Saturday, 28 May 2022
LIFE UP

นักร้องนำวง Mellow Motif ทำในสิ่งที่รักและมี Passion จะทำให้มีแรงขับเคลื่อนในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในทุกวัน

1.) คุณโอ่ง ณัฐชา ปัทมพงศ์ นักร้องนำวง Mellow Motif ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร ปริญญาโทนานาชาติ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่องานบันเทิง (Entertainment Innovation Center หรือ EIC) 

2.) ย้อนกลับไปคุณโอ่งเกิดที่อเมริกา แต่กลับมาโตที่เมืองไทย เข้าเรียนโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงชั้นม.3 และไปเรียนต่อไฮสคูลที่อเมริกา หลังจากนั้นได้เข้าเรียนปริญญาตรี Bachelor of Humanities and Arts in International Relations and Music Technology, Carnegie Mellon University สหรัฐอเมริกา

3.) คุณโอ่งเล่าว่า การศึกษาที่อเมริกาส่งเสริมให้คิดนอกกรอบ ให้ลองผสมผสานสิ่งต่างๆ ไม่มีอะไรผิด และการที่ได้เรียนรู้อะไรที่หลากหลาย ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งตอนที่เรียนอยู่ยังไม่รู้ว่าจะเอาความรู้ตรงนั้นไปทำอะไร แต่สิ่งที่เขาพยายามส่งเสริมให้ทำ คือการตามหา Passion อะไรที่ชอบ อะไรที่ทำได้ดี เมื่อออกมาทำงานจริงจะรู้ได้ว่าความรู้ที่สั่งสมมา แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ทำให้การแก้ปัญหา หรือหาทางออกทำได้ไม่เหมือนคนอื่น ด้วยความที่เห็นมามากกว่า หรือทำมามากกว่า 

4.) ความจริงแล้วคุณโอ่งไม่ได้อยากเป็นนักร้อง เข้ามหาวิทยาลัยตั้งเป้าที่จะเรียน Fine Art แต่พอขึ้นชั้นปีที่ 2 เกิดอุบัติเหตุตกบันได เส้นประสาทอักเสบ แขนขวาใช้งานไม่ได้ไปประมาณปีกว่า ซึ่งทำงาน Art ไม่ได้ แต่ไม่อยากทิ้งสิ่งที่เรียนมา และด้วยความที่ไม่อยากจบช้า จึงไปตามหาเมเจอร์ใหม่ จากศิลปินที่ไม่สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะได้ จึงต้องหันไปทางดนตรีด้วยการเรียนร้องเพลง และเริ่มเรียนคลาสแจ๊สที่มหาวิทยาลัย เรียนจนเกิดความรัก กระทั่งได้มาเป็นนักร้องนำวง Mellow Motif 

5.) คุณโอ่งใช้ชีวิตที่อเมริกานานกว่า 10 ปี ก่อนจะกลับมาทำงานที่ประเทศไทย พบความแตกต่างในด้านการทำงาน ด้วยความที่ปักหมุดไว้กับอาชีพศิลปิน การทำงานในช่วงแรกจะเป็นการทำงานกับวง นักดนตรี ทีมงานคนไทย ซึ่งจากสภาพแวดล้อมที่อเมริกาส่งเสริมให้พูด ทำให้คุณโอ่งเป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา แต่สภาพสังคมไทยจะไม่ค่อยคุยกันตรงๆ จึงต้องหาวิธีปรับตัวทางด้านการสื่อสาร

6.) การเป็นนักร้องนำวง Mellow Motif วงแจ๊ส/บอสซาแนวหน้าของเมืองไทย คุณโอ่งได้ใช้ทักษะที่เรียนมาจากอเมริกาแทบทั้งหมด เพราะนอกจากการเป็นนักร้องนำแล้ว คุณโอ่งยังดีลงานภายในวงเอง คุณโอ่งคิดว่าสิ่งที่ทำให้วง Mellow Motif ไปได้ไกล อาจไม่ใช่เรื่องของสกิล แต่เป็นเพราะดนตรีไม่เหมือนใคร มีความพิเศษและเอกลักษณ์เฉพาะตัว  

7.) การเป็นนักร้องทำให้ได้เดินทางไปแสดงในหลายๆ ประเทศ คุณโอ่งได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมที่หลากหลาย สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือการไปแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ศึกษาและให้ความสำคัญกับศาสตร์นั้นๆ อย่างมาก ทำให้เวลาทัวร์มีความสุข เพราะคนที่นั่นจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรานำเสนอ คนฟังจะเงียบ ฟังเป็น และศึกษามา

8.) ปัจจุบันคุณโอ่งเป็นผู้อำนวยการหลักสูตร ปริญญาโทนานาชาติ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่องานบันเทิง (Entertainment Innovation Center หรือ EIC) ที่มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ด้วยความพยายามที่จะทำให้เป็นผู้นำการศึกษาด้านเทคโนโลยี

9.) สิ่งที่ช่วยให้คุณโอ่งไม่ละทิ้ง Passion ของตัวเอง โดยที่ไม่ท้อหรือไม่หมดไฟไปก่อน เนื่องจากมีการวางแผนระยะยาว แต่ในภาพใหญ่จะมีเป้าหมายระยะสั้นที่สามารถทำให้สำเร็จได้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เมื่อผลออกมาแล้วจะต้องหาทางทำให้ผลนั้นเอื้อต่อเป้าหมายต่อไป 

10.) คุณโอ่งกล่าวว่า บางทีที่เราเดินทางตรงไม่ได้ เพราะทางตัน แต่อย่างน้อยเรารู้ว่าเราต้องไปตรงนี้ เราก็จะยังหาทางไปได้ ถ้าเห็นเป้าหมาย เราจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้ไกลเกินเอื้อม 


ข้อมูลจากรายการ THE STUDY TIMES Story วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 : https://youtu.be/NYt8Wg5zd5k

เปลี่ยนความผิดหวังเป็นพลัง พัฒนาภาษาอังกฤษจาก IELTS 4.0 ชิงทุนเรียนต่อต่างประเทศ

1.) คุณเสกฬ์ ดร. ศตเนติ เนติภัทรชูโชติ มีความสนใจ อยากเรียนนิติศาสตร์มาตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนนิติศาสตร์มาจากความเท่ จบมามีเงินช่วยพ่อแม่ ดูพูดจาแล้วมีหลักการ มีความมั่นคง จึงเป็นจุดเริ่มต้นเป็นตัวแทนโรงเรียนแข่งขันตอบปัญหากฎหมาย ถึงไม่เคยได้รางวัล แต่ได้ประสบการณ์

