั้งระดับท้องถิ่น ในชุมชนของหลาน ๆ และระดับประเทศ นักการเมืองที่ดีจะมีความรู้ ความเข้าใจที่ดี ในเรื่องกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราลงสมัครรับเลือกตั้งในท้องที่ การติดตามเหตุการณ์ทางการเมืองล่าสุดในชุมชนของเรา ตั้งแต่ประเด็นที่เล็กที่สุดไปจนถึงประเด็นที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ควรตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับประเทศ เพื่อที่จะได้ทราบข้อมูลที่ดีและเกิดนิสัยในการจดจำเหตุการณ์ข่าวล่าสุด วิธีหนึ่งในการทำเช่นนี้คือการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง 

ควรติดตามนักการเมืองและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมืองบน Twitter และ Facebook จากนั้นเราก็จะสามารถอ่านเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขากำลังพูดถึง และรับข้อมูลผ่าน Feed ข่าวของพวกเขา และควรสร้างนิสัยที่จะตรวจสอบเว็บไซต์ข่าวการเมืองและบล็อกทุกวัน พยายามหาแหล่งข่าวหลาย ๆ แหล่งที่นำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปในหัวข้อนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น อาจตรวจสอบแหล่งข่าวอนุรักษ์นิยมเพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการทำแท้ง และแหล่งข่าวเสรีเพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับกรณีเดียวกัน วิธีนี้จะช่วยให้เข้าใจปัญหาทั้งสองด้านได้อย่างชัดเจน และลึกซึ้ง ทั้งยังช่วยให้หลาน ๆ สามารถระบุจุดยืนของตัวเองต่อปัญหาเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องอีกด้วย

ขั้นตอนที่ห้า เข้ามีส่วนร่วมในความคิดริเริ่มและปัญหาของชุมชนท้องถิ่น ก่อนที่หลาน ๆ จะลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับชาติได้ หลาน ๆ จะต้องเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ และก้าวขึ้นจากการเมืองท้องถิ่นไปสู่การเมืองระดับชาติ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในระดับท้องถิ่น จะต้องเชื่อมต่อกับชุมชนของหลาน ๆ และเข้ามีส่วนร่วม ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่ระดับท้องถิ่น เช่น อบ. เทศบาล อบ. เข้าร่วมงานระดับท้องถิ่นของพรรคการเมืองที่เราต้องการสังกัด 

และมีส่วนร่วมในการริเริ่มสำหรับพรรคการเมืองนั้นในชุมชนของหลาน ๆ เอง การสร้างสถานะที่แข็งแกร่งในชุมชนของเราเองจะเป็นการแนะนำสมาชิกในชุมชนว่า เราเป็นใคร และยืนหยัดเพื่ออะไร การอุทิศเวลาให้กับปัญหาและความคิดริเริ่มในท้องถิ่นจะแสดงให้ชุมชนของหลาน ๆ เห็นว่า เราเต็มใจที่จะอาสาใช้พลังงานเพื่อทำสิ่งที่ดี ไม่ใช่แค่เพื่อรับเงินเท่านั้น สิ่งนี้จะมีประโยชน์ในภายหลังเมื่อตัดสินใจลงสมัครรับการเลือกตั้ง

ขั้นตอนที่หก สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำชุมชน หลาน ๆ ควรติดต่อผู้นำในชุมชนของหลาน ๆ และพูดคุย แนะนำตัว สร้างความคุ้นเคยกับพวกเขา วิธีนี้จะช่วยวางรากฐานสำหรับการหาเสียงของหลาน ๆ ในภายหลัง ซึ่งการมีความสัมพันธ์ทางการเมืองเหล่านี้ไว้ใช้เมื่อเราต้องการ การสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นเเฟ้นกับผู้นำเหล่านี้จะช่วยให้หลาน ๆ สามารถเรียนรู้ และดูว่าผู้นำเหล่านี้ประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไรในชุมชน ควรจดบันทึกและให้ความสนใจกับวิธีที่ทำให้ผู้นำเหล่านี้ได้รับความเคารพและการยอมรับในชุมชน ซึ่งหลาน ๆ สามารถใช้ทักษะเหล่านี้ได้สำหรับการหาเสียงในอนาคต

 

เรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจ ตอนที่ 5 (Idiom และ Slang)

ครั้งนี้ลุงโญขอเล่าถึงเรื่องของ Idiom สำนวนภาษาอังกฤษ คือ สำนวนหรือถ้อยคำที่ความหมายไม่ตรงตัว ไม่ตรงกับคำศัพท์หรือประโยค เหมือนกับสำนวนไทย หรือคำสุภาษิต ในภาษาไทยนั่นเอง หลาน ๆ อาจสงสัยว่า ลุงโญของเรื่องของ Idiom มาเล่าทำไม ต้องบอกถึงประโยชน์ของการรู้และเข้าใจเรื่องของ Idiom ด้วยการรู้ เข้าใจ และสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดีนั้น การรู้จัก Idiom จะช่วยให้การพูดหรือใช้ภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อหลาน ๆ ฝึกฝนภาษาอังกฤษจากการดูภาพยนตร์หรือการอ่าน มักจะเจอะเจอ Idiom อยู่เสมอ หากไม่เข้าใจเรื่องของ Idiom แล้วก็อาจจะไม่เข้าใจความหมายของเรื่องราวที่มี Idiom ปรากฏอยู่ทั้งหมดหรือบางส่วนได้

 

ตัวอย่าง Idioms บางส่วนที่หลานจะได้เห็นกันบ่อย ๆ ได้แก่ 
-    a piece of cake : เรื่องง่าย ๆ เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
-    A great deal : จำนวนมากมาย
-    After all : อย่างไรก็ตาม
-    After one’s own heart : สมหวัง
-    Aim at : มุ่งไปยัง 
-    All over the place : ทั่วทุก ทุกหนแห่ง กระจัดกระจาย กลาดเกลื่อน
-    Around the corner : ใกล้ๆ ไม่ไกล 
-    As a matter of fact : อันที่จริง 
-    As far as I am concerned : ตามความคิดเห็นของฉัน เท่าที่ฉันทราบ
-    Ask after :  ถามสารทุกข์สุกดิบ ทักทายปราศรัย
-    A dead end : สิ้นหวัง
-    Ask for trouble : หาเรื่องใส่ตัว 

 

-    Back and forth : ไปๆ มาๆ 
-    Be concerned about : ห่วงกังวลเกี่ยวกับ
-    Be fond of : ชื่นชอบ โปรดปราน
-    Be in charge of : รับผิดชอบ
-    Be in the same boat : ลงเรือลำเดียวกัน ประสบพบปัญหาหรือความยุ่งยากเรื่องเดียวกัน
-    Be mad at : โกรธ โมโห
-    Be my guest : ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ
-    Be on a diet  / go on a diet : ควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
-    Be out of order : ใช้การไม่ได้ 
-    Be supposed to : ควรจะ
-    Bear in mind : จำไว้
-    Better than nothing : ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
-    Bottom line : ในที่สุด
-    Break a promise : ผิดสัญญา ไม่รักษาคำพูด 
-    Break one’s heart : ทำให้ใจสลาย ทำร้ายความรู้สึก 
-    Break up : เลิกคบ ตัดขาด แยกทางกัน บดให้แหลกละเอียด
-    By all means : แน่นอน ได้เลย 
-    By no means : ไม่มีทาง

 

-    Calm down : ใจเย็น ๆ 
-    Carry out : ทำให้สำเร็จ ลุล่วง ปฏิบัติการ/ดำเนินการ
-    Catch up with : ไล่ตามทัน 
-    Cheer up : ให้กำลังใจ  ทำให้รู้สึกดีขึ้น 
-    Come out of the closet : เปิดเผยตัวตน หรือประกาศตัวออกมาว่าเป็นคนรักเพศเดียวกัน
-    Come over : เยี่ยมไปมาหากัน
-    Cope with : จัดการกับ รับมือกับ
-    Count on : ไว้ใจ เชื่อใจ เชื่อถือ 
-    Cross the line : ล้ำเส้น 

 

-    Day in and day out : ตลอดเวลา ต่อเนื่องไม่มีหยุด
-    Deal with : ติดต่อ/จัดการกับ 
-    Don’t get me wrong : อย่าเข้าใจฉันผิด
-    Dress up : แต่งตัว ปรุงแต่ง (ร่างกาย)
-    Drive someone crazy : ทำให้บางคนบ้า/เสียสติ
-    Drive someone nuts : ทำให้บางคน หงุดหงิด โมโห มาก
-    End up : จบลง
-    Every now and again : บางครั้งบางคราว
-    Every now and then : บางครั้งบางคราว

 

 

เปิดเส้นทางสู่การเป็น “นักกีฬาอาชีพ” ความฝันและความมุ่งมั่น พัฒนาตัวเองจนประสบความสำเร็จ

 

