Wednesday, 28 September 2022
GOOD COURSE

จะสร้างหุ่นยนต์สักตัว เราต้องเรียนอะไรบ้าง ?

อนาคตนั้นใกล้ตัวเรามาขึ้นทุกที อาชีพที่จะมาแรงนั้นก็เปลี่ยนไปเช่นกัน วิศวกรเป็นอีกอาชีพในฝันของเด็กๆ และเมื่ออาชีพนี้เกี่ยวข้อกับการสร้างสิ่งต่างๆ สิ่งของในอนาคตอย่าง “หุ่นยนต์” ที่มีแนวโน้มว่าจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเรามากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดอาชีพใหม่อย่าง วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ (Robotics Engineer) ซึ่งวันนี้เราจะชวนมารู้จักกัน 
.
หุ่นยนต์ เป็นมากกว่าเครื่องจักรในอนาคต ทุกคนรู้ดีค่ะว่าหุ่นยนต์เป็นสัญลักษณ์แห่งอนาคต แต่เอาจริงๆ เราไม่ได้เพิ่งรู้จักหุ่นยนต์กันหรอกจริงไหม ?  เชื่อว่าสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเด็ก เราเห็นหุ่นยนต์กันบ่อยๆในภาพยนตร์หรือละครไซไฟแนววิทยาศาสตร์อยู่เสมอ จากตอนนั้นใครจะคิดว่าเรื่องราวสนุกสนานจะใกล้ตัวเรามากขึ้นได้ 
.
เพราะปัจจุบันนี้หุ่นยนต์ก้าวข้ามความบันเทิงมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง เช่น นักวิทยาศาสตร์ใช้หุ่นยนต์เพื่อทำการทดลอง หมอใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยผ่าตัด แม้กระทั่งในบ้าน หลายบ้านก็มีหุ่นยนต์ทำความสะอาด เอาเป็นว่าหุ่นยนต์นั้นใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ หุ่นยนต์ในอนาคตจึงไม่ใช่เรื่องที่อยู่ไกลในจินตนาการอีกต่อไป
.
วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ คืออะไร ? วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ (Robotics Engineer) เป็นอาชีพที่มาแรงมาก โดยสาขาวิศวกรหุ่นยนต์กำลังมาแรงมากสำหรับยุคนี้ และสามารถสร้างรายได้สูงสุดอยู่ที่ 112,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (จากการรายงานของ World Robotics)
.
อธิบายง่ายๆ ตำแหน่งวิศวกรหุ่นยนต์นี้ ทำหน้าที่ดูแลระบบหุ่นยนต์ เพื่อพัฒนาโปรแกรมที่เน้นการสร้างหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมโดยเริ่มตั้งแต่ออกแบบโครงสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ และโปรแกรม รวมถึงพัฒนาโปรแกรมที่มีอยู่ และแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยต้องทำงานร่วมกับงานวิศวกรรมทั่วไป พร้อมควบคู่กับวิศวกรรมเชิงธุรกิจด้วย
.
อยากเป็นวิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ต้องเรียนที่ไหน?
ปัจจุบันมีหลายสถาบันที่เปิดสอนสาขานี้ ซึ่งมีทั้งหลักสูตรภาษาไทย และนานาชาติให้เลือก เรารวบรวมมาให้ตามนี้
•    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (หลักสูตรนานาชาติ)
•    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) สาขาวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 
•    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)
•    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (หลักสูตรนานาชาติ)
•    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (หลักสูตรนานาชาติ)
.
นี่คือ อาชีพที่มาแรงในอนาคตที่เรานำเสนอ ถ้ามีความสนใจทางด้านนี้ลองดูรีวิวจากทางรุ่นพี่ หรืออาจจะลงคอร์สเกี่ยวกับการสร้างหุ่นยนต์ดูก็ได้ว่าจะชอบทางนี้จริงหรือเปล่า 
.
ที่สำคัญการหน้าที่ซัพพอร์ตที่ดีจากผู้ปกครอง ด้วยการชี้นำไม่ใช่บังคับ ส่งเสริมให้ได้เลือก และลองในสิ่งที่ชอบ เพราะนั่นจะทำให้มีความสุขกับอาชีพในอนาคตอย่างเต็มที่