2.) กระทั่งจบชั้น ม.6 สามารถสอบเข้าเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ โดยเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง อีกทั้งยังจบปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายอาญา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกด้วย 

3.) เทคนิคในการเรียนของคุณเสกฬ์ คือ อ่านหนังสือเอง ด้วยความที่ปกติเป็นคนปาร์ตี้ เป็นนักกีฬา มีกิจกรรมเยอะ แทบไม่ค่อยได้เข้าเรียน จึงต้องมีการกำหนดเวลาอ่านหนังสือด้วยตัวเองให้ได้อย่างน้อยวันละ 3-4 ชั่วโมง นอกจากนี้การมีกลุ่มเพื่อนที่ดีถือเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งเรื่องของการแบ่งเลกเชอร์ จับกลุ่มติว แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน สิ่งที่คุณเสกฬ์ยึดมั่นมาตลอดคือ ความมีวินัยในตัวเอง และความเคารพตัวเอง ต้องมีการวางแผนที่ชัดเจน 

4.) หลังจากนั้น คุณเสกฬ์ได้ทุนไปเรียนปริญญาโทอีกใบในหลักสูตร LL.M in International and Comparative Criminal Law and Justice, University of London ที่ประเทศอังกฤษ คุณเสกฬ์เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษมาจากแรงผลักดันของแฟนที่มีความสามารถด้านภาษา และทำให้คุณเสกฬ์อยากพัฒนาตัวเองตามไปด้วย ทำให้ตัดสินใจไปสอบ IELTS แต่ทำผลสอบครั้งแรกได้เพียง 4.0 

5.) ต่อมา มีรุ่นพี่นักฟุตบอลที่เคยได้คะแนน IELTS ประมาณนี้มาก่อน แต่เคยไปอยู่ที่เมืองนอก คุณเสกฬ์จึงสอบถามว่าทำอย่างไรถึงได้ไป รุ่นพี่แนะนำว่า ให้ใช้คะแนน IELTS ที่ได้ยื่นไปก่อน และจะมีการนำคะแนนไปยื่นที่โรงเรียนภาษาของมหาวิทยาลัยให้อีกครั้ง เนื่องจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษจะมี Pre-sessional Course หลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ที่เปิดสอนสำหรับนักเรียนต่างชาติ ที่มีคะแนน IELTS ไม่ถึงตาม requirement ของมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณเสกฬ์ก็ได้เดินทางไป และใช้เวลาเรียนเพียง 3 เดือน สามารถทำคะแนน IELTS ได้ถึงตามเกณฑ์

6.) ต่อมาคุณเสกฬ์ได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอก Ph.D in International Law (Criminal & Human Rights Laws), University of Groningen ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์  ซึ่งการเรียนปริญญาเอกที่เนเธอร์แลนด์จะมีฐานะเป็น employee ทำงานให้กับมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลของเขาด้วย

7.) ปัจจุบันคุณเสกฬ์เป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยสยาม เป็นอาจารย์ที่หลักสูตรอินเตอร์ของมหาวิทยาลัย เขียนหลักสูตรปริญญาโทของคณะนิติศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการร่างกฎหมายกัญชา

8.) คุณเสกฬ์ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า คนที่ปิดกั้นตัวเองว่าไม่ไปเรียนเมืองนอก เพราะกลัวภาษา จากประสบการณ์ ภาษาเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่เอาชนะได้ ด้วยการอยู่กับมัน และรักมัน ถ้ามีใจ เปลี่ยน Mindset ตัวเองว่าไม่ต้องกลัว เดินหน้าเข้าหามัน ผิดช่างมัน มุ่งหน้าทำ มุ่งหน้าเรียนรู้ พยายามหาเพื่อนฝรั่ง พยายามอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ช่วยได้เยอะมาก หลักๆ คือ การมีวินัยในตัวเอง และอย่าเป็นคนขี้แพ้ 


ข้อมูลจากรายการ THE STUDY TIMES Story วันที่ 25 พฤษภาคม 2564 : https://youtu.be/cdnc1Tq8Q6k

จากนักกิจกรรมตัวยง คว้าทุนพัชรกิติยาภา เรียนกฎหมาย Cornell University - LL.M, สหรัฐอเมริกา เพราะความสนใจด้านภาษา ต่อยอดโอกาสมากมาย

1.) คุณนุ่น สุภาวดี สิริฤกษ์วิภาส ได้รับการส่งเสริมให้เรียนด้านภาษามาตั้งแต่เด็ก ช่วงมัธยมคุณพ่อคุณแม่ส่งไปเรียนใน English Program เรียนอาทิตย์แรกถึงกับเป็นไมเกรน เพราะตามไม่ทันจากที่เรียนโรงเรียนไทยมาตลอด แต่ก็พยายามปรับตัว 

2.) กระทั่งจบชั้นม.1 คุณแม่ส่งให้ไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย จากตอนแรกที่ฟังไม่รู้เรื่อง แต่พอไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ทำให้พัฒนาทั้งสมอง และหูสามารถปรับรับกับภาษาได้ เกิดความสนใจด้านภาษาอย่างมาก เพราะภาษาอังกฤษเป็นตัวเปิดโลกให้กว้างขึ้น ทำให้เรียนรู้อะไรได้มากกว่า 

3.) หลังจากนั้นคุณนุ่นได้สอบชิงทุนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปอยู่เท็กซัส 1 ปี ถึงแม้จะเรียน English Program มา แต่เรียนเฉพาะในแง่ของวิชาการ หลายๆ อย่างยังต้องพัฒนา แต่โชคดีที่โฮสมัมซึ่งเป็นอาจารย์จะมาฝึกพูดให้ทุกวัน รวมทั้งฝึกภาษาจากการดูหนังภาษาอังกฤษแบบไม่เปิดซับ  

4.) แรงบันดาลใจในการเลือกเรียน ‘นิติศาสตร์’ คุณนุ่นเล่าว่า ช่วงป.3 คุณแม่ของเพื่อนสนิทเป็นผู้พิพากษาและมีญาติเป็นทนายความ ได้ไปสัมผัสแล้วรู้สึกว่าเป็นผู้หญิงที่เท่มาก จึงมีเขาเป็นไอดอล รู้สึกว่าอยากเป็นแบบนี้ พยายามหาข้อมูลจนรู้สึกว่านิติศาสตร์เป็นอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถเข้าใจได้ และปรับใช้ได้กับทุกอย่างในชีวิตประจำวัน จึงตัดสินใจสอบตรงเข้านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 

