Saturday, 4 February 2023
LITE

“หมอตำแย” หมอทำคลอดแท้ ๆ แต่ทำไม ? ต้อง “ตำแย”

ถ้าพูดถึงนางผดุงครรภ์คนส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่าหมอตำแย คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักกันดีว่า หมายถึงหมอหรือผู้ชำนาญการในการทำคลอด
.
คำว่า “ตำแย” มีที่มาจากไหน ส.พลายน้อย เคยเล่าว่าพบคำว่า “daya” ในภาษาฮินดูสตานีหมายถึง หมอตำแย ในคัมภีร์ประถมจินดา หรือ ปฐมจินดา ซึ่งเป็นคัมภีร์แพทย์แผนไทยเกี่ยวกับการสูติกรรม ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากคัมภีร์อายุรเวทของอินเดีย มีการอ้างอิงถึงผู้แต่งคัมภีร์ว่าได้แก่มหาเถรตำแย
.
ดังในตอนหนึ่งของคัมภีร์ปฐมจินดาบันทึกไว้ว่า “ปุน จปรํ มาตุรัก์ขิปติฏ์ฐิตรํ ชีวกโกมาโรหรํ อาภตรํ ฐาเน อิทรํ สุตรํ อิติ เอต์ถ วจนัส์ส มหาเถรโต อโหสีติ (ปุน จปรํ) ว่าในถ้อยคำอนึ่งเล่า (อหํ) อันว่าเข้า (ชีวกโกมาโร) ชื่อชีวกโกมารภัจ (สุตํ) ได้สดับฟัง (มหาเถรโต) จากสำนักพระมหาเถรผู้ชื่อว่าตำแย (อาภตํ) เธอนำมา (ปติฏ์ฐิตํ) สำทับลงไว้ (มาตุคัพ์ภรัก์ขัม๎หิ) ในคัมภีร์ครรภ์ทรักษานี้ (เอต์ถ วจเน) ในถ้อยคำหนึ่งเล่า (อัส์ส มหาเถรัส์ส) แห่งพระมหาเถรนั้น (อิติ) ด้วยประการดังนี้”
.
บางท่านเห็นว่าคำ ตำแย เพี้ยนมาจากคำว่า อาเตรยะ ซึ่งเป็นชื่อของมหาฤๅษีผู้ทรงความรู้ทางด้านการแพทย์แห่งสำนักตักสิลา เชื่อกันว่าเป็นอาจารย์ของหมอชีวกโกมารภัจด้วย ส่วนคำว่า “ผดุงครรภ์” ว่ากันว่าเป็นคำที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ใช้ในการเรียกหมอตำแย จึงเป็นคำที่ใช้กันอย่างเป็นทางการตั้งแต่นั้นเรื่อยมา
.
นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ได้สืบค้นหารากศัพท์ในหลายแหล่งจนได้ความรู้มาว่า ในภาษาไทยยวนเรียกหมอตำแยว่า “แม่จ่าง” ภาษาไทใหญ่เรียกว่า “แม่เก็บ” ภาษาใต้แถบฝั่งอันดามันเรียกว่า “แม่ทาน” แต่ทางฝั่งอ่าวไทยเรียกว่า “หมอตำแย” ภาษาไทยดำในเมืองแถนหรือเดียนเบียนฟูเรียกว่า “หมอสิงแบ่” (สิง แปลว่า คลอด) หรือ “หมอเห็นหน้า” ภาษาจ้วงเรียกว่า “แม่ซึ้บเสง” ภาษาทางฝั่งอีสานใต้ สุรินทร์ ศรีษะเกษ เรียกว่า “แม่ตอบหมอบ” ภาษาลาวใต้ทางจำปาสัก ปากเซ เรียกว่า “แม่ตะหมอบ” ภาษาเขมรในเมืองเขมรเรียกว่า “ฉม็อบ (Chhmob)” หมายถึง หมอออกลูก ซึ่งในอีสานใต้และลาวอาจจะมีรากคำมาจากภาษาเขมรนั่นเอง แต่ในลาวเหนือหลวงพระบาง เวียงจัน เรียกว่า “หมอตำแย” หากในกลุ่มชาวมุสลิมก็เรียกว่า “โต๊ะบิแด” หรือ “บิดัน”
.
ทั้งคำว่าหมอตำแยและคำเรียกหมอตำแยในชื่อต่างๆ ของภาษาถิ่น นิพัทธ์พร เห็นว่า อาจสะท้อนให้เห็นความหลากหลายของความรู้ทางการแพทย์ท่ามกลางความหลากหลายของวัฒนธรรม การเรียกชื่อผู้ทำคลอดว่า หมอตำแย มีนัยเชื่อมโยงไปถึงการได้รับอิทธิพลของความรู้ทางการแพทย์แบบอายุรเวท ส่วนในพื้นที่ ๆ ไม่ได้รับอิทธิพลมากนักและมีความรู้ในการทำคลอดของตนเอง จึงยังมีชื่อเรียกผู้ทำคลอดตามวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ
.
ในช่วงศตวรรษที่ ๑๙ เมื่อมหาอำนาจชาติตะวันตกได้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์และอาณานิคมในดินแดนแถบตะวันออกเฉียงใต้ บรรดาคณะบุคคลต่างๆ ที่เข้ามาก็ได้นำเอาความรู้แขนงต่างๆ เข้ามาถ่ายทอดกับคนท้องถิ่นด้วย ความรู้ทางด้านการแพทย์แบบตะวันตกสมัยใหม่ก็เข้ามาในเวลานั้นด้วย บรรดาผู้ทรงความรู้ทางด้านการแพทย์ก็พยายามหักล้างความรู้ความเชื่อของท้องถิ่นด้วยวิทยาการทางการแพทย์แขนงต่างๆ เพื่อสร้างความศรัทธาต่อวิทยาการตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การปลูกฝี และการทำคลอดหรือการผดุงครรภ์แบบตะวันตกในดินแดนอาณานิคม
.
สำหรับสยามในเวลานั้น แม้จะไม่มีได้ตกเป็นอาณานิคมของชาติใด แต่การจูงใจให้หันมาใช้วิธีการทำคลอดแบบตะวันตกโดยหมอมิชชันนารีก็เป็นไปอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะหมอบรัดเลย์ (หรือนายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ Dan Beach Bradley) หมอบรัดเลย์พยายามจูงใจให้บรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูง เชื่อมั่นในวิธีการผดุงครรภ์แบบตะวันตกตั้งแต่ก่อนคลอดจนหลังคลอด และพยายามให้เลิกการอยู่ไฟด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทรมาน และได้รับทุนพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เขียนตำรา “ครรภ์ทรักษา” พ.ศ. ๒๓๘๕ (ค.ศ. ๑๘๔๒) โดยตีพิมพ์เป็นจำนวน ๒๐๐ ฉบับ แจกจ่ายให้กับบรรดาหมอหลวงในเวลานั้น โดยย่อความจากคัมภีร์ครรภ์ทรักษาของแพทย์อเมริกาและแพทย์ยุโรปเวลานั้น
.
แต่ความตั้งใจของหมอบรัดเลย์ไม่สำเร็จผล จนเขาเห็นว่า “ประเพณีการคลอดของไทยนั้นมีอำนาจยิ่งกว่าอำนาจของพระมหากษัตริย์” ตลอดชีวิตของหมอบรัดเลย์ เขาไม่มีโอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการทำคลอดของสยาม กระทั่ง ๑๖ ปี หลังจากหมอบรัดเลย์เสียชีวิต สิ่งที่เขาลงแรงวางรากฐานทางความคิดไว้จึงออกผล ใน พ.ศ. ๒๔๓๒ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงเลิกการผทมเพลิง (การอยู่ไฟ) เมื่อประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้า อัษฎางเดชาวุธ และทำให้ในพระราชวังก็ยกเลิกธรรมเนียมในการต่อมา และมีการจูงใจให้ชาวบ้านเลิกอยู่ไฟด้วย จนปัจจุบันนี้หมอตำแย แทบจะสูญไปจากสังคมไทย