ที่มา https://www.starfishlabz.com/blog/382 
 

รู้จัก”วิศวกรรมศาสตร์” สาขาไหน ? เหมาะกับใคร จบไปจะทำงานอะไรดี

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีกี่ยุคสมัย วิศวกรรมศาสตร์ ก็ยังคงผงาดเป็นสาขายอดฮิตที่น้องๆ ใฝ่ฝันอยากจะเรียน ด้วยความได้เปรียบและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีผลตอบแทนหรือรายได้ที่ค่อนข้างสูง 
.
และจากการรวบรวมข้อมูลการเรียน สายงานจากแหล่งองค์กรชั้นนำ รวมถึงเทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บทความนี้จะมาแนะนำเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับ วิศวกรรมศาสตร์แต่ละสาขา เหมาะกับใคร? จบมาสามารถทำงานในตำแหน่งไหนได้บ้าง? น้องๆ ที่เริ่มศึกษา
.
วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering)
สิ่งที่นักศึกษาในภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จะได้เรียนก็คือ ศาสตร์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ ทั้ง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเน็ทเวิร์คต่างๆ ครอบคลุมเนื้อหาของวิชา Computer Science ทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องของ Information System และวิศวกรรมไฟฟ้าบางส่วนด้วย
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : นักพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ ผู้ดูแลระบบเครือข่าย วิศวกรระบบ ฯลฯ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบเรื่องของคอมพิวเตอร์ สนใจใฝ่รู้ในเรื่องเทคโนโลยี ชอบพัฒนาทักษะตัวเองเสมอ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของคอมพิวเตอร์และภาษาคอมพิวเตอร์
.
วิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering)
วิศวกรรมอุตสาหการ หรือที่นิยมเรียกกันย่อๆ ว่า IE (Industrial Engineering) จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการ การออกแบบอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตต่างๆ รวมไปถึงการควบคุมเครื่องจักรกลในกระบวนการผลิตสมัยใหม่ จุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไร และประสิทธิการในการทำงาน โดยใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมด้านต่างๆ เช่น การวิเคราะห์และสังเคราะห์ทางวิศวกรรมเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรในโรงงาน ทั้งสายงานการผลิต สายงานการวางแผนผลิต และ สายงานบริหารงานผลิต
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรื่องของการคำนวณ เพราะหน้าที่หลักของวิศวอุตสาหกร คือการคำนวณทุกอย่าง ตั้งแต่ การใช้งานเครื่องจักร วัตถุดิบ แรงงาน ฯลฯ
.
วิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineering)
ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ และการประยุกต์การใช้ไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น การใช้งานสมการในการวิเคราะห์ การผลิตและส่งถ่ายพลังงานไฟฟ้า การจัดการกับสัญญาณไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า ฯลฯ โดยมีสาขาแยกย่อยลงไปอีกเป็นจำนวนมาก
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรผู้ออกแบบ ควบคุม ติดตั้ง ดูแลระบบไฟฟ้าและระบบส่องสว่าง และ Sale Engineer
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจเรื่องของวงจรไฟฟ้า ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ สามารถวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำเทคโนโลยีทางวิศวกรรมไฟฟ้าไปใช้งาน รู้จักปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
.
วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering)
นี่คือสาขาทางด้านวิศวกรรมที่เก่าแก่ที่สุดสาขาหนึ่ง มีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม วิศวกรรมเครื่องกล เน้นศึกษาโดยใช้ความรู้ด้าน ฟิสิกส์ เคมี มาประยุกต์ใช้กับงานด้านกลศาสตร์ พลศาสตร์ อุณหพลศาสตร์ กลศาสตร์ของไหลและพลังงาน รวมถึงการออกแบบเครื่องจักรกล เช่น ระบบไฮดรอลิก หุ่นยนต์ พลศาสตร์การบิน การควบคุมการผลิตเครื่องจักร ยานยนต์ อากาศยาน ระบบทำความร้อนและความเย็น และอื่นๆ อีกมากมาย
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรในสายงานวิศวกรรมเครื่องกล เช่น สายทำความเย็นและปรับอากาศ (ติดตั้ง / ออกแบบ), สายยานยนต์ โรงงานประกอบรถยนต์ โรงงานผลิตชิ้นส่วน งานวิจัยและพัฒนา, สายพลังงาน โรงไฟฟ้า โรงแยกก๊าซ ผลิตสำรวจน้ำมันและก๊าซ, สายซ่อมบำรุง โรงงาน โรงไฟฟ้า โรงปิโตรเคมี, สายออกแบบ งานด้าน engineering detail design, sale engineer
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรียนวิชาฟิสิกส์เป็นชีวิตจิตใจ และสนใจในเรื่องของเครื่องยนต์กลไกทุกชนิด
.
วิศวกรรมโยธา (Civil Engineering)
งานของวิศวกรโยธา คือการวางแผนและควบคุมการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น  ถนน สะพาน ระบบขนส่ง อาคาร ระบบสุขาภิบาล วิจัยและให้คำแนะนำทางด้านเทคนิคต่างๆ ในการใช้วัสดุและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นึกศึกษาที่จบจากสาขานี้ สามารถประกอบอาชีพ เช่น วิศวกรสำรวจ วิศวกรด้านโครงสร้าง วิศวกรด้านควบคุมและออกแบบการจราจร วิศวกรภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรออกแบบโครงสร้าง วิศวกรประมาณราคาสถาปัตย์ และวิศวกรสนามในบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างๆ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสาธารณูปโภค การสำรวจ และการทำแผนที่ ชอบลงมือปฏิบัติงาน ชอบการพัฒนาประเทศ โดยอาศัยสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
.
วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering)
สาขาวิชาที่นำเอาความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อออกแบบ สร้างหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง เช่น การสร้างอวัยวะเทียม หรือพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ชิ้นใหม่ๆ
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรชีวการแพทย์ ในหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลต่างๆ บริษัทรับซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ ผู้แทนขายเครื่องมือแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจทั้งเรื่องของวิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์ ชีววิทยา เคมี เภสัชศาสตร์ รังสีวิทยา เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้อง ชอบศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีความซับซ้อนให้สามารถนำมาใช้ได้จริง
.
วิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering)
วิศวกรรมเคมี คือสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ วางแผน ควบคุมกระบวนการทางเคมี และพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเคมีต่างๆ โดยใช้กระบวนการกายภาพ เคมี หรือชีวเคมี ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนส่วนผสม สถานะ และคุณสมบัติของวัตถุดิบให้กลายไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามความต้องการอย่างปลอดภัย และมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการนำเอาศาสตร์ของวิศวกรรมเครื่องกลและวิชาเคมี มาประยุกต์เข้าด้วยกัน
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรผู้ควบคุมระบบและกระบวนการผลิตในโรงงาน วิศวกรที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย นักวิจัยฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเคมี อาจารย์ นักวิชาการ หรือรับราชการที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเคมี
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรียนวิชาเคมีและฟิสิกส์ สามารถประยุกต์ความรู้ไปทำงานทางด้านพลังงาน ชีวเคมี สิ่งแวดล้อมและวัสดุได้
.
วิศวกรรมปิโตรเลียม (Petroleum Engineering)
สาขานี้ เน้นศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนขุดเจาะและการผลิตไฮโดรคาร์บอน ซึ่งได้แก่ น้ำมันหรือก๊าช อันถือถือว่าอยู่ในภาค "ต้นน้ำ" ของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ สถานที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่คือนอกชายฝั่งหรือประจำแท่นขุดเจาะที่มีความเสี่ยง นักศึกษาที่จบสาขานี้จึงได้รับค่าตอบแทนที่สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มวิศวกรด้วยกัน
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรปิโตรเลียม ดูแลการเจาะและการผลิต น้ำมันหรือก๊าชธรรมชาติขึ้นมาจากแหล่งกักเก็บใต้ผิวดิน ลักษณะงานมีทั้งภาคออกแบบ ศึกษา วางแผน และภาคสนาม
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจในเรื่องของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ต้องเป็นคนที่เก่งมาก เพราะสาขานี้ได้ชื่อว่าคัดแต่หัวกะทิ มีคนสนใจเข้าเรียนเยอะ แต่มีเพียงไม่กี่สถาบันที่เปิดสอน
.
วิศวกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistics Engineering)
เรียนเกี่ยวกับเทคนิคทางด้านการออกแบบ และควบคุม สำหรับการขนส่ง จัดเก็บ เคลื่อนย้าย สินค้าและบริการ การวิเคราะห์ วิจัยปัญหาในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนส่วนที่ เกี่ยวข้องในระบบโซ่อุปทาน และการประยุกต์ทางด้านเทคนิคต่างๆ ที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการจัดการ การเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนในการผลิต รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรประจำคลังสินค้า วิศวกรจัดซื้อ วิศวกรขนส่ง วิศวกรออกแบบระบบขนถ่ายวัสดุ วิศวกรออกแบบบรรจุภัณฑ์ วิศวกรบริหารนักวิเคราะห์ธุรกิจและโมเดลโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการธุรกิจด้านโลจิสติกส์ วิศกรออกแบบและวางแผนระบบการให้บริการโลจิสติกส์ รับราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ในสาขาโลจิสติกส์
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : มีความรู้แนวคิดและหลักการด้านวิศวกรรมกับโลจิสติกส์ ชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ แคลคูลัส เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์
.
วิศวกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Engineering)
สาขานี้จะเป็นเรื่องของการวิจัย ออกแบบ และวิเคราะห์โครงสร้างรูปร่างทางพลศาสตร์ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการบินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ระบบขับเคลื่อน วัสดุและกรรมวิธีในการผลิต การวางแผนและควบคุมการสร้างเครื่องบิน ขีปนาวุธ ยานอวกาศ ดาวเทียม ฯลฯ รวมไปถึงการทดสอบหรือการซ่อมบำรุงด้วย เป็นอีกหนึ่งสาขายอดฮิตและมีค่าตอบแทนในการทำงานที่ค่อนข้างสูง
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรด้านอากาศยาน ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน วิศวกรควบคุมการโคจรและสถานีดาวเทียม วิศวกรบริหารการจัดการในภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจการบินและอวกาศ วิศวกรจัดการธุรกิจการขนส่งทางอากาศ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบเรื่องของเทคโนโลยีการบินและอวกาศ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และชอบความท้าทาย ชอบค้นหาสิ่งใหม่ๆ


ที่มา https://www.admissionpremium.com/engineer/news/4965 
 

เกษตรศาสตร์เรียนอะไร? มีกี่สาขา ? จบมาแล้วทำอะไรได้บ้าง ?