5.) คุณนุ่นเล่าว่า การเรียนกฎหมายไม่ใช่แค่อ่านตัวบทแล้วจะเข้าใจตัวกฎหมาย ต้องมองไปถึงวิธีการตีความ บัญญัติออกมาเป็นอย่างไร เอามาปรับใช้กับข้อเท็จจริงอย่างไร หากใครมีโอกาส คุณนุ่นแนะนำให้ลองทำกิจกรรมต่างๆ ที่มี เพื่อศึกษาถึงการนำกฎหมายมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

6.) คุณนุ่นเป็นคนที่ทำกิจกรรมเยอะมาก ด้วยความที่ชื่นชอบภาษา จะเลือกทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษ และด้วยความที่เด็กนิติฯ ส่วนใหญ่มีความกลัวภาษาอังกฤษ เป็นการเปิดโอกาสให้กับคนที่ไม่กลัวภาษา ซึ่งการทำกิจกรรมสามารถเปิดโลกกว้าง และเปิดมุมมองที่แตกต่าง 

7.) คุณนุ่น แนะนำว่า ข้อดีของการทำกิจกรรมในรั้วมหาลัย เวลาที่ไปสมัครงาน ไปสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์จะเห็นว่าเราสามารถทำสิ่งอื่นได้นอกเหนือจากสิ่งที่เรียนในห้อง มีทักษะที่หลากหลายด้าน การที่เราไม่มีประสบการณ์ในด้านไหน เราสามารถไปคว้าโอกาสดีๆ มาได้ ถ้าเรามีความพยายาม และการฝึกฝน 

8.) คุณนุ่นเล่าว่า สำหรับการสมัครทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย ต้องมีคะแนน TOEFL และต้องได้เนติบัณฑิต เพราะเป็นทุนของเนติบัณฑิตยสภา ภายใต้ชื่อทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย แต่ละปีจะคัดเลือกไป 1 คนต่อหนึ่งปี เป็นทุนให้เปล่า

9.) เมื่อตรวจเอกสารเรียบร้อย หากใครได้เข้ารอบสัมภาษณ์ จะต้องเขียนแนวทางชีวิต ว่าต้องการทำอะไรต่อ จะทำอะไรให้สังคมได้บ้างในอนาคต และประวัติส่วนตัวสามหน้า ให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ และในวันสัมภาษณ์จะต้องเขียน Essay ตามหัวข้อที่ได้มาภายในเวลา 30 นาที โดยกรรมการจะสัมภาษณ์จากทุกอย่างที่เราเขียนส่งไป

10.) คุณนุ่นคิดว่าสิ่งที่ทำให้ตัวเองได้รับทุนนี้ เพราะประสบการณ์ที่สั่งสมมา และมีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัดว่าอยากทำอะไร สิ่งที่มีมากกว่าคนอื่นคือประสบการณ์และสิ่งที่สะสมไว้จากตอนทำกิจกรรมมากมายในรั้วมหาวิทยาลัย

11.) คุณนุ่นเล่าว่า การเรียนที่ Cornell University ต่างจากที่ไทยมาก เพราะเน้นให้ฉุกคิด เรียกให้ตอบในห้องเรียน ทำให้นักเรียนอเมริกันมีความกล้าแสดงออก กล้าคิดนอกกรอบ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การศึกษาพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและมีประโยชน์ต่อตัวผู้เรียน

12.) สิ่งที่คุณนุ่นประทับใจที่สุดใน Cornell University คืออาจารย์และเพื่อน อาจารย์จะสอนให้ฝึกคิดและมีแนวให้ฝึกปฏิบัติ นำกฎหมายไปปรับใช้ในชีวิตจริง ส่วนเพื่อนแต่ละคนกว่าที่จะมาถึงจุดนี้ก็ผ่านหลายประสบการณ์มา เมื่อได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน พบว่าตัวเองได้ก้าวกระโดดด้านความคิด มีเพื่อนที่จะสามารถแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ตลอดชีวิตหลังจากนี้


ข้อมูลจากรายการ THE STUDY TIMES Story วันที่ 28 พฤษภาคม 2564 : https://youtu.be/WrD2pordvf8

นักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ประเทศจีน สอบผ่าน HSK ระดับ 6 ตั้งแต่อายุ 17 ปี ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมแปลนิยาย และสอนภาษาจีน

1.) แพรวา กัลยรัตน์ ธุระกิจเสรี ปัจจุบันเรียนคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ประเทศจีน แต่เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ปรับรูปแบบเป็นการเรียนออนไลน์แทน

2.) แพรวาเรียนภาษาจีนมาตั้งแต่ระดับชั้น ม.ต้น สามารถสอบได้ HSK ระดับ 6 ตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยในช่วง ม.5 มีเพื่อนแนะนำให้ไปสอบทุน AFS จนได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เมืองหานตาน ประเทศจีน นาน 10 เดือน 

3.) เมื่อไปอยู่พบว่านักเรียนที่ประเทศจีนเรียนหนักมาก ตั้งแต่เช้าถึงดึก มีกฎระเบียบที่เคร่งครัด และเมืองหานตานที่ไปอยู่ค่อนข้างชนบท ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก แต่สิ่งที่ค้นพบคือ นักเรียนที่นี่เรียนเก่ง สอบได้คะแนนสูงแทบทุกคน

4.) แพรวาประทับใจการใช้ชีวิตที่ประเทศจีน ชื่นชอบบรรยากาศ ผู้คน และชินกับการใช้ชีวิต เสน่ห์ของจีนที่ค้นพบคือ ในปัจจุบันจีนสะอาดมาก เป็นประเทศที่พัฒนาได้เร็ว จนสุดท้าย แพรวาเลือกยื่นคะแนนเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ประเทศจีน 

5.) ช่วงปี 1 แพรวาเรียนในคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งในมหาวิทยาลัยมีคนไทยเพียงแค่ 2 คนที่เรียน การเรียนการสอนเป็นภาษาจีนทั้งหมด ซึ่งเรียนหนักมาก เริ่มเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้า ทุกวันจันทร์-ศุกร์ การเรียนตอนนั้นเครียดมาก ถึงแม้ว่าจะได้ HSK 6 แต่เมื่อเลือกคณะนี้แล้วยังรู้สึกว่าภาษาจีนยาก เนื่องจากมีคำศัพท์เฉพาะทางที่เกี่ยวกับการเมืองและกฎหมาย แพรวาจึงตัดสินใจว่าจะเรียนภาษาจีนให้แน่นกว่านี้ก่อน 

