Sunday, 29 May 2022
GOOD COURSE

คณะประมง งงไหม ? เขาเรียนอะไรกัน

คณะประมง (Faculty of Fisheries) เป็นอีกหนึ่งคณะในฝันของน้อง ๆ หลายคน ที่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำนานาชนิด โดยจะได้สร้างงานวิจัย เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิทยาศาสตร์ทางน้ำ เทคโนโลยีการเก็บรักษาและแปรรูปสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในแหล่งน้ำ
.
เลือกเรียนที่ไหนดี ? คณะประมง
ซึ่งในประเทศไทยก็ได้มีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนทางด้านประมงอยู่หลายแห่งด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านประมงโดยตรง ส่วนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ จะเป็นสาขาวิชาย่อยอยู่ในคณะเกษตรศาสตร์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร หรือ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร เป็นส่วนใหญ่
ในบทความนี้ก็มีเรื่องน่ารู้ของคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาบอกกันด้วย ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย


คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์
เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่ต้องการผลิตบัณฑิต สร้างงานวิจัยและให้บริการแก่สังคมด้านการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิทยาศาสตร์ทางน้ำ เทคโนโลยีการเก็บรักษาและแปรรูปสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในแหล่งน้ำ โดยในปัจจุบันจัดพื้นที่การเรียนการสอนใน วิทยาเขตบางเขน (แต่ในบางสาขาวิชาก็อาจจะต้องไปเรียนที่ วิทยาเขตกำแพงแสน ด้วย) แบ่งออกเป็น 5 ภาควิชาด้วยกัน ได้แก่
.
1. ภาควิชาการจัดการประมง
มุ่งเน้นการเรียนด้านการบริหารจัดการ การวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน รวมทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ สังคม และนิติศาสตร์ เช่น การจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ, นโยบายและการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ, เศรษฐศาสตร์การประมง, ธุรกิจการประมง, การประมงชุมชน และสารสนเทศเพื่อการจัดการประมง เป็นต้น
.
2. ภาควิชาชีววิทยาประมง
มุ่งเน้นการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ บทบาท และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมในแหล่งน้ำ เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำ, นิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ, สรีรวิทยาสัตว์น้ำและพิษวิทยา, สุขภาพสัตว์น้ำ, ชีวประวัติสัตว์น้ำและพลศาสตร์การประมง เป็นต้น
.
3. ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
มุ่งเน้นเรียนด้านการปรับปรุงพันธุกรรมและการบริหารจัดการฟาร์ม เช่น ระบบการเพาะเลี้ยงแบบหนาแน่น, วิทยาภูมิคุ้มกัน, การวิเคราะห์คุณภาพน้ำและอาหารสัตว์น้ำ เป็นต้น
.
4. ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง
มุ่งเน้นการเรียนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมการแปรรูป และการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการบริหารโรงงานอุตสาหกรรม เช่น เคมีและชีวเคมีของสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์, .จุลชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพทางผลิตภัณฑ์ประมง และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น
.
5. ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล
มุ่งเน้นเรียนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีการจับสัตว์น้ำในทะเล เช่น นิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพ, สมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยีประมงทะเล และเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล เป็นต้น

โดยการเรียนในคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ น้อง ๆ จะไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังมีการจัดเป็นทริปออกไปการทำงานจริงในฟาร์มปลาว่าเขามีวิธีการเพาะพันธุ์ปลากันอย่างไร เขามีวิธีการดูแลปลาอย่างไรกันบ้าง หรือเรียนรู้ที่สถาบันวิจัยทางทะเล อีกด้วย


จบมาแล้วทำงานอะไรได้บ้าง?
สำหรับน้อง ๆ ที่สำเร็จการศึกษาในคณะประมง สามารถที่จะเข้าทำงานเป็นหลายตำแหน่งด้วยกัน เช่น นักวิชาการด้านการสำรวจสมุทรศาสตร์, นักวิชาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ, นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นต้น โดยสามารถสมัครเข้าทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดังนี้ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ , กรมควบคุมมลพิษ, สำนักแผนและนโยบายสิ่งแวดล้อม, กรมทรัพยากรธรณี, สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ, กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ, กรมอนามัยสิ่งแวดล้อม, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, บริษัทที่ปรึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
.
มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน (แห่งอื่น ๆ)
คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 
 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 
คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก 
คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 
คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร 
คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ฯลฯ 


ที่มา https://campus.campus-star.com/education/83671.html?fbclid=IwAR1yKkGNn8flTTbBN1ZPv6Sr8WNf8G6Ptc01eRjea1KgoqTblV0f0bCqYNI 
 

KOSEN KMUTT หลักสูตรเตรียมวิศวะ ฯ เพื่อพัฒนาเด็กไทยสู่การเป็นวิศวกร

โครงการ KOSEN KMUTT เกิดขึ้นภายใต้ "โครงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค" ระยะเวลา 13 ปี (2562-2574) งบประมาณ 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตกำลังคนป้อนอุตสาหกรรมที่ EECi โดยมีการจัดตั้งสถาบันไทย KOSEN เมื่อปลายปี 2561 และมี 2 มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินโครงการผลิตกำลังคน คือ สถาบัน KOSEN แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ สถาบัน KOSEN แห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยได้รับมอบหมายให้ผลิตบุคลากรทั้งหมด 6 หลักสูตร ตามความถนัดและความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย


การจัดการเรียนการสอนของ KOSEN KMUTT นั้น ส่งเสริมและเน้นการพัฒนาสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่อเนื่องถึงระดับชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัย รวมระยะเวลาหลักสูตร 5 ปี โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาวิศวกรนักปฏิบัติที่มีคุณลักษณะของความเป็นนวัตกรที่มีความคิดสร้างสรรค์และลงมือปฏิบัติ/สร้างนวัตกรรมได้
.
KOSEN KMUTT เปิดรับสมัครนักเรียนรุ่นแรกหลักสูตร Automation Engineering จำนวน 1 ห้อง โดยเริ่มปีการศึกษาแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา มีนักเรียน 20 คน และปีที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยเปิดรับสมัครนักเรียนเพิ่มเป็น 2 ห้อง ห้องละ 26 คน สำหรับกระบวนการคัดเลือกนักเรียนที่สนใจเข้ามาเรียน KOSEN KMUTT จะรับสมัครนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผ่านกระบวนการสอบคัดเลือกสองรอบ รอบแรกจะเป็นข้อสอบที่วัดทักษะพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การคำนวณ และรอบที่สองจะเป็นข้อสอบของ KOSEN KMUTT ซึ่งจะเป็นการค้นหานักเรียนที่ชอบและมีทักษะการสร้างสิ่งประดิษฐ์ และชอบลงมือปฏิบัติจริง