ปัจจุบันทุกวันนี้ หลาน ๆ และผู้ปกครองคงได้พบเห็นข่าวสารเกี่ยวกับนักกีฬาที่มีชื่อเสียงตามสื่อต่าง ๆ มากมาย นั่นหมายถึงความสามารถทางด้านกีฬาของบุคคลเหล่านั้นนำมาซึ่ง เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นอาชีพที่มีรายได้สูงจากสปอนเซอร์ เงินอัดฉีด เบี้ยเลี้ยงนักกีฬา และยังมีค่าตอบแทน รวมถึงรางวัลพิเศษอื่น ๆ อีกมากมายจากการแข่งขันในแต่ละรายการ และเมื่อมีชื่อเสียงจากการไปทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติก็จะมีงานทางด้านวงการบันเทิงเข้ามาติดต่อ 

ไม่ว่าจะเป็นงานละคร งานถ่ายสินค้า โฆษณา เป็นพรีเซนเตอร์ ถ่ายแบบต่าง ๆ ซึ่งรายได้ตรงนี้ก็ถือเป็นรายได้อีกช่องทางที่ไม่น้อยเลย ทั้งยังเป็นที่ยอมรับ และได้แรงสนับสนุนจากแฟนคลับ ยิ่งเป็นตัวแทนในระดับประเทศแล้วค่าตัวก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งกีฬาแต่ละประเภทก็มีทักษะและความสามารถแตกต่างกันออกไป ไม่เฉพาะแต่นักกีฬาอาชีพระดับประเทศเท่านั้น นักกีฬาอาชีพระดับจังหวัดก็เป็นที่นิยมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น นักฟุตบอลจังหวัดที่สังกัดในสโมสรต่าง ๆ นักมวย นักวอลเลย์บอล เป็นต้น


 

นักกีฬาอาชีพนั้นต้องใช้ร่างกายในการสร้างรายได้ การดูแลสุขภาพร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น หากร่างกายไม่พร้อมสมบูรณ์แข็งแรงก็อาจจะสูญเสียรายได้ ดังนั้นนักกีฬาอาชีพนอกจากจะมีหน้าที่ในการลงแข่งขันตามรายการต่าง ๆ แล้ว ยังต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ แข็งแรง และพร้อมที่จะลงสนามอยู่ตลอดเวลา ทั้งอาหารการกิน การออกกำลังกาย ซึ่งในปัจจุบันจะมีนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นผู้ดูแล ให้คำแนะนำ และคอยให้คำปรึกษา .
รวมทั้งคอยติดตามประเมินผลพฤติกรรมการกิน และการออกกำลังกายของนักกีฬาเป็นหลัก ซึ่งนักกีฬาอาชีพแต่ละประเภทจะมีหน้าที่ซึ่งแตกต่างกันออกไปตามชนิด และประเภทของกีฬา โดยนักกีฬาอาชีพจะต้องรู้จุดอ่อน และจุดแข็งของตนเอง เพื่อพัฒนาฝีมือ ทักษะ ในการเล่นกีฬาให้ดียิ่งขึ้น ศึกษาจุดอ่อน และจุดแข็งของคู่แข่ง มีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิต ขยันฝึกซ้อม เคารพกติกาการเล่น มีปฏิภาณไหวพริบ และมีน้ำใจนักกีฬา
 

 

รายได้ และค่าตอบแทนของนักกีฬาอาชีพ รายได้ของนักกีฬาอาชีพมักจะติดอันดับต้น ๆ ของอาชีพที่มีรายได้สูง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า อาชีพนักกีฬาจึงเป็นอาชีพที่มีคนให้ความสนใจมาก รายได้ของนักกีฬาอาชีพแต่ละประเภทจะแตกต่างกันออกไป เช่น นักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทยรายได้จะแบ่งตามเกรดของนักกีฬา โดยเกรด A ค่าตัวจะอยู่ที่หลักแสนถึงหลักล้านบาท เกรด B นักกีฬาทีมชาติ ค่าตัวจะอยู่ที่ 40,000 – 90,000 บาท เกรด C นักกีฬาทีมชาติ นักกีฬาตำแหน่งดาวรุ่ง ค่าตัวจะอยู่ที่ 10,000 – 30,000 บาท และเกรด D นักกีฬาระดับลีก ค่าตัวจะอยู่ที่หลักพันบาท นักฟุตบอล 

หากเป็นนักฟุตบอลอาชีพระดับไทยพรีเมียร์ลีก จะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่หลักแสนถึงหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และโปรไฟล์การแข่งขัน หากเป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพระดับลีกรายได้จะอยู่ที่หลักแสนบาท หากเป็นนักมวยอาชีพค่าตัวจะอยู่ที่ 200,000 – 250,000 บาท หากชกชนะจะได้เงินรางวัลหลักล้านบาทต่อการชกแต่ละครั้ง หากเป็นนักบาสเกตบอลอาชีพค่าตัวจะอยู่ที่ 20,000 – 30,000 บาท ตามแต่กำลังทรัพย์ของสโมสรที่นักกีฬาสังกัด 

 

จากการจัดอันดับ 30 นักกีฬาที่มั่งคั่งที่สุดในโลกโดยนิตยสาร Forbes มีนักกีฬาที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในโลกคือ Michael Jordan อดีตนักบาสเกตบอลอาชีพชาวอเมริกัน Jordan เล่นใน NBA ทั้งหมด 15 ฤดูกาล ในสองทีม Chicago Bulls และ Washington Wizards Jordan ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักบาสเกตบอลที่เก่งที่สุดตลอดกาล และนับตั้งแต่เลิกเล่นได้กลายมาเป็นเจ้าของหลักของทีม Charlotte Hornets ทรัพย์สินสุทธิของ Michael Jordan อยู่ที่ $2,200,000 (ราว 72,600,000,000 บาท) ในปี พ.ศ. 2564 ทำให้เขาเป็นนักกีฬาที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

 

การที่ลุงโญบอกถึงเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวยของ Michael Jordan ไม่ได้หมายความว่า อยากให้หลาน ๆ และผู้ปกครอง ถือเอาทรัพย์สินเงินทองเป็นตัวตั้ง เพราะความสำเร็จของนักกีฬาอาชีพที่มีรายได้สูงต้องแลกมาด้วย ความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างที่สุดของหลาน ๆ และผู้ปกครอง เพราะต้องฝึกซ้อมอย่างหนัก ใช้ทรัพยากรมากมาย ผ่านความเหนื่อยยากลำบากต่าง ๆ นานา

 

เริ่มต้นด้วยการฝึกวินัย สิ่งสำคัญที่ทำให้นักกีฬาทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จในชีวิต จนมีชื่อเสียง คือ "วินัย" ไม่เพียงนักกีฬาจะต้องใจสู้ มุ่งมั่น ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักแล้ว ตัวนักกีฬาจะต้องปฏิบัติตัวเองให้อยู่ในระเบียบวินัยด้วย เพราะทุกคนล้วนรู้ดีว่าไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ แต่จะต้องแลกมาด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง และความมีระเบียบวินัย ชีวิตของนักกีฬาจึงจะประสบความสำเร็จได้ ต่อมาศึกษาทดสอบตัวเองกับกีฬาที่ชอบก่อน ฝึกซ้อม สำรวจทักษะทางกีฬาว่า เป็นกีฬาที่ชอบและใช่หรือไม่ เพราะความชอบและความใช่ต้องมาด้วยกัน หลาน ๆ อาจต้องเปลี่ยนชนิดกีฬาที่เล่นไปเรื่อย ๆ เพื่อค้นหาดูว่ากีฬาชนิดไหนได้ขอบและใช่ที่สุดสำหรับตัวหลาน ๆ เอง กีฬาอาชีพนั้นมีพรสวรรค์อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีพรแสวงด้วย ซึ่งหมายถึงความอดทน มุ่งมั่นตั้งใจในการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่เต็มกำลัง และเต็มความสามารถด้วย

 

นักกีฬาอาชีพต้องมีความยืดหยุ่น มีความแข็งแกร่ง มีความอดทน นักกีฬาต้องการความอดทน ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ความอดทนทางจิตใจเกี่ยวข้องกับการสร้างภาพและการเรียนรู้วิธีก้าวข้ามอุปสรรค ซึ่งทำได้โดยการทำความเข้าใจเป้าหมายของตัวหลาน ๆ เอง และรู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อประสบชัยชนะ นักกีฬาอาชีพต้องตระหนักว่า กำลังแข่งขันกับตัวเอง ไม่ใช่นักกีฬาคนอื่น ๆ อย่ากังวลว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร แค่กังวลกับตัวเองด้วยการตีของตัวเราเอง และทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