เกษตรศาสตร์ หรือ Agricultural Science คือ วิชาว่าด้วยการเกษตรกรรม โดยรวมสามารถแบ่งได้หลายสาขาวิชา และแบ่งย่อยไปในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต้องเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แคลคูลัส ฯลฯ บางสาขาต้องเรียนในห้องแล็บ
.
สาขาใน คณะเกษตรศาสตร์
1. สาขาพืชสวน
การผลิตพืชสวนประดับ เมล็ดพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ โดยเน้นถึงการใช้วิทยาการสมัยใหม่ มาช่วยในการผลิตให้ได้คุณภาพ เพิ่มผลผลิตการผลิตนอกฤดูการศึกษาการขยายพันธุ์การผสมพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ใหม่ การดูแลรักษา ศึกษาการจำแนกประเภทของไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดตกแต่งสวนและอาคารบ้านเรือน
.
2. สาขาพืชไร่
ศึกษาเกี่ยวกับพืชที่สำคัญของประเทศ เช่น ข้าว ข้าวโพด ปาล์ม ฯลฯ ศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับพืชไร่ วิธีการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตด้านการเกษตร ศึกษาในหมวดต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์พืชไร่ การปรับปรุงพันธุ์พืชไร่ สรีรวิทยาการผลิตของพืชไร่
.
3. สาขาพืชผัก
การผลิตพืชผัก ผักเมืองร้อน เมืองหนาวตระกูลต่างๆ เน้นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ปฏิบัติดูแลรักษาพืชในแปลงผลิต รวมไปถึงการปรับปรุงพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักและการผลิตเห็ด
.
4. สาขาปฐพีศาสตร์
เรียนในด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร ที่เน้นทางด้านปฐพีศาสตร์ และด้านการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และพืช ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เช่นการจัดการทรัพยากรดิน ในการพัฒนาการเกษตร เรียนรู้เทคโนโลยีระบบการเกษตรแผนใหม่ และระบบการเกษตรยั่งยืนควบคู่กันไป
.
5. สาขากีฏวิทยา
เน้นศึกษาในเรื่องแมลงทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ที่เกี่ยวกับวิชานิเวศวิทยา สรีรวิทยา สัณฐานวิทยา การจัดแจงชั้น จำแนกชนิดแมลงศัตรูพืช ศัตรูมนุษย์ และสัตว์เลี้ยง สามารถแก้ไขปัญหาการระบาด ทำลายของแมลงศัตรูต่างๆ เน้นถึงการอนุรักษ์การเลี้ยงและเพิ่มพูนปริมาณ แมลงที่มีประโยชน์ด้วย
.
6. สาขาโรคพืชวิทยา
เน้นการศึกษาเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคของพืชและสาเหตุของโรคต่างๆ ซึ่งจะเน้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ปัจจัยที่ส่งเสริมพัฒนาการของเชื้อสาเหตุ รวมทั้งวิธีการป้องกันกำจัดที่ถูกต้อง และเหมาะสมต่อโรคพืชแต่ละโรค ศึกษาถึงผลกระทบต่างๆ เกิดขึ้นต่อพืชที่ปลูก ต่อมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงต่างๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม
.
7. สาขาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร
ศาสตร์แห่งการส่งเสริม เพื่อจูงใจ ชี้นำ ให้ความรู้และสนับสนุนเกษตรกร สาขานี้ต้องเรียนด้านเกษตรในทุกด้าน มีความรู้ความสามารถด้านเกษตรและเทคโนโลยี ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร มาแนะนำถ่ายทอดเทคนิคต่างๆเพื่อพัฒนาชนบท
.
รายชื่อคณะเกษตรศาสตร์ในประเทศไทย
•    คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
•    คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
•    สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
•    คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
•    คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
•    สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
•    คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยบูรพา
•    คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา
•    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
•    หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร มหาวิทยาลัยมหิดล
.
•    หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
•    คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
•    คณะเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต
•    คณะเกษตรและชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
•    คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
•    คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
•    สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
•    คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร
•    คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
.
•    คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
•    สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
.
แนวทางการประกอบอาชีพ
สามารถประกอบอาชีพได้ทั้งในหน่วยงานราชการและเอกชน มีงานรองรับค่อนข้างกว้างมาก ถ้าเป็นงานราชการ, รัฐวิสาหกิจ ก็สามารถทำงานหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งในและนอกกระทรวงเกษตรฯ สำหรับงานเอกชน บริษัทธุรกิจเอกชนต่างๆ เช่น บริษัททางการเกษตร ตลอดไปถึงธุรกิจส่วนตัว อย่างทำนา ทำสวน ทำไร่ ประมง ป่าไม้ รวมถึงงานที่ไม่ตรงสายอื่นๆ เช่น งานราชการ, งานเอกชน ที่รับ ปริญญาตรีทุกวุฒิ เป็นต้น


ที่มา https://www.sanook.com/campus/1402063/ 
 

รีวิวเอก “โลจิสติกส์” เรียนอะไร ? เรียนที่ไหน? จบแล้วไปทำอะไร ?

โลจิสติกส์ คืออะไร?
อย่างที่น้องๆ หลายคนพอทราบมาบ้างว่า สาขาวิชาโลจิสติกส์ นั้น เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบขนส่ง หรือการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ทั้งภาคพื้นดิน ทางเรือ และทางอากาศ แต่โลจิสติกส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งเท่านั้น สายงานด้านนี้ยังรวมไปถึงกระบวนการ วิธีการ การวางแผนสินค้าคงคลัง การจัดเก็บ ควบคุม การบริหารธุรกิจ รวมถึงต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเงิน การตลาดเบื้องต้นในการทำธุรกิจอีกด้วย



เรียนยังไง? เกี่ยวกับอะไรบ้าง? 
สำหรับคนที่เข้ามาเรียนในสาขาทางด้านโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นคณะหรือสาขาของมหาวิทยาลัยที่ไหน ในเรื่องหลักสูตร จะได้เจอวิชาหลักคล้ายกัน นั่นคือ น้องๆ ปี 1 จะได้เรียนพื้นฐานวิชาทั่วไป เช่น ธุรกิจ การบริหารจัดการ การตลาด การเงิน ภาษาอังกฤษ แคลคูลัส สถิติ มนุษยศาสตร์ เป็นต้น
.
ในปีต่อๆ มาจะได้เรียนรายวิชาเฉพาะ เช่น การขนส่งและการกระจายสินค้า วัสดุและการบรรจุภัณฑ์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การวางแผนอุปสงค์และสินค้าคงคลัง การจัดการโซ่อุปทานเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับโลจิสติกส์ การค้าการจัดการ เป็นต้น และจากนั้นน้องๆ จะได้เรียนการสัมมนาทางโลจิสติกส์ รวมถึงออกสหกิจศึกษาในชั้นปีที่ 4



เรียนโลจิสติกส์ จบไปทำงานอะไรได้?
หลังจากเรียนจบหลักสูตรในระดับปริญญาตรีแล้ว มาถึงเส้นทางอาชีพและการทำงานบ้าง งานด้านโลจิสติกส์และซับพลายเชน ถือเป็นอีกสายงานที่ตลาดในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการบุคลากรเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจและบริการ และนี่คือสายงานและตำแหน่งที่น้องๆ บัณฑิตสาขานี้สามารถทำได้ 
•    ระดับปฏิบัติการ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดส่งและคลังสินค้า ฝ่ายควบคุมวัตถุดิบ ฝ่ายซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ ฝ่ายการขนส่ง ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัททางขนส่งสินค้ามากกว่า 500 แห่ง รวมถึงบริษัทนำเข้าส่ง-ออก
•    ระดับบริหาร เช่น นักวิเคราะห์ด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน,  นักวางแผน วัตถุดิบ การผลิต หรือการกระจายสินค้า, นักวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจ 
•    ประกอบธุรกิจส่วนตัว เช่น นำเข้าและส่งออก ผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ ตัวแทนขนส่งทางบก ทางทะเล หรือทางอากาศ
•    รับราชการ รับราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี กรมประมง กรมการขนส่งทางอากาศ กรมศุลกากร และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
•    งานสายวิชาการ เช่น นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ในสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ หรือเรียนต่อระดับสูงขึ้น



ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาวิชาด้าน โลจิสติกส์ 
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ สำนักวิชาเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
สาขาวิชาเทคโนโลยีโลจิสติกส์ คณะเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก
ภาควิชาวิศวกรรมโลจิสติกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต


ที่มา https://www.admissionpremium.com/logis/news/3540 
 

5 Reasons Why Online Learning is the Future of Education in 2022

The concept of traditional education has changed radically within the last couple of years. Being physically present in a classroom isn’t the only learning option anymore — not with the rise of the internet and new technologies, at least. Nowadays, you have access to a quality education whenever and wherever you want, as long as you can get online. We are now entering a new era — the revolution of online education.
.
Keep on reading to learn five more reasons why you should get involved in online education!
.
1. It’s flexible.
Online education enables the teacher and the student to set their own learning pace, and there’s the added flexibility of setting a schedule that fits everyone’s agenda. As a result, using an online educational platform allows for a better balance of work and studies, so there’s no need to give anything up. Studying online teaches you vital time management skills, which makes finding a good work-study balance easier. Having a common agenda between the student and teacher can also prompt both parties to accept new responsibilities and have more autonomy.
.
2. It offers a wide selection of programs.
In a space as vast and wide as the internet, there are infinite skills and subjects to teach and learn. A growing number of universities and higher education schools are offering online versions of their programs for various levels and disciplines. From music composition to quantum physics, there are options for every type of student. Studying your program online is also a great option for getting an official certificate, diploma, or degree without physically setting foot on a university campus.
.
3. It’s accessible.
Online education enables you to study or teach from anywhere in the world. This means there’s no need to commute from one place to another, or follow a rigid schedule. On top of that, not only do you save time, but you also save money, which can be spent on other priorities. The virtual classroom is also available anywhere there’s an internet connection, and a good way to take advantage of this is to travel. For example, if you’re studying abroad and want to get a job, online education is a great choice. There’s no reason to give up on working or studying while exploring new and exotic places.
.
4. It allows for a customized learning experience.
We’ve mentioned before how flexibility can help you to set your own study pace. But online education is also flexible for each student’s individual requirements and level of ability.
.
Online classes tend to be smaller than conventional class size. Most of the time, online learning platforms only allow one student at a time, and in almost all cases, this allows for greater interaction and more feedback between you and your tutor.
.
There’s often access to very diverse material such as videos, photos, and eBooks online as well, and tutors can also integrate other formats like forums or discussions to improve their lessons. And this extra content is available at any moment from anywhere, which will offer you a more dynamic and tailor-made education.
.
5. It’s more cost-effective than traditional education.
Unlike in-person education methods, online education tends to be more affordable. There’s also often a wide range of payment options that let you pay in installments or per class. This allows for better budget management. Many of you may also be subject to discounts or scholarships, so the price is rarely high. You can also save money from the commute and class materials, which are often available for free. In other words, the monetary investment is less, but the results can be better than other options.
.
These are only a few reasons to choose an online education, and why 90 percent of students today think that online learning is the same or better than the traditional classroom experience. Every student must assess their unique situation and decide according to their needs and goals, and while this alternative to traditional education is not for everyone, it's still a convenient option with virtually endless options for international students all over the world.


