Saturday, 4 February 2023
GOOD COURSE

5 สิ่งควรรู้เมื่อเลือกเรียน สถาปัตยกรรมศาสตร์

ในช่วงวัยเรียนมัธยมเชื่อว่าหลายคนคงจะต้องเคยเจอคำถามที่ต้องคิดหนัก
จากเพื่อนหรือผู้ปกครอง เช่น ในอนาคตอยากจะเรียนอะไร ?  เรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ไหน ? จบออกมาทำอะไร ?
.
คำถามนี้เป็นทั้งแรงกดดันทำให้หลายคนเริ่มต้นการค้นหาตัวเอง หาข้อมูลต่างๆประกอบการเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตนเองสนใจ 
.
“คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์” ก็เป็นหนึ่งในหลายคณะที่น้องมัธยมปลายสนใจเข้าศึกษาต่อ แต่คนที่จะเรียนคณะนี้
การเตรียมตัวสอบจะต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วงการเรียนสถาปัตยกรรมมาดูกันเลย
.
1. สถาปัตย์ไม่ได้เรียนวาดรูปอย่างเดียว
หากใครคิดว่าเรียนสถาปัตย์นั้น เรียนวาดรูปอย่างเดียวขอให้ปรับความคิดเสียใหม่ เพราะสถาปัตย์เป็นการออกแบบที่ใช้ทักษะทั้งศาสตร์ (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการวางผัง การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ กฎหมายอาคาร การคำนวณโครงสร้าง ทฤษฎีการออกแบบ) และศิลป์ (ใช้ทักษะการวาดทัศนียภาพเพื่อแสดงบรรยาการรูปลักษณ์ของอาคารที่ออกแบบ เขียนภาพไอโซเมตริก เขียนแบบทางสถาปัตย์)  ดังนั้นการออกแบบสถาปัตยกรรมต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ
และการวาดรูปเป็นเพียงการแสดงภาพสิ่งที่เราออกแบบให้คนอื่นเห็นภาพเข้าใจตรงกัน
.
2. เรียนสายวิทย์-คณิต ทำให้การเรียนสถาปัตย์ในมหาวิทยาลัยง่ายขึ้น
ส่วนใหญ่แล้วการสอบคัดเลือกเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มักจะกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครว่าต้องเรียนจบสายวิทย์-คณิต เท่านั้น (แต่ไม่ใช่ทุกที่ ) เพราะหลักสูตร5 ปีของคณะนี้ เราจะต้องเรียนวิชา mechanic หรือวิชาฟิสิกส์ คำนวณโครงสร้างคอนกรีต ที่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการคำนวณ และการใช้สูตรทางฟิสิกส์ ที่เคยเรียนตอนมัธยมปลาย มาใช้เรียนต่อในเนื้อหาที่เฉพาะทางมากขึ้น หากคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทย์-คณิตมา ก็จะรู้สึกว่าไม่เข้าใจ เรียนตามเพื่อนไม่ทัน 
.
หากน้องมัธยมต้น อยากจะเข้าเรียนทางสายนี้ เมื่อขึ้นมัธยมปลาย แนะนำให้เลือกเรียนสายวิทย์-คณิต ก็จะทำให้ทีโอกาสในการเลือกสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะนี้ได้มากขึ้น
.
3. ความสามารถทางภาษาอังกฤษทำให้เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าคนอื่น 
ในการเรียนสถาปัตย์ การหาศึกษาตัวอย่างงานเพื่อเป็นไอเดียสำหรับการออกแบบอาคารจาก งานของสถาปนิกในต่างประเทศ  ข้อมูลที่อธิบายเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบ การจัดการอาคาร การเลือกใช้วัสดุ ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาภาษาอังกฤษ มีอาคารของสถาปนิกคนดังหลายคนถูกนำมา วิเคราะห์และอธิบายโดยนักเรียนสถาปัตย์ต่างประเทศ
.
เราสามารถศึกษาข้อมูลเหล่านี้ได้ผ่านเว็ปไซต์และหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบบอาคารต่างๆ  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนถูกเขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษ หากน้อง ๆ คนไหนที่มีความสามารถในการอ่านเขียนและเข้าใจภาษาอังกฤษ ก็จะมีโอกาสในการศึกษาข้อมูลอาคารต่าง ๆ ได้มาก และนำแนวคิดเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับงานออกแบบของตนเอง ทำให้สามารถแตกแขนงไอเดียการออกแบบของตนเองได้อย่างไม่จำกัด และจะไม่มีคำพูดว่า “คิดแบบไม่ออก” อีกต่อไป
.
4. วาดรูปไม่สวยไม่ได้หมายความว่าเรียนสถาปัตย์ไม่ได้
เรียนสถาปัตย์ไม่จำเป็นต้องวาดรูปสวย เพียงแต่เข้าใจหลักการวิธีการวาด เพื่อแสดงแบบอาคารที่เราออกแบบให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย เราต้องรู้ว่าวิธีการวาดแบบแบบไหนเหมาะสำหรับ อธิบายรูปแต่ละแบบอย่างไร เช่น การเขียนภาพทัศนียภาพ เพื่อให้คนดูเห็นภาพบรรยากาศภายนอก ภายในของอาคารว่าให้ความรู้สึกอย่างไร การวาดเขียนแบบผังอาคาร เพื่ออธิบายขนาดของพื้นที่ การจัดพื้นที่ใช้งาน บอกระยะต่าง ๆ ภายในห้องหรืออาคารนั้นอย่างชัดเจน การเขียนภาพไอโซเมตริก เป็นการอธิบายงานออกมาเป็นภาพ 3 มิติ ให้เข้าใจขนาดกว้าง ยาวและสูงของอาคารนั้น
.
ดังนั้นทักษะการวาดเป็นเพียงการจับคู่ระหว่างวิธีการวาดให้ตรงกับความต้องการแสดงแบบให้คนที่ดูภาพเข้าใจมิติต่างๆของอาคาร หากเราเลือกวิธีการวาดได้ดี และทำให้คนดูภาพของเราแล้วเข้าใจ การวาดรูปสวยจึงไม่สำคัญเท่ากับการเลือกการแสดงแบบให้ตรงกับความต้องการของเรา และในยุคนี้ก็นิยมใช้คอมพิวเตอร์ในการทำภาพ 3 มิติ ให้เหมือนของจริงมากขึ้น คุณภาพงานที่ทำออกมาของแต่ละคนจึงไม่ต่างกันมากนัก
.
5. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มเรียนติวสถาปัตย์เพิ่มเติมอย่างจริงจัง 
เมื่อเราตัดสินใจเลือกเรียนทางด้านสถาปัตย์แล้ว การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเรียนเสริมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มจากการลองหาตัวอย่างข้อสอบย้อนหลัง มาลองทำดูเราจะรู้ว่าเนื้อหาที่ต้องอ่าน
.
ศึกษาทำความเข้าใจเพื่อใช้สอบมีเรื่องอะไรบ้าง ข้อสอบวาดรูปหน้าตาประมาณไหน และจะต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับวาดอะไรบ้าง จะต้องใช้เวลาในการทำข้อสอบเฉลี่ยข้อละกี่นาที ถึงจะทำข้อสอบได้ทัน
.
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ให้น้อง ๆ ลองทำแบบฝึกหัดทั้งทฤษฎีและแบบฝึกหัดวาดดู เราจะเริ่มรู้ว่ามีบางส่วนของข้อสอบที่เราไม่เข้าใจหรือวาดไม่ได้ นี่คือสิ่งที่น้อง ๆ จะต้องไปหาข้อมูลทำความเข้าใจและฝึกวาดเพิ่มเติม อาจจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แล้วฝึกทำด้วยตนเอง หรือเข้าไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม
.
ทั้ง 2 อย่างนี้แนะนำว่าควรทำควบคู่กันไป เพราะอย่างน้อย การเรียนด้วยตนเองทำให้เรารู้ว่าเราเข้าใจเรื่องที่ฝึกทำมากน้อย แค่ไหนและการเรียนพิเศษ เป็นการรีเช็คความเข้าใจ ของเราว่าที่ศึกษามาเองนั้น เข้าใจถูกต้องหรือไม่ ให้ถามครูสอนพิเศษ ครูจะได้ช่วยอธิบายในสิ่งที่เราไม่เข้าใจหรือทำไม่ได้ให้กระจ่างขึ้น
.
5 สิ่งที่ควรรู้สำหรับคนที่เลือกเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ คงจะทำให้น้องหลาย ๆ คน พอที่จะเข้าใจถึงการเตรียมตัวเบื้องต้น ช่วยไขข้อสงสัยบางประการให้กระจ่าง อาจทำให้บางคนความมั่นใจในการเลือกเรียนสถาปัตย์มากขึ้น เมื่อทราบอย่างนี้แล้วใครที่คิดว่าสายนี้ใช่ เรามาเริ่มลงมือเรียนกันเลย