KOSEN KMUTT ไม่ได้ต้องการเด็กที่เก่งที่สุดในเชิงวิทยาศาสตร์ เราต้องการเด็กที่ชอบลงมือปฏิบัติ มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาต่อได้ เรามองว่านักเรียนที่เหมาะกับ KOSEN ให้นึกภาพที่มีรถของเล่นหรือวิทยุเก่าๆ ช่างรื้อ ช่างต่อ ช่างสร้าง เด็กที่ชอบทำแบบนี้ KOSEN KMUTT คือคำตอบ เมื่อนักเรียนเรียนจบชั้นปีที่ 5 จะผลักดันให้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมโดยจะใช้การเรียนรู้รูปแบบ Work Integrated Learning หรือการเรียนรู้ร่วมในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมจธ.มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ควบคู่กับการเรียนรู้บน Platform KMUTT 4 life ซึ่งเป็นการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การสร้างกำลังคนในอนาคตของมจธ. โดยโครงการ KOSEN KMUTT สำนักงานห้องเรียนวิศว์-วิทย์ เป็นผู้รับผิดชอบ ร่วมกับคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน KOSEN ประเทศญี่ปุ่น 
.
นักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนในโครงการ KOSEN KMUTT จะได้รับทุนเรียนฟรีตลอดการศึกษาตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่ 5 และโอกาสในการเข้าทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อีกทั้งนักเรียน KOSEN KMUTT ทุกรุ่น จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนจะได้รับการคัดเลือกให้ไปเรียนปี 3-4-5 ที่ KOSEN ญี่ปุ่น โดยจะต้องผ่านการสอบของ KOSEN ญี่ปุ่นและผ่านระดับสมรรถนะภาษาญี่ปุ่น


เมื่อเรียนจบปีที่ 5 และมีระดับสมรรถนะตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ก็จะได้วุฒิอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ จาก KOSEN KMUTT และสามารถเข้าปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรมได้ทันที นอกจากนี้หลังจบปี 5 จะมีทุนให้เรียนต่อปริญญาตรีซึ่งเป็นการศึกษาในวิชาชั้นสูง (Advance Course) ระดับปริญญาตรี โดยสามารถเลือกเรียนได้ โดยขณะนี้ทาง KOSEN KMUTT อยู่ระหว่างดำเนินการจัดเตรียมหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อรองรับนักเรียน ในการเรียนรู้ระดับสูงขึ้น
.
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วางแผนหลักสูตรเป็นขั้นตอน หลักสูตรแรก คือ  Automation Engineering วิศวกรรมอัตโนมัติ เริ่มปีการศึกษา 2563 เนื่องจากสาขาดังกล่าวสามารถตอบโจทย์การพัฒนาด้าน Digital Transformation ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสำหรับการพัฒนาสังคมดิจิทัลและอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ


หลักสูตรที่สองเป็น Bio Engineering  ซึ่งจะเริ่มในปีที่ 3 หรือปี 2565 หลักสูตรนี้ จะตอบสนองต่อการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทรัพยากรมีความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถ ทางด้านนวัตกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กระบวนการผลิต การแปรรูป สร้างคุณค่าของทรัพยากรชีวภาพในเชิงวิศวกรรม


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/909433 
 

นิวซีแลนด์เปิดรับนักเรียนต่างชาติ ให้สิทธิคนไทยบินไปเรียนภาษาได้

นิวซีแลนด์เปิดรับนักเรียนต่างชาติล๊อตแรก 5,000 คน ให้สิทธิคนไทยบินไปเรียนภาษาได้ ทั้งนักเรียนและคนวัยทำงาน นอกจากนั้นผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนทำงานนอกเวลาได้ 20 ชั่วโมง
.
เมื่อต้นเดือนเมษายน 2565 หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand : ENZ) สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย แจ้งว่า นิวซีแลนด์ได้เปิดรับนักเรียนต่างชาติล๊อตแรกแล้ว จำนวน 5,000 คน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก


นอกจากนั้น สำหรับนักเรียนไทยในช่วงแรกนี้ การศึกษานิวซีแลนด์ได้เปิดรับผู้สนใจสมัครเข้าเรียนในหลักสูตร English Pathway เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เหมาะสำหรับน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการเตรียมพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยนิวซีแลนด์แต่ยังไม่ผ่าน IELTS
.
รวมถึงวัยทำงานที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจและการทำงาน ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนได้และพร้อมบินไปเรียนที่นิวซีแลนด์ได้ทันทีกับสถาบันภาษาชั้นนำของนิวซีแลนด์
.
ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนหลักสูตร English Pathway ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รับนักเรียนจำนวนจำกัด สมัครก่อนได้สิทธิก่อน โดยนักเรียนสามารถเลือกชำระค่าเล่าเรียนผ่านบัตรเครดิต KTC และสะสมคะแนนได้ 4 เท่าอีกด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม : www.learnenglishnewzealand.com  
.
สถาบันภาษานิวซีแลนด์ ที่เข้าร่วมโครงการ English Pathway ที่สามารถเดินทางไปเรียนได้เลยในครั้งนี้ ได้แก่
1. Languages International สถาบันภาษาอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดในนิวซีแลนด์ เป็นสถาบันระดับสูงสุด Category 1 จากรัฐบาลนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ที่สวนอัลเบิร์ต เมืองโอ๊กแลนด์ ทำให้นักเรียนได้มีโอกาสพบปะผู้คนจากทั่วโลก อาจารย์ที่เป็นมิตรเข้าถึงนักเรียน มีหลักสูตรที่น่าสนใจคือ General English, Conversation และ English for University
.
2. ICL Education Group สถาบันภาษาที่มีมาตรฐานในระดับ Category 1 มี Auckland English Academy และ Bridge International Colle มีคอร์สที่น่าสนใจ คือ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการสอบ IELTS ส่วน Bridge International College เปิดสอนหลากหลายหลักสูตรเน้นทางด้าน Academic purposes อาทิ IELTS Preparation, APA และ Postgraduate Diploma Programs


ทั้งนี้อาคารเรียน ICL Education Centre ตั้งอยู่บนถนนลอร์น ใจกลางเมืองย่านศูนย์กลางธุรกิจ ไม่ไกลจากโอ๊กแลนด์สกายทาวเวอร์ อีกทั้งยังใกล้กับหอศิลป์โอ๊กแลนด์ สวนสาธารณะอัลเบิร์ตปาร์ก และหอสมุดกลางเมืองโอ๊กแลนด์

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกสำหรับนักเรียนที่ต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษกับหลักสูตร Communication English เพื่อใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนจากหลากหลายชาติอีกด้วย ge เป็นสถาบันและโรงเรียนในเครือ โดย Auckland English Academy
.
สำหรับหลักสูตรออนไลน์มี New Zealand Certificate in English Language (NZCEL) สำหรับนักเรียนที่ต้องการเตรียมความพร้อม เพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น สำหรับเรียนต่อ เรียน 16 สัปดาห์
.
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถาบันสอนภาษาของมหาวิทยาลัย เช่น University of Auckland, AUT, Lincoln University and University of Otago จะเริ่มเปิดทำวีซ่านักเรียนใหม่ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป
.
ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่อนาคต จากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางจากการจัดอันดับของ Worldwide Educating for the Future Index 2019 อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตร


ผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนในนิวซีแลนด์สามารถทำงานนอกเวลาได้ 20 ชั่วโมง และสำหรับนักเรียนที่เรียนระดับปริญญาตรีขึ้นไปอย่างน้อย 1 ปี ในนิวซีแลนด์ยังสามารถสมัครวีซ่าทำงานหลังการศึกษาได้อีกด้วย ทำให้นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายปลายทางในลำดับต้น ๆ ของนักศึกษาต่างชาติ


ที่มา https://www.prachachat.net/education/news-906717 
 

“ทุน DAAD” ทุนเรียนต่อเยอรมนี สำหรับผู้มีศักยภาพ

DAAD หรือ The German Academic Exchange Service (ภาษาเยอรมัน: Deutscher Akademischer Austauschdienst) เป็นทุนระดับปริญญาโทและเอกที่เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในทุนการศึกษาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก

ทุนนี้จะให้การสนับสนุนทั้งค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพรายเดือน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้กับนักศึกษาในแต่ละปีกว่า 100,000 คนทั่วโลกเพื่อศึกษาต่อและทำวิจัยในสถาบันการศึกษาชั้นนำที่ประเทศเยอรมนี ด้วยข้อเสนอที่น่าสนใจเหล่านี้ ทำให้ DAAD กลายเป็นหนึ่งในทุนที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุด และทำให้มีการแข่งขันที่สูงขึ้นตามมา สำหรับใครที่กำลังเล็งๆ อยากจะสมัครทุน DAAD ในปีนี้ นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นใบสมัคร
.
คุณสมบัติของผู้สมัคร :
1. ผู้สมัครต้องจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาระดับสูงที่เป็นที่ยอมรับ ตามวุฒิที่กำหนดในแต่ละหลักสูตร (เช่น สมัครปริญญาโท ต้องมีวุฒิปริญญาตรี เป็นต้น) 
2. ผู้สมัครจากทั่วทุกมุมโลกมีสิทธิ์สมัคร ทั้งนี้คุณจำเป็นจะต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการที่จะพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่ประเทศบ้านเกิดของตนในอนาคตผ่านงานเขียนที่แนบไปกับใบสมัคร
3. ไม่จำกัดอายุผู้สมัคร
4. ต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางวิชาการ และความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง ไม่เพียงแต่ในด้านผลการเรียนเท่านั้น ทางคณะกรรมการยังจะพิจารณาจากผลงานที่มีร่วมกับชุมชนหรือองค์กรอื่นๆ ด้วย
5. ต้องผ่านการสอบประเมินความรู้ (Feststellungsprüfung / Assessment test) (สำหรับบางหลักสูตร)


ขั้นตอนการสมัคร:
1. การเตรียมใบสมัคร 
1.1 เขียน Letter of Motivation ที่อธิบายด้านอาชีพและประสบการณ์ส่วนตัว รวมถึงเหตุผลที่อยากเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนี เช่น การศึกษาที่สนใจ ทักษะแรงจูงใจทางวิชาการ หรือความสนใจส่วนตัว เป็นต้น (ไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ)
1.2 ข้อเสนอ (Proposal) ต้องมีรายละเอียดและแม่นยำ มีวัตถุประสงค์ คำถามวิจัย, กลยุทธ์ / วิธีการวิจัย และบรรณานุกรม และอื่นๆ ระบุไว้อย่างชัดเจน
.
2. การวางแผนโปรเจกต์
2.1 ผู้สมัครต้องได้รับการยืนยันจากอาจารย์มหาวิทยาลัยก่อน หากต้องการทำวิจัยเป็นรายบุคคล หรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในเยอรมนี
2.2 ผู้สมัครจำเป็นต้องมีอาจารย์มหาวิทยาลัย หรืออาจารย์ที่ทำงานในสถาบันการศึกษาระดับอุมศึกษาของรัฐที่ได้รับการยอมรับ เป็นผู้ช่วยให้คำปรึกษา
.
3. วิธีการสมัคร
3.1 ผู้สมัครต้องสมัครทางออนไลน์โดยการลงทะเบียนในพอร์ทัล DAAD ที่นี่
3.2 ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครทุน DAAD
3.3 สร้าง CV ส่วนตัวด้วยลายเซ็นของผู้สมัคร
3.4 เขียน Motivation Letter และเซ็นชื่อผู้สมัคร
3.5 เขียนข้อเสนอการวิจัย (Research Proposal) โดยละเอียด
3.6 ติดต่อขอ Recommendation Letter จากมหาวิทยาลัยที่จบการศึกษาก่อนหน้า
3.7 ติดต่อโฮสต์จากรัฐบาล หรือสถาบันการศึกษาระดับสูงที่ได้รับการยอมรับจากรัฐ
3.8 ผู้สมัครต้องเลือกหลักสูตรทุนการศึกษาที่สนใจ จากนั้นกด “Submit application”
** ทั้งนี้ ขั้นตอนการสมัครอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละทุนการศึกษา **


จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วขั้นตอนการเตรียมความพร้อมไม่ได้มีอะไรยากหรือซับซ้อน แต่เพราะเป็นทุนที่ดึงดูดผู้มีศักยภาพทำให้สิ่งที่ผู้สมัครจำเป็นจะต้องเตรียมให้พร้อมจริงๆ คือ “การพัฒนาตัวเอง” นั่นเอง ใครสนใจอยากอ่านข้อมูลเพื่อศึกษาเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ https://www.wegointer.com/2020/11/how-to-apply-daad-scholarships/ 
.
ใครอยากรู้ว่าตอนนี้ทุน DAAD กำลังเปิดรับสมัครในสาขาไหนหรือมีทุนอะไรที่น่าสนใจบ้าง ดูได้ที่นี่เลย https://www.daad.or.th/en/find-funding/scholarships-for-thailand/ 
.
ใครยังไม่แน่ใจว่าอยากเรียนด้านไหน แนะนำ 10 หลักสูตรทุนเต็มจำนวนจาก DAAD ระดับบัณฑิตศึกษา ไปดูกันที่ลิงค์นี้ https://www.scholarship.in.th/epos-scholarships-in-germany-by-daad/ 