ที่มา https://www.sac.or.th/conference/2017/หมอตำแย/  
 

โรค “คิดไปเองว่าป่วย” 20-30 ปี เจอมากสุด

ในทางการแพทย์ยังมีโรคหนึ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินหรือไม่เคยรู้จักมาก่อน กับโรคที่มีชื่อว่า โรค “คิดไปเองว่าป่วย” หรือ “Hypochondriasis” ผู้ป่วยจะมีความเชื่อว่าตนเองป่วยด้วยโรคใดโรคหนึ่ง และถึงแม้จะหาหมอเป็นสิบๆ ครั้ง และหมอบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรก็จะไม่ยอมเชื่อง่ายๆ ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อยเลย
.
อาการของผู้ป่วยที่เป็นโรค Hypochondriasis คือ
เมื่อมีอาการทางกายบางอย่างจะพาลคิดไปว่าตัวเองป่วยเป็นโรคใดโรคหนึ่ง และจะชอบหาหมอหลายครั้ง เพราะจากการหาครั้งแรกแล้วหมอวินิจฉัยว่าไม่ได้เป็นอะไรก็จะไม่ยอมเชื่อ ทำให้ต้องหาหมอซ้ำอีก เมื่อผลวินิจฉัยออกมาเหมือนเดิม ก็จะไม่ยอมเชื่ออยู่อย่างนั้น ทำให้ต้องวิ่งเข้าวิ่งออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เพราะคนกลุ่มนี้จะเชื่อว่าตัวเองป่วยจริง ๆ
.
อาการดังกล่าวเกิดขึ้นจาก “ความวิตกกังวล” ของคนไข้เอง
เกิดจากอาการทางกายบางอย่างหรือหลายอย่าง ทำให้คนไข้เกิดความวิตกกังวลไปต่างๆ นานา ที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือต่อชีวิต ยกตัวอย่างเช่น อาการปวดท้อง อาจเป็นอาการท้องอืด ท้องเฟ้อธรรมดา แต่ในคนที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าวจะความรู้สึกไวกว่าคนปกติ และรู้สึกว่าปวดท้องหนักมาก ทำให้กังวลว่าจะเป็นโรคร้าย เป็นต้น เมื่อพบแพทย์แล้วแพทย์ทำการวินิจฉัยว่าไม่ได้ป่วยก็จะไม่ยอมเชื่อ
.
คนกลุ่มนี้จะมีความรู้สึกว่าตัวเองป่วยจริงๆ และไม่ได้แกล้งทำ ซึ่งเกิดจากจิตใต้สำนึกของบุคคลนั้น ขณะที่บางรายมีอาการทางกายบางอย่าง แต่บางรายก็อาจไม่ได้มีอาการเลยก็ได้ เช่น การนั่งใกล้ผู้ติดเชื้อ HIV แล้วกังวลว่าตนเองจะได้รับเชื้อมาทางระบบทางเดินหายใจ เมื่อพบแพทย์และทำการวินิจฉัยโรคว่าไม่พบ ก็จะหายกังวลไปได้แค่ช่วงเวลาหนึ่งแล้วกลับมากังวลใหม่ และพบแพทย์ใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ
.
ผู้ป่วยโรคนี้จะมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน
บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุทั้งวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ แต่ที่พบมากจะอยู่ในกลุ่มอายุ 20-30 ปี ส่วนมากคนที่มีความกังวลจะมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับโรคนั้นๆ เช่น การกังวลถึงการติดเชื้อ HIV ซึ่งเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ คนที่มีพฤติกรรมนี้ก็จะมีความกังวลต่อโรคนี้เป็นพิเศษ แต่ถ้าหากเป็นผู้สูงอายุที่เห็นคนใกล้ตัวเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจ หรือพบเห็นข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้สูงอายุด้วยโรคหัวใจบ่อยๆ ก็จะมีความกังวลต่อโรคนี้มากกว่าโรคอื่นๆ เป็นต้น
.
นอกจากนี้การเป็นโรคของคนในครอบครัวก็มีส่วนที่ทำให้เกิดความกังวล อย่างผู้ป่วยบางรายที่อาจเคยมีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ เมื่อตัวเองมีอาการแน่นหน้าอก ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดทั่วไป หากในคนปกติก็จะถอนหายใจสักสองสามครั้ง นั่งพักสักครู่ก็หาย แต่ถ้าเป็นคนป่วยด้วยโรค Hypochondriasis ซึ่งอาจมีความกังวลในเรื่องของโรคหัวใจอยู่แล้ว จากคนในครอบครัวที่เป็นโรคนี้มาก่อน เมื่อถอนหายใจแล้วจะสามารถหายไปได้ช่วงหนึ่ง แต่ก็จะกลับมาเป็นใหม่ เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับโรคดังกล่าวอยู่