From: https://www.educations.com/articles-and-advice/5-reasons-online-learning-is-future-of-education-17146
 

ความหวังแห่งการศึกษาไทย ส่องหลักสูตรการศึกษาแบบใหม่ๆ ที่ปรับให้เข้าใจผู้เรียนมากขึ้น

‘หลักสูตร’ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษา สำหรับกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอน การทำงานของโรงเรียน และเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของผู้เรียน ดังนั้น การมีหลักสูตรที่ดี ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งในการสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยที่ผู้เขียนก็สุขใจ ผู้สอนก็ไม่มีปัญหา และผู้เรียนก็แฮปปี้
.
เรื่องตลกร้าย (ที่ขำไม่ค่อยออก) ของการศึกษาไทยที่มองไปทางไหนก็มีแต่ปัญหา หนึ่งในนั้นก็คือ ‘หลักสูตร’ เนื่องจากการเขียนหลักสูตรในไทยส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ใหญ่เขียนลงมาให้ผู้น้อยทำตาม (ในที่นี้ คือ ทั้งครูและนักเรียน) และเป็นหลักสูตรจากส่วนกลางที่บังคับใช้ในสถานศึกษา 
.
หลายหลักสูตรมีที่มาจากบนลงล่าง โดยแทบไม่เกิดการแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ว่ารูปร่างหน้าตาของหลักสูตรครูและนักเรียนต้องการเป็นอย่างไร ? จนบางครั้ง ครูก็งง นักเรียนก็ไม่อิน เกิดการตั้งคำถามว่าบางวิชาเรียนไปทำไม ? ปลายทางของการศึกษาจากหลักสูตรนี้ตอบโจทย์สังคมได้จริงหรือไม่ ? 
.
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านสังคมเริ่มเห็นปรากฏการณ์ด้านการศึกษา เพราะบางโรงเรียนมีการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะกับยุคใหม่ เข้าใจผู้สอนและผู้เรียนมากกว่าเดิม และมองหาความสำเร็จจากการเรียนมากกว่าแค่จำนวนผู้จบการศึกษา แต่ต้องเป็นพลเมืองที่พร้อมทั้งความรู้วิชาการ ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิคุ้มกันด้านประสบการณ์ชีวิต 
.
วันนี้เราจะพาไปส่องหลักสูตรโรงเรียนยุคใหม่ที่ปรับปรุงให้ทันสมัย หลักสูตรแบบที่ผู้สอนก็เข้าใจ และผู้เรียนก็แฮปปี้ และอาจเป็นโรงเรียนในฝันที่สร้างความหวังใหม่ของวงการการศึกษา
.
1. โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
.
 "การเรียนรู้ที่ดี เป็นสิ่งประเสริฐสุดของชีวิต" ปรัชญาของโรงเรียนที่บ่งบอกให้เห็นว่าโรงเรียนในความสำคัญต่อการกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โดยหลักสูตรของ สาธิต มธ. จะมีการปรับหลักสูตรทุก 4-5 ปี โดยการบูรณาการหลักสูตรเก่าที่จำเป็นกับองค์ความรู้ใหม่เพื่ออนาคต ไม่อิงตามหลักสูตรของ สพฐ. ทั้งหมด แต่อยู่ภายใต้หลักการไม่ใช่ทฤษฎี แต่เน้นการเกิดประสบการณ์ตรง 
.
ให้ความสำคัญเชิงวัฒนธรรม สร้าง Mindset การยอมรับความแตกต่างหลายหลาย โดยที่ครูและผู้ปกครองจะทำงานร่วมกัน สร้างพื้นที่ปลอดภัยในเด็กเกิดการเรียนรู้ ให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่สนใจ เปิดโอกาสให้ได้ลองผิดพลาด เช่น กลุ่มความสนใจด้านผู้ประกอบการ ให้อิสระในการแต่งกาย ทรงผม ไม่มีการเข้าแถวตอนเช้า เพื่อให้นักเรียนได้ค้นหาความเป็นตัวของตัวเองและฝึกความรับผิดชอบ
.
2. Ecole 42 Bangkok
.
“เอกอล 42 แบงค็อก” (Ecole 42 Bangkok) เป็นสถาบันการเรียนการสอนโปรแกรมเมอร์ โดยความร่วมมือของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กับโรงเรียนโปรแกรมเอกอล ประเทศฝรั่งเศส มุ่งพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ซอฟต์แวร์ โปรแกรมเมอร์ กราฟฟิกคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
.
หลักสูตรของเอกอล 42 แบงค็อก เป็นหลักสูตรแบบไม่มีปริญญา (non-degree) ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับใบรับรองการสำเร็จหลักสูตร (certificate of completion) ตอบโจทย์การเรียนรู้แห่งอนาคตที่ใบปริญญา ไม่สำคัญเท่าความรู้และความสามารถ ซึ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขปัญหา และการทำงานเป็นทีม สอดแทรกโมดูลชั้นนำของอุตสาหกรรม
.
3. โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่
.
โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ซิตี้ แคมปัส ใช้หลักสูตร “Design, Engineer, Construct (DEC)” ซึ่งเป็นหลักสูตรจากประเทศอังกฤษที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เน้นการพัฒนาทักษะด้านการออกแบบ วิศวกรรม และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์โครงการ
.
หลักสูตร DEC จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มากขึ้น โดยเริ่มต้นตั้งแต่ผู้เรียนมีอายุยังน้อย จะมีการเสริมสร้างทักษะ เช่น วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ การคิดเชิงวิเคราะห์และสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม การพึ่งพาตัวเอง และความสามารถในการปรับตัว เป็นต้น ก่อนพัฒนาไปสู่ด้านพฤติกรรมและการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อให้มีประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กมากที่สุด
.
4. โรงเรียนอัสสัมชัญ
.
แนวทางของโรงเรียนอัสสัมชัญ ยังคงใช้หลักสูตรที่อิงตามหลักสูตรแกนกลาง แต่จะมีการปรับโครงสร้างการเรียนการสอนภายในโรงเรียนให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียนมากขึ้น จัดวิชาที่นักเรียนเลือกได้ตามความสนใจ ระดับมัธยมต้นมี 6 แผนการเรียน ส่วนมัธยมปลายมีถึง 14 แผนการเรียน ลบภาพโรงเรียนมัธยมแบบเก่าที่จะมีแค่สายวิทย์ สายศิลป์ และสายภาษา
.
แผนการเรียนที่น่าสนใจ เช่น แผนการเรียนศิลป์ - ศิลปะการแสดง แผนการเรียนวิทย์ - ดิจิทัลและเทคโนโลยี แผนการเรียนศิลป์ - อาร์ตแอนด์ดีไซน์ เป็นต้น การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อปลูกฝังทักษะภาษาที่ 2 และเมื่อไม่นานมานี้ยังนำหลักสูตรเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีพื้นฐานเข้าไปสอนนักเรียนเพื่อพัฒนาความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลอนาคตมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
.
5. โรงเรียนโพธิสารพิทยากร
.
หลักสูตรเดิม ๆ ที่ทำให้เด็กไม่ทราบเป้าหมายในชีวิต นำไปสู่การตัดสินใจปรับปรุงหลักสูตรระดับมัธยมปลายของโรงเรียนโพธิสารพิทยากร ยกเลิกรับนักเรียน ม.4 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 แบบสายวิทย์ – ศิลป์คำนวณ – ศิลป์ภาษา เปิดแผนการเรียนใหม่ 7 แผนการเรียนที่เน้นเรื่องทักษะอาชีพ ได้แก่ เตรียมแพทย์-เภสัช เตรียมวิศวะ-สถาปัตย์ เตรียมวิทย์-คอม เตรียมนิเทศ-มนุษย์ เตรียมศิลปกรรม เตรียมบริหารธุรกิจ-บัญชี และเตรียมนิติ-รัฐศาสตร์
.
ปัจจุบัน แนวทางการเรียนการสอนของโรงเรียนจะต้องทำให้ผู้เรียนค้นพบความฝันของตัวเอง และเตรียมพร้อมตั้งแต่ระดับมัธยม ในการสร้างนักเรียนที่มีความฝัน มีทักษะอาชีพ และสามารถสร้างอนาคตของตัวเองได้ โดยโรงเรียนต้องทำหน้าที่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตัวเองของเด็กอย่างยั่งยืน
.
6. โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม
.
โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม เป็นโรงเรียนหลักสูตรไทย มาตรฐาน Cambridge International School ที่เน้นการค้นหาตัวตนด้วยหลักสูตร Individual Development Plan (IDP) วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดด้อยด้วยแนวคิดจิตวิทยา ให้ผู้เรียนเข้าใจความต้องการของตัวเอง สามารถเลือกเรียนตามความสนใจ และสามารถจัดการเวลาพักผ่อนได้อย่างสมดุลตามแนวคิด Positive School
.
“หลักสูตร 5 F” ที่นำมาจัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย FUN - เรียนสนุกสนานและมีความสุข, FIND - ค้นหาศักยภาพผ่านวิชาเลือกเสรี, FOCUS - เจาะลึกศักยภาพที่มีให้เชี่ยวชาญ, FULFILLMENT - เติมเต็มตัวตนนักเรียน และ FRUITION - ให้นักเรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ รู้วิธีเอาตัวรอด มีภูมิคุ้มกัน ทั้งหมดยังคงเดินหน้าไปพร้อมกับความรู้วิชาการและความถนัดที่จำเป็น และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่มีความสุข
.
7. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
.
โครงสร้างพื้นฐานของหลักสูตรจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หลักสูตร Intensive English Program (IEP) ที่พัฒนามาจากกระทรวงศึกษา เรียนเป็นภาษาไทยเป็นหลัก และ English Immersion Program (EIP) ที่เน้น skills-based และเน้นภาษาอังกฤษมากกว่า ทั้งนี้ กท. เริ่มปรับไส้ในหลักสูตร สร้างระบบ BCC NEXT สลายสายวิทย์และสายศิลป์ มาแตกแขนงเป็น 15 แผนการเรียน หรือ TRACK 
.
ตัวอย่าง TRACK ที่น่าสนใจ เช่น ด้านนิเทศศาสตร์อย่างบรรจุวิชาการผลิตภาพยนตร์ หรือด้านศิลปะการประกอบอาหาร มีวิชาอาหารยุโรป วิชาขนมหวาน เป็นต้น ทั้งนี้ ยังคงคงรายวิชาพื้นฐานไว้ แต่เพิ่มความสนุกลงไปเน้นการค้นหาความชอบของผู้เรี ถ้ายังจำกันได้ ต้นปี 2562 โรงเรียนยังเคยอนุญาตให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทไปเรียนเพื่อทดลองสร้างพื้นที่การเรียนที่เป็นอิสระ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
.
8. โรงเรียนกำเนิดวิทย์
.
หลักสูตรโรงเรียนกำเนิดวิทย์เป็นไปตามกระทรวงศึกษาธิการ แต่ทางโรงเรียนจัดสาระการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับศักยภาพของนักเรียนเป็นรายบุคคล มีกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทักษะชีวิต การอยู่ร่วมกัน เป็นทั้งผู้ที่มีความรู้ความสามารถและ เป็นคนดีของสังคม
.
มีหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ คือ นักเรียนมีความถนัด หรืออยากเรียนรู้ทางด้านใดก็ต้องให้นักเรียนได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพในด้านนั้น หลักสูตรจึงแบ่งเป็น 2 ระดับ คือพื้นฐานทั่วไปและขั้นสูง เริ่มต้นตั้งแต่ปูพื้นฐานด้านต่าง ๆ ก่อนไปเจาะลึกความชอบด้านวิทยาศาสตร์เฉพาะเมื่อเรียนสูงขึ้น เรียนรู้แบบ Active Learning มีเครื่องมือครบครันเทียบเท่ามหาวิทยาลัยระดับประเทศ
.
โรงเรียนไทยหลายแห่งเริ่มปรับตัวและเปลี่ยนการเรียนการสอนให้ทันสมัย สร้างการเรียนรู้ “มีความสุข” และ “เข้าใจความต้องการของผู้เรียน” มากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาการศึกษาให้ตอบโจทย์อนาคต โลกวันข้างหน้าคนที่เก่งแค่วิชาการอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกันในการเอาตัวรอด ซึ่งโรงเรียนสามารถเป็นแหล่งฟูมฝักให้กับเยาวชนได้
.
ย้อนกลับมามองหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการที่ใช้ในโรงเรียนทั่วไปมาเป็นเวลานาน สิ่งที่เห็น คือ นักเรียนไทยยังคงตรากตรำเรียนหนักเฉลี่ยวันละ 5.4 ชั่วโมง ยังไม่รวมการบ้านและกิจกรรมอื่น ๆ แต่ประสิทธิภาพและความขีดสามารถของนักเรียนไทยยังอยู่ในระดับต่ำบนเวทีโลก เรากำลังสร้างการศึกษาที่ติดลบจมทุนในโลกอนาคตอยู่หรือไม่ ? อีกนานแค่ไหนที่การศึกษาไทยจะดีเท่ากับต่างชาติ