และหลาน ๆ อย่าได้หลงคิดว่าการเป็นนักกีฬาอาชีพที่ประสบความสำเร็จนั้นง่ายหรือใช้เวลาน้อยลง มันไม่ง่ายเลย! เพราะเวลา 17,280 ชั่วโมงคือ จำนวนชั่วโมงที่หลาน ๆ ต้องฝึกเพื่อเตรียมตัวเป็นนักกีฬาอาชีพที่ประสบความสำเร็จ มี 365 วันในหนึ่งปี และจากวันเหล่านั้นทั้งหมดที่หลาน ๆ ต้องใช้ในการฝึก และแข่งขันของตัวหลาน ๆ เพื่อให้มีโอกาสกลายเป็นนักกีฬามืออาชีพที่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้กลายเป็นนักกีฬาอาชีพ ต้องฝึกฝนมากแค่ไหนทุกวันจึงจะกลายมาเป็นนักกีฬาอาชีพได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า หลาน ๆ ต้องฝึกซ้อมในแต่ละวันหนักแค่ไหน? ในความเห็นของผู้ฝึกสอนที่เชี่ยวชาญจากประสบการณ์อันมากมาย และหลักฐานเชิงประจักษ์ หลาน ๆ ต้องฝึกซ้อมอย่างน้อย 1,728 ชั่วโมงต่อปี เพื่อให้ตัวหลาน ๆ เองมีโอกาสมากที่สุดในการเป็นนักกีฬาอาชีพที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการฝึกซ้อมอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ 48 สัปดาห์ต่อปี เมื่อหลาน ๆ ใช้เวลาประมาณ 4.5 ถึง 6 ชั่วโมงในสนามฝึกซ้อม เมื่อลงเล่น หลาน ๆ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเท่ากันกับที่ใช้ในการแข่งขัน

หลาน ๆ จะต้องทำเช่นนี้อย่างน้อย 7 ถึง 10 ปี หากหลาน ๆ ต้องการประสบความสำเร็จในการเล่นกีฬาอาชีพ แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ได้คำนึงถึงตัวแปรมากมายที่ส่งผลต่อระดับความสำเร็จของหลาน ๆ เช่น คุณภาพของความพยายามในการฝึกซ้อมในแต่ละวัน จำนวนการแข่งขันที่หลาน ๆ เข้าร่วมการแข่งขันในแต่ละปี และคุณภาพของการฝึกสอน/การสอนที่หลาน ๆ ได้รับจากผู้ฝึกสอน

 

 

รวมผู้ประกอบการวัยรุ่น เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และพิสูจน์แล้วว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข

เพราะลุงโญเชื่อว่า หลาน ๆ ส่วนหนึ่งที่คิดว่า เรียนจบชั้นสูงสุดเท่าที่อยากเรียนแล้วไม่อยากทำงานเป็นลูกจ้าง ไม่อยากรับราชการ หรือทำงานที่มีเจ้านายหรือนายจ้าง ก็มีทางเลือกอยู่สองสามทางคือ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจอยู่แล้วก็รับช่วงธุรกิจนั้นต่อ หรือเป็นเจ้าของกิจการเอง หรือทำอาชีพอิสระ (Freelance) เลย ลุงโญขอเอาเรื่องราวของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่ประสบความสำเร็จมาบอกเล่าให้หลาน ๆ ที่สนใจได้รับทราบข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจและเตรียมตัวครับ

ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์คือเด็กหรือคนหนุ่มสาวที่หาโอกาสในการเริ่มต้น และดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากครอบครัว งานกิจกรรม ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์เหล่านี้มุ่งมั่นที่จะจัดการกับเรื่องต่าง ๆ ในโลกแห่งธุรกิจ ซึ่งต้องยอมรับความเสี่ยงในการเริ่มต้น และในการดำเนินธุรกิจ เป็นผู้ที่ค้นพบวิธีการใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจให้ดีขึ้น เป็นบุคคลที่แสวงหาโอกาส โดยไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงกลายเป็นอุปสรรค

 

Hart Main เมื่ออายุ 13 ปี Hart Main ได้ไอเดียเกี่ยวกับเทียนหอมสำหรับผู้ชายหลังจากล้อเลียนน้องสาวของเขาเกี่ยวกับเทียนหอมที่เธอขายให้กับโรงเรียนด้วยความตลกขบขัน จนกระทั่ง Hart ตัดสินใจซื้อจะซื้อจักรยานราคา $1,500 ซึ่งเขาต้องกลับมาได้คิดใหม่ Hart และพ่อแม่ของเขาลงทุนด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ และทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาเทียนไข ซึ่งมีชื่อว่า ManCan อย่างชาญฉลาด เทียน ManCan ที่ใช้ธีมที่เรียบง่ายและมีสไตล์ ซึ่งมีหลายกลิ่นที่มีให้เลือก ได้แก่ Campfire, Bacon, Sawdust, Fresh Cut Grass และ Grandpa's Pipe ถูกทำขึ้นโดยใช้กระป๋องซุป เทียนของ Hart อยู่ในร้านค้าในทุกรัฐ โดยมียอดขายเกินหกหลักต่อปี เพื่อเป็นการตอบแทนคืนสู่ชุมชน Hart จึงบริจาครายได้ส่วนหนึ่งของการขายให้กับครัวเพื่อการกุศลใน โอไฮโอ เพนซิลเวเนีย เวสต์เวอร์จิเนีย และมิชิแกน

 

Charlotte Fortin นักเรียนมัธยมปลายที่เดินตามรอยเท้าผู้ประกอบการของพ่อและปู่ของเธอ เมื่อเธอตัดสินใจที่จะเปิดธุรกิจของตัวเอง Wound Up แรงบันดาลใจจากร้านบูติกขนาดเล็กและผสมผสานบางแห่งในแคลิฟอร์เนีย Wound Up เปิดให้เป็นเสื้อผ้าผู้หญิง ร้านค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 40 ปี สินค้าของร้านมีทั้งเสื้อเบลาส์ กางเกงขาสั้น กระโปรงและเดรส Fortin กล่าวว่าการเริ่มต้นธุรกิจผลักดันให้เธอเติบโตและมีความรับผิดชอบและมีสติมากขึ้น ความล้มเหลวและความหวาดกลัวต่อความล้มเหลวไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการของเรา แทนที่จะปล่อยให้ความล้มเหลวจูงใจเรา แต่ให้ใช้มันเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการปรับแต่งกลยุทธ์ของเราแทน

 

Caine Monroy อายุเพียงเก้าขวบเมื่อเขาเปิดตัวร้าน Cardboard Arcade ภายในร้านอะไหล่รถยนต์ East LA ของบิดาของเขา  ลูกค้ารายเดียวของ Arcade ที่หลงใหลในความสามารถอันเป็นอัจฉริยะของ Caine ในการสร้างกองทุนทุนการศึกษาสำหรับ Caine  จากความว่างเปล่า ตัดสินใจที่จะสร้างกระแสฮือฮาด้วยการโพสต์หนังสั้นลงในโซเชียลมีเดีย และในไม่ช้า ธุรกิจ Arcade ของ Caine ก็กลายเป็นที่รู้จักในระดับสากล รายงานในสำนักข่าวต่างๆ เช่น ABC World News, Good Morning America และ MSNBC การประชาสัมพันธ์ดังกล่าวสร้างลูกค้าได้เกินกว่าที่ร้านขายอะไหล่รถยนต์จะสามารถรับมือได้ โดยลูกค้าต้องรอถึงสี่ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ไม่ทราบว่า Arcade ของ Caine ได้เงินมาเท่าไร แต่กองทุนทุนการศึกษารวบรวมได้มากกว่า $200,000 และ Caine's Arcade ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวซึ่งนำไปสู่การสร้าง Imagination Foundation ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเป็นผู้ประกอบการในหมู่เด็ก ๆ และเยาวชน สิ่งสำคัญที่สุดคือ Caine's Arcade จุดประกายจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมให้เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ทั่วโลก

 

Jack Kim เป็นวัยรุ่นในนครซีแอตเทิลเมื่อเขาก่อตั้ง Benelab ซึ่งเป็น Search engine ที่หาเงินบริจาค Kim เคยสร้าง Search engine ก่อนหน้านี้ และเรียนรู้พลังของ Search engine ถึงความรวดเร็วในการสร้างรายได้จากการเข้าชมเพียงเล็กน้อย ตามคำกล่าวของ Kim ภารกิจของ Search engine ของเขาคือ "การทำให้การทำการกุศลให้เป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้สะดวกมากขึ้น" Kim คัดเลือกเพื่อนร่วมชั้นให้มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม "องค์กรไม่แสวงหากำไรที่เป็นจุดเริ่มต้น" รายได้จากโฆษณาทั้งหมดของ Benelab Kim ได้บริจาคให้กับองค์กรการกุศล ทำให้ Benelab เป็น Search engine แรกที่ทำเช่นนั้น
 

 

การทำงานที่ดีต้องอาศัยหลายปัจจัยรวมไปถึง “มารยาทและความสุภาพ” 2 สิ่งที่ทำให้เราสู่จุดสูงสุดของความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

วันนี้ลุงโญมีเรื่องบอกแนะอีกแนว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของหลาน ๆ ในอนาคตข้างหน้าได้ โดยหลาน ๆ สามารถพิจารณาถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ : ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตา และความสงบสามารถช่วยให้หลาน ๆ ก้าวไปข้างหน้าในชีวิตได้