.
วิธีการสังเกตตนเองว่าเป็นโรคนี้หรือไม่
ให้สังเกตที่จำนวนครั้งในการพบแพทย์ ในคนทั่วไปหากสงสัยว่าตนเองเป็นโรคอะไรอยู่ อาจมีการพบแพทย์ซ้ำเป็นครั้งที่สอง หากไม่เชื่อคำวินิจฉัยของแพทย์ในครั้งแรก อาจคิดว่าแพทย์ตรวจไม่พบ หรืออะไรก็ตาม แต่เมื่อพบแพทย์ครั้งที่สองแล้วไม่พบโรคอีก ก็จะเลิกพบไปในที่สุด แต่ถ้าหากมีการพบแพทย์ซ้ำมากกว่าสองครั้งขึ้นไป ก็เป็นไปได้ว่าอาจเป็นโรค Hypochondriasis อยู่
.
การวินิจฉัยโรคดังกล่าว
จะมีการตรวจทั้งทางกายและใจร่วมกัน ก่อนอื่นต้องตรวจให้แน่ใจก่อนว่าคนไข้ไม่ได้เป็นโรคที่กังวลอยู่จริงๆ หรือถ้าหากตรวจพบตามอาการที่คนไข้บอก ก็ต้องแน่ใจก่อนว่าอาการนั้นไม่ใช่โรคร้ายที่คนไข้กังวลอยู่ นั่นเป็นการตรวจทางกาย แล้วจึงตรวจทางใจร่วมกัน
.
วิธีการรักษาโรคดังกล่าว
โดยทั่วไปค่อนข้างรักษายาก เพราะเกิดจากความกังวลและเป็นตัวตนของคนไข้เอง ก่อนอื่นก็ต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจก่อนว่าร่างกายของคนไข้ปกติดี ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไร ซึ่งต้องอาศัยท่าทีที่น่าเชื่อถือของแพทย์ร่วมด้วย หรืออาจอธิบายให้คนไข้เข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่ได้รุนแรงหรือเป็นโรคร้าย ขั้นต่อไปคือการให้ยาลดความวิตกกังวล รวมถึงการฝึกฝนคนไข้ใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมอง ความคิดของตัวเอง เกี่ยวกับอาการป่วยที่คนไข้กังวลอยู่ ในขั้นนี้จะเรียกว่าจิตบำบัด ที่สำคัญที่สุดคนรอบข้างต้องให้ความเข้าใจในตัวคนไข้อย่างมาก


ที่มา https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/โรคคิดไปเองว่าป่วย-hypochondriasis-หา/ 
 

รู้จัก Samhainophobia โรคกลัววันฮาโลวีน

เทศกาลฮาโลวีนใกล้เข้ามาแล้ว น่าจะเป็นหนึ่งในเทศกาลที่หลายคนชื่นชอบกับการแต่งผีแล้วมา Trick or Treat หลอกหรือเลี้ยงกัน แต่รู้ไหมว่ามีคนบางกลุ่มที่ไม่ชอบและกลัววันฮาโลวีนอยู่ โดยอาการนี้เรียกว่า Samhainophobia
.
Samhainophobia รากศัพท์มาจากคำว่า Samhain Festival เป็นเทศกาลของกลุ่มเซลติค (Celtic) ราวๆ 2,000 ปีก่อน โดยถือว่าวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันสิ้นปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเป็นวันที่โลกของคนตายเข้าใกล้โลกของคนเป็นมากที่สุด ผู้คนเลยต้องแต่งตัวเป็นผี เพื่อให้วิญญาณสับสนแล้วไม่มาสิงร่างของตัวเอง
.
ส่วนอีกคำคือคำว่า phobia คำที่ใช้อธิบายถึงการเป็นโรคกลัวอะไรบางอย่าง พอสองคำรวมกันก็หมายถึงคนที่มีความกลัววันฮาโลวีน
.
อาการของ Samhainophobia นั้นก็คล้ายกับอาการโฟเบียอื่นๆ เช่น มีอาการเหงื่อออก ,หัวใจเต้นเร็ว ,รู้สึกไม่สบายใจ ,ร้องไห้ ,หนีความมืด ,พยายามวิ่งหนี ,เกิดอาการสั่นกลัว
.
สาเหตุของ  Samhainophobia ส่วนใหญ่สาเหตุและผู้ที่เป็นมักเป็นเด็ก เนื่องจากไม่สามารถแยกได้ว่าอะไรคือเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง การแต่งกายเป็นผีอาจจะทำให้เด็กกลัวไม่สามารถแยกได้ บางรายอาจกระทบจิตใจจนเป็นภาพจำที่ไม่ดี ถูกแกล้งหลอกผี ขังให้อยู่คนเดียวกับความมืด
.
สำหรับใครที่รู้สึกมีอาการแบบนี้ เบื้องต้นพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดอาการ พยายามทำความเข้าใจ หากกระทบต่อสุขภาพแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป


ที่มา https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_433382/ 
 

สิ่งมีชีวิตแรกบนดาวอังคาร อาจทำให้ตัวเองต้องสูญพันธุ์

แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารไม่พบ แต่ข้อมูลใหม่ ๆ จากการสำรวจทำให้พวกเขาเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่า อย่างน้อยในอดีตหลายพันล้านปีก่อน จะต้องเคยมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้แน่ แต่พวกมันอาจมีพฤติกรรมทำลายตัวเองจนต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด
.
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy ฉบับวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เมื่อ 3,700 ล้านปีก่อน ดาวอังคารเคยมีจุลินทรีย์ซึ่งกินไฮโดรเจนและขับถ่ายมีเทนออกมา โดยในช่วงเวลาเดียวกันนั้น โลกก็ได้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตแบบเดียวกันขึ้นมาแล้ว
.
มีการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อทำนายถึงผลกระทบที่จุลินทรีย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกบนดาวอังคารมีต่อสิ่งแวดล้อมบนดาวของมันเอง ทำให้พบว่าหากจุลินทรีย์กินไฮโดรเจนเคยมีอยู่จริง พวกมันจะส่งผลเสียต่อชั้นบรรยากาศและการดำรงชีวิตของตนเองเป็นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากผลกระทบของจุลินทรีย์ชนิดนี้ต่อโลก
.
เนื่องจากชั้นบรรยากาศของดาวอังคารมีองค์ประกอบหลักเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจน ซึ่งต่างก็เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ช่วยกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์เอาไว้ ทำให้ดาวอังคารซึ่งอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลก มีอุณหภูมิอบอุ่นพอที่จะให้กำเนิดชีวิตในยุคราว 4,000 ล้านปีก่อนได้
.
อย่างไรก็ตามการคำนวณด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ชี้ว่า หากจุลินทรีย์ที่กินไฮโดรเจนและขับถ่ายมีเทนออกมามีอยู่จริงในยุคต้นของดาวอังคาร พวกมันจะทำให้ไฮโดรเจนในชั้นบรรยากาศหมดไปอย่างรวดเร็ว จนดาวอังคารสูญเสียความสามารถในการกักเก็บความร้อน และพื้นผิวดาวเย็นลงจนไม่สามารถมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้อีก
.
การคาดการณ์ด้วยแบบจำลองชี้ว่า อุณหภูมิพื้นผิวของดาวอังคารที่มีชั้นบรรยากาศปกคลุมเพียงเบาบาง ลดต่ำลงจากเดิมที่อยู่ในช่วง 10-20 องศาเซลเซียส ไปอยู่ที่จุดหนาวเย็นสุดขั้วถึง -57 องศาเซลเซียส ทำให้บรรดาจุลินทรีย์ที่เป็นตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจต้องหนีหนาวลงไปอยู่ในชั้นดินหินลึกจากพื้นผิวถึง 1 กิโลเมตร ก่อนจะสูญพันธุ์ไปในเวลาราว 200-300 ล้านปีหลังจากนั้น
.
ภายในช่วงทศวรรษหน้า มนุษย์อาจได้มีโอกาสไปเหยียบดาวอังคารและทำการสำรวจหาร่องรอยสิ่งมีชีวิตโบราณได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ว่าสมมติฐานข้างต้นเป็นความจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการพบร่องรอยของมีเทนบนดาวอังคาร ซึ่งเชื่อว่าอาจเกิดมาจากสิ่งมีชีวิตแล้ว
.
ดร. บอริส ซอเทอรีย์ ผู้นำทีมวิจัยจากสถาบัน IBENS ของฝรั่งเศส กล่าวสรุปว่า “องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ให้กำเนิดชีวิต สามารถพบได้ทั่วไปในจักรวาล จึงมีความเป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นอยู่เสมอในดวงดาวทั้งหลาย แต่หากสิ่งมีชีวิตนั้นไม่สามารถรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตเอาไว้ได้ ก็จะต้องสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว”