6.) นอกจากเรียนออนไลน์แล้ว แพรวายังทำงานพิเศษ ทั้งแปลนิยาย แปลซีรีส์ละครจีน สอนพิเศษภาษาจีน ครั้งแรกที่รับงานแปล รู้สึกติดขัด เพราะยังไม่เคยทำ ต้องทำทั้งคืน หลังจากนั้นก็รับงานมาทำมาเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังรับสอนพิเศษภาษาจีนให้กับคนที่สนใจอีกด้วย โดยเริ่มจากการสอนเพื่อนที่เรียนศิลป์จีนมาด้วยกันสมัยม.ปลาย หลังจากนั้นจึงเริ่มเปิดรับสมัคร

7.) แพรวากล่าวว่า ภาษาจีนเป็นภาษาที่สองได้ จากประสบการณ์พบว่าภาษาจีนสามารถสื่อสารได้ทั่วทุกที่ สำหรับใครที่อยากจะคล่องภาษาจีน ต้องฝึกอย่างน้อย 2-3 ปี การเรียนหนึ่งภาษา ไม่มีทางได้ภายในปีเดียว นอกเสียจากจะไปอยู่ที่ประเทศนั้น

8.) สำหรับใครที่อยากไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน แพรวาแนะนำให้เตรียมตัวเรียนภาษาจีนเบื้องต้นไปก่อน เพราะไม่เช่นนั้นจะต้องไปเริ่มใหม่ โดยที่คนอื่นแซงหน้าไปก่อนแล้ว


ข้อมูลจากรายการ THE STUDY TIMES Story วันที่ 26 พฤษภาคม 2564 : https://youtu.be/lAvwgOr_v_Q

เรียนดี กิจกรรมเด่น คว้าเกียรตินิยม 4.00 จาก Portland State University, สหรัฐอเมริกา

1.) คุณแพรว สุพิชญา สุนทรจิตตานนท์ เจ้าของโปรไฟล์สุดน่าทึ่ง คว้าปริญญาตรีเกียรตินิยม เกรด 4.00  และปริญญาโทเกรด 3.95 จาก Portland State University, สหรัฐอเมริกา

2.) ย้อนกลับไปช่วงมัธยม คุณแพรวเรียนอยู่ที่สวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี เรียนห้อง Gifted ภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ช่วง ม.1 - ม.3 เพราะชอบเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก เมื่อขึ้นชั้น ม.4 ได้เข้าเรียนในสายวิทย์-คณิต 

3.) จากนั้นมีโครงการของ AFS มาแนะแนว จึงได้ลองสมัครสอบเลือกไปอเมริกา ไปอยู่ที่ Portland กับโฮสต์แฟมิลี่ 1 ปี หลังจากนั้นกลับมาเข้าเรียนต่อชั้นม.6 จนจบ หลงรักและมีความประทับใจในเมือง Portland เป็นจุดเริ่มต้นให้กลับไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ Portland State University

4.) ครั้งแรกที่ไป คุณแพรวเลือกเรียนในสายวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ แต่ที่ Portland State University ถ้าเข้าไปเรียนแล้วยังไม่ชอบก็สามารถเปลี่ยนได้ ซึ่งคุณแพรวรู้สึกว่ายังไม่ชอบมากขนาดนั้น ครั้งที่สองเลยเปลี่ยนไปสายเคมี แต่ก็ยังไม่ใช่ จนสุดท้ายไปลงตัวเรียนด้านคณิตศาสตร์ จนสามารถคว้าปริญญาตรี BACHELOR OF SCIENCE IN MATHEMATICS, GPA 4.0 เกียรตินิยมมาครองได้

5.) เทคนิคการเรียนของคุณแพรว คือ การมีทัศนคติที่ดี ต้องมีความสุขกับการเรียน ทำอะไรต้องมีความสุขกับมัน ไม่คิดต่อต้าน หาจุดที่ดีและแฮปปี้ ที่สำคัญ คุณแพรวเป็นคนที่ตั้งใจเรียนในห้อง ฟังอาจารย์ จดเลคเชอร์ มีข้อสงสัยก็ถามอาจารย์ในห้อง ทำให้นอกเวลาเรียนไม่ต้องอ่านหนังสือเยอะ สามารถมีเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้ 

6.) เมื่อเรียนจบปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์แล้ว คุณแพรวรู้สึกว่าคณิตศาสตร์เน้นทฤษฎีเยอะมาก ปริญญาโทเลยอยากเรียนในด้านปฏิบัติที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง จึงเลือกเรียนต่อปริญญาโทในสาขา INTERNATIONAL BUSINESS MANAGEMENT ที่ Portland State University จบด้วย GPA 3.95

7.) สำหรับความแตกต่างด้านการศึกษาไทยและอเมริกา คุณแพรวมองว่า การศึกษามีข้อดีข้อเสียทั้งสองระบบ ของไทยจะมุ่งเน้นทฤษฎีมาก นักเรียนนั่งเรียนในห้องเป็นหลัก พอไปเรียนที่อเมริกา เราจึงมีความแม่นในเรื่องของทฤษฎี ขณะที่อเมริกาจะมุ่งเน้นให้ได้ปฏิบัติจริง คลาสแลป 50-60% ได้ปฏิบัติเยอะกว่า ทำให้เห็นภาพได้เยอะขึ้น และจำได้ดีกว่า

8.) เทคนิคการฝึกภาษา (TOEIC Score: 965) (HSK Level 3)  คุณแพรวเป็นคนชอบเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก เทคนิคคือ เป็นคนชอบปฏิบัติ กล้าที่จะพูด กล้าที่จะเจอผู้คนที่หลากหลาย ตอนอยู่อเมริกาจะออกไปข้างนอก ไปคุยกับผู้คน ได้คำศัพท์ใหม่ๆ และเป็นคนชอบความบันเทิง เรียนจากการฟังเพลง ดูหนัง และข้อสำคัญคือคุณแพรวเป็นคนใฝ่รู้ ชอบเรียนรู้หลายๆ อย่าง เมื่อมีเวลาว่างแล้วสนใจสิ่งไหนก็จะไปลงเรียนเพิ่มเติม

9.) ช่วงที่อยู่อเมริกาคุณแพรวทำกิจกรรมหลายอย่าง วันแรกของการไปเรียน มีชมรมมาเปิด แต่คุณแพรวไม่พบชมรมนักเรียนไทย Advisor จึงให้คำแนะนำว่าลองตั้งขึ้นมาเอง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากนักเรียนเพียง 4 คน มีคุณแพรวเป็นคนไทยคนเดียว จากนั้นกลุ่มคนที่มีความสนใจในความเป็นไทยก็มารวมตัวกันเป็นกลุ่มชมรมที่ใหญ่ขึ้น