ที่มา https://nutdesignstudio.com/th/articles/180649-5items-arch 
 

ว.เทคนิคจันทบุรี ต่อยอด”พลอยเมืองจันท์” หลักสูตรเครื่องประดับและอัญมณี

เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดจันทบุรี นอกเหนือจากภาพของเมืองท่องเที่ยวทั้งภูเขาและทะเลอันงดงามแล้ว ที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในเรื่องของ “พลอยเมืองจันท์” อันเลื่องชื่อ ที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ต่างมุ่งหมายที่จะเดินทางมายังเมืองงามนามจันทบุรี เพื่อชมความงามของพลอยน้ำดี ซึ่งผ่านการเจียระไนจากช่างผู้มีฝีมือที่นี่กันทั้งสิ้น
.
และแม้ว่าในปัจจุบัน พลอยแท้เมืองจันท์ จะหายากขึ้นตามคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ แต่ในตลาดพลอยใจกลางเมือง ก็ยังคงคึกคักไม่ต่างจากวันวาน เพราะที่นี่ยังคงเป็น ตลาดค้าพลอยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นแหล่งซื้อขายพลอยคุณภาพดีจากทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นเหมือน One stop service ที่รวมช่างเจียระไน ช่างทำเครื่องประดับจากพลอย ไปจนถึงผู้ประกอบการ เจ้าของร้านค้าพลอยอีกจำนวนมาก
.
ไม่เพียงเท่านั้น ถ้ากล่าวในบริบทของ “อุตสาหกรรมอัญมณีไทย” ก็ถือว่ามีอัตราการเติบโตที่สดใสอย่างมาก จากข้อมูลล่าสุดของ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในช่วงครึ่งปี 2565 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 8,713.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 93.86% หรือคิดเป็นเงินบาท มีมูลค่า 286,091.04 ล้านบาท
.
โดยปัจจัยที่สนับสนุนการส่งออกให้ขยายตัวต่อเนื่อง มาจากการฟื้นตัวของการบริโภคจากการเปิดประเทศในหลายประเทศทั่วโลก มีการเพิ่มระดับสินค้าคงคลังที่ลดลงไปในช่วงก่อนหน้า ได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนค่า ที่ช่วยสนับสนุนการส่งออก และตลาดส่งออกสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป อินเดีย ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทยที่จะกลับมาฟื้นตัว หลังเจอภาวะทรงตัวจากผลกระทบของโควิด-19 อยู่กว่า 2 ปี
.
และในฐานะที่เป็นเมืองแหล่งพลอยคุณภาพดีดังที่เกริ่นมาข้างต้น วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี จึงเป็น 1 ใน 3 วิทยาลัยทั่วไทย ที่เปิดสอนใน หลักสูตรเครื่องประดับและอัญมณี โดยมีประสบการณ์การเปิดสอนในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 รวมจนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 13 ปีแล้ว
.
ทว่า เป็นที่น่าเสียดายไม่น้อยที่ในตอนนี้วิชาชีพหรืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับการทำอัญมณี กลับไม่ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เท่าที่ควร และประเทศไทยกำลังขาดแคลนบุคลากรที่จะมาทำงานในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งที่เป็น “อาชีพทำเงิน” ที่มีสายงานให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่งานช่างฝีมือ งานออกแบบ ไปจนถึงการเป็นผู้ประกอบการ ที่มีธุรกิจขายเครื่องประดับพลอยเป็นของตนเอง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ก็ส่งผลต่อเนื่องทำให้ที่ แผนกวิชาเครื่องประดับอัญมณี วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี มีจำนวนผู้เรียนที่น้อยลงทุกปีเช่นกัน
.
และถ้าจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหานี้ ก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งอัตราเด็กเกิดที่น้อยลง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน ที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่เบนเข็มไปเลือกเรียนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล สารสนเทศ และเทคโนโลยี ทำให้การเรียนสายวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานฝีมือ งานออกแบบ เครื่องประดับและอัญมณี ได้รับความสนใจลดลงเรื่อย ๆ
.
ทั้งนี้ ยังมีเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในจังหวัดจันทบุรีเอง ที่มุ่งไปยังอุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งผลิตผลไม้สำคัญของไทย ที่สร้างรายได้ให้คนในจังหวัดอย่างมหาศาล เช่นกันกับธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่ทำรายได้ให้ชาวจันทบุรีได้มากไม่แพ้กัน จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่ผู้ปกครองของเยาวชนในจันทบุรี จะส่งเสริมให้บุตรหลานเล่าเรียนตามเทรนด์ธุรกิจที่กำลังทำเงินอยู่ในตอนนี้ จนทำให้ อาชีพที่เกี่ยวข้องกับเครื่องประดับและอัญมณี ได้รับการมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
.
ด้วยเหตุนี้ เราจึงอยากให้ทุกคนได้มาทำความรู้จักกับ หลักสูตรเครื่องประดับและอัญมณี วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตบุคลากรวิชาชีพตอบสนองอุตสาหกรรมอัญมณีไทย ให้มากขึ้น ซึ่งในตอนนี้ วิทยาลัยที่เปิดสอนในหลักสูตรเครื่องประดับและอัญมณี ในประเทศไทย มีอยู่ 3 แห่งเท่านั้น คือ  วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง และ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี
.
สำหรับ วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี เปิดทำการเรียนการสอนในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 รวมเวลามาถึงตอนนี้ก็ประมาณ 13 ปีแล้ว เริ่มแรกเป็นวิชาชีพเลือกเสรี ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในเชิงการอนุรักษ์ โดยเปิดพร้อมกับวิชาทอเสื่อ เพราะอัญมณีกับเสื่อกกจันทบูรถือเป็นสินค้าประจำจังหวัดจันทบุรี จึงเลือก 2 วิชานี้มาเป็นวิชาชีพเลือกเสรีให้นักศึกษาได้เรียน ซึ่งเนื้อหาวิชาหลัก คือ การเรียนในเรื่องการเจียระไนพลอยซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของทางจังหวัดจันทบุรี
.
หลังจากนั้นในปี 2559 เริ่มมีการประกาศเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช. วิชาเครื่องประดับและอัญมณี จึงขยับฐานขึ้นมาเปิดเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ก็คือ ปวช. และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง คือ ปวส. แต่สอนในแผนกวิชา โดยการเรียนการสอนจะสอนทั้งระบบปกติหรือทวิภาคี แล้วแต่นักเรียนจะเลือกเรียน ส่วน ปวส. ตอนที่เปิดปี 2559 เราเปิดเป็นสาขางานเครื่องประดับอัญมณีก่อน หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงหลักสูตรในปี 2563 แล้วมาเปิดเป็นสาขางานออกแบบเครื่องประดับอัญมณีในระดับ ปวส.
.
ในระดับชั้น ปวช. นักศึกษาต้องเรียนเกี่ยวกับงานรูปพรรณ การขึ้นรูปตัวเรือน ซึ่งนักศึกษาไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานอะไรมาก่อนเพราะทางวิทยาลัยฯจะสอนให้หมด ทั้งในระดับ ปวช. และปวส. เด็ก ๆ ต้องมาเรียนพื้นฐานศิลปะใหม่ทั้งหมด ตามกลุ่มวิชาสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานจะมีวิชาศิลปะปูพื้นให้
.
ส่วนระดับ ปวส. ในหลักสูตรเก่านักศึกษา จะเรียนแบบทวิภาคี คือเรียนแค่ 1 ปี แล้วอีกปีหลังจากนั้นก็ไปฝึกงานกับสถานประกอบการทั้งปี ส่วนหนึ่งเด็กจะเรียนรู้เร็วเพราะว่าเด็กส่วนใหญ่จะจบ ปวช. มาแล้ว ก็จะมีพื้นฐานมา แต่การเรียนในระดับ ปวส. จะเน้นการเรียนรู้ในงานที่ซับซ้อนขึ้น โดยจะไปเรียนรู้ในสถานประกอบการ ซึ่งก็จะได้เรียนรู้ทักษะชีวิตไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานกับคนอื่น การรับ-ส่งงาน การตรวจสอบงาน โดยทักษะฝีมือที่กระบวนการอุตสาหกรรมต้องการจริงๆ นักศึกษาก็ต้องไปเรียนรู้ในสถานประกอบการจริง ในระบบทวิภาคีซึ่งเป็นนโยบายหลักของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อศึกษาจบ นักศึกษาก็เลือกได้ว่าจะทำงานในภาคอุตสาหกรรม หรือมาเป็นเจ้าของธุรกิจเอง
.
โดยที่ผ่านมา จากการทำการเรียนการสอนในระบบทวิภาคี ได้มีการสร้างความร่วมมือกับทางสถานประกอบการ ส่งนักศึกษาไปเรียนรู้และฝึกงานในสถานที่ทำงานจริง ก็พบว่าเกิดผลดีในหลายทาง ทั้งนักศึกษาเองก็ได้เรียนรู้จากเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยในสถานประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อนักศึกษาที่ไปฝึกงานเรียนจบ ทางสถานประกอบการก็จะรับเข้าทำงานต่อทันที เพราะนักศึกษาคนนั้นได้ผ่านการเทรน อบรมทักษะการทำงาน ในแบบที่สถานประกอบการนั้นต้องการแล้ว
.
ถ้านักศึกษาต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ทางวิทยาลัยฯก็ได้สร้างความร่วมมือไว้กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ที่มีการเรียนการสอน คณะอัญมณีศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ หรือที่ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ก็มีเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต (สาขาวิชาการออกแบบเครื่องประดับ) ซึ่งสามารถไปสมัครเพื่อศึกษาต่อได้เลยเช่นกัน


ที่มา https://www.salika.co/2022/09/28/jewelry-design-program-at-chantaburi-technical-college/ 
 

จะสร้างหุ่นยนต์สักตัว เราต้องเรียนอะไรบ้าง ?