ที่มา https://www.bbc.com/thai/articles/c99881p49kwo 
 

5 "ผลไม้" รักษา สิว ลดริ้วรอย บนใบหน้า ดูกระจ่างใส

ปัญหากวนใจ ใครหลาย ๆ คน สำหรับทุกช่วงวัย ต่างหนีไม่พ้น ริ้วรอย หรือ การเกิด "สิว" บนใบหน้า ซึ่งทุกครั้งเมื่อ ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลใจ เพราะการเป็น จะใช้เวลานานในการรักษา ซึ่งมีสาเหตุหลายอย่างจากการเกิด ทั้ง การสะสมสิ่งสกปรกบนใบหน้า การแพ้เครื่องสำอาง ฝุ่นควัน สภาพอากาศ ที่แปรปรวน และอื่น ๆ แต่มีสิ่ง ๆ หนึ่งที่จะช่วยบรรเทา และ รักษา "สิว" ให้หายไปได้จาก "ผลไม้" ที่มี สรรพคุณ ช่วยรักษาได้
.
โดย 5 "ผลไม้" ที่ช่วยรักษา "สิว" บนใบหน้า มีดังนี้
.
1. "แตงโม" หนึ่งใน "ผลไม้" ที่อุดมไปด้วย วิตามินบี 6 และ วิตามินซี ทำให้ "แตงโม" เป็นผลไม้ที่สามารถช่วยรักษา "สิว" ได้ดี และดูแลผิวหน้าได้เป็นอย่างดี โดยหากกินบ่อย ๆ เป็นประจำจะทำให้ผิวหน้าฉ่ำเด้ง สุขภาพดี มีน้ำมีนวล และที่สำคัญ ยังช่วยให้ผิวเนียนใสไร้ "สิว" อีกด้วย
.
2. "ลิ้นจี่" เป็น "ผลไม้" ที่มีโอลิดกนอล ซึ่งเป็น สารอาหาร ที่จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ "ลิ้นจี่" นั้นยังมีคุณสมบัติช่วยต่อต้าน ริ้วรอย และยังช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสภาพสวยใสได้ด้วย ยังไม่หมดแค่นี้นะเพราะ "ลิ้นจี่" ยังสามารถช่วยในการลดการอักเสบของ "สิว" บนใบหน้าได้ด้วย
.
3. "มังคุด"  จะสามารถช่วยลดการอักเสบได้ดีมาก เพราะจากการวิจัยทำให้เห็นว่า สารสกัดจากเปลือก "มังคุด"  จะมีสารที่เรียกว่า แซนโทน ซึ่งสารตัวนี้จะมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียทำให้ผิวไม่เกิดการอักเสบ หรือหากใครที่มี "สิว" อักเสบก็สามารถกิน "มังคุด"  เพื่อช่วยลดการอักเสบได้ รับรองว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีแน่นอน
.
4. "มะม่วง" เป็น "ผลไม้" ที่เหมาะกับการดูแลผิวเป็นอย่างมาก เนื่องจาก "มะม่วง" มีสารอาหารที่สามารถช่วยรักษา "สิว" ได้เป็นอย่างดี นั่นก็เพราะว่าในมะม่วงอุดมไปด้วย วิตามินเอ และ เบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ ที่แข็งแกร่งมาก จึงสามารถช่วยฟื้นฟูผิว และช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของสิวทำให้ "สิว" หายเร็วขึ้น
.
5. "มะละกอ"  นอกจากจะนิยมทานเพื่อช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและช่วยบำรุงผิวพรรณแล้ว ยังสามารถนำมาช่วยรักษาสิวอักเสบ และลดรอยดำจาก "สิว" ได้ด้วย เนื่องจากใน "มะละกอ"  มีเอนไซม์ปาเปน และ ไคโมปาเปน ช่วยย่อยโปรตีน ซึ่งสามารถลดการอักเสบต่าง ๆ ของผิวหนังได้ และยังช่วยสมานแผลได้ดี
.
และนี่คือ 5 "ผลไม้" ช่วยรักษา ริ้วรอย ลดอาการเกิด "สิว" บนใบหน้า ให้ดูกระจ่างใส หยุดปัญหากวนใจของทุกช่วงวัย ให้กลับมาดู สวยสดใส


ที่มา https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/beauty/533692 
 

โคมไฟ IKEA Design สวย กระแสเชียร์

ยอมรับเลยจริงๆว่าเป็นคนที่แบบทาสการตลาดมากก เห็นกระแสอะไรนิดอะไรหน่อยไม่ได้บอกเลยว่าต้องซื้อตามแน่ ๆ แล้วนี่เป็นผู้หญิงอะไรยิ่งสวยๆงามๆ ๆ คือพลาดไม่ได้ อันไหนใช้แล้งสวยบอกเลยวิ่งไปตำ เงินจะหมดไม่ว่าแต่หน้าต้องสวยตลอดค่า

นี่เลยโคมไฟอีเกีย ตัวนี้ไม่พูดถึงไม่ได้ ลองเสิร์จได้เลยทุกแอพเจ้าตัวนี้มาแรงแซงโค้งจริงๆๆ เพราะว่าพอเปิดมานะ เวลาถ่ายรูปผิวเราจะสวยมากกก ออกนวลๆก็เลยเป็นที่มาของโคมไฟอีเกียที่ฮิตๆ ๆ กันนี่แหละ และพิมก็ไปซื้อตามกระแสจนได้ ทนไม่ไหวอ่ะ พอซื้อมาแล้วลองใช้คือมันดีตามที่เป็นกระแสเลยจริงๆ ๆ ผิวสวยไม่ไหว

ตัวนี้เป็น โคมไฟโต๊ะทำงานจากพลาสติกรีไซเคิล แล้วไฟของเขาก็คือให้แสงไฟเฉพาะจุดที่ย้ายไปใช้ในบริเวณต่างๆ ของบ้านได้ง่าย และเข้ากันได้ดีกับสไตล์การตกแต่งภายในบ้าน ดีไซน์ตัวโคมไฟก็คือตั้งแต่หัวจรดปลายสมกับที่เป็นของอีเกียเลยจริงๆ

แล้วว่าไม่ได้นะถึงจะเป็นพลาสติก แต่จะบอกว่าของอีเกียแข็งแรง ทนทาน ใช้งานได้นานมากกก เคยเผลอทำโคมไฟตกครั้งนึง ยังไม่แตกเลยจ้าาา น้องตุยยากเว่อออ เคยไปอ่านเจอมาที่เขาทำเป็นพลาสติกเพราะแบรนด์เขาใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากกก พลาสติกที่เอามาทำโคมไฟสามารถหมุนเวียนได้ 100% เลย 

การใช้งานไม่ซับซ้อนซ้อนอะไรมากโคมไฟจะมีแค่ 2 ส่วน ส่วนไฟกับส่วนฐานเสียบปลั๊กใช้ได้เลยซึ่งเหมาะกับคนยุคนี้มากที่ไม่ใช่ทำอะไรยุ่งยาก อารมณ์แบบมาถึงพร้อมใช้เลยก็นี่แหละของอีเกียตอบโจทย์สุด พูดถึงเรื่องราคาก็หลักร้อย บอกเลยว่าคุ้ม ใช้งานได้นานมีประโยชน์ แถมแข็งแรงทนทานอีก