10.) คุณแพรวทิ้งท้ายสำหรับคนที่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ว่า หากเรามีความพยายาม มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ มีความคิดที่เป็น Positive สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้


ข้อมูลจากรายการ THE STUDY TIMES Story วันที่ 21 พฤษภาคม 2564 : https://youtu.be/A7_t45TBy04

บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คว้าที่หนึ่งของคณะศึกษาศาสตร์ พร้อมเผยชีวิตในการเรียนตลอด 5 ปีและแนะนำเทคนิคการเรียนเก่ง

1. มุก ธัญยชนก ทองนพเก้า บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยได้เกรดเฉลี่ยรวม 3.90 ได้รับรางวัลบัณฑิตเกียรตินิยมสูงสุดประจำปีการศึกษา 2563 ปัจจุบัน บรรจุเป็นครูสอนวิชาคหกรรมอยู่ที่โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ
.
2. การมาเรียนคณะนี้ เริ่มต้นมาจากอยากฝึกสอน เหมือนครูฝึกมาที่ฝึกตอนเรียนมัธยมดูแล้วมีความสุข และชอบวิชาคหกรรมเป็นทุนเดิม เพราะชอบงานสายปฏิบัติ
.
3. มุกเล่าว่า ตอนเรียนสนุกมาก เพราะเป็นรุ่นเกือบๆสุดท้ายที่เป็นแอดมิดชั่นล้วนทำให้ต้องเริ่มทุกอย่างใหม่ทั้งหมดด้วยกัน ด้วยคนในรุ่นมีน้อย ของจึงมีเพียงพอกับทุกคน เลยได้ลงมือทำทุกอย่าง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสำหรับวัตถุดิบในการเรียนค่อนข้างเยอะ ช่วงฝึกสอนเป็นช่วงที่ดีมาก เจอสังคมน่ารัก ทั้งครู เพื่อนฝึกสอนและนักเรียน รวมไปถึงพี่ร้านขายอาหารต่างๆ แถวโรงเรียนทำให้ช่วงฝึกสอนเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก
.
4. การได้ทุนครูคืนถิ่น ที่เป็นทุนสำหรับคนเรียนครูและอยากกลับมาบรรจุในพื้นที่แถวบ้าน โดยมุกสอบตั้งแต่ตอนเรียนปี 2 พอสอบติดก็จะต้องอยู่ภายใต้โครงการ และต้องยื่นคะแนนสอบภาษาอังกฤษตอนเรียนจบ ซึ่งตอนที่จบมานั้น เป็นช่วงที่ขรุขะมากเพราะติดสถานการณ์โควิด-19 พอดี
.
5. คำแนะนำในการเรียน มุกมีเพื่อนดี ทุกครั้งที่สอบ จะช่วยกันติวตามความถนัด ไม่หวงเทคนิคกัน รวมถึงการอ่านหนังสือตามเทคนิคของตน บางคนอ่านแล้วจำได้ บางคนใช้วิธีจด หรือฟัง หลังจากอ่านตามเทคนิคตนแล้วก็มารวมกลุ่มติวอีกที เพื่อแลกเปลี่ยนความเข้าใจ ทำให้ได้คะแนนดี เลยรู้สึกว่าโชคดีที่มีเพื่อนช่วย 
.
6. สำหรับคนที่สนใจอาชีพครู อยากให้ลองคิดว่าชอบสอน ชอบเจอคนเยอะตลอดเวลาหรือไม่ และต้องรักเด็กเป็นอันดับแรก ถ้าไม่ชอบ ก็ตัดอาชีพครูออกไปได้เลย และนักเรียนสามารถทักมาได้ตลอดเวลา คนที่ขี้รำคาญคงไม่ชอบ เงินเดือนอาจน้อยเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น ไม่มีพักร้อน รวมถึงอาจต้องไปทำงานในวันหยุด 
.
7. นอกจากนี้ มุกยังเปรียบเทียบการฝึกสอน กับการเข้าไปทำงานจริงๆ สิ่งที่เหมือนเดิมคือมีครูพี่เลี้ยงที่ดี แต่ชีวิตครูแตกต่างจากครูฝึกสอนมาก เพราะมีภาระงานมีเพิ่มขึ้น งานเอกสารก็เยอะด้วยระบบราชการของไทย ครูเลยไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอน แต่ต้องทำหน้าที่ตามฝ่ายของโรงเรียนด้วย ซึ่งตอนฝึกสอนไม่ได้มีหน้าที่นั้น จึงอยากให้เล็งเห็นปัญหาของครูทุกคนที่มีภาระงานที่เยอะมาก นอกเหนือจากการสอนหนังสือ
 


 

ติวเตอร์สอนภาษาจีน ฉบับใช้ได้จริง แห่งสถาบัน Chinese Pop-Up อุทิศตนเป็นสะพาน เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน

1.) คุณป๊อป ณัฐพงศ์ นำศิริกุล หรือ ครูพี่ป๊อป เรียนจบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ช่วงเข้ามหาวิทยาลัยเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะมีความใฝ่ฝันและชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก โดยมองว่าคณะสถาปัตย์เป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสายวิทย์และสายศิลป์ 

2.) ครูป๊อปมีความชอบหลายอย่าง ทั้งวาดรูป ฟังเพลง กีฬา ภาษา เมื่อเรียนในระดับมหาวิทยาลัยก็ยังคงฟังเพลงเพื่อชีวิต ดูหนังฝรั่ง ฟังเพลงฝรั่ง แต่ครูป๊อปพยายามมองหาอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น จึงเลือกไปเรียนต่อที่ประเทศจีน

3.) ย้อนกลับไป 15 ปีก่อน ประเทศจีนไม่ได้เป็นที่นิยมเรียนต่อมากขนาดนี้ ครูป๊อบตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท หลักสูตร MBA บริหารธุรกิจ ภาค International ประเทศจีน โดยเรียนเป็นภาคภาษาอังกฤษ 100% เนื่องจากไม่มีทักษะภาษาจีนมาก่อน แต่ข้างนอกห้องเรียนจะพูดคุยกันเป็นภาษาจีนทั้งหมด จึงเป็นสิ่งที่บีบให้ครูป๊อปได้ใช้ทั้งสองภาษาโดยอัตโนมัติ 