ประโยชน์ของการเป็นคนถ่อมตัว ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญในการก้าวไปข้างหน้าในชีวิต ช่วยให้หลาน ๆ ทำงานได้ดีขึ้นในที่ทำงาน ในความสัมพันธ์ และในการสัมภาษณ์ อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจที่มากเกินไปอาจทำให้หลาน ๆ ผิดพลาดหรือเผลอได้ คน ๆ หนึ่งที่คิดว่า ตนแข็งแกร่งที่สุด ฉลาดที่สุด และเก่งที่สุดในทุก ๆ ด้าน จริงๆ แล้วคนในสังคมกลับมีคนที่ไม่ชอบบุคคลประเภทนั้นมากในระดับหนึ่ง

ดังนั้น แม้ว่า ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยเช่นกัน (ทั้งสองไม่ได้ขัดแย้งกันอย่างที่หลาน ๆ คิด) ไม่ได้มีความผิดเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง และที่สำคัญกว่านั้น เป็นเรื่องปกติที่จะยอมรับสิ่งนั้นกับผู้อื่น แสดงให้เห็นว่าหลาน ๆ ไม่เพียงให้คุณค่ากับความคิดเห็นและการตัดสินใจของหลาน ๆ เท่านั้น แต่ยังให้คุณค่ากับความคิดเห็น และการตัดสินใจของคนรอบข้างด้วย

 

ผู้คนตอบสนองได้ดีต่อความอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะมันแสดงให้เห็นว่า หลาน ๆ อยู่ในระดับเดียวกับพวกเขา ไม่ใช่เหนือพวกเขา แถมยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกด้วย 

การปลอบประโลมจิตวิญญาณ : คนที่อ่อนน้อมถ่อมตนสามารถรับมือกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของตนได้ดีขึ้น แทนที่จะสร้างการป้องกันตัวจากความตาย คนถ่อมตัวมักจะพบว่าสิ่งนี้ให้มุมมองที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับชีวิต และวิธีที่ควรจะมีชีวิตอยู่ เมื่อไม่ใช่เรื่องของหลาน ๆ  ทำให้นึกถึงความตายได้ง่ายขึ้น

การควบคุมตนเองที่มากขึ้น : การควบคุมตนเองได้มากเป็นกุญแจดอกหนึ่งสู่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ น่าแปลกที่มีการศึกษาพบว่า การหมกมุ่นอยู่กับตัวเองอาจทำให้การควบคุมตนเองลดลงได้ อย่างไรก็ตาม คนถ่อมตัว เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับตนเองน้อยกว่า จึงมีการควบคุมตนเองที่มากขึ้นในหลายสถานการณ์ บางทีนี่อาจเป็นเพราะว่าคนที่ถ่อมตัวมักจะรู้ขอบเขตของตัวเอง และได้ประโยชน์มากกว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คนที่ถ่อมตัวจะได้รับและให้ความช่วยเหลือมากกว่าคนที่ถือตัวหรือทระนงตน 

กำจัดศัตรูด้วยความเมตตา ทุกคนรู้กฎทอง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าใจ ความเมตตามักถูกมองข้ามว่า เป็นสัญญาณของความอ่อนแอ และในขอบเขตก็เป็นเช่นนั้นได้ แต่ความกรุณาเล็กน้อยทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ยังไปได้อีกไกล

สำหรับผู้เริ่มต้น การมีเมตตาเป็นสิ่งที่ดีสำหรับหลาน ๆ  ในแง่ชีวภาพ มีประโยชน์จริงสำหรับหลาน ๆ การเป็นคนใจดีสามารถทำให้หลาน ๆ มีความสุขมากขึ้นได้ การเป็นคนดีและช่วยเหลือผู้อื่นทำให้รู้สึกดี และทำให้ร่างกายหลาน ๆ มีความสุขมากขึ้น มีเหตุผลทางเคมีสำหรับสิ่งนั้น : เมื่อบุคคลแสดงความเมตตา สมองจะผลิตโดปามีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดเชิงบวก ประการที่สอง สมองมี Morphine และ Heroine ในรูปแบบธรรมชาติ เช่น Endorphins เป็นที่เชื่อกันว่าเมื่อบุคคลแสดงความเมตตา พวกเขารู้สึกดีในระดับเคมีด้วยการผลิต Endorphins เหล่านี้ ไม่เพียงแค่นั้น 

แต่ถ้าหลาน ๆ แสดงความมีน้ำใจ คนอื่นจะชอบหลาน ๆ มากขึ้น (ตกใจ!) ตามที่ Adam Grant ศาสตราจารย์อายุน้อยที่สุดและได้คะแนนสูงสุดของวิทยาลัย Wharton มหาวิทยาลัย Pennsylvania ระบุว่า การให้คือเคล็ดลับในการก้าวไปข้างหน้า Grant กล่าวว่า ความสำเร็จของเขามาจากการเป็นคนใจดี และชอบช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อพวกเขาต้องการ ดังนั้นการเป็นคนดีไม่เพียงช่วยคนอื่นเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยตัวหลาน ๆ เองได้เช่นกัน

ใจเย็น ๆ อยู่ในความสงบ ความสงบนิ่งในสถานการณ์ที่ยากลำบากเป็นความท้าทายที่ใหญ่กว่า แต่ก็สำคัญไม่แพ้กัน ความเครียด กำหนดเวลา และความประหลาดใจสามารถเข้ามาหาเราทั้งทางจิตใจและอารมณ์ แม้แต่คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็สามารถยอมจำนนต่อพลังอันยิ่งใหญ่แห่งการที่คาดเดาไม่ได้ การค้นหาวิธีสงบสติอารมณ์จะทำให้ชีวิตของหลาน ๆ สนุกสนานมากขึ้นด้วยเหตุผลที่ชัดเจน

ความเครียดเป็นฆาตกร เราจะจัดการมันอย่างไร? มีเคล็ดลับดี ๆ ที่จะทำให้สถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดสามารถจัดการได้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น

- แยกตัวออก : หลาน ๆ สามารถที่จะแยกตัวเองออกจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้
- ยื่นมือออกไป : ไม่ว่าหลาน ๆ จะเป็นคนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้มากแค่ไหน แต่ในท้ายที่สุด หลาน ๆ ควรมีกลุ่มเพื่อนและครอบครัวที่หลาน ๆ สามารถกลับไปแก้ปัญหาของหลาน ๆ ได้ ซึ่งหลาน ๆ จะแปลกใจว่า เพียงแค่พูดออกไปก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว
- ร้องไห้ถ้าหลาน ๆ ต้องการ : ไม่ว่าเพศไหน หากหลาน ๆ ต้องการร้องไห้ ก็แค่ร้องออกไป การร้องไห้ช่วยปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้น และทำให้จิตใจปลอดโปร่งโล่งสบายได้เช่นกัน

ความสงบจะทำให้หลาน ๆ เป็นที่ชื่นชอบมากขึ้น และทำให้คนอื่นคิดว่าหลาน ๆ เป็นผู้ควบคุมมากกว่าที่เป็นอยู่จริง แม้ว่า หลาน ๆ จะไม่สามารถควบคุมทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับหลาน ๆ ได้ แต่ก็สามารถควบคุมวิธีจัดการกับสถานการณ์ในแบบที่จะทำให้ผู้คนสนใจ

 

อาจดูจะชัดเจนว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตา และความสงบเป็นลักษณะที่ดี แต่ในกรณีที่หลาน ๆ ต้องการเหตุผลมากกว่านี้เพื่อแสดงสิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยคนอื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้ชีวิตของหลาน ๆ ง่ายขึ้นอีกด้วย

ดังนั้นจงยื่นมือออกไปให้ความเมตตาและให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ต้องการ พวกเขาอาจยื่นมือกลับมาเพื่อช่วยให้หลาน ๆ ไปยังที่ที่หลาน ๆ ต้องการไป ยอมรับว่าหลาน ๆ คิดผิด และหาวิธีที่จะเชื่อว่าคนอื่นอาจจะเก่งกว่าหลาน ๆ ในบางสิ่ง พวกเขาอาจให้คำแนะนำหรือสอนวิธีพัฒนาทักษะเฉพาะให้กับหลาน ๆ  และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พยายามสงบสติอารมณ์อยู่เสมอ และชีวิตจะง่ายขึ้นมากเมื่อหลาน ๆ ยอมรับว่า เราไม่ใช่คนเดียวที่ต้องมีและใช้ชีวิต

ประโยชน์ของการเป็นคนสุภาพ : เราทุกคนเชื่อในปรัชญาที่ว่าแก่นแท้ของชีวิตกำลังพูดถึง การสื่อสารกับผู้อื่นมีความจำเป็นพอๆ กับอาหาร ถ้าเราไม่ทำ เรามักจะล้มป่วย วันนี้คนไม่ค่อยพูด