อนาคตนั้นใกล้ตัวเรามาขึ้นทุกที อาชีพที่จะมาแรงนั้นก็เปลี่ยนไปเช่นกัน วิศวกรเป็นอีกอาชีพในฝันของเด็กๆ และเมื่ออาชีพนี้เกี่ยวข้อกับการสร้างสิ่งต่างๆ สิ่งของในอนาคตอย่าง “หุ่นยนต์” ที่มีแนวโน้มว่าจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเรามากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดอาชีพใหม่อย่าง วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ (Robotics Engineer) ซึ่งวันนี้เราจะชวนมารู้จักกัน 
.
หุ่นยนต์ เป็นมากกว่าเครื่องจักรในอนาคต ทุกคนรู้ดีค่ะว่าหุ่นยนต์เป็นสัญลักษณ์แห่งอนาคต แต่เอาจริงๆ เราไม่ได้เพิ่งรู้จักหุ่นยนต์กันหรอกจริงไหม ?  เชื่อว่าสมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเด็ก เราเห็นหุ่นยนต์กันบ่อยๆในภาพยนตร์หรือละครไซไฟแนววิทยาศาสตร์อยู่เสมอ จากตอนนั้นใครจะคิดว่าเรื่องราวสนุกสนานจะใกล้ตัวเรามากขึ้นได้ 
.
เพราะปัจจุบันนี้หุ่นยนต์ก้าวข้ามความบันเทิงมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง เช่น นักวิทยาศาสตร์ใช้หุ่นยนต์เพื่อทำการทดลอง หมอใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยผ่าตัด แม้กระทั่งในบ้าน หลายบ้านก็มีหุ่นยนต์ทำความสะอาด เอาเป็นว่าหุ่นยนต์นั้นใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ หุ่นยนต์ในอนาคตจึงไม่ใช่เรื่องที่อยู่ไกลในจินตนาการอีกต่อไป
.
วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ คืออะไร ? วิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ (Robotics Engineer) เป็นอาชีพที่มาแรงมาก โดยสาขาวิศวกรหุ่นยนต์กำลังมาแรงมากสำหรับยุคนี้ และสามารถสร้างรายได้สูงสุดอยู่ที่ 112,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (จากการรายงานของ World Robotics)
.
อธิบายง่ายๆ ตำแหน่งวิศวกรหุ่นยนต์นี้ ทำหน้าที่ดูแลระบบหุ่นยนต์ เพื่อพัฒนาโปรแกรมที่เน้นการสร้างหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมโดยเริ่มตั้งแต่ออกแบบโครงสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ และโปรแกรม รวมถึงพัฒนาโปรแกรมที่มีอยู่ และแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยต้องทำงานร่วมกับงานวิศวกรรมทั่วไป พร้อมควบคู่กับวิศวกรรมเชิงธุรกิจด้วย
.
อยากเป็นวิศวกรพัฒนาหุ่นยนต์ต้องเรียนที่ไหน?
ปัจจุบันมีหลายสถาบันที่เปิดสอนสาขานี้ ซึ่งมีทั้งหลักสูตรภาษาไทย และนานาชาติให้เลือก เรารวบรวมมาให้ตามนี้
•    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (หลักสูตรนานาชาติ)
•    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) สาขาวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 
•    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)
•    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (หลักสูตรนานาชาติ)
•    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (หลักสูตรนานาชาติ)
.
นี่คือ อาชีพที่มาแรงในอนาคตที่เรานำเสนอ ถ้ามีความสนใจทางด้านนี้ลองดูรีวิวจากทางรุ่นพี่ หรืออาจจะลงคอร์สเกี่ยวกับการสร้างหุ่นยนต์ดูก็ได้ว่าจะชอบทางนี้จริงหรือเปล่า 
.
ที่สำคัญการหน้าที่ซัพพอร์ตที่ดีจากผู้ปกครอง ด้วยการชี้นำไม่ใช่บังคับ ส่งเสริมให้ได้เลือก และลองในสิ่งที่ชอบ เพราะนั่นจะทำให้มีความสุขกับอาชีพในอนาคตอย่างเต็มที่


ที่มา https://www.starfishlabz.com/blog/382 
 

รู้จัก”วิศวกรรมศาสตร์” สาขาไหน ? เหมาะกับใคร จบไปจะทำงานอะไรดี

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีกี่ยุคสมัย วิศวกรรมศาสตร์ ก็ยังคงผงาดเป็นสาขายอดฮิตที่น้องๆ ใฝ่ฝันอยากจะเรียน ด้วยความได้เปรียบและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีผลตอบแทนหรือรายได้ที่ค่อนข้างสูง 
.
และจากการรวบรวมข้อมูลการเรียน สายงานจากแหล่งองค์กรชั้นนำ รวมถึงเทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บทความนี้จะมาแนะนำเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับ วิศวกรรมศาสตร์แต่ละสาขา เหมาะกับใคร? จบมาสามารถทำงานในตำแหน่งไหนได้บ้าง? น้องๆ ที่เริ่มศึกษา
.
วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering)
สิ่งที่นักศึกษาในภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จะได้เรียนก็คือ ศาสตร์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ ทั้ง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเน็ทเวิร์คต่างๆ ครอบคลุมเนื้อหาของวิชา Computer Science ทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องของ Information System และวิศวกรรมไฟฟ้าบางส่วนด้วย
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : นักพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ ผู้ดูแลระบบเครือข่าย วิศวกรระบบ ฯลฯ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบเรื่องของคอมพิวเตอร์ สนใจใฝ่รู้ในเรื่องเทคโนโลยี ชอบพัฒนาทักษะตัวเองเสมอ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของคอมพิวเตอร์และภาษาคอมพิวเตอร์
.
วิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering)
วิศวกรรมอุตสาหการ หรือที่นิยมเรียกกันย่อๆ ว่า IE (Industrial Engineering) จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการ การออกแบบอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิตต่างๆ รวมไปถึงการควบคุมเครื่องจักรกลในกระบวนการผลิตสมัยใหม่ จุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไร และประสิทธิการในการทำงาน โดยใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมด้านต่างๆ เช่น การวิเคราะห์และสังเคราะห์ทางวิศวกรรมเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรในโรงงาน ทั้งสายงานการผลิต สายงานการวางแผนผลิต และ สายงานบริหารงานผลิต
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรื่องของการคำนวณ เพราะหน้าที่หลักของวิศวอุตสาหกร คือการคำนวณทุกอย่าง ตั้งแต่ การใช้งานเครื่องจักร วัตถุดิบ แรงงาน ฯลฯ
.
วิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineering)
ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ และการประยุกต์การใช้ไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น การใช้งานสมการในการวิเคราะห์ การผลิตและส่งถ่ายพลังงานไฟฟ้า การจัดการกับสัญญาณไฟฟ้า อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า ฯลฯ โดยมีสาขาแยกย่อยลงไปอีกเป็นจำนวนมาก
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรผู้ออกแบบ ควบคุม ติดตั้ง ดูแลระบบไฟฟ้าและระบบส่องสว่าง และ Sale Engineer
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจเรื่องของวงจรไฟฟ้า ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ สามารถวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำเทคโนโลยีทางวิศวกรรมไฟฟ้าไปใช้งาน รู้จักปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
.
วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering)
นี่คือสาขาทางด้านวิศวกรรมที่เก่าแก่ที่สุดสาขาหนึ่ง มีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม วิศวกรรมเครื่องกล เน้นศึกษาโดยใช้ความรู้ด้าน ฟิสิกส์ เคมี มาประยุกต์ใช้กับงานด้านกลศาสตร์ พลศาสตร์ อุณหพลศาสตร์ กลศาสตร์ของไหลและพลังงาน รวมถึงการออกแบบเครื่องจักรกล เช่น ระบบไฮดรอลิก หุ่นยนต์ พลศาสตร์การบิน การควบคุมการผลิตเครื่องจักร ยานยนต์ อากาศยาน ระบบทำความร้อนและความเย็น และอื่นๆ อีกมากมาย
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรในสายงานวิศวกรรมเครื่องกล เช่น สายทำความเย็นและปรับอากาศ (ติดตั้ง / ออกแบบ), สายยานยนต์ โรงงานประกอบรถยนต์ โรงงานผลิตชิ้นส่วน งานวิจัยและพัฒนา, สายพลังงาน โรงไฟฟ้า โรงแยกก๊าซ ผลิตสำรวจน้ำมันและก๊าซ, สายซ่อมบำรุง โรงงาน โรงไฟฟ้า โรงปิโตรเคมี, สายออกแบบ งานด้าน engineering detail design, sale engineer
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรียนวิชาฟิสิกส์เป็นชีวิตจิตใจ และสนใจในเรื่องของเครื่องยนต์กลไกทุกชนิด
.
วิศวกรรมโยธา (Civil Engineering)
งานของวิศวกรโยธา คือการวางแผนและควบคุมการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น  ถนน สะพาน ระบบขนส่ง อาคาร ระบบสุขาภิบาล วิจัยและให้คำแนะนำทางด้านเทคนิคต่างๆ ในการใช้วัสดุและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นึกศึกษาที่จบจากสาขานี้ สามารถประกอบอาชีพ เช่น วิศวกรสำรวจ วิศวกรด้านโครงสร้าง วิศวกรด้านควบคุมและออกแบบการจราจร วิศวกรภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรออกแบบโครงสร้าง วิศวกรประมาณราคาสถาปัตย์ และวิศวกรสนามในบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างๆ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสาธารณูปโภค การสำรวจ และการทำแผนที่ ชอบลงมือปฏิบัติงาน ชอบการพัฒนาประเทศ โดยอาศัยสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
.
วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering)
สาขาวิชาที่นำเอาความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อออกแบบ สร้างหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง เช่น การสร้างอวัยวะเทียม หรือพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ชิ้นใหม่ๆ
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรชีวการแพทย์ ในหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลต่างๆ บริษัทรับซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ ผู้แทนขายเครื่องมือแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจทั้งเรื่องของวิศวกรรมศาสตร์ การแพทย์ ชีววิทยา เคมี เภสัชศาสตร์ รังสีวิทยา เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้อง ชอบศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีความซับซ้อนให้สามารถนำมาใช้ได้จริง
.
วิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering)
วิศวกรรมเคมี คือสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ วางแผน ควบคุมกระบวนการทางเคมี และพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเคมีต่างๆ โดยใช้กระบวนการกายภาพ เคมี หรือชีวเคมี ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนส่วนผสม สถานะ และคุณสมบัติของวัตถุดิบให้กลายไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามความต้องการอย่างปลอดภัย และมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการนำเอาศาสตร์ของวิศวกรรมเครื่องกลและวิชาเคมี มาประยุกต์เข้าด้วยกัน
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรผู้ควบคุมระบบและกระบวนการผลิตในโรงงาน วิศวกรที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย นักวิจัยฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเคมี อาจารย์ นักวิชาการ หรือรับราชการที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเคมี
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชอบเรียนวิชาเคมีและฟิสิกส์ สามารถประยุกต์ความรู้ไปทำงานทางด้านพลังงาน ชีวเคมี สิ่งแวดล้อมและวัสดุได้
.
วิศวกรรมปิโตรเลียม (Petroleum Engineering)
สาขานี้ เน้นศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนขุดเจาะและการผลิตไฮโดรคาร์บอน ซึ่งได้แก่ น้ำมันหรือก๊าช อันถือถือว่าอยู่ในภาค "ต้นน้ำ" ของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ สถานที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่คือนอกชายฝั่งหรือประจำแท่นขุดเจาะที่มีความเสี่ยง นักศึกษาที่จบสาขานี้จึงได้รับค่าตอบแทนที่สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มวิศวกรด้วยกัน
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรปิโตรเลียม ดูแลการเจาะและการผลิต น้ำมันหรือก๊าชธรรมชาติขึ้นมาจากแหล่งกักเก็บใต้ผิวดิน ลักษณะงานมีทั้งภาคออกแบบ ศึกษา วางแผน และภาคสนาม
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : สนใจในเรื่องของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ต้องเป็นคนที่เก่งมาก เพราะสาขานี้ได้ชื่อว่าคัดแต่หัวกะทิ มีคนสนใจเข้าเรียนเยอะ แต่มีเพียงไม่กี่สถาบันที่เปิดสอน
.
วิศวกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistics Engineering)
เรียนเกี่ยวกับเทคนิคทางด้านการออกแบบ และควบคุม สำหรับการขนส่ง จัดเก็บ เคลื่อนย้าย สินค้าและบริการ การวิเคราะห์ วิจัยปัญหาในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนส่วนที่ เกี่ยวข้องในระบบโซ่อุปทาน และการประยุกต์ทางด้านเทคนิคต่างๆ ที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการจัดการ การเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนในการผลิต รวมไปถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรประจำคลังสินค้า วิศวกรจัดซื้อ วิศวกรขนส่ง วิศวกรออกแบบระบบขนถ่ายวัสดุ วิศวกรออกแบบบรรจุภัณฑ์ วิศวกรบริหารนักวิเคราะห์ธุรกิจและโมเดลโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการธุรกิจด้านโลจิสติกส์ วิศกรออกแบบและวางแผนระบบการให้บริการโลจิสติกส์ รับราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ในสาขาโลจิสติกส์
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : มีความรู้แนวคิดและหลักการด้านวิศวกรรมกับโลจิสติกส์ ชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ แคลคูลัส เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์
.
วิศวกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Engineering)
สาขานี้จะเป็นเรื่องของการวิจัย ออกแบบ และวิเคราะห์โครงสร้างรูปร่างทางพลศาสตร์ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการบินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ระบบขับเคลื่อน วัสดุและกรรมวิธีในการผลิต การวางแผนและควบคุมการสร้างเครื่องบิน ขีปนาวุธ ยานอวกาศ ดาวเทียม ฯลฯ รวมไปถึงการทดสอบหรือการซ่อมบำรุงด้วย เป็นอีกหนึ่งสาขายอดฮิตและมีค่าตอบแทนในการทำงานที่ค่อนข้างสูง
อาชีพหรือตำแหน่งงาน : วิศวกรด้านอากาศยาน ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน วิศวกรควบคุมการโคจรและสถานีดาวเทียม วิศวกรบริหารการจัดการในภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจการบินและอวกาศ วิศวกรจัดการธุรกิจการขนส่งทางอากาศ
คนที่เหมาะจะเรียนสาขานี้ : ชื่นชอบเรื่องของเทคโนโลยีการบินและอวกาศ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และชอบความท้าทาย ชอบค้นหาสิ่งใหม่ๆ