4.) หลังเรียนจบ เมื่อมีทักษะภาษาจีน และได้ภาษาอังกฤษเป็นทุนเดิม ครูป๊อปเลือกเป็นสถาปนิก ทำงานต่อ ณ ประเทศจีน โดยเจ้านายคนแรกเป็นชาวบรูไน พบเจอกันจากการไปเดินชมย่านเมืองเก่าในประเทศจีน จึงได้เข้าไปพูดคุย ด้วยความที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และเจ้านายเป็นคนต่างชาติที่ทำงานในประเทศจีน เกิดความถูกใจจนรับเข้าทำงาน 

5.) เคล็ดลับในการฝึกภาษาจีนของครูป๊อป คือ ช่วงที่เรียนอยู่ประเทศจีน หากได้ยินคำไหนที่ไม่รู้จะจดไว้เป็นภาษาคาราโอเกะทันที ได้ยินยังไงก็พิมพ์ไปแบบนั้น แล้วนำมาถามเพื่อนคนจีน เทคนิคสำคัญขอเพียงแค่กล้าพูดและนำมาแก้ไข

6.) เมื่อครูป๊อปเดินทางกลับมาประเทศไทย เริ่มเป็นพิธีกรภาคภาษาจีนและรู้สึกว่าตัวเองสามารถสอนได้ ได้เริ่มสอนที่โรงเรียนสีตบุตรบำรุง เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากนั้นอยากเปิดหลักสูตรเป็นของตัวเอง จึงได้เปิดสถาบัน Chinese Pop-Up นอกจากนี้ยังได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง 

7.) นอกจากจะเป็นติวเตอร์สอนภาษาจีนแล้ว ครูป๊อปยังเป็นทั้งพิธีกร อาจารย์พิเศษ และนักจัดรายการโทรทัศน์และวิทยุ ทุกวันนี้การสอนเป็นพาร์ทที่เล็กมากสำหรับครูป๊อป เนื่องจากหันมาผลิตรายการที่เป็นภาษาจีนซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะเล็งเห็นจุดอ่อนของสังคมไทยที่หาพิธีกรพูดภาษาจีนไม่ได้เลย อีกทั้งการฟังภาษาจีนรู้เรื่องทั้งหมด ทำให้สามารถสร้างมูลค่าได้ทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง 

8.) ความฝันของครูป๊อป คือ อยากเป็นสะพานพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น ผลักดันให้สองประเทศมีความสัมพันธ์อันดียิ่งๆ ขึ้นไปด้วยภาษา พยายามสร้างให้คนไทยได้ภาษาจีน และให้คนจีนรู้เรื่องเมืองไทย มีทัศนคติที่ดีระหว่างกัน


ข้อมูลจากรายการ THE STUDY TIMES Story วันที่ 19 พฤษภาคม 2564 : https://youtu.be/asGSD5Vhf-A

จากคนที่ไม่เคยเรียนต่อต่างประเทศ ฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง คว้าตำแหน่งแอร์โฮสเตส สายการบินเอมิเรตส์

1.) คุณครีม ณัชชารีย์ สมศิริมงคล จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) คณะ Business English- IBM ซึ่งยังไม่เคยไปเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองนอกมาก่อน แต่สามารถพูดได้ตามมาตรฐานผ่านการฝึกของตัวเอง 

2.) หลังจบการศึกษาจาก ABAC คุณครีมมีโอกาสได้ไปทำงานเป็น Promoter กับ Qatar Airways หลังจากนั้นรู้สึกว่าภาษาจีนมีความสำคัญ จึงตัดสินใจไปเรียนภาษาจีนที่ University of International Business and Economics ( 对外经贸大学, Beijing, China) ระยะเวลาหนึ่งปี

3.) สำหรับการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษ คุณครีมแนะนำว่า ต้องฝึกจากการฟัง พยายามพูดตาม การดูหนัง ฟังเพลง ฟังข่าวภาษาอังกฤษ จะทำให้ซึมซับไปในตัว สำหรับคุณครีมถ้าอยากได้สำเนียงแบบไหน จะเลียนแบบและฟังการพูดแบบนั้นทุกวัน อย่างน้อยวันละ 15 นาที 

4.) จุดเริ่มต้นอาชีพ แอร์โฮสเตส คุณครีมจุดประกายมาจากการทำงานที่ Qatar Airways เพราะความฝันที่จะได้เที่ยวรอบโลก เปิดโลกกว้าง เงินเดือนเยอะ ได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ดูยูนิฟอร์มของแอร์เอมิเรตส์แล้วเกิดความชื่นชอบ ตั้งเป้าไว้ว่าวันหนึ่งต้องได้ใส่ชุดนี้ 

5.) คุณครีมเล่าว่า ขั้นตอนการคัดเลือกแอร์เอมิเรตส์มีประมาณ 6 ด่าน ด่านแรก pre-screen ดูความพร้อมตั้งแต่ การแต่งตัว หน้าผม บุคลิก ภาษา บางคนแต่งหน้าทำผมอย่างดี ยื่นเรซูเม่ไม่ถึงห้าวินาที ได้กลับบ้าน การเป็นแอร์แต่ละสายการบินจะมีจุดแข็งจุดดีแตกต่างกัน การเตรียมตัวพร้อมยังไงก็ดีกว่าการไม่เตรียมตัวเลย

6.) การจะเป็นแอร์โฮสเตสของสายตะวันออกกลาง ต้องสอบภาษาอังกฤษของสายการบินด้วย แต่ถ้าสายในไทยจะใช้ TOEIC นอกจากนี้ยังมีการทดสอบพูด Public Speaking ต่อหน้ากรรมการ โดยที่ไม่มีโจทย์มาให้ก่อน 

7.) คุณครีมคิดว่า สิ่งที่ทำให้คุณครีมได้รับการคัดเลือก น่าจะเป็นเพราะเรื่องของทีมเวิร์ก การตอบคำถาม การแก้ปัญหา ซึ่งทุกด่านใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด

8.) ประสบการณ์เป็นแอร์เอมิเรตส์ กว่า 5 ปีที่ผ่านมา คุณครีมเล่าว่า ได้ครบทุกรสชาติ สิ่งที่ดีที่สุด มีทั้งการได้เป็น Dubai influencer ได้ทำหน้าที่รีวิวตามสถานที่ต่างๆ ไม่ใช่แอร์ทุกคนจะได้รับโอกาสนี้ การเป็นแอร์เอมิเรตส์  มีข้อดีคือเป็นแบรนด์ที่ทุกคนรู้จักกันทั่วโลก 