ส่วนตัวใช้ทำอะไรบ้างก็เอาไว้ใช้อ่านหนังสือ ใช้ไว้ตอนถ่ายงานเพราะรู้สึกเปิดแล้วผิวจะสวยเป็นพิเศษ หรือบางทีฝนตกอยากได้ฟีล ห้องสลัวๆ ก็เปิดเจ้าโคมไฟตัวนี้แหละบอกเลยว่ามูดดีขึ้น 60%

พิกัด
ราคา : 149 บาท
ออนไลน์ : https://www.ikea.com/th/th/p/svallet-work-lamp-dark-grey-white-70358487/ 


รีวิวโดย พิม THE STUDY TIMES 
 

“วัดชลธาราสิงเห” สวยงามคลาสสิก เสน่ห์ใต้สุดด้ามขวาน

เราจะพาไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของ “วัดชลธาราสิงเห” อันสวยงามคลาสสิก จนถูกยกให้เป็นอันซีนไทยแลนด์ พร้อมกับมุมลับซ่อนเร้นที่มากไปด้วยเรื่องน่าสนใจ รวมถึงเรื่องราวความสำคัญที่ชวยปกป้องผืนดินไทยบางส่วนเอาไว้ จนได้ชื่อว่า “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย”
.
ที่ริมชายแดนสุดปลายด้ามขวาน ห่างจากชายฝั่งทะเล อ.ตากใบ เพียงไม่กี่ร้อยเมตร เป็นที่ตั้งของ “วัดชลธาราสิงเห” วัดที่นอกจากจะเป็นอันซีนไทยแลนด์แล้ว ยังมีความสำคัญยิ่งเพราะสามารถช่วยปกป้องพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทยส่วนหนึ่งเอาไว้ได้ จนได้ชื่อว่า “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย”
.
วัดชลธาราสิงเห ตั้งอยู่ริมแม่น้ำตากใบ ที่บ้านท่าพรุ ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2403 ในสมัยปลายรัชกาลที่ ๔ โดยผู้สร้างคือ “พระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด)” ได้เลือกพื้นที่ป่าริมแม่น้ำตากใบที่มีความสงบ มีวิวทิวทัศน์สวยงามสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมา โดยท่านพระครูพุดต้องไปขอที่ดินสร้างวัดจากเจ้าเมืองกลันตัน เพราะอำเภอตากใบสมัยนั้นยังอยู่ในเขตรัฐกลันตัน
.
เดิมวัดแห่งนี้ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “วัดท่าพรุ” หรือ “วัดเจ๊ะเห” ตามชื่อหมู่บ้านและตำบลที่ตั้ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2452 “ขุนสมานธาตุวฤทธิ์ (เปลี่ยน กาญจนรัตน์)” นายอำเภอตากใบสมัยนั้น ได้เปลี่ยนชื่อวัดแห่งนี้ใหม่เป็น “วัดชลธาราสิงเห” ที่มีความหมายว่า “วัดริมน้ำที่สร้างด้วยภิกษุที่มีบุญฤทธิ์ประดุจราชสีห์” โดยคำว่า “ชลธารา” มาจากที่ตั้งของวัดที่อยู่ติดริมแม่น้ำตากใบ ส่วน “สิงเห” มาจาก “สิงห์” หรือ “ราชสีห์” ซึ่งเปรียบดังพุทธคุณบารมีของท่านพระครูพุด ที่ชาวบ้านให้ความเลื่อมใสศรัทธาและเป็นที่เกรงขามประดุจดังสิงห์หรือราชสีห์
.
ปัจจุบันวัดชลธาราสิงเห เป็นวัดที่ร่มรื่นสงบงามริมแม่น้ำตากใบ เป็นหนึ่งในวัดคู่บ้านคู่เมืองนราธิวาส วัดแห่งนี้โดดเด่นไปด้วยงานฝีมือจากช่างท้องถิ่นที่ผสมผสานงานศิลปกรรม ทั้งไทยพุทธ มุสลิม และจีน ให้เข้ากันได้อย่างสวยงามกลมกลืน เหมือนวิถีชีวิตของคนที่นี่ที่เป็นพหุวัฒนธรรม
.
สำหรับไฮไลท์น่าสนใจอันโดดเด่นของที่นี่ ก็นำโดยพระอุโบสถหรือโบสถ์หลังปัจจุบัน ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2416 ในสมัยรัชกาลที่ ๕ หันหน้าออกไปทางแม่น้ำตากใบ (โบสถ์หลังแรกสร้างยื่นเข้าไปในแม่น้ำตากใบ ปัจจุบันไม่มีแล้ว)
.
โบสถ์หลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ศิลปะรัตนโกสินทร์ที่สวยงามสมส่วน หลังคาซ้อน 3 ชั้น มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ถัดไปเป็นซุ้มเสมา ตรงซุ้มประตูทางเข้าโบสถ์ด้านหน้ามีรูปเคารพท้าวเวสสุวรรณ 2 องค์ สีแดง-เขียว ที่มีเอกลักษณ์คือมีผ้าขาวม้าเคียนเอว (บางทีก็นุ่งผ้าขาวม้าแบบโสร่ง)
.
ตรงหน้าบันของโบสถ์ด้านหน้า ชั้นบนสุดประดับลวดลายปูนปั้นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ถัดลงมาเป็นรูปเทวดา 2 องค์ ถือป้ายตัวเลขระบุปีที่สร้างโบสถ์ (2416)
.
บริเวณโบสถ์รอบนอกมีมุมอันซีนประดับไว้ ให้เราได้แหงนหน้าชมภาพจิตรกรรมที่เขียนเป็นช่อง ๆ ปิดทับด้วยกระจกใส (ดูคล้ายกรอบรูป) ในคานรองรับหลังคา (ซ้อนชั้น 3) ซึ่งหาชมไม่ได้ง่าย ๆ