เส้นทางสู่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จนั้นมาจากความสุภาพเรียบร้อย การแสดงสุภาพสามารถทำสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวเงินสามารถทำได้ ให้เราลงลึกในศิลปะของการพูดอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการเหล่านี้ ความสุภาพเป็นทัศนคติของชีวิต การพูดเกี่ยวกับแนวคิดจะช่วยเพิ่มความสุภาพในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และกระตุ้นจิตใจของหลาน ๆ ด้วย มีผลทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ในการเริ่มพูดถึงผู้คน หลาน ๆ สามารถหายใจเอาพลังด้านลบทั้งหมดเกี่ยวกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่หลาน ๆ ชอบล่าสุด ชุดไหนที่เธอใส่ น้ำหอมที่เธอใช้ ทัศนคติที่ไม่ดีของเธอ แนวคิดก็คือทุกสิ่งที่หลาน ๆ พูดถึงผู้คนมักจะเป็นแง่ลบ สิ่งนี้พัฒนาความรู้สึกของความรักตนเองและการเปรียบเทียบในทุกวิถีทาง หลาน ๆ ไม่เห็นหลาน ๆ ค่าชีวิตของหลาน ๆ มากเท่ากับที่หลาน ๆ ทำกับคนอื่น

ใช้ปัญญาแทนลิ้น โดยปกติแล้วผู้คนจะพูดคุยกันโดยไม่ต้องกังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้อื่น เนื่องจากผู้คนหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง พวกเขาจึงอยากพูดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น สิ่งนี้กระตุ้นให้พวกเขาพูดไร้สาระอย่างไม่รู้จบ หลาน ๆ เคยคิดบ้างไหมว่า คำพูดของเราสามารถส่งผลกระทบต่อผู้อื่นได้มากเพียงใด? การพยายามใช้สมองของเรา (คิด) ก่อนพูด เราจะรักษาความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนใกล้ตัวเรา

หลีกเลี่ยงการนินทา คนที่มักจะนินทาหรือนินทาคนอื่น มักไม่รู้ว่าเขาเป็นคนสุดท้ายที่จะหัวเราะ คนที่เริ่มแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ข่าวลือเกี่ยวกับคนอื่นมักจะจบลงด้วยการทะเลาะวิวาท จึงต้องหลีกเลี่ยงบุคคลดังกล่าว แม้แต่การฟังเรื่องซุบซิบก็เป็นอันตรายเช่นกันเนื่องจากอ้างมีการสื่อสารส่งต่อเชิงลบ

 

แลกเปลี่ยนคำชม เราไม่ควรจำกัดการชมเชยเฉพาะญาติสนิทของเรา แม้แต่ผู้ช่วยของเรา เช่น คนใช้ คนทำความสะอาด คือคนที่เราสามารถไว้วางใจได้ การพูดอย่างสุภาพกับพวกเขาจะช่วยให้วันของหลาน ๆ สำเร็จลุล่วง พวกเขาคือผู้ให้บริการหลาน ๆ เพื่อทำให้ชีวิตของหลาน ๆ สะดวกสบาย ดังนั้นเราควรพยายามทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นด้วยการชมเชยและยกย่องพวกเขา

มองหาสิ่งดี ๆ ในคนคิดลบ เราทุกคนล้วนมีด้านลบและด้านบวก ไม่มีใครในโลกนี้มีลักษณะที่สะอาดสะอ้าน เราทุกคนล้วนมีข้อบกพร่อง อย่างไรก็ตาม บางคนถูกมองว่า มีพฤติกรรมที่หยาบคายในเชิงลบ และเรามักตัดสินคน ๆ นั้นในประเภทเชิงลบ เราควรเข้าใจว่าคนที่หยาบคายมีจุดอ่อนของตัวเอง พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะเป็นแบบนั้น ความผิดหวังในที่ทำงานหรือบ้านทำให้พวกเขามีพฤติกรรมเช่นนี้ บุคคลดังกล่าวควรได้รับความช่วยเหลือมากกว่าผู้อื่นโดยเปรียบเทียบ การพูดคุยกับพวกเขาอย่างสุภาพจะสร้างความแตกต่างในชีวิตของพวกเขาและของหลาน ๆ เช่นกัน

คิดบวกตลอดเวลา บ่อยครั้งเราไม่รู้ตัวว่าจิตใต้สำนึกกลายเป็นแง่ลบ อารมณ์ที่ถูกกักขังและความปรารถนาที่ไม่ได้ผลทำให้เรามีความประพฤติหยาบคายต่อผู้อื่น และปล่อยรังสีเชิงลบออกจากตัวเรา ดังนั้น เรามักจะออกอาการมากจนเกินไป (เยอะ) และกลายเป็นคนที่หยาบคายและรุนแรงต่อผู้อื่น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นความสุภาพในจิตใจเลยย่อมส่งผลให้มีทัศนคติที่สุภาพ

สิ่งใดที่พักผ่อนอยู่ในใจของหลาน ๆ  จะต้องปรากฏออกมาสู่สาธารณะสักวันหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าหลาน ๆ มีชีวิตที่จะเจริญรุ่งเรืองด้วยทัศนคติที่สุภาพและความรักที่ไม่เห็นแก่ตัว ด้วยสิ่งนี้จะทำให้หลาน ๆ เป็นอมตะในหัวใจของผู้คนนับล้าน ในขณะที่ผู้คนจะจดจำคำพูดที่สุภาพของหลาน ๆ  ไม่ใช่ด้วยสถานะของหลาน ๆ 

 

หลาย ๆ คนที่อยากให้คะแนนพุ่ง เพิ่มเกรด 4 “ฝึกทำข้อสอบเก่า” เป็นอีกเคล็ดลับที่ทำให้ใกล้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

หัวข้อที่ลุงโญจะนำมาบอกแนะวันนี้ หลาน ๆ คงสงสัยว่า ทำโจทย์หรือข้อสอบเก่าเยอะ ๆ แล้วผลที่ได้คืออะไร? ด้วยแต่ไหนแต่ไรแล้วการสอบแข่งขันสำหรับการเรียนต่อในบ้านเรา ส่วนใหญ่แล้วข้อสอบจะเป็นแบบปรนัย การทำข้อสอบแบบปรนัย คือ ให้เลือกตอบ โดยจะมีตัวเลือกให้ตอบในกระดาษคำตอบ ซึ่งจะมีทั้งการ วงกลม กากบาท และระบายวงคำตอบด้วยดินสอ 2B เป็นต้น ซึ่งผู้ที่เข้าทำการสอบต้องเลือกคำตอบให้ได้ข้อถูกต้องที่สุด สิ่งที่เล่ามานั้นเป็นเรื่องปกติที่บรรดากล่าวมา หลาน ๆ และผู้ปกครองต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้ว

 

วิธีการเดิม ๆ ที่ใช้กันในการเตรียมการสอบแบบปรนัยส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการอ่านหนังสือ และกวดวิชา ต่อมาการอ่านหนังสือก็ถูกแทนที่ด้วยการกวดวิชา โดยโรงเรียนกวดวิชาต่าง ๆ จนปัจจุบันถึงขนาดมีการแย่งกันจองคอร์สติววิชาต่าง ๆ จนทำให้บรรดาเจ้าของโรงเรียนกวดวิชาพากันร่ำรวยไปตาม ๆ กัน 

 

สำหรับลุงโญซึ่งมีประสบการณ์ในการสอบมากมายหลายครั้ง โดยเฉพาะการสอบแบบปรนัยนั้น ลุงโญอาศัยการฝึกทำโจทย์หรือข้อสอบเก่า ๆ มาก ๆ โดยเขียนข้อที่เลือกไว้บนกระดาษเปล่า ทำเสร็จก็ตรวจดูเฉลยว่า คำตอบที่เราเลือกนั้นถูกหรือผิด หากตอบผิดแล้วต้องตรวจดูว่า คำตอบที่ถูกคือ อะไร ทำไมเราจึงตอบผิด ค้นข้อมูลจนเราเข้าใจและรู้ถึงที่มาของคำตอบที่ถูก

 

แม้ว่า หลาน ๆ จะมีภาระหน้าที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในห้อง การบ้านก็ต้องทำส่ง แถมยังต้องไปเรียนกวดวิชายัง แต่อยากให้หลาน ๆ หาเวลาทำโจทย์หรือข้อสอบเก่าอย่างเช่นที่ลุงโญบอกครับ การทำโจทย์หรือข้อสอบเยอะๆ นั้นจะช่วยให้หลาน ๆ 
1.) มีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการสอบจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารเวลาในการทำข้อสอบ ซึ่งหลาน ๆ ต้องทำข้อสอบในการสอบจริงให้เสร็จทันในเวลาที่กำหนด 
2.) การทำโจทย์หรือข้อสอบเยอะๆ นั้นจะช่วยให้หลาน ๆ รู้ว่าเมื่อทำการสอบจริง ๆ แล้ว จะทำโจทย์ในการสอบได้หรือไม่ ทำได้มากน้อยเพียงใด ถือเป็นการประเมินตัวเอง 
3.) ทำให้พบจุดอ่อนข้อบกพร่องของตัวหลาน ๆ เองด้วย

 