ที่มา https://www.scholarship.in.th/all-about-daad-scholarships/ 
 

รู้จัก 8 Website Up Skill รอบด้าน เรียนรู้แบบออนไลน์ได้ฟรี ครอบคลุมทุกสาขา

เพราะการเรียนรู้มีได้ไม่สิ้นสุด อีกทั้งในปัจจุบันยังมีตัวช่วยมากมายในโลกออนไลน์ที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงการเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา เรียกได้ว่าทั้งสะดวกและเป็นโอกาสในการพัฒนาได้อย่างไร้ขอบเขต สำหรับใครที่กำลังมองหาแหล่งเรียนรู้ดีๆ บอกเลยว่าบทความนี้ตอบโจทย์อย่างมาก ! เพราะเราได้รวบรวมเว็บไซต์เรียนฟรี ที่มีหลักสูตรหลากหลายสาขามาให้คุณได้ลองเข้าไปใช้บริการ มาดูกันเลยว่าจะมีอะไรบ้าง ? 
.
1. Coursera เว็บไซต์เรียนออนไลน์ชื่อดังที่ร่วมพัฒนาบทเรียนร่วมกับมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานด้านการศึกษาจากทั่วโลก แหล่งเรียนรู้ที่มีหลักสูตรที่น่าสนใจหลากหลายสาขา ถือว่าเป็นคลังความรู้ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในโลกออนไลน์เลยกดได้ตามลิงค์นี้ https://www.coursera.org/ 

2. Open Culture Online Courses เว็บไซต์หลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ ที่มีข้อมูลมากมายทางด้านการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร วิดีโอ ไฟล์เสียง และภาพต่างๆ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งตามลิงค์นี้ https://www.openculture.com/freeonlinecourses 

3. Udemy เว็บไซต์ที่มีหลักสูตรให้เลือกกว่า 183,000 หลักสูตร มีบริการทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ที่น่าสนใจก็คือเราสามารถกำหนดหลักสูตรและออกแบบให้ตรงกับความต้องการเองได้กดไปดูที่ https://www.udemy.com/ 

4. Alison ถือเป็นกรุเว็บไซต์ที่เน้นไปในด้านภาษา ธุรกิจ เทคโนโลยี และสุขภาพ โดยเฉพาะคอร์สเรียนภาษามีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่เริ่มพื้นฐานไปจนถึงขั้นแอดวานซ์เลยทีเดียว คลิกเลย https://alison.com/

5. Stanford Online เว็บไซต์ที่หลักสูตรได้รับการออกแบบจาก Stanford University โดยตรง มีสาขาให้เลือกมากมาย ทั้งยังมีคุณภาพและความน่าเชื่อถือในระดับสากลอีกด้วย ลิงค์นี้เข้าไปเลย https://online.stanford.edu/explore 

6. Harvard Extension เช่นเดียวกับ Stanford Online เว็บไซต์นี้เป็นหลักสูตรออนไลน์ของ Harvard โดยตรง ได้รับการออกแบบใช้มาตรฐานเดียวกับที่เปิดสอน Onsite เลย กดไปดูเลย https://extension.harvard.edu/about/online-learning/ 

7. Codecademy เว็บไซต์นี้จะมุ่งเน้นไปที่หลักสูตรเกี่ยวกับการเขียน Code และ IT โดยเฉพาะ ถือว่าตอบโจทย์สำหรับผู้ที่สนใจในด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต หรือผู้ที่ต้องการศึกษาพื้นฐานด้วยตนเองลองไปลงทะเบียนกันได้ที่ https://www.codecademy.com/ 

8. Memrise เว็บไซต์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งคลังความรู้ที่มีความหลากหลาย ใช้งานง่าย และสะดวก เนื่องจากมีทั้งในรูปแบบของเว็บไซต์รวมไปถึงแอปพลิเคชันให้โหลดไปใช้บริการได้ด้วย ลิงค์นี้ได้เลย https://www.memrise.com/ 

แม้ว่าหลักสูตรส่วนใหญ่จะให้บริการฟรี แต่หากอยากเพิ่มความพิเศษเข้าไป หรืออยากได้ใบประกาศนียบัตรรับรองการจบหลักสูตรเพิ่มเติมก็อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายกันบ้าง อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์เหล่านี้ถือเป็นตัวเลือกชั้นดีที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบวางแผนการเรียนเองและมีความสนใจหลากหลาย ใครชื่นชอบแนวไหน หรือกำลังสนใจอยากพัฒนาทักษะในด้านไหน ลองเข้าไปดูรายละเอียดของแต่ละเว็บไซต์ได้ตามลิงค์ที่แนบไว้ได้เลย


ที่มา https://www.scholarship.in.th/8-free-online-education-website/ 
 

แชร์ประสบการณ์นักเรียนอังกฤษ ความจริงเป็นแบบไหนกันนะ ?

พูดถึงอังกฤษ ภาพของกรุงลอนดอน นาฬิกาบิ๊กเบน และรถบัสสองชั้น คงเป็นสิ่งแรกที่หลายๆ คนนึกถึง แต่รู้มั้ยว่านอกจากจะเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแสนสวย และสถานที่ท่องเที่ยวมากมายแล้ว ที่นี่ยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่นักเรียนไทยเลือกมาเรียนต่อกันอีกด้วย
.
หลายครั้งถ้าพูดถึงเรื่องการเรียนต่อ หนึ่งในความเข้าใจผิดที่มักจะเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ นั่นก็คือ ” ไปเรียนอังกฤษคงไม่ยาก เพราะเห็นลงรูปเที่ยวทั้งวัน ” หรือ ”ขอแค่มีเงิน ไม่ต้องพยายามมากก็คงเรียนจบได้ ”
.
แม้กระทั่ง ” เรียนที่อังกฤษคงต้องเหนื่อยมากๆ เพราะต่างประเทศคงเรียนแบบไม่สนใจว่าเราจะตามทันหรือเปล่า” ซึ่งความจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงด้านเดียวที่เรามองเห็นและไม่มีทางได้รู้หากไม่ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองและด้วยความที่มีข้อสงสัยเหล่านี้เยอะเหลือเกิน เราเลยไปหาส่วนหนึ่งของคำตอบ จากนักเรียนสาวชาวไทยที่มีโอกาสไปเรียนต่อปริญญาโท MSC Marketing University of East Anglia ที่มหาวิทยาลัย Norwich ในสหราชอาณาจักร โดยเธอได้เล่ามุมมองความประทับใจและสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นั่นให้เราฟังหลายข้อเลยล่ะ มาดูกันว่า “ความจริงที่อาจจะต้องเจอ ” จะต่างกับ “สิ่งที่เราคิดว่าจะเจอ” เวลาไปเรียนต่อเมืองนอกมากขนาดไหน