ที่มา https://www.admissionpremium.com/engineer/news/4965 
 

เกษตรศาสตร์เรียนอะไร? มีกี่สาขา ? จบมาแล้วทำอะไรได้บ้าง ?

เกษตรศาสตร์ หรือ Agricultural Science คือ วิชาว่าด้วยการเกษตรกรรม โดยรวมสามารถแบ่งได้หลายสาขาวิชา และแบ่งย่อยไปในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต้องเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แคลคูลัส ฯลฯ บางสาขาต้องเรียนในห้องแล็บ
.
สาขาใน คณะเกษตรศาสตร์
1. สาขาพืชสวน
การผลิตพืชสวนประดับ เมล็ดพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ โดยเน้นถึงการใช้วิทยาการสมัยใหม่ มาช่วยในการผลิตให้ได้คุณภาพ เพิ่มผลผลิตการผลิตนอกฤดูการศึกษาการขยายพันธุ์การผสมพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ใหม่ การดูแลรักษา ศึกษาการจำแนกประเภทของไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดตกแต่งสวนและอาคารบ้านเรือน
.
2. สาขาพืชไร่
ศึกษาเกี่ยวกับพืชที่สำคัญของประเทศ เช่น ข้าว ข้าวโพด ปาล์ม ฯลฯ ศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับพืชไร่ วิธีการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตด้านการเกษตร ศึกษาในหมวดต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์พืชไร่ การปรับปรุงพันธุ์พืชไร่ สรีรวิทยาการผลิตของพืชไร่
.
3. สาขาพืชผัก
การผลิตพืชผัก ผักเมืองร้อน เมืองหนาวตระกูลต่างๆ เน้นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ปฏิบัติดูแลรักษาพืชในแปลงผลิต รวมไปถึงการปรับปรุงพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักและการผลิตเห็ด
.
4. สาขาปฐพีศาสตร์
เรียนในด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร ที่เน้นทางด้านปฐพีศาสตร์ และด้านการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และพืช ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เช่นการจัดการทรัพยากรดิน ในการพัฒนาการเกษตร เรียนรู้เทคโนโลยีระบบการเกษตรแผนใหม่ และระบบการเกษตรยั่งยืนควบคู่กันไป
.
5. สาขากีฏวิทยา
เน้นศึกษาในเรื่องแมลงทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ที่เกี่ยวกับวิชานิเวศวิทยา สรีรวิทยา สัณฐานวิทยา การจัดแจงชั้น จำแนกชนิดแมลงศัตรูพืช ศัตรูมนุษย์ และสัตว์เลี้ยง สามารถแก้ไขปัญหาการระบาด ทำลายของแมลงศัตรูต่างๆ เน้นถึงการอนุรักษ์การเลี้ยงและเพิ่มพูนปริมาณ แมลงที่มีประโยชน์ด้วย
.
6. สาขาโรคพืชวิทยา
เน้นการศึกษาเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคของพืชและสาเหตุของโรคต่างๆ ซึ่งจะเน้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ปัจจัยที่ส่งเสริมพัฒนาการของเชื้อสาเหตุ รวมทั้งวิธีการป้องกันกำจัดที่ถูกต้อง และเหมาะสมต่อโรคพืชแต่ละโรค ศึกษาถึงผลกระทบต่างๆ เกิดขึ้นต่อพืชที่ปลูก ต่อมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงต่างๆ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม
.
7. สาขาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร
ศาสตร์แห่งการส่งเสริม เพื่อจูงใจ ชี้นำ ให้ความรู้และสนับสนุนเกษตรกร สาขานี้ต้องเรียนด้านเกษตรในทุกด้าน มีความรู้ความสามารถด้านเกษตรและเทคโนโลยี ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร มาแนะนำถ่ายทอดเทคนิคต่างๆเพื่อพัฒนาชนบท
.
รายชื่อคณะเกษตรศาสตร์ในประเทศไทย
•    คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
•    คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
•    คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
•    สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
•    คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
•    คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
•    สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
•    คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยบูรพา
•    คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา
•    คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
•    หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร มหาวิทยาลัยมหิดล
.
•    หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
•    คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
•    คณะเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต
•    คณะเกษตรและชีวภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
•    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
•    คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
.
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
•    คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
.
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
•    คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
•    สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
•    คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร
•    คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
.
•    คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
•    สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
•    คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
.
แนวทางการประกอบอาชีพ
สามารถประกอบอาชีพได้ทั้งในหน่วยงานราชการและเอกชน มีงานรองรับค่อนข้างกว้างมาก ถ้าเป็นงานราชการ, รัฐวิสาหกิจ ก็สามารถทำงานหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งในและนอกกระทรวงเกษตรฯ สำหรับงานเอกชน บริษัทธุรกิจเอกชนต่างๆ เช่น บริษัททางการเกษตร ตลอดไปถึงธุรกิจส่วนตัว อย่างทำนา ทำสวน ทำไร่ ประมง ป่าไม้ รวมถึงงานที่ไม่ตรงสายอื่นๆ เช่น งานราชการ, งานเอกชน ที่รับ ปริญญาตรีทุกวุฒิ เป็นต้น


ที่มา https://www.sanook.com/campus/1402063/ 
 

รีวิวเอก “โลจิสติกส์” เรียนอะไร ? เรียนที่ไหน? จบแล้วไปทำอะไร ?