ที่มา https://www.facebook.com/AgendaPlatform/posts/5541063839256851 
 

เรียนล่วงหน้า (Pre-degree) เรียนก่อน จบก่อน เทียบโอน อัพสกิล เรียนล่วงหน้าแบบนี้ มีที่ไหนเปิดรับบ้าง ?

ปัจจุบันมีหลายสถาบันการศึกษาที่เปิดโอกาสให้น้องๆ นักเรียนม.ปลาย ได้เรียนล่วงหน้าในระดับปริญญาตรี โดยน้องนักเรียนสามารถเข้าไปสัมผัสการเรียนในรายวิชาต่างๆ ของหลักสูตรต่าง ทั้งการเรียนการสอน และการสอบ ไม่ได้แตกต่างจากนิสิตนักศึกษาทั่วไป  และยังสามารถเก็บสะสมหน่วยกิตจากวิชาที่เรียน นำไปเทียบโอนในอนาคตได้ เรียนจบก่อนใคร
.
วันนี้เราได้รวบรวมมหาวิทยาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนล่วงหน้า หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า พรีดีกรี Pre-degree จำนวน 5 สถาบันดังนี้ 
.
1. โครงการเรียนล่วงหน้าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มมาตั้งแต่ภาคปลาย ปีการศึกษา 2550 เป็นต้นมา 
โดยขณะนี้เข้าสู่รุ่นที่  17 ได้ดำเนินการเปิดสอนใน 4 รายวิชาพื้นฐานทางสายวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาเคมี วิชาชีววิทยา และวิชาฟิสิกส์ โดยได้รับการสนับสนุนจากคณาจารย์ของคณะวิทยาศาสตร์มาเป็นอาจารย์ผู้สอนในรายวิชาดังกล่าว
.
ได้รับความอนุเคราะห์ช่องทางการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยวิธีพิเศษจากคณะวิชาในสายวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งจากส่วนกลาง (บางเขน) วิทยาเขตกำแพงแสน วิทยาเขตศรีราชา และวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร อีกด้วย
.
ทั้งนี้ การเทียบโอนผลการเรียนและหน่วยกิต นิสิตที่เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2565 นิสิตที่เคยเป็นผู้เรียนของโครงการเรียนล่วงหน้าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่ว่าจะเข้าศึกษาด้วยช่องทางโควตาพิเศษของโครงการ หรือช่องทางอื่น ๆ ก็ตาม ที่มีผลการเรียนถึงเกณฑ์และไม่หมดอายุผลการเรียน สามารถอ่านรายละเอียดและดำเนินการได้ที่ https://learn.ku.th/ 
.
คำเตือน: หมดเขตการเทียบโอนของปีการศึกษา 2565 หลักสูตรภาษาไทย วันศุกร์ที่ 14 ต.ค.2565 และหลักสูตรนานาชาติ วันศุกร์ที่ 25 พ.ย.2565