Q: ประทับใจอะไรเป็นพิเศษ?
A: สิ่งที่ประทับใจเรื่องหลักๆ น่าจะเป็นระบบที่รองรับ เด็ก international เพราะว่าเค้าจะเข้าใจเราว่าภาษาเราอาจจะไม่ได้ดีมาก เพราะมันไม่ใช่ภาษาประจำชาติเรา นอกจากนั้นอาจารย์ค่อนข้างที่จะช่วยเหลือในส่วนต่างๆ เขาค่อนข้างใส่ใจนะ จะเห็นจุดเด่น จุดด้อยของนักเรียนแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน การเรียนที่นู่นเลยค่อนข้างมีประโยชน์ เฉพาะเจาะจงแต่ละคนไปเลย อันนี้คือตอนไปเรียนปรับภาษานะ
.
Q: แล้วตอนไปเรียนระดับปริญญาโทล่ะ ?
A: ตอนเรียนโทที่ประทับใจมากคือเราได้เพื่อนดี เพื่อนมาจากทุกมหาลัยในไทยเลย คนส่วนมากมักกลัวครั้งแรกที่ไปเรียนต่อเมืองนอก เพราะบางคนอาจจะไม่เคยห่างจากบ้านไปไหนนานๆ เราก็กลัวเจอคนไม่ดีใช่ไหม แต่นี่ไม่ใช่เลย เพื่อนเรามาจากทุกที่ และทุกคนดีหมด คอยช่วยเหลือสนับสนุนกัน ช่วยดึงกันให้มันผ่านแต่ละวิชาที่ยากๆ มาได้
.
Q: สิ่งที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักเรียนอังกฤษ?
A: สิ่งนึงที่คนมักจะเข้าใจผิด คือหลายคนจะชอบบอกว่าไม่อยากไปที่ที่คนไทยเยอะ เราคิดว่ามันผิดเพราะว่าคอนเนคชั่นคนไทยสำคัญมาก เพื่อนคนไทยนี่แหละที่จริงใจละคอยช่วยที่สุด
ส่วนเรื่องภาษาไม่ว่ายังไงได้ใช้แน่นอน ยังไงเราก็ต้องเก่งขึ้นเพราะในเวลาเรียนหรือการออกไปใช้ชีวิตข้างนอกมันก็ต้องใช้ภาษาในประเทศนั้นอยู่ดี ไม่ต้องกลัวว่าเพื่อนคนไทยจะทำให้เราเก่งน้อยลง อันที่จริงเพื่อนคนไทยนี่ล่ะที่จะช่วยกันให้ผ่านวิชายากๆ ไปได้ทั้งหมดมากกว่า 

Q: ถ้าพูดถึงการไปอยู่อังกฤษ ยากไหม?
A: อีกอย่างที่คนชอบมองผิดๆ คือคนไปเรียนโทอังกฤษเรียนง่าย คือเราอยากให้เปิดใจก่อน คิดก่อนว่าเรียนที่ไทยยากไหม แล้วคนเรียนที่อังกฤษ ทั้งงานและทุกอย่างที่เป็นวิชาการเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เวลาเรียนที่นู่นก็แน่นมาก เพราะไม่ได้เรียนแค่เสาร์อาทิตย์ แต่เรียนทุกวัน 
ที่เห็นไปเที่ยวกันเยอะๆ เพราะว่าอังกฤษการเดินทางสะดวก มีเวลานิดหน่อยก็แบบสามารถเดินทางไปลอนดอนได้ ไปเมืองอื่นได้ หรือนั่งรถไฟไปฝรั่งเศสก็ง่ายนิดเดียว พอทุกคนเคลียร์งานได้ก็จะไปเลย คนอื่นๆ เลยอาจจะเห็นแค่ตอนไปเที่ยว 
ถามว่าเรียนหนักไหม ตอบเลยว่าหนักที่สุดในชีวิตนักเรียนแล้วล่ะ ป.ตรีคือกระจอกไปเลย อย่างตัวเราเองเคยต้องอยู่ที่ห้องสมุดจดงานแบบครบ 24 ชั่วโมง ข้ามไปอีกวันไปเลย อ่านหนังสือหนักมากที่สุดในชีวิตก็ว่าได้แล้วทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษแบบวิชาการล้วนๆ ด้วย

นี่เป็นเพียงอีกหนึ่งมุมมองที่อยากให้คนที่อยากจะไปเรียนต่อหรือกำลังหาข้อมูลเตรียมใจเผื่อเอาไว้ว่าทุกอย่างอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แต่คงไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม ทุกอย่างที่เรียนรู้ที่นั่นก็กลายเป็นประสบการณ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน


ที่มา : บทสัมภาษณ์จากคุณภัทราวดี พลวัฒน์ (นิว) 
https://www.wegointer.com/2018/02/share-experience-thai-people-who-study-in-england/ 
 

10 เรื่องน่ารู้สำหรับนักเรียนไทย ก่อนไปเรียนต่อที่อังกฤษ

สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมตัวไปศึกษาต่อหรือใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษ การเตรียมความพร้อมในเรื่องต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยทีมงานจึงได้รวบรวมเอาเรื่องน่ารู้ และเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝาก เพื่อให้การอยู่อาศัยในประเทศอังกฤษของน้อง ๆ ราบรื่นและสะดวกสบายมากขึ้นนั่นเอง 

1. มารยาทบนโต๊ะอาหาร เรื่องของการใช้อุปกรณ์บนอาหารที่ถูกต้อง อาจจะยังเป็นเรื่องที่ชวนสับสนและงุนงงสำหรับเด็กไทยหลาย ๆ คน ดังนั้นเรามาทบทวนกันสั้น ๆ กันเลยดีกว่า
โดยทั่วไปคนอังกฤษใช้ส้อม และมีดในการรับประทานอาหาร ใช้ช้อนสำหรับตักซุป โดยจะถือส้อมในมือซ้าย ถือมีดในมือขวา (ถ้าถนัดซ้ายก็กลับข้างได้) และตักซุปในลักษณะออกจากตัว ใช้ส้อมจิ้มชิ้นอาหารที่ต้องการตัด และใช้มีดหั่นอาหารแบบสไลด์เป็นชิ้นเล็ก ๆ และใช้ส้อมจิ้มอาหารใส่ปากโดยคว่ำส้อม (ห้ามหงาย ห้ามใช้มีดจิ้มอาหารใส่ปากเป็นอันขาด)
หลัก ๆ เบื้องต้นคือบนโต๊ะอาหาร จานวางขนมปังของเราจะอยู่ด้านซ้ายบน หากมีมีดส้อมเรียงกันอยู่มากให้หยิบใช้จากนอกเข้าหาใน ช้อนส้อมและมีดเล็ก ๆ ที่วางเหนือจานด้านบนใช้สำหรับกินของหวานนั่นเอง
.
2. การรักษาเวลา คนอังกฤษถือว่าการรักษาเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก (ย้ำว่าสำคัญมาก ๆ) หากน้อง ๆ ที่อาศัยอยู่กับโฮสต์ แฟมิลี่ ซึ่งจะไปไหนมาไหนจำเป็นที่จะต้องแจ้งให้เขาทราบล่วงหน้า และหากจะกลับช้า กลับไม่ทันเวลาอาหาร หรือจะไม่กินอาหารที่บ้านก็ต้องบอกก่อน ถ้ามีการนัดหมายต้องตรงเวลา ถ้าไม่สามารถไปได้ต้องแจ้งให้ทราบทันที ไม่อย่างนั้นจะถือเป็นการไม่ให้เกียรติกัน
.
3. ธรรมเนียมของดินเนอร์ หรือปาร์ตี้ หากน้อง ๆ ได้รับเชิญให้ไปดินเนอร์ที่บ้านเพื่อน โดยมารยาทแล้วเราควรมีของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไวน์ ช็อกโกแลต หรือดอกไม้ ติดไม้ติดมือไปฝากเจ้าของบ้าน และถ้าเป็นงานปาร์ตี้ ตามปกติ แขกจะต้องนำเครื่องดื่ม เช่น ไวน์ หรือเบียร์ ติดมือไปร่วมงาน ที่สำคัญก็ควรไปให้ตรงเวลา ไม่ควรไปสายเด็ดขาด
.
4. มารยาทในการใช้ห้องน้ำตอนกลางคืน หากน้อง ๆ พักกับโฮสต์ แฟมิลี่ หรือได้รับเชิญให้ไปค้างที่บ้านของคนอังกฤษแท้ ๆ และต้องทำธุระในห้องน้ำตอนกลางดึก จะมีมารยาทที่พึงทราบอย่างหนึ่งนั่นก็คือ ไม่ควรกดชักโครกในเวลากลางคืน เพราะถือว่าเป็นการทำเสียงดัง รบกวนการนอน คนอังกฤษจะนิยมกดทีเดียวเลยในตอนเช้า แต่ถ้าทำธุระหนัก แนะนำให้กด ๆ ไปเถอะ ยอมเสียมารยาทดีกว่าปล่อยทิ้งเอาไว้ข้ามคืน
.
5. การดูทีวีในอังกฤษ ต้องทราบว่ารายการทีวีไม่ใช่ของฟรี โดยน้อง ๆ จะต้องซื้อ TV Licensing หรือใบอนุญาตทีวีด้วย แม้แต่การดูในโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ก็ยังต้องซื้อด้วย! (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ tvlicensing.co.uk) ส่วนการชำระเงินก็สามารถแบ่งจ่ายเป็น Weekly, Monthly, Quarterly, Yearly และสามารถจ่าย online ได้ด้วย โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ปีละ £147 หรือประมาณ 6,5xx บาทนั่นเอง (อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนั้นๆ )