โลจิสติกส์ คืออะไร?
อย่างที่น้องๆ หลายคนพอทราบมาบ้างว่า สาขาวิชาโลจิสติกส์ นั้น เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบขนส่ง หรือการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ทั้งภาคพื้นดิน ทางเรือ และทางอากาศ แต่โลจิสติกส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งเท่านั้น สายงานด้านนี้ยังรวมไปถึงกระบวนการ วิธีการ การวางแผนสินค้าคงคลัง การจัดเก็บ ควบคุม การบริหารธุรกิจ รวมถึงต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเงิน การตลาดเบื้องต้นในการทำธุรกิจอีกด้วย



เรียนยังไง? เกี่ยวกับอะไรบ้าง? 
สำหรับคนที่เข้ามาเรียนในสาขาทางด้านโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นคณะหรือสาขาของมหาวิทยาลัยที่ไหน ในเรื่องหลักสูตร จะได้เจอวิชาหลักคล้ายกัน นั่นคือ น้องๆ ปี 1 จะได้เรียนพื้นฐานวิชาทั่วไป เช่น ธุรกิจ การบริหารจัดการ การตลาด การเงิน ภาษาอังกฤษ แคลคูลัส สถิติ มนุษยศาสตร์ เป็นต้น
.
ในปีต่อๆ มาจะได้เรียนรายวิชาเฉพาะ เช่น การขนส่งและการกระจายสินค้า วัสดุและการบรรจุภัณฑ์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การวางแผนอุปสงค์และสินค้าคงคลัง การจัดการโซ่อุปทานเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับโลจิสติกส์ การค้าการจัดการ เป็นต้น และจากนั้นน้องๆ จะได้เรียนการสัมมนาทางโลจิสติกส์ รวมถึงออกสหกิจศึกษาในชั้นปีที่ 4



เรียนโลจิสติกส์ จบไปทำงานอะไรได้?
หลังจากเรียนจบหลักสูตรในระดับปริญญาตรีแล้ว มาถึงเส้นทางอาชีพและการทำงานบ้าง งานด้านโลจิสติกส์และซับพลายเชน ถือเป็นอีกสายงานที่ตลาดในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการบุคลากรเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจและบริการ และนี่คือสายงานและตำแหน่งที่น้องๆ บัณฑิตสาขานี้สามารถทำได้ 
•    ระดับปฏิบัติการ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดส่งและคลังสินค้า ฝ่ายควบคุมวัตถุดิบ ฝ่ายซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ ฝ่ายการขนส่ง ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัททางขนส่งสินค้ามากกว่า 500 แห่ง รวมถึงบริษัทนำเข้าส่ง-ออก
•    ระดับบริหาร เช่น นักวิเคราะห์ด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน,  นักวางแผน วัตถุดิบ การผลิต หรือการกระจายสินค้า, นักวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจ 
•    ประกอบธุรกิจส่วนตัว เช่น นำเข้าและส่งออก ผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ ตัวแทนขนส่งทางบก ทางทะเล หรือทางอากาศ
•    รับราชการ รับราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี กรมประมง กรมการขนส่งทางอากาศ กรมศุลกากร และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
•    งานสายวิชาการ เช่น นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ในสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ หรือเรียนต่อระดับสูงขึ้น



ตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาวิชาด้าน โลจิสติกส์ 
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
สาขาการจัดการโลจิสติกส์ สำนักวิชาเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
สาขาวิชาเทคโนโลยีโลจิสติกส์ คณะเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก
ภาควิชาวิศวกรรมโลจิสติกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต


ที่มา https://www.admissionpremium.com/logis/news/3540 
 

5 Reasons Why Online Learning is the Future of Education in 2022

The concept of traditional education has changed radically within the last couple of years. Being physically present in a classroom isn’t the only learning option anymore — not with the rise of the internet and new technologies, at least. Nowadays, you have access to a quality education whenever and wherever you want, as long as you can get online. We are now entering a new era — the revolution of online education.
.
Keep on reading to learn five more reasons why you should get involved in online education!
.
1. It’s flexible.
Online education enables the teacher and the student to set their own learning pace, and there’s the added flexibility of setting a schedule that fits everyone’s agenda. As a result, using an online educational platform allows for a better balance of work and studies, so there’s no need to give anything up. Studying online teaches you vital time management skills, which makes finding a good work-study balance easier. Having a common agenda between the student and teacher can also prompt both parties to accept new responsibilities and have more autonomy.
.
2. It offers a wide selection of programs.
In a space as vast and wide as the internet, there are infinite skills and subjects to teach and learn. A growing number of universities and higher education schools are offering online versions of their programs for various levels and disciplines. From music composition to quantum physics, there are options for every type of student. Studying your program online is also a great option for getting an official certificate, diploma, or degree without physically setting foot on a university campus.
.
3. It’s accessible.
Online education enables you to study or teach from anywhere in the world. This means there’s no need to commute from one place to another, or follow a rigid schedule. On top of that, not only do you save time, but you also save money, which can be spent on other priorities. The virtual classroom is also available anywhere there’s an internet connection, and a good way to take advantage of this is to travel. For example, if you’re studying abroad and want to get a job, online education is a great choice. There’s no reason to give up on working or studying while exploring new and exotic places.
.
4. It allows for a customized learning experience.
We’ve mentioned before how flexibility can help you to set your own study pace. But online education is also flexible for each student’s individual requirements and level of ability.
.
Online classes tend to be smaller than conventional class size. Most of the time, online learning platforms only allow one student at a time, and in almost all cases, this allows for greater interaction and more feedback between you and your tutor.
.
There’s often access to very diverse material such as videos, photos, and eBooks online as well, and tutors can also integrate other formats like forums or discussions to improve their lessons. And this extra content is available at any moment from anywhere, which will offer you a more dynamic and tailor-made education.
.
5. It’s more cost-effective than traditional education.
Unlike in-person education methods, online education tends to be more affordable. There’s also often a wide range of payment options that let you pay in installments or per class. This allows for better budget management. Many of you may also be subject to discounts or scholarships, so the price is rarely high. You can also save money from the commute and class materials, which are often available for free. In other words, the monetary investment is less, but the results can be better than other options.
.
These are only a few reasons to choose an online education, and why 90 percent of students today think that online learning is the same or better than the traditional classroom experience. Every student must assess their unique situation and decide according to their needs and goals, and while this alternative to traditional education is not for everyone, it's still a convenient option with virtually endless options for international students all over the world.


From: https://www.educations.com/articles-and-advice/5-reasons-online-learning-is-future-of-education-17146
 

ความหวังแห่งการศึกษาไทย ส่องหลักสูตรการศึกษาแบบใหม่ๆ ที่ปรับให้เข้าใจผู้เรียนมากขึ้น