.
ขณะที่ภายในโบสถ์ประดิษฐาน “หลวงพ่อใหญ่” หรือ “พ่อท่านใหญ่” พระประธานปางมารวิชัยปิดทองอร่าม ด้านหลังองค์พระทาสีข่าวปล่อยโล่ง
.
ที่ผนังด้านขวา-ซ้าย และด้านหน้า (ตรงข้ามองค์พระ) ประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือจิตรกรพื้นบ้านนำโดย “พระธรรมวินัย (จุ้ย)" และ “ทิดมี” ช่างชาวสงขลา ที่บรรจงวาดภาพถวายเป็นพุทธบูชาออกมาได้อย่างสวยงามคลาสสิก ซึ่งปัจจุบันกรมศิลปากรได้ทำการบูรณะใหม่โดยคงไว้ตามลักษณะเดิม
.
ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่นี่เขียนเรื่องไตรภูมิ พุทธประวัติตอนต่าง ๆ ภาพเทพชุมชน รวมถึงภาพศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ประเพณี การละเล่นต่าง ๆ โดยเฉพาะการละเล่นกีฬา “ชนแพะ” ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนพื้นที่ในสมัยนั้น
.
พร้อมกันนี้ยังมีภาพเหตุการณ์ร่วมสมัยของยุคนั้น ที่มีชาวจีน แขก และฝรั่งต่างชาติเข้ามาในบ้านเรา มีคาราวานสินค้า และเรือแพที่ใช้โดยสารติดต่อกัน ซึ่งช่างท้องถิ่นบรรจงวาดสร้างสรรค์ภาพออกมาได้อย่างสวยงาม ประณีต ใช้สีสันจัดจ้าน และมีรายละเอียดลูกเล่นของช่างแทรกอยู่ทั่วไป จนได้ได้ชื่อว่าเป็นภาพจิตกรรมฝาผนังที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้
.
ด้านข้างโบสถ์ (ฝั่งขวาเมื่อมองเข้าไป) มีรูปเคารพของ “พระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด)” ผู้สร้างวัดแห่งนี้ให้กราบสักการะ
.
ส่วนที่ลานโล่งหน้าโบสถ์ (ฝั่งแม่น้ำ) ในอดีตเป็นสถานที่ทำพิธี “ล้างตัว” ของชาวบ้าน ใช้ในกรณีที่ชาวบ้านทะเลาะพิพาทกัน แล้วเมื่อจะให้อภัยกัน ผู้นำชุมชนก็จะนำคู่กรณีมาทำพิธีล้างตัวดื่มน้ำสาบานต่อหน้าองค์พระประธานคือหลวงพ่อใหญ่ เพื่อให้เลิกแล้วต่อกัน ซึ่งปัจจุบันพิธีความเชื่อแบบนี้หายไป เปลี่ยนมาใช้กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายแทน
.
วัดชลธาราสิงเหยังมี “พิพิธภัณฑ์วัดชลธาราสิงเห” เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ล่องใต้มาเยือนวัดนี้พิพิธภัณฑ์หลังนี้เดิมคือ “กุฏิสิทธสารประดิษฐ์” เป็นสถาปัตยกรรมพื้นบ้านภาคใต้ที่สวยงามคลาสสิก ซึ่งกรมศิลป์ได้มาบูรณะและปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านตั้งแต่ปี พ.ศ.2545
.
อาคารพื้นถิ่นภาคใต้หลังนี้ มีหลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องดินเผา ตรงยอดจั่วประดับรูปครุฑ มีลวดลายฉลุไม้ประดับอยู่ตามเชิงลาย รวมถึงตามผนังที่ฉลุเป็นช่องเล็ก ๆ ทั่วอาคารเพื่อรับลมระบายอากาศ ส่วนบันไดทางเดินมีหลังคาคลุมลงมาจนถึงชาน สะท้อนความเป็นพื้นที่ฝนตกชุกของปักษ์ใต้บ้านเรา
.
บนเพดานที่โถงด้านหน้า ส่วนหนึ่งกรมศิลป์ได้นำภาพวาดเขียนสีบนแผ่นไม้ฝีมือช่างท้องถิ่นมาประดับทำเป็นฝ้าเพดาน มีไฮไลท์คือภาพอันซีนที่น่าจะมีหนึ่งเดียวในเมืองไทย คือภาพวาด “พระพุทธรูปปางนาคปรกยิ้ม” กับพญานาค 7 เศียรที่แผ่พังพานปกป้องพระพุทธเจ้าซึ่งมีใบหน้ายิ้มร่าอย่างน่ารัก สันนิษฐานว่าช่างที่วาดคงจะอารมณ์ดีมาก ๆ ตอนวาดภาพนี้
.
ส่วนภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปวัตถุและเรื่องราวของอำเภอตากใบ ไม่ว่าจะเป็น ธรรมมาสน์, ตู้พระธรรมลายรดน้ำเท้าสิงห์หายาก,เครื่องถ้วยยุโรป-จีน, อุปกรณ์ทำมาหากินของชาวบ้าน, ไม้กวาดแกะสลักลงสีที่สวยงามมากจนถูกยกให้เป็นหนึ่งในไม้กวาดที่สวยที่สุดในเมืองไทย, ปลากุเลาตากใบจำลองที่หลายคนเห็นแล้วอดน้ำลายไหลไม่ได้ ฯลฯ
.
รวมถึงมีภาพวาดและงานแกะสลักอันซีนที่มีเอกลักษณ์ประดับแฝงอยู่ทั่วไป ให้เราได้สอดส่ายสายตาค้นหา ไม่ว่าจะเป็นรูปทหารมอญที่บานประตู ภาพพระเดินเรียงแถวบิณฑบาต งานแกะสลักรูปดอกไม้ หน้ากาล ค้ำยันลวดลายต่าง ๆ เป็นต้น
.