9.) ถึงวันหนึ่งที่ต้องมีการคัดคนออก เนื่องจากวิกฤติโควิด-19 คุณครีมเป็นล็อตสุดท้ายที่โดนจ้างออก และเที่ยวสุดท้ายที่ได้บินมีผู้โดยสารติดโควิด ถือว่าเป็นจุดที่ทำให้รู้สึกแย่อยู่บ้าง

10.) หลังจากช่วงที่โดนจ้างออก คุณครีมได้ไปลงเรียนเพื่อรับใบรับรองการสอนภาษาอังกฤษ Cambridge Certificate in teaching English (CELTA) เป็นโปรแกรมอบรมการสอน 2 เดือนเต็มทางออนไลน์ 

11.) สืบเนื่องจากตอนที่อยู่ดูไบ คุณครีมได้ทำทั้ง YouTube Instagram Facebook TikTok  มีฐานผู้ติดตามกว่าสองแสนคน ที่สนใจในเรื่องของการเป็นแอร์โฮสเตส และการฝึกทักษะภาษาอังกฤษ จึงเป็นจุดต่อยอดในการเปิด Flywithcream Academy สอนภาษาอังกฤษและพัฒนาบุคลิกภาพ  
 
12.) สำหรับผู้ที่สนใจ อยากติดตามรีวิวสาระน่ารู้ เกี่ยวกับอาชีพแอร์โฮสเตส สจ๊วต การบิน เครื่องบิน รวมทั้งสอดแทรกการสอนภาษาอังกฤษ สามารถติดตามได้ทาง Youtuber, Facebook fanpage : flywithcream 


ข้อมูลจากรายการ THE STUDY TIMES Story วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 : https://www.youtube.com/watch?v=d-8KUfMZEdQ&ab_channel=THESTUDYTIMES

ครูติวสอบเรียนต่อประเทศสิงคโปร์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย เพราะความประทับใจระบบการศึกษาวัยเด็ก สานฝันแนะแนวเด็กไทยเรียนสิงคโปร์

1.) คุณเบล ศุภนุช ชือรัตนกุล หรือ ครูเบล ได้ไปศึกษาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่ช่วงชั้นประถม แรกเริ่มเข้า ป.4 จนกระทั่งจบชั้นม. 4 

2.) ครูเบล เล่าว่า การเรียนการสอนที่สิงคโปร์จะมีเรียนเพียงครึ่งวัน อีกครึ่งวันจะมีกิจกรรมให้เลือกทำ เลิกเรียนก็จะกลับบ้านมาอยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ ที่สิงคโปร์มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับไทย แต่บุคลิกอาจแตกต่างกันบ้าง เช่น คนสิงคโปร์เป็นคนทำอะไรรวดเร็ว ทั้งการเดินและการพูด 

3.) ที่สิงคโปร์จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก บางครั้งมีการผสมภาษาจีนเข้ามาในการสื่อสารด้วย ตอนไปครั้งแรกครูเบลยังไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนได้เลย ช่วงสามเดือนแรกแทบไม่คุยกับใคร เพราะพูดไม่รู้เรื่อง ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ หลังจากนั้นสภาพแวดล้อมและสถานการณ์บังคับให้ฟังออกและพูดได้ 

4.) ครูเบลเล่าว่า ช่วงป.4 ผลการเรียนถือว่าแย่มาก เป็นช่วงแห่งการปรับตัวและเริ่มเรียนภาษาจีนอย่างจริงจัง กระทั่งช่วงปิดเทอมม.1 กลับมาที่ไทย คุณแม่ได้ส่งไปเข้าค่ายยุวพุทธ 3 วัน 2 คืน ฝึกนั่งสมาธิ ฝึกการโฟกัส สอนให้มีสติกับสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ได้นำตรงนั้นมาใช้ช่วงกลับมาเรียนที่สิงคโปร์ จนสามารถทำผลการเรียนเป็นอันดับ 1 ของชั้นติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ที่โรงเรียน Tampines Secondary School 

5.) ครูเบล เผยว่า การเรียนที่สิงคโปร์จะสอนว่าทุกอย่างที่เรียนจะนำมาใช้ได้อย่างไร เน้นที่การประยุกต์ใช้เป็นหลัก เมื่อกลับมาเรียนที่เมืองไทยเลยค่อนข้างง่าย เพราะถูกสอนมาอย่างดี

6.) หลังจากจบการศึกษาที่สิงคโปร์ ครูเบลได้กลับมาศึกษาระดับปริญญาตรีที่ Mahidol University International College (MUIC) สาขาวิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับ 1 และได้รับทุนรัฐบาลไทยให้ศึกษาต่อปริญญาโทที่สถาบัน Asian Institute of Technology (AIT) เรียนเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรทางทะเล โดยมีความสนใจด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นทุนเดิม

7.) จุดเริ่มต้น ครูติวสอบเรียนต่อประเทศสิงคโปร์ระดับแนวหน้าของประเทศไทย เนื่องจากช่วงที่ครูเบลกลับมาจากสิงคโปร์ เป็น TA ช่วยสอนอยู่ในมหาวิทยาลัย ระหว่างนั้นมีรุ่นน้องที่อยู่สิงคโปร์มาขอให้ช่วยติวข้อสอบ เป็นจุดเริ่มต้นการสอนมาตั้งแต่สมัยเรียน จนถึงปัจจุบัน

8.) ครูเบลเล่าว่า สมัยก่อนการไปเรียนสิงคโปร์ยังไม่ได้รับความนิยมขนาดนี้ จนกระทั่งจีนเปิดประเทศมากขึ้น คนจึงอยากส่งลูกเข้าไปเรียนที่สิงคโปร์ ทำให้การเรียนของสิงคโปร์ดรอปลง จึงยกระดับการศึกษาด้วยการจัดสอบ AEIS (Admission Examination for International Students) คือ ข้อสอบสำหรับนักเรียนทุกคนที่ต้องการสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลสิงคโปร์ สำหรับเด็กต่างชาติโดยเฉพาะ ความยากคือต้องแข่งขันกับเด็กต่างชาติทั่วทุกมุมโลก

9.) การสอบ AEIS สามารถสอบได้ตั้งแต่ระดับ ป.2 จนถึง ม.3 จะสอบไม่ได้ช่วงป.6 และ ม.4 เพราะเป็นช่วงที่มีข้อสอบใหญ่ ยิ่งระดับโตขึ้นการสอบจะยิ่งยากขึ้น 