‘หลักสูตร’ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษา สำหรับกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอน การทำงานของโรงเรียน และเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของผู้เรียน ดังนั้น การมีหลักสูตรที่ดี ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งในการสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยที่ผู้เขียนก็สุขใจ ผู้สอนก็ไม่มีปัญหา และผู้เรียนก็แฮปปี้
.
เรื่องตลกร้าย (ที่ขำไม่ค่อยออก) ของการศึกษาไทยที่มองไปทางไหนก็มีแต่ปัญหา หนึ่งในนั้นก็คือ ‘หลักสูตร’ เนื่องจากการเขียนหลักสูตรในไทยส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ใหญ่เขียนลงมาให้ผู้น้อยทำตาม (ในที่นี้ คือ ทั้งครูและนักเรียน) และเป็นหลักสูตรจากส่วนกลางที่บังคับใช้ในสถานศึกษา 
.
หลายหลักสูตรมีที่มาจากบนลงล่าง โดยแทบไม่เกิดการแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ว่ารูปร่างหน้าตาของหลักสูตรครูและนักเรียนต้องการเป็นอย่างไร ? จนบางครั้ง ครูก็งง นักเรียนก็ไม่อิน เกิดการตั้งคำถามว่าบางวิชาเรียนไปทำไม ? ปลายทางของการศึกษาจากหลักสูตรนี้ตอบโจทย์สังคมได้จริงหรือไม่ ? 
.
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านสังคมเริ่มเห็นปรากฏการณ์ด้านการศึกษา เพราะบางโรงเรียนมีการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะกับยุคใหม่ เข้าใจผู้สอนและผู้เรียนมากกว่าเดิม และมองหาความสำเร็จจากการเรียนมากกว่าแค่จำนวนผู้จบการศึกษา แต่ต้องเป็นพลเมืองที่พร้อมทั้งความรู้วิชาการ ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิคุ้มกันด้านประสบการณ์ชีวิต 
.
วันนี้เราจะพาไปส่องหลักสูตรโรงเรียนยุคใหม่ที่ปรับปรุงให้ทันสมัย หลักสูตรแบบที่ผู้สอนก็เข้าใจ และผู้เรียนก็แฮปปี้ และอาจเป็นโรงเรียนในฝันที่สร้างความหวังใหม่ของวงการการศึกษา
.
1. โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
.
 "การเรียนรู้ที่ดี เป็นสิ่งประเสริฐสุดของชีวิต" ปรัชญาของโรงเรียนที่บ่งบอกให้เห็นว่าโรงเรียนในความสำคัญต่อการกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โดยหลักสูตรของ สาธิต มธ. จะมีการปรับหลักสูตรทุก 4-5 ปี โดยการบูรณาการหลักสูตรเก่าที่จำเป็นกับองค์ความรู้ใหม่เพื่ออนาคต ไม่อิงตามหลักสูตรของ สพฐ. ทั้งหมด แต่อยู่ภายใต้หลักการไม่ใช่ทฤษฎี แต่เน้นการเกิดประสบการณ์ตรง 
.
ให้ความสำคัญเชิงวัฒนธรรม สร้าง Mindset การยอมรับความแตกต่างหลายหลาย โดยที่ครูและผู้ปกครองจะทำงานร่วมกัน สร้างพื้นที่ปลอดภัยในเด็กเกิดการเรียนรู้ ให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่สนใจ เปิดโอกาสให้ได้ลองผิดพลาด เช่น กลุ่มความสนใจด้านผู้ประกอบการ ให้อิสระในการแต่งกาย ทรงผม ไม่มีการเข้าแถวตอนเช้า เพื่อให้นักเรียนได้ค้นหาความเป็นตัวของตัวเองและฝึกความรับผิดชอบ
.
2. Ecole 42 Bangkok
.
“เอกอล 42 แบงค็อก” (Ecole 42 Bangkok) เป็นสถาบันการเรียนการสอนโปรแกรมเมอร์ โดยความร่วมมือของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กับโรงเรียนโปรแกรมเอกอล ประเทศฝรั่งเศส มุ่งพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ซอฟต์แวร์ โปรแกรมเมอร์ กราฟฟิกคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
.
หลักสูตรของเอกอล 42 แบงค็อก เป็นหลักสูตรแบบไม่มีปริญญา (non-degree) ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับใบรับรองการสำเร็จหลักสูตร (certificate of completion) ตอบโจทย์การเรียนรู้แห่งอนาคตที่ใบปริญญา ไม่สำคัญเท่าความรู้และความสามารถ ซึ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขปัญหา และการทำงานเป็นทีม สอดแทรกโมดูลชั้นนำของอุตสาหกรรม
.
3. โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่
.
โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ซิตี้ แคมปัส ใช้หลักสูตร “Design, Engineer, Construct (DEC)” ซึ่งเป็นหลักสูตรจากประเทศอังกฤษที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เน้นการพัฒนาทักษะด้านการออกแบบ วิศวกรรม และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์โครงการ
.
หลักสูตร DEC จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มากขึ้น โดยเริ่มต้นตั้งแต่ผู้เรียนมีอายุยังน้อย จะมีการเสริมสร้างทักษะ เช่น วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ การคิดเชิงวิเคราะห์และสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม การพึ่งพาตัวเอง และความสามารถในการปรับตัว เป็นต้น ก่อนพัฒนาไปสู่ด้านพฤติกรรมและการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อให้มีประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กมากที่สุด
.
4. โรงเรียนอัสสัมชัญ
.
แนวทางของโรงเรียนอัสสัมชัญ ยังคงใช้หลักสูตรที่อิงตามหลักสูตรแกนกลาง แต่จะมีการปรับโครงสร้างการเรียนการสอนภายในโรงเรียนให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียนมากขึ้น จัดวิชาที่นักเรียนเลือกได้ตามความสนใจ ระดับมัธยมต้นมี 6 แผนการเรียน ส่วนมัธยมปลายมีถึง 14 แผนการเรียน ลบภาพโรงเรียนมัธยมแบบเก่าที่จะมีแค่สายวิทย์ สายศิลป์ และสายภาษา
.
แผนการเรียนที่น่าสนใจ เช่น แผนการเรียนศิลป์ - ศิลปะการแสดง แผนการเรียนวิทย์ - ดิจิทัลและเทคโนโลยี แผนการเรียนศิลป์ - อาร์ตแอนด์ดีไซน์ เป็นต้น การเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อปลูกฝังทักษะภาษาที่ 2 และเมื่อไม่นานมานี้ยังนำหลักสูตรเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีพื้นฐานเข้าไปสอนนักเรียนเพื่อพัฒนาความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัลอนาคตมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
.
5. โรงเรียนโพธิสารพิทยากร
.
หลักสูตรเดิม ๆ ที่ทำให้เด็กไม่ทราบเป้าหมายในชีวิต นำไปสู่การตัดสินใจปรับปรุงหลักสูตรระดับมัธยมปลายของโรงเรียนโพธิสารพิทยากร ยกเลิกรับนักเรียน ม.4 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 แบบสายวิทย์ – ศิลป์คำนวณ – ศิลป์ภาษา เปิดแผนการเรียนใหม่ 7 แผนการเรียนที่เน้นเรื่องทักษะอาชีพ ได้แก่ เตรียมแพทย์-เภสัช เตรียมวิศวะ-สถาปัตย์ เตรียมวิทย์-คอม เตรียมนิเทศ-มนุษย์ เตรียมศิลปกรรม เตรียมบริหารธุรกิจ-บัญชี และเตรียมนิติ-รัฐศาสตร์
.
ปัจจุบัน แนวทางการเรียนการสอนของโรงเรียนจะต้องทำให้ผู้เรียนค้นพบความฝันของตัวเอง และเตรียมพร้อมตั้งแต่ระดับมัธยม ในการสร้างนักเรียนที่มีความฝัน มีทักษะอาชีพ และสามารถสร้างอนาคตของตัวเองได้ โดยโรงเรียนต้องทำหน้าที่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตัวเองของเด็กอย่างยั่งยืน
.
6. โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม
.
โรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม เป็นโรงเรียนหลักสูตรไทย มาตรฐาน Cambridge International School ที่เน้นการค้นหาตัวตนด้วยหลักสูตร Individual Development Plan (IDP) วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดด้อยด้วยแนวคิดจิตวิทยา ให้ผู้เรียนเข้าใจความต้องการของตัวเอง สามารถเลือกเรียนตามความสนใจ และสามารถจัดการเวลาพักผ่อนได้อย่างสมดุลตามแนวคิด Positive School
.
“หลักสูตร 5 F” ที่นำมาจัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย FUN - เรียนสนุกสนานและมีความสุข, FIND - ค้นหาศักยภาพผ่านวิชาเลือกเสรี, FOCUS - เจาะลึกศักยภาพที่มีให้เชี่ยวชาญ, FULFILLMENT - เติมเต็มตัวตนนักเรียน และ FRUITION - ให้นักเรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ รู้วิธีเอาตัวรอด มีภูมิคุ้มกัน ทั้งหมดยังคงเดินหน้าไปพร้อมกับความรู้วิชาการและความถนัดที่จำเป็น และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่มีความสุข
.
7. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
.
โครงสร้างพื้นฐานของหลักสูตรจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หลักสูตร Intensive English Program (IEP) ที่พัฒนามาจากกระทรวงศึกษา เรียนเป็นภาษาไทยเป็นหลัก และ English Immersion Program (EIP) ที่เน้น skills-based และเน้นภาษาอังกฤษมากกว่า ทั้งนี้ กท. เริ่มปรับไส้ในหลักสูตร สร้างระบบ BCC NEXT สลายสายวิทย์และสายศิลป์ มาแตกแขนงเป็น 15 แผนการเรียน หรือ TRACK 
.
ตัวอย่าง TRACK ที่น่าสนใจ เช่น ด้านนิเทศศาสตร์อย่างบรรจุวิชาการผลิตภาพยนตร์ หรือด้านศิลปะการประกอบอาหาร มีวิชาอาหารยุโรป วิชาขนมหวาน เป็นต้น ทั้งนี้ ยังคงคงรายวิชาพื้นฐานไว้ แต่เพิ่มความสนุกลงไปเน้นการค้นหาความชอบของผู้เรี ถ้ายังจำกันได้ ต้นปี 2562 โรงเรียนยังเคยอนุญาตให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทไปเรียนเพื่อทดลองสร้างพื้นที่การเรียนที่เป็นอิสระ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
.
8. โรงเรียนกำเนิดวิทย์
.
หลักสูตรโรงเรียนกำเนิดวิทย์เป็นไปตามกระทรวงศึกษาธิการ แต่ทางโรงเรียนจัดสาระการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับศักยภาพของนักเรียนเป็นรายบุคคล มีกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทักษะชีวิต การอยู่ร่วมกัน เป็นทั้งผู้ที่มีความรู้ความสามารถและ เป็นคนดีของสังคม
.
มีหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ คือ นักเรียนมีความถนัด หรืออยากเรียนรู้ทางด้านใดก็ต้องให้นักเรียนได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพในด้านนั้น หลักสูตรจึงแบ่งเป็น 2 ระดับ คือพื้นฐานทั่วไปและขั้นสูง เริ่มต้นตั้งแต่ปูพื้นฐานด้านต่าง ๆ ก่อนไปเจาะลึกความชอบด้านวิทยาศาสตร์เฉพาะเมื่อเรียนสูงขึ้น เรียนรู้แบบ Active Learning มีเครื่องมือครบครันเทียบเท่ามหาวิทยาลัยระดับประเทศ
.
โรงเรียนไทยหลายแห่งเริ่มปรับตัวและเปลี่ยนการเรียนการสอนให้ทันสมัย สร้างการเรียนรู้ “มีความสุข” และ “เข้าใจความต้องการของผู้เรียน” มากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาการศึกษาให้ตอบโจทย์อนาคต โลกวันข้างหน้าคนที่เก่งแค่วิชาการอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกันในการเอาตัวรอด ซึ่งโรงเรียนสามารถเป็นแหล่งฟูมฝักให้กับเยาวชนได้
.
ย้อนกลับมามองหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการที่ใช้ในโรงเรียนทั่วไปมาเป็นเวลานาน สิ่งที่เห็น คือ นักเรียนไทยยังคงตรากตรำเรียนหนักเฉลี่ยวันละ 5.4 ชั่วโมง ยังไม่รวมการบ้านและกิจกรรมอื่น ๆ แต่ประสิทธิภาพและความขีดสามารถของนักเรียนไทยยังอยู่ในระดับต่ำบนเวทีโลก เรากำลังสร้างการศึกษาที่ติดลบจมทุนในโลกอนาคตอยู่หรือไม่ ? อีกนานแค่ไหนที่การศึกษาไทยจะดีเท่ากับต่างชาติ


ที่มา https://www.facebook.com/AgendaPlatform/posts/5541063839256851 
 

เรียนล่วงหน้า (Pre-degree) เรียนก่อน จบก่อน เทียบโอน อัพสกิล เรียนล่วงหน้าแบบนี้ มีที่ไหนเปิดรับบ้าง ?