6. มือถือในประเทศอังกฤษ สัญญาณโทรศัพท์มือถือไม่ได้มีอยู่ทุกที่ เช่น สถานีรถไฟใต้ดิน ร้านอาหาร รถไฟใต้ดินและสถานที่ที่อยู่ชั้นใต้ดิน พื้นที่เหล่านี้เกือบทั้งหมด จะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ดังนั้นไม่ต้องตกใจ ผู้ให้บริการมือถือในอังกฤษมีอยู่หลายเจ้า แต่ละเจ้าก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป
โดยซิมมือถือที่ได้รับความนิยม เช่น EE ที่ความเร็วและสัญญาณชัดกว่าค่ายอื่น Three, Giffgaff ราคาประหยัดและคุ้มสุด (ถ้าต้องการใช้ Data ในจำนวนมาก ๆ) ส่วนเรื่องความชัดเจนสัญญาณอันนี้แล้วแต่พื้นที่ นอกจากนี้ก็ยังมี Vodafone, O2 ที่ก็ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน (สัญญาณจะแรงกว่า Three, Giffgaff) 
.
7. การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในอังกฤษ ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของประเทศอังกฤษ คือมีพิพิธภัณฑ์หลาย ๆ แห่งที่เปิดให้เข้าชมฟรี เช่น British Museum, National Gallery, Tate Modern แต่สามารถบริจาคเพื่อบำรุงสถานที่ได้ตามอัธยาศัย (ผ่านกล่องรับบริจาค) จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนอังกฤษจึงนิยมใช้เวลาว่างในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ เพราะรัฐสวัสดิการของอังกฤษ ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงความรู้ได้สะดวกสบายแบบนี้เอง
.
8. การเปลี่ยนหรือคืนสินค้าในอังกฤษ โดยทั่วไปหากเราซื้อสินค้าแล้วรู้สึกไม่พอใจในคุณภาพ หรือมีปัญหา สามารถเอาไปเปลี่ยนหรือคืนได้ภายใน 30 วัน แต่สินค้าต้องอยู่ในสภาพที่ไม่ชำรุด ป้ายที่ติดมากับสินค้าต้องยังไม่ถูกดึงออก ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของร้านค้าแต่ละร้านด้วยนั่นเอง
.
9. ห้องเก็บของให้เช่า ที่อังกฤษมีบริการห้องเก็บของหรือ Storage Room ให้เช่าด้วย โดยคิดราคาค่าฝากตามรายสัปดาห์หรือรายเดือน เป็นที่นิยมสำหรับนักเรียนไทยที่กลับเมืองไทยตอนปิดเทอม และไม่อยากเสียค่าเช่าห้องแพง ๆ โดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังมีหลายเจ้าให้เลือกซึ่งลองเข้าไปข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ accessstorage.com, personalstorage.uk.com, safestroe.co.uk
.
10. การส่งของกลับเมืองไทย
เรียนจบแล้ว ถึงเวลาต้องขนของกลับไทยถ้าของเยอะมากจนขนกลับเองไม่ไหว ส่วนใหญ่จะใช้บริการคาร์โก้ของสายการบินที่เดินทางกลับ หรือประหยัดกว่านั้นคือ การขนส่งทางเรือ โดยมีบริษัท shipping ใหญ่อยู่สองเจ้าคือ Sevenseas และ Allfreight ที่ให้บริการแนะนำให้เลือกบริการแบบส่งถึงบ้าน หรือ door to door เพื่อความสะดวกสบาย โดยปกติจะใช้ระยะขนส่งเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แนะนำให้หาเพื่อนที่จะกลับไทยในช่วงเดียวกันมาช่วยแชร์ ยิ่งเยอะยิ่งประหยัด


ที่มา https://www.siuk-thailand.com/study-guide/things-to-know-about-the-uk/ 

 

Study Plan 学习计划 ไปเรียนต่อเมืองจีน กับเคล็ดลับการสมัครขอทุนสำหรับมือใหม่

หลาย ๆ คนสนใจที่จะไปเรียนต่อประเทศจีน สำหรับคนงบน้อย อยากสมัครทุนจีน วันนี้มีวิธีการเขียน Study plan 学习计划  มาฝาก จากประสบการณ์ตรงจากผู้ที่เคยสมัครขอทุนรัฐบาลจีน เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่สนใจอยากสมัครขอทุนจีน ตัวอย่างนี้สำหรับนักเรียนที่จะเรียนต่อในระดับปริญญาตรี เพราะปริญญาโทและปริญญาเอกมีรีวิวเยอะมากแล้ว สามารถหาดูได้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้

Study plan 学习计划 เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวเรามากที่สุด แต่ละคนจะมีสไตล์การเขียนที่ต่างกันออกไป แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้หลักๆเลย มีดังนี้