10.) ครูเบลกล่าวว่า ผู้ปกครองส่งเด็กไทยไปเรียนสิงคโปร์กันเยอะ มีเหตุผลอยู่ 4 ข้อ คือ 1. ใกล้ 2. ระบบการศึกษาดี 3. ปลอดภัย และ 4. ได้ภาษาจีน ที่สำคัญสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาเหมาะกับเด็กเล็ก  

11.) สำหรับเด็กที่อยากไปเรียนต่อประเทศสิงคโปร์ ครูเบลแนะนำว่า ต้องฝึกวิชาภาษาอังกฤษและเลข เพราะวิชาที่ต้องสอบมีเพียงสองวิชานี้ ให้เตรียมตัวในระบบของสิงคโปร์ ติวข้อสอบของสิงคโปร์ไว้ได้เลย


ข้อมูลจากรายการ THE STUDY TIMES Story วันที่ 20 พฤษภาคม 2564 : https://www.youtube.com/watch?v=CLXgt0AQX84&ab_channel=THESTUDYTIMES

ชิงทุนอาเซียน เรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำสิงคโปร์ คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 ใน 3 ปีครึ่ง

1.) คุณอ๋อง พชรพล ชัฎอนันต์ ก่อนไปเรียนต่อที่สิงคโปร์ ได้ศึกษาระดับชั้นมัธยมต้น ณ โรงเรียนสาธิตปทุมวัน ภาคไทย เป็นเด็กเรียนดีปกติ ทำเกรดได้ 4.00 ไม่ได้เป็นเด็กแข่งขันทางวิชาการ แต่ที่บ้านสนับสนุน ทั้งการเรียนและกิจกรรม 

2.) กระทั่งครูประจำชั้น น้องสาวและคุณแม่ แนะนำให้ลองสมัครทุนที่ชื่อว่า ASEAN Scholarship เป็นทุนที่รัฐบาลไทยมอบให้กับเด็กนักเรียนในประเทศอาเซียน วิธีการสมัครคือ ให้ส่งใบสมัครเป็นโปรไฟล์ไปพิจารณาก่อน หากผ่านรอบโปรไฟล์จะต้องไปสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ สำหรับทุนนี้ ไม่ได้มองหาเฉพาะเด็กที่เก่งทางด้านวิชาการเท่านั้น แต่ต้องทำได้ดีทั้งการเรียน กิจกรรม จิตอาสา มีความเป็นผู้นำ และมีศักยภาพ

3.) คุณอ๋องได้รับเลือกเข้าไปสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ ตอนนั้นภาษาอังกฤษไม่ได้แข็งแรง เพราะเรียนภาคไทยมาตลอด แต่คิดว่ากรรมการน่าจะเห็นบางอย่างจากการตอบคำถาม 

4.) ปีแรกที่สิงคโปร์ คุณอ๋องเริ่มเรียนในระดับชั้น ม.3 และ ม.4 ที่เรียนโรงเรียนชายล้วน Victoria Secondary School, St Andrew’s Junior College เป็นช่วงชีวิตการเรียนที่ยากลำบากที่สุด เพราะต้องปรับตัวทั้งภาษา วัฒนธรรม การออกจาก Comfort Zone และอื่น ๆ 

5.) คุณอ๋องเล่าว่า ปีแรกที่ไป สิ่งที่ยากที่สุดคือ วิชาภาษาอังกฤษและสังคม เพราะวิชาภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ ไม่โฟกัสกันที่ Vocab หรือ Grammar เหมือนตอนเรียนที่ไทยแล้ว แต่จะสอนเกี่ยวกับ Writing และ Content ช่วงพักกลางวันหรือหลังเลิกเรียน คุณอ๋องต้องไปอ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่ห้องสมุด ท่องคำศัพท์ทุกวัน 

6.) คุณอ๋องเคยเครียดมาก เพราะสอบตกในวิชาภาษาอังกฤษและสังคมตั้งแต่ครั้งแรก จากเคยเรียนที่ไทยได้ 4.00 มาตลอด เกิดความเครียดจนร้องไห้ แต่โชคดีที่พ่อแม่ไม่กดดันและคอยช่วยเหลือ หาวิธีแก้ไข เมื่อแรงกดดันน้อยลง ความเครียดก็ลดลง ทำอะไรได้ดีขึ้นเป็นลำดับ

7.) ผ่านไป 2 ปี คุณอ๋องต้องไปสอบ O level ซึ่งเป็น National exam ของสิงคโปร์เพื่อเข้าเรียน Pre University หรือ Junior College ระดับชั้น ม.5 – ม.6 ได้เข้าโรงเรียนที่ชื่อว่า St Andrew’s Junior College โดยได้อยู่ห้อง Talent Development Program ซึ่งการเรียนที่นี่จะลดวิชาเรียนลงไปเยอะมาก 

8.) หลังจากเรียนจบ 4 ปี มีการสอบ A level เป็น National exam เช่นกัน ใช้คะแนนยื่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่สิงคโปร์  โดยคุณอ๋องได้รับ Offer พร้อมทุน จาก Nanyang Technological University คณะ Computer Engineering

9.) สิ่งที่ทำให้คุณอ๋องเรียนจบภายใน 3.5 ปี คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 มาครองได้ เพราะที่สิงคโปร์นักเรียนทุกคนจะมีโอกาสได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศครึ่งปี แต่คุณอ๋องเลือกที่จะไม่ไป ทำให้เรียนจบได้ไว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ การรู้จักตัวเอง รู้ความสามารถของตัวเอง 

10.) คุณอ๋องเชื่อว่า เวลาในมหาวิทยาลัยไม่ได้มีไว้เรียนอย่างเดียว มหาวิทยาลัยเป็นสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ที่จะทดลองสิ่งต่าง ๆ และทำข้อผิดพลาด เวลาส่วนใหญ่สามารถไปทดลองทำนู่นทำนี่ได้เยอะพอสมควร 

11.) เป้าหมายในอนาคต คุณอ๋องมีความสนใจในด้านการศึกษา นอกเหนือจากการทำงาน Full-time แล้ว เวลาว่างเสาร์อาทิตย์ยังรับสอนพิเศษให้น้อง ๆ ที่จะเตรียมไปสอบทุนอาเซียน ในอนาคตอยากจะเปิดเป็นเซนเตอร์ที่จะซัพพอร์ตน้อง ๆ ที่ต้องการหาทุน หรือหาโอกาสเพื่อไปต่อยอด ดึงศักยภาพของน้อง ๆ ออกมา


ข้อมูลจากรายการ THE STUDY TIMES Story วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 : https://www.youtube.com/watch?v=uEbrFlgbSng&ab_channel=THESTUDYTIMES


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top