4.) การทำโจทย์หรือข้อสอบบ่อยๆ ซ้ำๆ เยอะๆ หลาน ๆ ก็สามารถจะจำรูปแบบของโจทย์ได้ ซึ่งจะวนไปมาอยู่ไม่กี่แบบ 
5.) การทำโจทย์หรือข้อสอบเยอะๆ นั้นจะช่วยให้หลาน ๆ เข้าใจในเนื้อหาของข้อสอบ โจทย์คำถามต่าง ๆ มากขึ้น มีทักษะในการทำความเข้าใจและเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ข้อสอบมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งทำให้หลาน ๆ เข้าใจข้อสอบมากขึ้นและเร็วขึ้น 
6.) เมื่อเฉลยแล้วมีคำตอบที่เราผิดและไม่เข้าใจต้องรีบหาข้อมูลเพิ่มเติม หากไม่ได้จริง ๆ แล้วต้องไม่ลังเลที่จะถามผู้รู้ อาทิ คุณครู อาจารย์ ผู้สอนวิชานั้น ๆ รุ่นพี่หรือเพื่อนที่เก่งในวิชานั้น ๆ จนกว่าจะเข้าใจ ไม่เช่นนั้นแล้วตัวหลาน ๆ เองก็จะเป็นกังวลกับโจทย์ที่ทำไม่ได้ตลอดเวลา

 

 

การศึกษาต้องอาศัยหลายปัจจัยรวมไปถึงทุนการศึกษา ในประเทศไทยก็มีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงสิทธิ์การศึกษาได้ทุกคน

 

เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นเงินกู้ประเภทหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษาสามารถชำระค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าเล่าเรียน หนังสือและอุปกรณ์ และค่าครองชีพ อาจแตกต่างจากเงินกู้ประเภทอื่น ๆ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจะลดลงอย่างมาก เมื่อเริ่มมีการชำระ และกำหนดการชำระคืนอาจถูกเลื่อนออกไป นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างกันไปในหลายประเทศตามแต่ความเข้มงวดของกฎมายที่ควบคุมทั้ง การผ่อนชำระ การเจรจาประนีประนอมหนี้ และกระบวนการล้มละลายของผู้ค้ำประกันเมื่อผู้กู้ไม่ยอมผ่อนชำระ 

 

กว่ายี่สิบปีมานี้ถือเป็นความโชคดีของเด็กไทยที่มีการจัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ. หรือ Student Loan Fund) โดย กยศ. ถูกจัดให้เป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาด้วยการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ในลักษณะต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 จากแต่เดิมนั้นเด็ก ๆ ที่อยากจะเรียนต่อแต่กำลังทรัพย์ไม่พอทำให้คุณพ่อ คุณแม่ ต้องดิ้นรน ทั้งกู้หนี้ยืมสิน ขายทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อส่งเสียให้ลูก ๆ เรียนจนจบปริญญา หรือหาทุนการศึกษาตามแหล่งต่าง ๆ หรือทำงานหารายได้ไปด้วยพร้อมกับเรียนไปด้วยก็มี

 

แน่นอนครับ ลุงโญโตก่อน กยศ. จะถูกจัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2538 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2539 ให้มีกองทุนในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน ตามนัยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 ในเวลาต่อมารัฐบาลได้พิจารณาเห็นความสำคัญของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามากขึ้น จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541 มีผลให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา 
 

 

และในปัจจุบัน พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2560 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 มีผลให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรี และมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น 

เนื่องจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541 และกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคตตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการบริหารกองทุนเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2549 ที่ออกตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 มีการบริหารจัดการและการดำเนินการที่มีข้อจำกัด และไม่สอดคล้องกับนโยบายการผลิตกำลังคนและการพัฒนาประเทศสมควรบูรณาการการบริหารจัดการและการดำเนินการของกองทุน กยศ. และกองทุน กรอ. ให้เป็นเอกภาพอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และเพิ่มมาตรการในการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ เดือนมิถุนายน 2564 กยศ. มีลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.5 ล้านคน ในปีงบประมาณ 2564 ได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 38,000 ล้านบาท ได้รับชำระคืน 19,500 ล้านบาท

 

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีหน้าที่และวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาด้วยการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1.) นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
2.) นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกำลังคนและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ
3.) นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาขาดแคลนหรือสาขาวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ
4.) นักเรียนหรือนักศึกษาที่เรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศ

 

กองทุนมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ดังนี้
1.) ซื้อ จัดหา เช่า ให้เช่า ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง จำหน่าย ทำนิติกรรม หรือดำเนินงานใด ๆ เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์
2.) จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศ เก็บรักษาหลักฐานและเอกสารเกี่ยวกับการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
3.) จัดหาผลประโยชน์จากเงินและทรัพย์สินของกองทุน
4.) กระทำการอื่นใดบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องในการจัดการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของกองทุน

 

เล่ามายืดยาวเพื่อให้หลาน ๆ และผู้ปกครองได้รู้จักกองทุนนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับหลาน ๆ ที่อยากจะเรียนต่อ แต่กำลังทรัพย์ไม่พอ อันที่จริงแล้วเด็ก ๆ ในประเทศที่มีความเจริญส่วนใหญ่ครอบครัวมักจะส่งเสียเลี้ยงดูจนจบมัธยม เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยเด็ก ๆ ก็จะย้ายออกจากบ้านไปพักในมหาวิทยาลัยกลายเป็นเริ่มการแยกตัวออกจากครอบครัว โดยบางครอบครัวยังคงส่งเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนให้แก่ลูก ๆ ทั้งหมด  

บางครอบครัวก็ยังคงส่งเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนให้แก่ลูก ๆ บางส่วนซึ่งแน่นอนที่เด็ก ๆ เหล่านั้นต้องหาทุนการศึกษาเอง คนที่เรียนเก่ง ๆ ก็จะหาทุนการศึกษาได้ทั้งหมด เด็ก ๆ ที่เก่งรองลงมาก็จะต้องหาทุนเพิ่มเติมจากการทำงานนอกเวลาเรียน และกู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาต่าง ๆ ซึ่งจะต้องผ่อนชำระคืนเมื่อมีงานทำ อันเป็นการสร้างความรับผิดชอบแก่เด็ก ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นในการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

หลาย ๆ คนอาจจะเคยเรียนภาษาอังกฤษแล้วเกิดความสงสัยระหว่าง British English and American English ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้ลุงโญจะมาบอกแนะให้ฟังกัน

ด้วยความแพร่หลายของภาษาอังกฤษจึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่ภาษาอังกฤษในแต่ละประเทศนั้นจึงไม่ได้เหมือนกัน และเมื่อการใช้งานไม่เหมือนกันแล้ว ทำให้หลาย ๆ เรื่องที่เห็นได้ชัดว่า ภาษาอังกฤษในแต่ละประเทศนั้นมีความแตกต่างนอกเหนือไปจากเรื่องของสำเนียง ครั้งนี้ลุงโญจึงจะมาบอกเรื่องความแตกต่างของการใช้ภาษาอังกฤษของภาษาอังกฤษสองแบบคือ British กับ American English 

อาจจะแบ่งง่าย ๆ คือ British English เป็นภาษาอังกฤษดั้งเดิมที่ใช้กันอยู่ใน สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศเครือจักรภพอังกฤษ อย่างเช่น อินเดีย สิงคโปร์ ที่ยังคงใช้ภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาราชการ ส่วน American English ใช้กันในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แล้วแบบไหนถูก? ลุงโญขอตอบว่า  ‘ถูกทั้งสองแบบ’ เลย ซึ่งมีทั้งที่ออกเสียงเหมือนกัน ความหมายก็เหมือนกัน แต่คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลายคำที่หลาน ๆ ต้องพบเจอในชีวิตประจำวันนั้นก็มีคำที่เขียนได้ทั้งสองแบบ ด้วยภาษาอังกฤษทั้งสองแบบเป็นภาษาอังกฤษที่เกือบจะเหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างบางอย่างบางเรื่องดังนี้
 

 

1.) ความแตกต่างในเรื่องของ คำศัพท์ (Vocabulary) บ่อยครั้งที่มีคำศัพท์มีความหมายเหมือนกัน แต่การเขียนนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น

 

 

2.) ความแตกต่างด้านการสะกดคำ (Spelling) คำศัพท์ บางคำ ออกเสียงเหมือนกัน มีความหมายเหมือนกัน แต่สะกดต่างกัน อาทิ


คำอื่นๆ ที่สะกดไม่เหมือนกัน เช่น

 

 

เข้าใจหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ Grammar ตอนที่ 2 ลุงโญบอกแนะ ท่องจำ Tense ยังไงให้สนุก

ครั้งนี้ลุงโญขอพาหลาน ๆ มาเจาะภาษาอังกฤษในเรื่องของ Grammar ในส่วนของ Tense ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ เป็นรูปประโยคที่บ่งบอกเวลา ใช้ให้ถูก ใช้ให้เป็น 

 


 