1. แนะนำตัว การแนะนำตัวนอกจากจะบอกว่าเราเป็นใคร ทำอะไรที่ไหนอย่างไรแล้ว ควรจะระบุด้วยว่า เราเริ่มสนใจภาษาจีนตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงสนใจเรียนเกี่ยวกับสาขานี้ (ถ้าเป็นนักศึกษา ป.โทหรือป.เอกก็อาจจะต้องระบุด้วยว่า จบจากคณะ สาขาอะไร มหาวิทยาลัยไหน เคยทำงานมาก่อนหรือเปล่า) ตามตัวอย่าง 
“ ฉันชื่อ ชื่อจีน (ชื่อภาษาอังกฤษ)เป็นนักเรียนจากประเทศไทย ปีนี้อายุ__  สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน_____ในปี 2020  ในช่วงเวลาที่ฉันได้ศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนนี้  ฉันมีความสนใจในเศรษฐกิจและการค้าจีนเป็นอย่างมาก และหวังว่าจะมีโอกาสได้ไปศึกษาต่อในประเทศจีน ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของโลก มีความรู้ด้านการจัดการและประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจต่างๆ ที่เชี่ยวชาญที่สุด  ด้วยความชอบภาษาจีน  ฉันเริ่มเรียนภาษาจีนตั้งแต่เด็กๆ  นอกเหนือจากการเรียนภาษาจีนในห้องเรียนแล้ว  ฉันยังแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากช่องทางต่าง ๆ ด้วยตนเองหรืออ่านหนังสือภาษาจีนบ่อยๆ เพื่อ....(อะไรก็ว่าไป)” 
我是______(________),是一名来自泰国学生,今年 __ 岁。我于2020年毕业于_______中学。在校期间,我对中国经济和贸易产生了浓厚兴趣,并希望有机会到中国学习世界最前沿的经济、管理学知识以及最先进的企业管理经验,为祖国经济建设服务。由于对中文的喜欢、热爱,我从小就开始学习中文,除了在课堂上中文课之外我还通过各种渠道自学或者常常阅读中文的书籍来充实自己,为了...

2. บอกเล่าประสบการณ์ในการเรียน กิจกรรมต่างๆ ที่เคยเข้าร่วม และแรงบันดาลใจในการเรียนสาขาวิชานี้ ตามตัวอย่าง
    “ฉันได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เช่น _______(กิจกรรมที่เคยเข้าร่วม) ในช่วงชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ ฉันได้ยินคุณครูพูดถึงหัวข้อเศรษฐกิจของประเทศจีน ทำให้ฉันเริ่มสนใจในเรื่องเศรษฐกิจขึ้นมาทันที  หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาแล้วฉันจึงตัดสินใจว่าจะเรียนต่อทางด้านวิชาเศรษฐกิจ…..”
      我参加学校组织的活动并且获得过多项奖项,如———————。高二的时候我在课上听老师谈及“中国的经济”这个话题,我觉得自己对经济这个课题非常感兴趣。在高中毕业后,我决定要在大学攻读经济方向的专业,…..。

3. ขึ้นชื่อว่าเป็น Study plan ก็ควรจะเขียนเกี่ยวกับการวางแผนการเรียนของเราบ้าง  ความรู้ที่เราคิดว่าอยากได้จากการเรียนสาขานี้ เราคาดหวังอะไรจากการเรียน อันนี้ขอแนะนำให้ไปศึกษามาก่อน ว่าที่จีนเขามีการเรียนการสอนแนวไหน เราจะได้รู้ว่าควรเขียนประมาณไหน ให้ตรงหรือใกล้เคียงกับหลักสูตรของเขา คนอ่านเขาจะได้รู้ว่าเราอยากเรียนที่นี่ ตรงกับหลักสูตรที่ทางมหาลัยวางไว้ มาดูตัวอย่างคร่าวๆ กัน
    “ปีที่ 1 ฉันต้องการจะศึกษาความรู้พื้นฐานของภาษาจีนทั้งวิชาหลักและวิชาย่อย และเจาะลึกลงไปสู่ความรู้เบื้องต้นของวิชาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การศึกษา สังคมของประเทศจีน และอื่นๆ เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาจีน”
第一学年,我将把汉语最基本的知识及专业必修与选修的课程钻研研究。而且从中国的历史、文化、教育、社会等的角度深入认知与学习,进一步提高自己的汉语水平。
    “ปีที่ 2 มีความเชี่ยวชาญในงานวิจัยหรือตำราที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ พยายามปลูกฝังความรู้และความสามารถของตนเองในด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ” 
    第二学年,专攻研究国际经济与贸易的相关书籍,努力培养自己中国经济和贸易研究的知识与能力。
    “ปีที่ 3 ฉันจะค่อยๆ ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวตลาดการค้าทั้งในและนอกประเทศ ….”
    第三学年,我必将逐渐步入更为广阔的国内和国际贸易市场中,….
    “ปีที่ 4 เน้นหนักในด้านการทำวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพของงานวิจัย มุ่งมั่นเพื่อความก้าวหน้าของตนเอง”
    第四学年,注重编辑加工的主要因素,提高论文质量,努力争取更大的进步。

4. เหตุผลที่ขอทุน ทำไมถึงอยากมาเรียนที่มหาลัยที่นี่การประยุกต์ใช้ในอนาคตหลังจากเรียนจบ
“ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางสังคม ประเทศที่เป็นมิตรกับผู้คน มีการทำธุรกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอยู่เป็นประจำ เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับฉันในการศึกษาหาความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ถ้ามีโอกาสได้มาศึกษาต่อในประเทศนี้ ฉันจะรีบคว้าโอกาสอันมีค่านี้ไว้อย่างแน่นอน เก็บเกี่ยววิชาความรู้การค้าระหว่างประเทศและนำความรู้เหล่านี้ที่ได้มาเป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับอาชีพในอนาคต เมื่อเรียนจบฉันจะกลับไปที่บ้านเกิดและนำความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้เรียนมาพัฒนาอาชีพของฉันและผลักดันการค้าไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง” 
中国是一个社会安定、人民友好的国家,国际经济贸易往来频繁,是我学习国际贸易知识与经验的最佳地点。如果能有机会到贵国学习,我一定会抓住这个宝贵的机会,吸取贵国先进的国际贸易知识,为将来的事业打下坚实的理论基础。学成后,我将立即回到自己的家乡,把所学的知识和经验运用到事业发展中,带领泰国贸易稳步万向国际市场。


หวังว่าวิธีการเขียน Study plan นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย


ที่มา : https://www.facebook.com/getrat.getcharat

อยากเรียนต่ออเมริกา ห้ามพลาด!! ทุน Fulbright เรียนต่อระดับ ป.โท-เอก 2023 เปิดรับสมัครแล้ว

รายละเอียดทุน Fulbright Thai Graduate Scholarship Program (TGS) ประจำปี 2023 
- ทุนสนับสนุนระดับ ป.โท และเอก
- เปิดรับทุกสาขาวิชา (จำนวน 7 ทุน) ยกเว้น แพทย์, ทันตแพทย์, พยาบาล, สัตวแพทย์ หรือสาขาที่มีการปฏิบัติการทางคลินิก