2. โครงการ "เรียนร่วม มช." หรือ Advanced@CMU เปิดให้น้องๆ ม.4 ม.5 ม.6 เข้ามาเรียนปริญญาตรีล่วงหน้าให้ได้ค้นหาตัวเอง ได้ทรานสคริปต์ และเทียบโอนได้ด้วย จัดโดยวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดโอกาสให้นักเรียน ม.ปลาย เข้ามาเรียนร่วมกับนักศึกษา ม.เชียงใหม่ เลือกวิชาตามคณะที่สนใจได้
.
วิชาเรียนร่วม Advanced@CMU คือวิชาที่คณะต่างๆ เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก นักเรียน นักศึกษาทุกสถาบัน หรือผู้สนใจทั่วไป ได้เข้ามาเรียนร่วมกับนักศึกษา มช. ในวิชาทั้งระดับปริญญาตรีหรือบัณฑิตศึกษา
.
ในฐานะ "ผู้เรียน" การเรียนร่วมเป็นการเรียนแบบ Non Degree หากผู้เรียนประสงค์จะเรียนเพื่อปริญญาในอนาคต ผู้เรียนต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกเป็นนักศึกษาของ มช. ตามรูปแบบปกติ หากได้รับการคัดเลือกเป็นนักศึกษา มช. สามารถเทียบโอนหน่วยกิตที่เก็บสะสมไว้ โดยไม่ต้องเรียนวิชานั้นซ้ำอีก
.
"เรียนร่วม มช." มีทั้งรูปแบบการเรียน On-site การเรียน Online การเรียนแบบผสมผสาน และบางสาขาวิชามีบันทึกการเรียนที่สามารถดูย้อนหลังได้ โดยรูปแบบจะขึ้นอยู่กับการจัดการเรียนการสอนของแต่ละรายวิชา แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไห ผู้ที่เข้าเรียนทุกคนจะได้เข้าเรียน และการประเมินผลต่างๆ ร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงการใช้บริการพื้นที่ต่างๆ ในมหาวิยาลัยด้วย  เหมือนได้เปิดประสบการณ์เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย
.
การลงทะเบียน“เรียนร่วม” มีลักษณะคล้ายคลึงกับการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาในระบบ โดยสามารถเลือกและลงทะเบียนในวิชาที่ต้องการ และรอการคัดเลือกจากอาจารย์ผู้สอนในวิชานั้น ๆ โดยจะดำเนินการคัดเลือก 2 ครั้งต่อนึ่งเทอม สามารถศึกษาระยะเวลาการคัดเลือกได้จากตารางกำหนดการเรียนร่วม หากได้รับคัดเลือกจึงจะสามารถดำเนินการชำระเงินในระยะเวลาที่กำหนด ภายหลังการชำระเงินเรียบร้อยแล้วนั้นผู้เรียนจึงจะได้รับการติดต่อเพื่อแจ้งรายละเอียดการเข้าเรียนของวิชาเรียนร่วม สนใจลงทะเบียนได้ที่ https://www2.lifelong.cmu.ac.th/advanced-cmu/about 


3. โครงการเรียนล่วงหน้า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่จัดโครงการเรียนล่วงหน้าซึ่งเปิดรับดังนี้ 
.
นักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ปีการศึกษา 2563 นักเรียนที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้า แบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะสามารถยื่นคำร้องในปีแรกเพื่อขอใช้ผลการเรียนเทียบโอนหน่วยกิต หากได้ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า C
.
นักเรียนที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้าที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเรียนมหาลัยอุบลราชธานี ระดับปริญญาตรี จากหลักสูตรปกติ 4 ปี ลดเหลือ 3 ปี
.
นักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือเทียบเท่า นักเรียนที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้า แบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะสามารถยื่นคำร้องในปีแรกเพื่อขอใช้ผลการเรียนเทียบโอนหน่วยกิต หากได้ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า C
.
นักเรียนที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้าที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเรียนมหาลัยอุบลราชธานี ระดับปริญญาตรี จากหลักสูตรปกติ 4 ปี ลดเหลือ 1 ปี
.
บุคคลทั่วไปที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ผู้ที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้า แบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะสามารถยื่นคำร้องในปีแรกเพื่อขอใช้ผลการเรียนเทียบโอนหน่วยกิต หากได้ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า C
.
ผู้ที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้าที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเรียนมหาลัยอุบลราชธานี ระดับปริญญาตรี จากหลักสูตรปกติ 4 ปี ลดเหลือ 1 ปี

บุคคลทั่วไป (วุฒิไม่จำกัด เรียนรู้ตลอดชีวิต) ผู้ที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้า แบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะสามารถยื่นคำร้องในปีแรกเพื่อขอใช้ผลการเรียนเทียบโอนหน่วยกิต หากได้ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า C
.
ผู้ที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้าที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเรียนมหาลัยอุบลราชธานี ระดับปริญญาตรี จากหลักสูตรปกติ 4 ปี ลดเหลือ 1 ปี
.
ทั้งนี้ ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ http://entry.ubu.ac.th/APUBU/learn/APonline.php 


4. โครงการสัมฤทธิบัตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เรียนปริญญาตรีล่วงหน้า ไม่มีวุฒิก็เรียนได้ เปิดโอกาสการศึกษาให้ทุกคนไม่จำกัดอายุ  และวุฒิการศึกษา "ที่ไหน  เวลาใด  ใครก็เรียนได้  เรียนทางไกลกับ มสธ."
.
โครงการดังกล่าว เปิดให้ทุกคนที่อยากเรียนรู้จากชุดวิชาที่เปิดสอนในหลักสูตรปริญญาตรี ทั้ง12 สาขาวิชาของมหาวิทยาลัย (สมัครเรียนโดยไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษา) เอกสารการเรียนการสอน ข้อสอบ ตารางสอบก็คือชุดเดียวกับนักศึกษาปริญญาตรี มสธ. สอบผ่านจะได้รับใบสัมฤทธิบัตร(คือเอกสารแสดงความสำเร็จหรือรับรองว่าได้สอบผ่านชุดวิชานั้นๆ แล้ว)
.
การสมัครเรียนในแต่ละรุ่นลงได้ไม่เกิน 3 ชุดวิชา(1 - 3 ชุดวิชา) รับสมัครปีละ 4 ครั้ง 4 รุ่น (ข้อควรระวัง...สำหรับนักศึกษา มสธ.ควรตรวจเช็ค วัน-เวลาตารางสอบชุดวิชาที่ลงเรียนภาคปกติก่อน ห้ามตรงกับชุดวิชาที่จะลงเรียนในโครงการฯ) ใช้เวลาเรียนประมาณ 4 เดือน(นับจากวันปิดรับสมัครในแต่ละรุ่นประมาณ 4 เดือนจะเป็นวันสอบ)
.
(ข้อชวนคิด...ถ้าสมัครเร็วในแต่ละรุ่น ระยะเวลาเรียนจะเพิ่มขึ้นเป็น 6-7 เดือน หรือมีเวลาการอ่านหนังสือได้มากขึ้น 6-7 เดือน เพราะเป็นระบบการเรียนทางไกล อ่าน-เขียนเองที่บ้าน ที่ทำงาน ไม่ต้องเข้าชั้นเรียน) โดยสมัครได้หลายช่องทาง 
.
สมัครทางไปรษณีย์ ดาวน์โหลดปริ้นใบสมัคร และกรอกข้อมูลให้เรียบร้อย นำใบสมัครไปชำระเงินที่ 7-11 หรือ ไปรษณีย์ระบบ Pay at Post  จากนั้น นำเอกสารทั้งหมดใส่ซอง(ติดแสตมป์) พร้อม สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาทะเบียนบ้าน อย่างใดอย่างหนึ่ง รูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป ใบเสร็จจากการชำระเงิน แล้ว จ่าหน้าซองมาที่ ฝ่ายรับนักศึกษา  สำนักทะเบียนและวัดผล  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถ.แจ้งวัฒนะ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 (โครงการสัมฤทธิบัตร รุ่นที่…....)นำส่งไปรษณีย์
.
สมัครด้วยตนเอง ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สอบถาม มสธ. โทร 0 2504 7711-2  ,  0 2504 7788  @Line โครงการสัมฤทธิบัตร มสธ.และ Facebook โครงการสัมฤทธิบัตร