Tense หมายถึง รูปแบบของประโยคที่มีคำกริยา แสดงระบุเวลากำกับการกระทำในขณะที่พูด การเปลี่ยนรูปของคำกริยา เพื่อแสดงช่วงเวลาต่าง ๆ ในประโยคภาษาอังกฤษ ใช้บอกว่าเหตุการณ์นั้นอยู่ในช่วงใด โดยถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ 
- Past = อดีต 
- Present = ปัจจุบัน 
- Future = อนาคต 

ในแต่ละช่วงเวลานั้น ยังถูกแบ่งออกตามลักษณะของเหตุการณ์ได้เป็นช่วงเวลาละ 4 แบบ คือ
1.) Simple : เรียบง่าย
2.) Continuous : ต่อเนื่อง (กำลังทำ)
3.) Perfect : สมบูรณ์
4.) Perfect Continuous : สมบูรณ์ และต่อเนื่อง (ยังทำอยู่)

ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็ตาม “ประวัติศาสตร์” ความเป็นมาต่าง ๆ คือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของทุก ๆ สิ่ง มากมาย เรื่องราวที่ผ่านมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ศาสตร์ความรู้ที่จดบันทึกตั้งแต่อดีต เรื่องราวที่น่าสนใจนับพันๆ เรื่อง

ครั้งนี้ลุงโญมาแนะนำเรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ให้หลาน ๆ ครับ แม้ว่าอนาคตจะเป็นของคนรุ่นใหม่ก็ตาม แต่การก้าวไปข้างหน้า การก้าวไปสู่อนาคต ใช่ว่าจะก้าวไปได้เลย ด้วยเพราะทุกก้าวย่างที่ก้าวไปในอนาคตข้างหน้านั้นต้องผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย เรื่องราวที่ผ่านมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ไม่ว่ามากหรือน้อย ส่งผลกระทบในวงกว้างหรือไม่ส่งผลกระทบเลย ต่าง ๆ นานา ลุงโญจึงต้องขอบอกเล่าให้หลาน ๆ รู้ถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะก้าวไปสู่อนาคตครับ

 


 
'มีพรุ่งนี้ ... เพราะวันนี้ มีเมื่อวาน' โชคชัย บัณฑิต' (โชคชัย บัณฑิตศิละศักดิ์) กวีรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2544

 

เมื่อคนเราทุกคนล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต นั่นคือเหตุผลที่ประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญ 
(Penelope J. Corfield)

 

ผู้คนล้วนแล้วเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ตัวอย่างที่ชัดเจน : ชุมชนพูดภาษาที่สืบทอดมาจากอดีต อาศัยอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรม ประเพณี และศาสนาที่ซับซ้อน ซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นในช่วงเวลาอันรวดเร็ว ผู้คนใช้วิทยาการที่พวกเขาไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง และแต่ละคนก็เกิดมาพร้อมกับตัวแปรตามแต่ละบุคคลตามแม่แบบพันธุกรรมที่สืบทอดมาซึ่งเรียกว่า "จีโนม (Genome)" ซึ่งมีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดช่วงอายุขัยของเผ่าพันธุ์มนุษย์

 

ดังนั้นการเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบันจึงเป็นความจำเป็นพื้นฐานอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจสภาพความเป็นมนุษย์ที่ดี กล่าวโดยสรุปคือ เหตุผลที่ประวัติศาสตร์มีความสำคัญ ไม่ใช่แค่ 'มีประโยชน์' แต่เป็น 'สิ่งจำเป็น'

 

เอกสาร : ไดอารี่ จดหมาย ภาพวาด และบันทึกความทรงจำ ล้วนแล้วแต่ สร้างขึ้นโดยผู้ที่มีส่วนร่วม หรือเห็นเหตุการณ์ในอดีต แล้วบอกเราถึงบางอย่างที่แม้แต่บทความหรือหนังสือที่เขียนดีที่สุดก็ไม่สามารถถ่ายทอดได้ การใช้แหล่งข้อมูลเบื้องต้นทำให้ผู้ศึกษาได้รับแนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ 


 

ประการแรก ผู้ศึกษาต้องตระหนักว่า ประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรทั้งหมดสะท้อนการตีความเหตุการณ์ในอดีตของตัวผู้เขียน ดังนั้นเมื่อผู้ศึกษาอ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ พวกเขาจึงสามารถรับรู้ได้ถึงลักษณะส่วนตัวของเรื่องราวนั้น ๆ  

 

ประการที่สอง จากแหล่งข้อมูลเบื้องต้น ผู้ศึกษาได้สัมผัสชีวิตของผู้คนในอดีตโดยตรง นอกจากนี้ เมื่อผู้ศึกษาใช้แหล่งข้อมูลเบื้องต้น พวกเขาจะพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ที่สำคัญ


 

ในผู้ศึกษาหลายคน ประวัติศาสตร์ถูกมองว่า เป็นชุดของข้อเท็จจริง วันที่ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งปกติจะถูกบรรจุในหนังสือ การใช้แหล่งข้อมูลหลักสามารถเปลี่ยนมุมมองนี้ได้ ในขณะที่ผู้ศึกษาใช้แหล่งข้อมูลเบื้องต้น พวกเขาก็เริ่มมองว่า ตำราเรียนเป็นการตีความทางประวัติศาสตร์เพียงฉบับเดียวและผู้เขียนเป็นทำหน้าที่เป็นทางล่ามหลักฐาน แต่ไม่ใช่เป็นผู้ส่งความเป็นจริง 

ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ศึกษาอ่านจดหมายส่วนตัวจากชาวนาผู้ทุกข์ยากถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ขณะที่พวกเขาดูรายงานของผู้บริหาร WPA เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในมลรัฐ เพนซิลเวเนียและโอเรกอน หรือขณะฟังบันทึกละครวิทยุที่ผลิตโดยรัฐบาล พวกเขาชั่งน้ำหนัก ความสำคัญของแหล่งข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งขัดกับแนวคิดทั่วไปที่เสนอโดยทอดด์และเคอร์ติส : "งานเร่งด่วนที่สุดที่รูสเวลต์ต้องเผชิญเมื่อเข้ารับตำแหน่งคือ การจัดหาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่พักพิงแก่ชาวอเมริกันที่ตกงาน หิวโหย เฉยชา และสิ้นหวังจำนวนหลายล้านคน" 

 

ผู้ศึกษาจะเริ่มเข้าใจว่า ลักษณะทั่วไปดังกล่าวแสดงถึงการตีความเหตุการณ์ในอดีต แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นการตีความเพียงอย่างเดียว พวกเขาควรตระหนักว่า ข้อความนั้นมีมุมมองที่ไม่ได้ทำให้ข้อความไม่ถูกต้อง แต่ทำให้เนื้อหากลายเป็นประเด็นคำถามไป แหล่งข้อมูลปฐมภูมิบังคับให้ผู้ศึกษาตระหนักว่า เรื่องราวใด ๆ ของเหตุการณ์ ไม่ว่าจะนำเสนออย่างเป็นกลางเพียงใดก็ตาม โดยพื้นฐานแล้วมักกลายเป็นเรื่องราวส่วนตัวของผู้เขียนไป


 

ขณะที่ผู้ศึกษาอ่านเรื่องราวของผู้เห็นเหตุการณ์ที่ Little Big Horn หรือจดหมายถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงของสตรี หรือดูภาพถ่ายจากสงครามกลางเมือง แล้วพยายามสรุปสิ่งที่ค้นพบ พวกเขาก็ตระหนักดีถึงลักษณะเชิงอัตวิสัยของข้อสรุป


 

ความขัดแย้งระหว่างผู้ศึกษาในการตีความเอกสารเหล่านี้ไม่ต่างจากนักประวัติศาสตร์ ผู้ศึกษาต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงสำคัญสองประการในการศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านแหล่งข้อมูลระดับปฐมภูมิ ประการแรก บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สะท้อนถึงมุมมองส่วนตัว สังคม การเมือง หรือเศรษฐกิจของผู้ที่เข้าร่วม ประการที่สอง ผู้ศึกษานำอคติของตนเองมาสู่แหล่งที่มา ซึ่งสร้างขึ้นจากสถานการณ์ส่วนตัวและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ ขณะที่ผู้ศึกษาใช้แหล่งข้อมูลเหล่านี้ พวกเขาตระหนักดีว่า ประวัติศาสตร์มีอยู่ผ่านการตีความ และมีการตีความเบื้องต้นในนั้นแล้ว

 

ทำไมการศึกษาประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญ? Nord Anglia

 


 

ประวัติศาสตร์เป็นหนึ่งในการศึกษาที่สำคัญที่สุดของการศึกษาของหลาน ๆ ในที่นี้เราสรุปความสำคัญของประวัติศาสตร์การเรียนรู้ และเปิดเผยเคล็ดลับการเรียนสำหรับผู้ศึกษา

 