ปัจจุบันมีหลายสถาบันการศึกษาที่เปิดโอกาสให้น้องๆ นักเรียนม.ปลาย ได้เรียนล่วงหน้าในระดับปริญญาตรี โดยน้องนักเรียนสามารถเข้าไปสัมผัสการเรียนในรายวิชาต่างๆ ของหลักสูตรต่าง ทั้งการเรียนการสอน และการสอบ ไม่ได้แตกต่างจากนิสิตนักศึกษาทั่วไป  และยังสามารถเก็บสะสมหน่วยกิตจากวิชาที่เรียน นำไปเทียบโอนในอนาคตได้ เรียนจบก่อนใคร
.
วันนี้เราได้รวบรวมมหาวิทยาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนล่วงหน้า หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า พรีดีกรี Pre-degree จำนวน 5 สถาบันดังนี้ 
.
1. โครงการเรียนล่วงหน้าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มมาตั้งแต่ภาคปลาย ปีการศึกษา 2550 เป็นต้นมา 
โดยขณะนี้เข้าสู่รุ่นที่  17 ได้ดำเนินการเปิดสอนใน 4 รายวิชาพื้นฐานทางสายวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาเคมี วิชาชีววิทยา และวิชาฟิสิกส์ โดยได้รับการสนับสนุนจากคณาจารย์ของคณะวิทยาศาสตร์มาเป็นอาจารย์ผู้สอนในรายวิชาดังกล่าว
.
ได้รับความอนุเคราะห์ช่องทางการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยวิธีพิเศษจากคณะวิชาในสายวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งจากส่วนกลาง (บางเขน) วิทยาเขตกำแพงแสน วิทยาเขตศรีราชา และวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร อีกด้วย
.
ทั้งนี้ การเทียบโอนผลการเรียนและหน่วยกิต นิสิตที่เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2565 นิสิตที่เคยเป็นผู้เรียนของโครงการเรียนล่วงหน้าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่ว่าจะเข้าศึกษาด้วยช่องทางโควตาพิเศษของโครงการ หรือช่องทางอื่น ๆ ก็ตาม ที่มีผลการเรียนถึงเกณฑ์และไม่หมดอายุผลการเรียน สามารถอ่านรายละเอียดและดำเนินการได้ที่ https://learn.ku.th/ 
.
คำเตือน: หมดเขตการเทียบโอนของปีการศึกษา 2565 หลักสูตรภาษาไทย วันศุกร์ที่ 14 ต.ค.2565 และหลักสูตรนานาชาติ วันศุกร์ที่ 25 พ.ย.2565


2. โครงการ "เรียนร่วม มช." หรือ Advanced@CMU เปิดให้น้องๆ ม.4 ม.5 ม.6 เข้ามาเรียนปริญญาตรีล่วงหน้าให้ได้ค้นหาตัวเอง ได้ทรานสคริปต์ และเทียบโอนได้ด้วย จัดโดยวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดโอกาสให้นักเรียน ม.ปลาย เข้ามาเรียนร่วมกับนักศึกษา ม.เชียงใหม่ เลือกวิชาตามคณะที่สนใจได้
.
วิชาเรียนร่วม Advanced@CMU คือวิชาที่คณะต่างๆ เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก นักเรียน นักศึกษาทุกสถาบัน หรือผู้สนใจทั่วไป ได้เข้ามาเรียนร่วมกับนักศึกษา มช. ในวิชาทั้งระดับปริญญาตรีหรือบัณฑิตศึกษา
.
ในฐานะ "ผู้เรียน" การเรียนร่วมเป็นการเรียนแบบ Non Degree หากผู้เรียนประสงค์จะเรียนเพื่อปริญญาในอนาคต ผู้เรียนต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกเป็นนักศึกษาของ มช. ตามรูปแบบปกติ หากได้รับการคัดเลือกเป็นนักศึกษา มช. สามารถเทียบโอนหน่วยกิตที่เก็บสะสมไว้ โดยไม่ต้องเรียนวิชานั้นซ้ำอีก
.
"เรียนร่วม มช." มีทั้งรูปแบบการเรียน On-site การเรียน Online การเรียนแบบผสมผสาน และบางสาขาวิชามีบันทึกการเรียนที่สามารถดูย้อนหลังได้ โดยรูปแบบจะขึ้นอยู่กับการจัดการเรียนการสอนของแต่ละรายวิชา แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไห ผู้ที่เข้าเรียนทุกคนจะได้เข้าเรียน และการประเมินผลต่างๆ ร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงการใช้บริการพื้นที่ต่างๆ ในมหาวิยาลัยด้วย  เหมือนได้เปิดประสบการณ์เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย
.
การลงทะเบียน“เรียนร่วม” มีลักษณะคล้ายคลึงกับการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาในระบบ โดยสามารถเลือกและลงทะเบียนในวิชาที่ต้องการ และรอการคัดเลือกจากอาจารย์ผู้สอนในวิชานั้น ๆ โดยจะดำเนินการคัดเลือก 2 ครั้งต่อนึ่งเทอม สามารถศึกษาระยะเวลาการคัดเลือกได้จากตารางกำหนดการเรียนร่วม หากได้รับคัดเลือกจึงจะสามารถดำเนินการชำระเงินในระยะเวลาที่กำหนด ภายหลังการชำระเงินเรียบร้อยแล้วนั้นผู้เรียนจึงจะได้รับการติดต่อเพื่อแจ้งรายละเอียดการเข้าเรียนของวิชาเรียนร่วม สนใจลงทะเบียนได้ที่ https://www2.lifelong.cmu.ac.th/advanced-cmu/about 


3. โครงการเรียนล่วงหน้า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่จัดโครงการเรียนล่วงหน้าซึ่งเปิดรับดังนี้ 
.
นักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ปีการศึกษา 2563 นักเรียนที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้า แบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะสามารถยื่นคำร้องในปีแรกเพื่อขอใช้ผลการเรียนเทียบโอนหน่วยกิต หากได้ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า C
.
นักเรียนที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้าที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเรียนมหาลัยอุบลราชธานี ระดับปริญญาตรี จากหลักสูตรปกติ 4 ปี ลดเหลือ 3 ปี
.
นักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือเทียบเท่า นักเรียนที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้า แบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะสามารถยื่นคำร้องในปีแรกเพื่อขอใช้ผลการเรียนเทียบโอนหน่วยกิต หากได้ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า C
.
นักเรียนที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้าที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเรียนมหาลัยอุบลราชธานี ระดับปริญญาตรี จากหลักสูตรปกติ 4 ปี ลดเหลือ 1 ปี
.
บุคคลทั่วไปที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ผู้ที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้า แบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะสามารถยื่นคำร้องในปีแรกเพื่อขอใช้ผลการเรียนเทียบโอนหน่วยกิต หากได้ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า C
.
ผู้ที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้าที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเรียนมหาลัยอุบลราชธานี ระดับปริญญาตรี จากหลักสูตรปกติ 4 ปี ลดเหลือ 1 ปี

บุคคลทั่วไป (วุฒิไม่จำกัด เรียนรู้ตลอดชีวิต) ผู้ที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้า แบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะสามารถยื่นคำร้องในปีแรกเพื่อขอใช้ผลการเรียนเทียบโอนหน่วยกิต หากได้ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า C
.
ผู้ที่เรียนโครงการเรียนล่วงหน้าที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเรียนมหาลัยอุบลราชธานี ระดับปริญญาตรี จากหลักสูตรปกติ 4 ปี ลดเหลือ 1 ปี
.
ทั้งนี้ ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ http://entry.ubu.ac.th/APUBU/learn/APonline.php 


4. โครงการสัมฤทธิบัตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เรียนปริญญาตรีล่วงหน้า ไม่มีวุฒิก็เรียนได้ เปิดโอกาสการศึกษาให้ทุกคนไม่จำกัดอายุ  และวุฒิการศึกษา "ที่ไหน  เวลาใด  ใครก็เรียนได้  เรียนทางไกลกับ มสธ."
.
โครงการดังกล่าว เปิดให้ทุกคนที่อยากเรียนรู้จากชุดวิชาที่เปิดสอนในหลักสูตรปริญญาตรี ทั้ง12 สาขาวิชาของมหาวิทยาลัย (สมัครเรียนโดยไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษา) เอกสารการเรียนการสอน ข้อสอบ ตารางสอบก็คือชุดเดียวกับนักศึกษาปริญญาตรี มสธ. สอบผ่านจะได้รับใบสัมฤทธิบัตร(คือเอกสารแสดงความสำเร็จหรือรับรองว่าได้สอบผ่านชุดวิชานั้นๆ แล้ว)
.
การสมัครเรียนในแต่ละรุ่นลงได้ไม่เกิน 3 ชุดวิชา(1 - 3 ชุดวิชา) รับสมัครปีละ 4 ครั้ง 4 รุ่น (ข้อควรระวัง...สำหรับนักศึกษา มสธ.ควรตรวจเช็ค วัน-เวลาตารางสอบชุดวิชาที่ลงเรียนภาคปกติก่อน ห้ามตรงกับชุดวิชาที่จะลงเรียนในโครงการฯ) ใช้เวลาเรียนประมาณ 4 เดือน(นับจากวันปิดรับสมัครในแต่ละรุ่นประมาณ 4 เดือนจะเป็นวันสอบ)
.
(ข้อชวนคิด...ถ้าสมัครเร็วในแต่ละรุ่น ระยะเวลาเรียนจะเพิ่มขึ้นเป็น 6-7 เดือน หรือมีเวลาการอ่านหนังสือได้มากขึ้น 6-7 เดือน เพราะเป็นระบบการเรียนทางไกล อ่าน-เขียนเองที่บ้าน ที่ทำงาน ไม่ต้องเข้าชั้นเรียน) โดยสมัครได้หลายช่องทาง 
.
สมัครทางไปรษณีย์ ดาวน์โหลดปริ้นใบสมัคร และกรอกข้อมูลให้เรียบร้อย นำใบสมัครไปชำระเงินที่ 7-11 หรือ ไปรษณีย์ระบบ Pay at Post  จากนั้น นำเอกสารทั้งหมดใส่ซอง(ติดแสตมป์) พร้อม สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาทะเบียนบ้าน อย่างใดอย่างหนึ่ง รูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป ใบเสร็จจากการชำระเงิน แล้ว จ่าหน้าซองมาที่ ฝ่ายรับนักศึกษา  สำนักทะเบียนและวัดผล  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถ.แจ้งวัฒนะ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 (โครงการสัมฤทธิบัตร รุ่นที่…....)นำส่งไปรษณีย์
.
สมัครด้วยตนเอง ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สอบถาม มสธ. โทร 0 2504 7711-2  ,  0 2504 7788  @Line โครงการสัมฤทธิบัตร มสธ.และ Facebook โครงการสัมฤทธิบัตร


5. พรีดีกรี (Pre-degree) สะสมหน่วยกิตล่วงหน้า มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นระบบสะสมหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยรามคำแหงล่วงหน้าแบบไม่รับปริญญา พัฒนาศักยภาพระหว่างเรียน เทียบโอนจบปริญญาตรีได้ไวขึ้น โดยอนุญาตให้ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับม.ต้น(วุฒิ จบ ม.3 หรือ กศน.จบ ม.3) เป็นต้นไป
.
มาสมัครเป็นนักศึกษาระดับพรีดีกรีได้ โดยเลือกลงทะเบียนเรียนวิชาใดๆก็ได้ของคณะที่สนใจได้เลย
.
พรีดีกรีเหมาะอย่างยิ่งสำหรับน้องๆที่กำลังเรียนอยู่ ม.ปลาย (หรือเทียบเท่า) รวมถึงน้องๆ ปวช. ที่ต้องการสะสมหน่วยกิตของมหาวิทยาลัย เพื่อจะได้จบปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เร็วขึ้น (ถ้ามีวุฒิ ม.6 อยู่แล้ว สมัครเป็นนักศึกษาภาคปกติได้เลย)
.
สำหรับนักศึกษา ปวส. ก็สามารถสมัครเรียนได้แต่ขอให้พิจารณาการลงทะเบียนในระบบพรีดีกรีไม่ให้ซ้ำซ้อนกับหน่วยกิตที่จะสามารถเทียบโอนจากวุฒิ ปวส. ได้ในอนาคต โดยอาจเลือกลงทะเบียนเรียนวิชาเอกได้เลย และเมื่อเรียนจบ ปวส.แล้ว ก็ให้เทียบโอนหน่วยกิตจากปวส.+หน่วยกิตที่สะสมได้ตอนเรียนพรีดีกรี เพื่อสมัครเป็นนักศึกษาภาคปกติ
.
การเรียนระบบพรีดีกรี กับ การเรียนในภาคปกติ เหมือนกันเกือบทุกประการ คือ นักศึกษาพรีดีกรีเลือกสะสมหน่วยกิตได้ทุกสาขาวิชา ใช้กำหนดการในปฏิทินการศึกษาเดียวกัน เรียนเนื้อหาเดียวกัน เรียนห้องเดียวกัน ใช้ข้อสอบชุดเดียวกันกับนักศึกษาภาคปกติ และนักศึกษาพรีดีกรีต้องดูและตัวเองในทุก ๆ ด้าน ทั้งการวางแผนลงทะเบียนเรียน การสอบ ซึ่งจะต้องมีการแบ่งเวลาการเรียนทั้งที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นอย่างดี
.
สิ่งที่แตกต่างกันบางอย่างคือ ค่าใช้จ่ายระบบภาคปกติ และพรีดีกรี คือ นักศึกษาภาคปกติ ค่าหน่วยกิตละ 25 บาท , นักศึกษาพรีดีกรี หน่วยกิตละ 50 บาท 
.
การเรียนระบบพรีดีกรีไม่สามารถจบการศึกษาระดับปริญญาตรีได้ เนื่องจากระบบพรีดีกรีเป็นการสะสมหน่วยกิตเท่านั้น แต่หน่วยกิตที่สะสมไว้จะปูทางไปสู่การจบปริญญาตรีได้เร็วขึ้น 
.
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.aroundram.com/pre-degree/ 


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/1008606?fbclid=IwAR2j8eFms1wTFcGYDHtbu9sEfKPKQB2ijWFxSFL5MIOkmbG1lsi45jHEmKs 
 

 

คณะประมง งงไหม ? เขาเรียนอะไรกัน

คณะประมง (Faculty of Fisheries) เป็นอีกหนึ่งคณะในฝันของน้อง ๆ หลายคน ที่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำนานาชนิด โดยจะได้สร้างงานวิจัย เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิทยาศาสตร์ทางน้ำ เทคโนโลยีการเก็บรักษาและแปรรูปสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในแหล่งน้ำ
.
เลือกเรียนที่ไหนดี ? คณะประมง
ซึ่งในประเทศไทยก็ได้มีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนทางด้านประมงอยู่หลายแห่งด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านประมงโดยตรง ส่วนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ จะเป็นสาขาวิชาย่อยอยู่ในคณะเกษตรศาสตร์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร หรือ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร เป็นส่วนใหญ่
ในบทความนี้ก็มีเรื่องน่ารู้ของคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาบอกกันด้วย ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย


คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์
เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่ต้องการผลิตบัณฑิต สร้างงานวิจัยและให้บริการแก่สังคมด้านการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วิทยาศาสตร์ทางน้ำ เทคโนโลยีการเก็บรักษาและแปรรูปสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในแหล่งน้ำ โดยในปัจจุบันจัดพื้นที่การเรียนการสอนใน วิทยาเขตบางเขน (แต่ในบางสาขาวิชาก็อาจจะต้องไปเรียนที่ วิทยาเขตกำแพงแสน ด้วย) แบ่งออกเป็น 5 ภาควิชาด้วยกัน ได้แก่
.
1. ภาควิชาการจัดการประมง
มุ่งเน้นการเรียนด้านการบริหารจัดการ การวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน รวมทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ สังคม และนิติศาสตร์ เช่น การจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ, นโยบายและการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ, เศรษฐศาสตร์การประมง, ธุรกิจการประมง, การประมงชุมชน และสารสนเทศเพื่อการจัดการประมง เป็นต้น
.
2. ภาควิชาชีววิทยาประมง
มุ่งเน้นการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ บทบาท และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมในแหล่งน้ำ เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำ, นิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ, สรีรวิทยาสัตว์น้ำและพิษวิทยา, สุขภาพสัตว์น้ำ, ชีวประวัติสัตว์น้ำและพลศาสตร์การประมง เป็นต้น
.
3. ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
มุ่งเน้นเรียนด้านการปรับปรุงพันธุกรรมและการบริหารจัดการฟาร์ม เช่น ระบบการเพาะเลี้ยงแบบหนาแน่น, วิทยาภูมิคุ้มกัน, การวิเคราะห์คุณภาพน้ำและอาหารสัตว์น้ำ เป็นต้น
.
4. ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง
มุ่งเน้นการเรียนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมการแปรรูป และการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการบริหารโรงงานอุตสาหกรรม เช่น เคมีและชีวเคมีของสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์, .จุลชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพทางผลิตภัณฑ์ประมง และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น
.
5. ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล
มุ่งเน้นเรียนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีการจับสัตว์น้ำในทะเล เช่น นิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพ, สมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยีประมงทะเล และเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล เป็นต้น

โดยการเรียนในคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ น้อง ๆ จะไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังมีการจัดเป็นทริปออกไปการทำงานจริงในฟาร์มปลาว่าเขามีวิธีการเพาะพันธุ์ปลากันอย่างไร เขามีวิธีการดูแลปลาอย่างไรกันบ้าง หรือเรียนรู้ที่สถาบันวิจัยทางทะเล อีกด้วย


จบมาแล้วทำงานอะไรได้บ้าง?
สำหรับน้อง ๆ ที่สำเร็จการศึกษาในคณะประมง สามารถที่จะเข้าทำงานเป็นหลายตำแหน่งด้วยกัน เช่น นักวิชาการด้านการสำรวจสมุทรศาสตร์, นักวิชาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ, นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นต้น โดยสามารถสมัครเข้าทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดังนี้ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ , กรมควบคุมมลพิษ, สำนักแผนและนโยบายสิ่งแวดล้อม, กรมทรัพยากรธรณี, สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ, กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ, กรมอนามัยสิ่งแวดล้อม, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, บริษัทที่ปรึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
.
มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน (แห่งอื่น ๆ)
คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 
 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 
คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก 
คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 
คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร 
คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ฯลฯ 


ที่มา https://campus.campus-star.com/education/83671.html?fbclid=IwAR1yKkGNn8flTTbBN1ZPv6Sr8WNf8G6Ptc01eRjea1KgoqTblV0f0bCqYNI 
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top