5. พรีดีกรี (Pre-degree) สะสมหน่วยกิตล่วงหน้า มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นระบบสะสมหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยรามคำแหงล่วงหน้าแบบไม่รับปริญญา พัฒนาศักยภาพระหว่างเรียน เทียบโอนจบปริญญาตรีได้ไวขึ้น โดยอนุญาตให้ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับม.ต้น(วุฒิ จบ ม.3 หรือ กศน.จบ ม.3) เป็นต้นไป
.
มาสมัครเป็นนักศึกษาระดับพรีดีกรีได้ โดยเลือกลงทะเบียนเรียนวิชาใดๆก็ได้ของคณะที่สนใจได้เลย
.
พรีดีกรีเหมาะอย่างยิ่งสำหรับน้องๆที่กำลังเรียนอยู่ ม.ปลาย (หรือเทียบเท่า) รวมถึงน้องๆ ปวช. ที่ต้องการสะสมหน่วยกิตของมหาวิทยาลัย เพื่อจะได้จบปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เร็วขึ้น (ถ้ามีวุฒิ ม.6 อยู่แล้ว สมัครเป็นนักศึกษาภาคปกติได้เลย)
.
สำหรับนักศึกษา ปวส. ก็สามารถสมัครเรียนได้แต่ขอให้พิจารณาการลงทะเบียนในระบบพรีดีกรีไม่ให้ซ้ำซ้อนกับหน่วยกิตที่จะสามารถเทียบโอนจากวุฒิ ปวส. ได้ในอนาคต โดยอาจเลือกลงทะเบียนเรียนวิชาเอกได้เลย และเมื่อเรียนจบ ปวส.แล้ว ก็ให้เทียบโอนหน่วยกิตจากปวส.+หน่วยกิตที่สะสมได้ตอนเรียนพรีดีกรี เพื่อสมัครเป็นนักศึกษาภาคปกติ
.
การเรียนระบบพรีดีกรี กับ การเรียนในภาคปกติ เหมือนกันเกือบทุกประการ คือ นักศึกษาพรีดีกรีเลือกสะสมหน่วยกิตได้ทุกสาขาวิชา ใช้กำหนดการในปฏิทินการศึกษาเดียวกัน เรียนเนื้อหาเดียวกัน เรียนห้องเดียวกัน ใช้ข้อสอบชุดเดียวกันกับนักศึกษาภาคปกติ และนักศึกษาพรีดีกรีต้องดูและตัวเองในทุก ๆ ด้าน ทั้งการวางแผนลงทะเบียนเรียน การสอบ ซึ่งจะต้องมีการแบ่งเวลาการเรียนทั้งที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นอย่างดี
.
สิ่งที่แตกต่างกันบางอย่างคือ ค่าใช้จ่ายระบบภาคปกติ และพรีดีกรี คือ นักศึกษาภาคปกติ ค่าหน่วยกิตละ 25 บาท , นักศึกษาพรีดีกรี หน่วยกิตละ 50 บาท 
.
การเรียนระบบพรีดีกรีไม่สามารถจบการศึกษาระดับปริญญาตรีได้ เนื่องจากระบบพรีดีกรีเป็นการสะสมหน่วยกิตเท่านั้น แต่หน่วยกิตที่สะสมไว้จะปูทางไปสู่การจบปริญญาตรีได้เร็วขึ้น 
.
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.aroundram.com/pre-degree/ 


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/1008606?fbclid=IwAR2j8eFms1wTFcGYDHtbu9sEfKPKQB2ijWFxSFL5MIOkmbG1lsi45jHEmKs 
 

 

คณะประมง งงไหม ? เขาเรียนอะไรกัน

คณะประมง (Faculty of Fisheries) เป็นอีกหนึ่งคณะในฝันของน้อง ๆ หลายคน ที่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำนานาชนิด โดยจะได้สร้างงานวิจัย เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิทยาศาสตร์ทางน้ำ เทคโนโลยีการเก็บรักษาและแปรรูปสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในแหล่งน้ำ
.
เลือกเรียนที่ไหนดี ? คณะประมง
ซึ่งในประเทศไทยก็ได้มีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนทางด้านประมงอยู่หลายแห่งด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านประมงโดยตรง ส่วนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ จะเป็นสาขาวิชาย่อยอยู่ในคณะเกษตรศาสตร์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร หรือ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร เป็นส่วนใหญ่
ในบทความนี้ก็มีเรื่องน่ารู้ของคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาบอกกันด้วย ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย


คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์
เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่ต้องการผลิตบัณฑิต สร้างงานวิจัยและให้บริการแก่สังคมด้านการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิทยาศาสตร์ทางน้ำ เทคโนโลยีการเก็บรักษาและแปรรูปสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในแหล่งน้ำ โดยในปัจจุบันจัดพื้นที่การเรียนการสอนใน วิทยาเขตบางเขน (แต่ในบางสาขาวิชาก็อาจจะต้องไปเรียนที่ วิทยาเขตกำแพงแสน ด้วย) แบ่งออกเป็น 5 ภาควิชาด้วยกัน ได้แก่
.
1. ภาควิชาการจัดการประมง
มุ่งเน้นการเรียนด้านการบริหารจัดการ การวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน รวมทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ สังคม และนิติศาสตร์ เช่น การจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ, นโยบายและการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ, เศรษฐศาสตร์การประมง, ธุรกิจการประมง, การประมงชุมชน และสารสนเทศเพื่อการจัดการประมง เป็นต้น
.
2. ภาควิชาชีววิทยาประมง
มุ่งเน้นการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ บทบาท และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมในแหล่งน้ำ เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำ, นิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ, สรีรวิทยาสัตว์น้ำและพิษวิทยา, สุขภาพสัตว์น้ำ, ชีวประวัติสัตว์น้ำและพลศาสตร์การประมง เป็นต้น
.
3. ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
มุ่งเน้นเรียนด้านการปรับปรุงพันธุกรรมและการบริหารจัดการฟาร์ม เช่น ระบบการเพาะเลี้ยงแบบหนาแน่น, วิทยาภูมิคุ้มกัน, การวิเคราะห์คุณภาพน้ำและอาหารสัตว์น้ำ เป็นต้น
.
4. ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง
มุ่งเน้นการเรียนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมการแปรรูป และการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการบริหารโรงงานอุตสาหกรรม เช่น เคมีและชีวเคมีของสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์, .จุลชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพทางผลิตภัณฑ์ประมง และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น
.
5. ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล
มุ่งเน้นเรียนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีการจับสัตว์น้ำในทะเล เช่น นิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพ, สมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยีประมงทะเล และเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล เป็นต้น

โดยการเรียนในคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ น้อง ๆ จะไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังมีการจัดเป็นทริปออกไปการทำงานจริงในฟาร์มปลาว่าเขามีวิธีการเพาะพันธุ์ปลากันอย่างไร เขามีวิธีการดูแลปลาอย่างไรกันบ้าง หรือเรียนรู้ที่สถาบันวิจัยทางทะเล อีกด้วย


จบมาแล้วทำงานอะไรได้บ้าง?
สำหรับน้อง ๆ ที่สำเร็จการศึกษาในคณะประมง สามารถที่จะเข้าทำงานเป็นหลายตำแหน่งด้วยกัน เช่น นักวิชาการด้านการสำรวจสมุทรศาสตร์, นักวิชาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ, นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นต้น โดยสามารถสมัครเข้าทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดังนี้ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ , กรมควบคุมมลพิษ, สำนักแผนและนโยบายสิ่งแวดล้อม, กรมทรัพยากรธรณี, สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ, กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ, กรมอนามัยสิ่งแวดล้อม, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, บริษัทที่ปรึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
.
มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน (แห่งอื่น ๆ)
คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 
 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 
คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก 
คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 
คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร 
คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ฯลฯ 


ที่มา https://campus.campus-star.com/education/83671.html?fbclid=IwAR1yKkGNn8flTTbBN1ZPv6Sr8WNf8G6Ptc01eRjea1KgoqTblV0f0bCqYNI 
 

KOSEN KMUTT หลักสูตรเตรียมวิศวะ ฯ เพื่อพัฒนาเด็กไทยสู่การเป็นวิศวกร

โครงการ KOSEN KMUTT เกิดขึ้นภายใต้ "โครงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค" ระยะเวลา 13 ปี (2562-2574) งบประมาณ 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตกำลังคนป้อนอุตสาหกรรมที่ EECi โดยมีการจัดตั้งสถาบันไทย KOSEN เมื่อปลายปี 2561 และมี 2 มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินโครงการผลิตกำลังคน คือ สถาบัน KOSEN แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ สถาบัน KOSEN แห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยได้รับมอบหมายให้ผลิตบุคลากรทั้งหมด 6 หลักสูตร ตามความถนัดและความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย


การจัดการเรียนการสอนของ KOSEN KMUTT นั้น ส่งเสริมและเน้นการพัฒนาสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่อเนื่องถึงระดับชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัย รวมระยะเวลาหลักสูตร 5 ปี โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาวิศวกรนักปฏิบัติที่มีคุณลักษณะของความเป็นนวัตกรที่มีความคิดสร้างสรรค์และลงมือปฏิบัติ/สร้างนวัตกรรมได้
.
KOSEN KMUTT เปิดรับสมัครนักเรียนรุ่นแรกหลักสูตร Automation Engineering จำนวน 1 ห้อง โดยเริ่มปีการศึกษาแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา มีนักเรียน 20 คน และปีที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยเปิดรับสมัครนักเรียนเพิ่มเป็น 2 ห้อง ห้องละ 26 คน สำหรับกระบวนการคัดเลือกนักเรียนที่สนใจเข้ามาเรียน KOSEN KMUTT จะรับสมัครนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยผ่านกระบวนการสอบคัดเลือกสองรอบ รอบแรกจะเป็นข้อสอบที่วัดทักษะพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การคำนวณ และรอบที่สองจะเป็นข้อสอบของ KOSEN KMUTT ซึ่งจะเป็นการค้นหานักเรียนที่ชอบและมีทักษะการสร้างสิ่งประดิษฐ์ และชอบลงมือปฏิบัติจริง


KOSEN KMUTT ไม่ได้ต้องการเด็กที่เก่งที่สุดในเชิงวิทยาศาสตร์ เราต้องการเด็กที่ชอบลงมือปฏิบัติ มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาต่อได้ เรามองว่านักเรียนที่เหมาะกับ KOSEN ให้นึกภาพที่มีรถของเล่นหรือวิทยุเก่าๆ ช่างรื้อ ช่างต่อ ช่างสร้าง เด็กที่ชอบทำแบบนี้ KOSEN KMUTT คือคำตอบ เมื่อนักเรียนเรียนจบชั้นปีที่ 5 จะผลักดันให้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมโดยจะใช้การเรียนรู้รูปแบบ Work Integrated Learning หรือการเรียนรู้ร่วมในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมจธ.มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ควบคู่กับการเรียนรู้บน Platform KMUTT 4 life ซึ่งเป็นการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การสร้างกำลังคนในอนาคตของมจธ. โดยโครงการ KOSEN KMUTT สำนักงานห้องเรียนวิศว์-วิทย์ เป็นผู้รับผิดชอบ ร่วมกับคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน KOSEN ประเทศญี่ปุ่น 
.
นักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนในโครงการ KOSEN KMUTT จะได้รับทุนเรียนฟรีตลอดการศึกษาตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่ 5 และโอกาสในการเข้าทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อีกทั้งนักเรียน KOSEN KMUTT ทุกรุ่น จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนจะได้รับการคัดเลือกให้ไปเรียนปี 3-4-5 ที่ KOSEN ญี่ปุ่น โดยจะต้องผ่านการสอบของ KOSEN ญี่ปุ่นและผ่านระดับสมรรถนะภาษาญี่ปุ่น


เมื่อเรียนจบปีที่ 5 และมีระดับสมรรถนะตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ก็จะได้วุฒิอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ จาก KOSEN KMUTT และสามารถเข้าปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรมได้ทันที นอกจากนี้หลังจบปี 5 จะมีทุนให้เรียนต่อปริญญาตรีซึ่งเป็นการศึกษาในวิชาชั้นสูง (Advance Course) ระดับปริญญาตรี โดยสามารถเลือกเรียนได้ โดยขณะนี้ทาง KOSEN KMUTT อยู่ระหว่างดำเนินการจัดเตรียมหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อรองรับนักเรียน ในการเรียนรู้ระดับสูงขึ้น
.
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วางแผนหลักสูตรเป็นขั้นตอน หลักสูตรแรก คือ  Automation Engineering วิศวกรรมอัตโนมัติ เริ่มปีการศึกษา 2563 เนื่องจากสาขาดังกล่าวสามารถตอบโจทย์การพัฒนาด้าน Digital Transformation ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสำหรับการพัฒนาสังคมดิจิทัลและอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ


หลักสูตรที่สองเป็น Bio Engineering  ซึ่งจะเริ่มในปีที่ 3 หรือปี 2565 หลักสูตรนี้ จะตอบสนองต่อการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทรัพยากรมีความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถ ทางด้านนวัตกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กระบวนการผลิต การแปรรูป สร้างคุณค่าของทรัพยากรชีวภาพในเชิงวิศวกรรม


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/909433 
 

นิวซีแลนด์เปิดรับนักเรียนต่างชาติ ให้สิทธิคนไทยบินไปเรียนภาษาได้

นิวซีแลนด์เปิดรับนักเรียนต่างชาติล๊อตแรก 5,000 คน ให้สิทธิคนไทยบินไปเรียนภาษาได้ ทั้งนักเรียนและคนวัยทำงาน นอกจากนั้นผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนทำงานนอกเวลาได้ 20 ชั่วโมง
.
เมื่อต้นเดือนเมษายน 2565 หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand : ENZ) สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย แจ้งว่า นิวซีแลนด์ได้เปิดรับนักเรียนต่างชาติล๊อตแรกแล้ว จำนวน 5,000 คน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก


นอกจากนั้น สำหรับนักเรียนไทยในช่วงแรกนี้ การศึกษานิวซีแลนด์ได้เปิดรับผู้สนใจสมัครเข้าเรียนในหลักสูตร English Pathway เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เหมาะสำหรับน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการเตรียมพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยนิวซีแลนด์แต่ยังไม่ผ่าน IELTS
.
รวมถึงวัยทำงานที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจและการทำงาน ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนได้และพร้อมบินไปเรียนที่นิวซีแลนด์ได้ทันทีกับสถาบันภาษาชั้นนำของนิวซีแลนด์
.
ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนหลักสูตร English Pathway ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รับนักเรียนจำนวนจำกัด สมัครก่อนได้สิทธิก่อน โดยนักเรียนสามารถเลือกชำระค่าเล่าเรียนผ่านบัตรเครดิต KTC และสะสมคะแนนได้ 4 เท่าอีกด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม : www.learnenglishnewzealand.com  
.
สถาบันภาษานิวซีแลนด์ ที่เข้าร่วมโครงการ English Pathway ที่สามารถเดินทางไปเรียนได้เลยในครั้งนี้ ได้แก่
1. Languages International สถาบันภาษาอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดในนิวซีแลนด์ เป็นสถาบันระดับสูงสุด Category 1 จากรัฐบาลนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ที่สวนอัลเบิร์ต เมืองโอ๊กแลนด์ ทำให้นักเรียนได้มีโอกาสพบปะผู้คนจากทั่วโลก อาจารย์ที่เป็นมิตรเข้าถึงนักเรียน มีหลักสูตรที่น่าสนใจคือ General English, Conversation และ English for University
.
2. ICL Education Group สถาบันภาษาที่มีมาตรฐานในระดับ Category 1 มี Auckland English Academy และ Bridge International Colle มีคอร์สที่น่าสนใจ คือ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการสอบ IELTS ส่วน Bridge International College เปิดสอนหลากหลายหลักสูตรเน้นทางด้าน Academic purposes อาทิ IELTS Preparation, APA และ Postgraduate Diploma Programs


ทั้งนี้อาคารเรียน ICL Education Centre ตั้งอยู่บนถนนลอร์น ใจกลางเมืองย่านศูนย์กลางธุรกิจ ไม่ไกลจากโอ๊กแลนด์สกายทาวเวอร์ อีกทั้งยังใกล้กับหอศิลป์โอ๊กแลนด์ สวนสาธารณะอัลเบิร์ตปาร์ก และหอสมุดกลางเมืองโอ๊กแลนด์

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกสำหรับนักเรียนที่ต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษกับหลักสูตร Communication English เพื่อใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนจากหลากหลายชาติอีกด้วย ge เป็นสถาบันและโรงเรียนในเครือ โดย Auckland English Academy
.
สำหรับหลักสูตรออนไลน์มี New Zealand Certificate in English Language (NZCEL) สำหรับนักเรียนที่ต้องการเตรียมความพร้อม เพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น สำหรับเรียนต่อ เรียน 16 สัปดาห์
.
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถาบันสอนภาษาของมหาวิทยาลัย เช่น University of Auckland, AUT, Lincoln University and University of Otago จะเริ่มเปิดทำวีซ่านักเรียนใหม่ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป
.
ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่อนาคต จากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางจากการจัดอันดับของ Worldwide Educating for the Future Index 2019 อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ปลอดภัย ผู้คนเป็นมิตร


ผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนในนิวซีแลนด์สามารถทำงานนอกเวลาได้ 20 ชั่วโมง และสำหรับนักเรียนที่เรียนระดับปริญญาตรีขึ้นไปอย่างน้อย 1 ปี ในนิวซีแลนด์ยังสามารถสมัครวีซ่าทำงานหลังการศึกษาได้อีกด้วย ทำให้นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายปลายทางในลำดับต้น ๆ ของนักศึกษาต่างชาติ


ที่มา https://www.prachachat.net/education/news-906717 
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top