เราทุกคนต่างใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และต้องวางแผนสำหรับอนาคต แต่เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่าเรากำลังจะไปที่ไหน และความคืบหน้าเป็นอย่างไร? เพื่อที่จะรู้ว่าเรากำลังจะไปที่ไหน ต้องเข้าใจก่อนว่า เรามาจากไหน เพื่อที่จะหลาน ๆ ได้เข้าใจในประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ถือเป็นหนึ่งทางวิชาที่ได้รับการยอมรับ และมีคุณค่ามากที่สุดที่หลาน ๆ จะได้เรียนรู้ การเจาะลึกถึงความสำคัญของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในสถาบันการศึกษา

 

ประโยชน์ของการเรียนประวัติศาสตร์

 

สังคมทั้งหมดและบุคคลต่างได้รับประโยชน์จากการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และประโยชน์ 6 ประการที่หลาน ๆ จะได้รับจากศึกษาประวัติศาสตร์ในสถาบันการศึกษา

 

1.) พัฒนาความเข้าใจต่อโลก หลาน ๆ จะสามารถเรียนรู้ได้ว่า สังคม ระบบ อุดมการณ์ รัฐบาล วัฒนธรรม และเทคโนโลยีในอดีตได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร มีวิธีในการดำเนินการอย่างไร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรผ่านประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของโลกจะช่วยให้หลาน ๆ วาดภาพรายละเอียดว่า เรายืนอยู่ ณ จุดใดของทุกวันนี้

การพัฒนาความรู้ด้านประวัติศาสตร์หมายถึงการพัฒนาความรู้ของหลาน ๆ ในด้านต่าง ๆ ของชีวิต หลาน ๆ สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับเสาหลักที่สร้างอารยธรรมต่าง ๆ ขึ้น รวมทั้งวัฒนธรรมและผู้คนที่แตกต่างจากพวกเราเอง โดยความรู้ทั้งหมดนี้จะทำให้หลาน ๆ เป็นผู้ที่รอบรู้ ทั้งพร้อมที่จะเรียนรู้ในทุก ๆ เรื่องในทางวิชาการได้ดีขึ้น

 

2.)เป็นผู้ที่เพียบพร้อม สมบูรณ์ กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยเรื่องราว บางเรื่องสร้างแรงบันดาลใจ และยกระดับจิตใจ บางเรื่องอาจดูวุ่นวายและมีเรื่องที่ผิดศีลธรรม สัมผัสโลกแห่งประวัติศาสตร์ที่สดใส และมีบทเรียนสำคัญมากมายที่หลาน ๆ ต้องเรียนรู้ หลาน ๆ จะได้ศึกษาทั้งเวลาแห่งความทุกข์ทรมาน และช่วงเวลาแห่งความสุข จากนั้นบทเรียนที่หลาน ๆ ได้เรียนรู้นั้นจะสามารถนำไปใช้กับประสบการณ์ชีวิตของหลาน ๆ เองได้เป็นอย่างดีในอนาคต

ประวัติศาสตร์ยังส่งเสริมความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความแตกต่าง มีบทเรียนทั้งดีและไม่ดีให้เรียนรู้จากวิธีที่บรรพบุรุษของเราปฏิบัติ การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ในโลกสมัยใหม่ที่การรวมเอาการไม่แบ่งแยก โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลังของเรา ความเข้าใจว่า สังคมในอดีตได้บูรณาการกันอย่างไรเพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนามนุษยชาติในอนาคต


 

3.) เข้าใจในอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องราวและตำนานมากมาย เรื่องราวเหล่านี้จะกำหนดวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับประเทศชาติของเรา และจุดยืนของเราในนั้น ประวัติศาสตร์เป็นที่ที่หลาน ๆ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการก่อตั้งสถาบันอันยิ่งใหญ่ และวิธีที่สถาบันเหล่านี้มีส่วนทำให้เรามีสภาพเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับหลาน ๆ หลายคนแล้ว การได้มองย้อนกลับไปยังเพื่อนร่วมชาติที่น่าเหลือเชื่อเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างเอกลักษณ์ของเราเอง การค้นหาว่าเราเป็นใคร และเครื่องหมายใดที่เราสามารถสร้างได้บนโลกนี้ เป็นส่วนสำคัญในวัยของหลาน ๆ การที่หลาน ๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของประเทศเป็นวิธีหนึ่งในการเรียนรู้ถึงรากของประเทศชาตินั้น ๆ อย่าลืมว่า ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ ทันสมัยเพียงใดก็ตาม จะต้องไม่ลืมราก เพื่อที่จะก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้าอย่างถูกต้อง

 

4.) ได้แรงบันดาลใจ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้แต่หลาน ๆ ละคนได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ เพราะประวัติศาสตร์จดจำผู้คนที่เก่งกาจ และการกระทำที่กล้าหาญของพวกเขาที่มีส่วนร่วมในการก่อร่างสร้างชาติ หลาน ๆ จะได้รับแรงจูงใจมากมายจากการเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งประกอบขึ้นที่เป็นสิ่ง เป็นเรื่องราว และเป็นสภาพที่หลาน ๆ เองเป็นอยู่เช่นทุกวันนี้

เรื่องราวที่ยอดเยี่ยมเพียงเรื่องเดียวจากหน้าประวัติศาสตร์จะทำให้จินตนาการของหลาน ๆ แจ่มใส สดสว่างมากขึ้น และกระตุ้นให้หลาน ๆ สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

 

5.) ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด “ผู้ที่จำอดีตไม่ได้จะถูกประณามให้ทำซ้ำ” คำพูดของ George Santayana (นักปรัชญา กวี และนักประพันธ์ชาวสเปน/อเมริกัน) เป็นหนึ่งในแนวความคิดที่มีการอ้างถึงและถอดความมากที่สุดทางวิชาการ และเป็นสิ่งที่อธิบายได้อย่างสมบูรณ์แบบว่า ทำไมทุกคนจึงควรศึกษาประวัติศาสตร์ อดีตเต็มไปด้วยสัญญาณเตือน หลาน ๆ ต้องสามารถไตร่ตรองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ต่อต้าน และตั้งคำถามว่า หลาน ๆ ได้เห็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นหรือไม่

หากหลาน ๆ ศึกษาประวัติศาสตร์ หลาน ๆ จะสามารถระบุได้ว่า เมื่อใดที่สังคมกำลังเข้าสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตราย และหลาน ๆ สามารถมีส่วนร่วมในการช่วยทำให้สังคมกลับคืนสู่สภาพเดิม

 

6.) ได้พัฒนาทักษะที่สามารถถ่ายทอดได้ ประวัติศาสตร์เป็นการแสวงหาทางวิชาการที่น่านับถือ ซึ่งท้าทายสติปัญญาของหลาน ๆ เพราะผู้ที่ศึกษาต้องวิเคราะห์ข้อมูลที่อาจไม่มีการตีความที่ชัดเจน ก่อนที่จะเสนอข้อสรุปที่สมดุล ความคิดเชิงวิพากษ์เป็นหัวใจสำคัญของทุกการแสวงหาทางปัญญาที่ท้าทาย
 


วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ไม่ได้เกี่ยวกับการท่องจำรายการข้อเท็จจริงหรือวันที่ แต่ต้องมีการตีความและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ โดยรอบ ซึ่งมักไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด ยังมีวิธีที่มีประสิทธิภาพมากมายในการศึกษาประวัติศาสตร์ เช่น 


 

1.) เชื่อมต่อกิจกรรมเข้าด้วยกัน ประวัติศาสตร์ถูกกำหนดโดยรายการเหตุการณ์ตามลำดับเวลา เมื่อเรียนการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในวัฒนธรรมหรือประเทศ สิ่งสำคัญคือ หลาน ๆ ต้องรู้ว่าเหตุการณ์สำคัญใดมีส่วนทำให้เกิดสิ่งนี้ และเหตุใดจึงมีความสำคัญมาก อาจนำไปสู่รายการเวลา วันที่ และผู้คนที่น่าเรียนรู้

วิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการทำเช่นนี้คือ การเชื่อมต่อเพื่อพัฒนาภาพรวม จดบันทึกเหตุการณ์ ข้อเท็จจริง และบุคคลที่มีบทบาทในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญด้วยหลาน ๆ เอง จากนั้นหลาน ๆ ก็สร้างแผนที่ความคิดที่เชื่อมโยงแต่ละส่วนของภาพ โดยใช้สีและสัญลักษณ์เพื่อสร้างรูปแบบที่มีข้อมูลที่ย่อยง่ายจำนวนมาก

 

2.) การแสดงข้อมูลสำคัญ เนื่องจากมีอะไรให้เรียนรู้มากมาย หลาน ๆ จึงควรให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีค่าที่สุด และเก็บไว้ แม้ว่าประวัติศาสตร์จะเน้นที่ภาพรวมมากกว่าที่จะเป็นแค่การสืบเนื่องของวันที่หรือข้อเท็จจริง แต่ก็คุ้มค่าที่จะนำเทคนิคความจำมาใช้เพื่อให้แน่ใจว่าหลาน ๆ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเฉพาะได้หากต้องการ
 

 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top