การสนับสนุน
- ทุนสนับสนุนสูงสุด 2 ปี ไม่มีข้อผูกมัด 
- ค่าหนังสือ, อุปกรณ์การเรียน, ประกันสุขภาพ
- ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
- ผู้ถือวีซ่า J-1 Exchange Visitor ฝึกงาน/ทำงานต่อได้ 9-18 เดือน
- ขอวีซ่าทำงานได้หลังกลับไทยแล้วอย่างน้อย 2 ปี

คุณสมบัติเบื้องต้น
- สัญชาติไทย (ไม่ถือสัญชาติอเมริกัน)
- กำลังเรียน หรือเรียนจบ ป.ตรี จากสถาบันที่ได้รับการรับรอง
- มีเกรดเฉลี่ยตามที่กำหนด
- มีคะแนนภาษาอังกฤษ เช่น TOEFL iBT (ป.โท 80+ / ป.เอก 100+)

รับสมัคร: 21 มกราคม - 29 เมษายน 2565 
เริ่มเรียน: สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป

ดาวน์โหลดใบสมัครและรายละเอียดเพิ่มเติม
? https://bit.ly/3LdpxBG


ที่มา: https://www.facebook.com/XChangeEnglish/posts/3034409920157436

เฟซบุ๊ก รศ.ยืน ภู่วรวรรณ เชิญชวนเด็ก ๆ ตั้งแต่วัย 8 – 12 ปีเรียน “ภาษา Python” ภาษาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน

เฟซบุ๊ก รศ.ยืน ภู่วรวรรณ ได้โพสต์เนื้อหาเชิญชวนเด็กอายุตั้งแต่ 8 – 12 ปี มาเรียนภาษา Python เป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีโครงสร้างง่าย ไม่ซับซ้อนและเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่สนใจในการเรียนหรือการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ โดยคุณรศ.ยืน ภู่วรวรรณด็โพสต์เนื้อหาดังนี้

เรียนโค้ดดิ้งด้วยไพธอน สำหรับนักเรียน 8-12 ปี

ชวนบอกต่อถึงน้องที่สนใจครับ ปิดเทอม ช่วงวันที่ 17 - 19 มีนา ผมจะมีโอกาสจัดกิจกรรมการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมภาษา Python สำหรับน้องเล็ก อายุ 8 - 12 ปี ด้วยชุดคำสั่งควบคุมตัวละครไปบนหน้าจอที่สนุกและเข้าใจได้ง่าย ผมจะเป็นผู้สอนหลัก โดยคิวบิกครีเอทีฟจะเป็นผู้ดำเนินการ และเป็นผู้ช่วยวิทยากรให้ผม รายละเอียดดูได้จาก https://www.facebook.com/cubiccreative

นึกย้อนไป ตั้งแต่ปี 2526 ผมมีโอกาสจัดค่ายเยาวชน เริ่มด้วยชื่อค่ายทักษะ ปีต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นค่ายเยาวชนสมองแก้ว และหลังจากนั้นก็จัดเรื่อยมาเกือบทุกปี ผ่านมาสามสิบกว่าปี กับกิจกรรมสมองแก้วสำหรับน้องเล็ก

ในช่วงปีแรกๆ เป็นยุคของเครื่อง แอปเปิ้ลทู 8 บิต ผมและทีมงานใช้ภาษาโลโก เป็นกิจกรรมหลักของค่าย ได้จัดทำหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม ภาษาโลโก เป็นภาษาที่ เอ็มไอที ออกแบบมาได้ดีมาก สำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กวัยเริ่มต้น ที่สนุก เรียนรู้ง่าย พัฒนาวิธีคิดเป็นระบบ เชื่อมโยงการคิดแบบคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหา จากจินตนาการ จากนามธรรมสู่รูปธรรม คิดแบบ Top-down โลโกเป็นภาษาเชิงกระบวนความ (Procedural language) โดยประสบการณ์ พบว่าเป็นภาษาที่เหมาะกับการเรียนรู้ของน้องเล็กมาก

ปัจจุบัน แนวทางของการโค้ดดิ้งด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นการสร้างวิธีคิดแบบโปรแกรมเชิงวัตถุ Object Oriented Programming ภาษาไพธอนเป็นภาษาที่ตอบแนวคิดนี้ 

ภาษาไพธอนเป็นภาษาที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน เข้าใจได้ นำไปใช้ร่วมกับการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และสามารถนำไปใช้ประยุกต์ กับงาน หรือวิชาต่างๆ ได้จริง ทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้เมื่อเปรียบเทียบกับภาษาโค้ดดิ้งระดับสูงอื่นๆ ซึ่งเด็กในวัยประถม มัธยม หรือผู้อยู่ในวัยทำงานก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้ เพราะเน้นความสนใจไปกับการแก้ปัญหาจริงๆ ได้ในทุกระดับ เป็นภาษาที่มีโครงสร้าง จึงเขียนโค้ดให้เข้าใจได้ง่าย ใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ของภาษาน้อยกว่าภาษาอื่น ภาษาไพธอนจึงเหมาะเป็นภาษาแรก สำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษาการเขียนโค้ดได้ จึงเป็นภาษาที่ใช้เรียน สอนกันในโรงเรียน

ผมได้ปรับวิธีการเรียนรู้ที่ผมเคยใช้จากค่ายในอดีต ที่ใช้ภาษาโลโก เป็นไพธอน เมื่อได้เตรียมการ วางเนื้อหา พบว่ามีความน่าสนใจที่ทำให้เหมาะกับเด็กวัย 8-12 ได้ เรียนสนุก ง่ายแบบโลโก คุ้นเคยกับไพธอน และ OOP บูรณาการกับคณิตศาสตร์ ตามแนวคิดการแก้ปัญหาแบบ Construtionism 

กิจกรรมนี้คงรับจำนวนจำกัดครับ

โดยรายละเอียดกิจกรรมมีดังต่อไปนี้

ช่วงวันที่ 17 - 19 มีนาคมนี้ มาร่วมสนุกกับการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมภาษา Python สำหรับน้องเล็ก อายุ 8 - 12 ปี ด้วยชุดคำสั่งควบคุมตัวละครไปบนหน้าจอที่สนุกและเข้าใจได้ง่าย ดำเนินการสอนโดย รศ.ยืน ภู่วรวรรณ

ค่าธรรมเนียมปกติ 4,500 บาท มีให้เลือกทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์

รับส่วนลดสูงสุด 20% สำหรับการลงทะเบียนพร้อมกันสองคน หรือผู้ลงทะเบียนคอร์ส

Electronics/Kidbright เก่า โปรดสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากทีมงาน

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและอัตราค่าธรรมเนียมทั้งสองคอร์สได้ที่ลิงค์

https://cubic.camp/pykid-info

หากสนใจสามารถลงทะเบียนผ่านไลน์ไอดี cubiccreative (ไม่มี @) หรือกล่องข้อความเฟซบุ๊ค Cubic Creative หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่เบอร์ 083 159 0777


ที่มา : 
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10223857751649348&id=1162233576
https://www.facebook.com/cubiccreative/


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top