นอกจากนี้ที่นี่ยังมีการจัดแสดงและจำลองหุ่นขี้ผึ้งการลงนามสนธิสัญญาไทย-อังกฤษ หรือ “สนธิสัญญาแลกเปลี่ยนสิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ระหว่างสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ผู้แทนฝ่ายไทย และนายราลฟ์ แปชยิต ผู้แทนฝ่ายอังกฤษ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์สำคัญของชาติไทย
.
นอกจากโบสถ์ และ พิพิธภัณฑ์ ที่ถือเป็น 2 จุดไฮไลท์สำคัญแล้ว วัดชลธาราสิงเหยังมีสิ่งน่าสนใจชวนชมอีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น “กุฏิอดีตเจ้าอาวาส” ที่เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้อันสวยงามสมส่วน ซึ่งวันนี้กรมศิลป์บูรณะปรับปรุงใหม่ ภายในมีภาพจิตกรรมประดับอยู่บนเพดาน คาน หัวเสา และบางส่วนของฝาผนัง เป็นภาพจากฝีมือช่างพื้นบ้านที่เขียนด้วยสีพาสเทลดูสบายตา โดยมีภาพอันซีนที่ดูน่ารัก ๆ แฝงซ่อนอยู่หลายจุดด้วยกัน
.
“พระพุทธไสยาสน์” หรือพระนอนที่องค์พระประดับด้วยกระจก ที่ฐานและผนังด้านหลังประดับด้วยเครื่องถ้วยชามจีนที่ดูสวยงามเป็นเอกลักษณ์
.
นอกจากนี้ก็ยังมีเจดีย์ทรงลังกา และสถาปัตยกรรมเรือนไทยพื้นถิ่นภาคใต้อันสวยงามคลาสสิก คือ หอระฆังทรงมณฑป หอระฆังทรงจตุรมุข ศาลาโถง และศาลาท่าน้ำ
.
รวมถึงมี “ศาลาริมน้ำทรงมณฑป” ที่รัชกาลที่ ๖ เคยเสด็จทางชลมารคมาอำเภอตากใบ แล้วประทับที่ศาลาหลังนี้เพื่อทอดพระเนตรการแข่งเรือและถวายจตุปัจจัยบำรุงวัด เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2458
.
อย่างไรก็ดีเนื่องจากปัจจุบันศาลาทรงมณฑปรับเสด็จอายุกว่า 100 ปี ได้มีสภาพทรุดโทรมมาก กรมศิลป์จึงรื้อถอนเพื่อทำการก่อสร้างศาลาหลังใหม่ ซึ่งชาวบ้านก็รอกันว่าเมื่อไหร่กรมศิลป์จะได้ลงมือดำเนินการเสียที เพราะนี่คืออีกหนึ่งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอำเภอตากใบ
.
วัดชลธาราสิงเห มีอีกหนึ่งชื่อเรียกขานคือ “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย” เนื่องจากวัดนี้สามารถช่วยปกป้องพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทยส่วนหนึ่งเอาไว้ไม่ให้เสียดินแดนจากการรุกรานล่าอาณานิคมของ (โจร) มหาอำนาจตะวันตก
.
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในยุคล่าอาณานิคมของมหาตะวันตกเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วในสมัยรัชกาลที่ ๕ อังกฤษที่เข้ามายึดครองแหลมมลายู ได้หาเรื่องยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของสยามประเทศ โดยต้องการผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพมาลายาซึ่งอังกฤษยึดครองอยู่
.
จักรวรรดิอังกฤษจึงได้บีบให้สยามลงนามในสนธิสัญญาไทย-อังกฤษ หรือ “สนธิสัญญาแลกเปลี่ยนสิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ซึ่งประเทศไทยเราเสียเปรียบอย่างมาก รวมถึงต้องเสียดินแดน 4 รัฐในแหลมมลายู คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส แต่ถ้าไทยไม่ยินยอมก็จะถูกอังกฤษรุกราน และอาจบุกยึดครองประเทศไทยจนสูญเสียเอกราช
.
นอกจากนี้จากสนธิสัญญาครั้งนั้น อังกฤษได้กำหนดเส้นปักปันเขตแดนใหม่ กินแดนเข้ามาถึงบ้านปลักเล็ก (เลยวัดชลธาราสิงเหเข้ามาในประเทศไทยอีกประมาณ 26 กิโลเมตร)
.
อย่างไรก็ดีไทยเราได้หยิบยกเอาพุทธสถานวัดชลธาราสิงเห มาอ้างอิงถึงการเป็นชุมชนชาวพุทธที่มีมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ของไทย ทำให้อังกฤษยอมเลื่อนเส้นแบ่งเขตแดนลงไปทางใต้อีกจนถึงแม่น้ำโกลก ช่วยให้ไทยไม่ต้องเสียพื้นที่ 4 อำเภอของนราธิวาส คือ ตากใบ แว้ง สุไหงโก-ลก และสุไหงปาดี ให้ตกเป็นของมาเลเซีย
.
ด้วยเหตุนี้วัดชลธาราสิงเหจึงเป็นที่รู้จักในอีกนามหนึ่งว่า “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย” ที่มีความสำคัญยิ่งต่อประเทศไทย


ที่มา https://mgronline.com/travel/detail/9650000098165 
 

วัดป่าดอยพระบาท เชียงราย วัดโบราณ นอกกระแสหลักของการท่องเที่ยว

ความเงียบสงบท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้บนเนินเขาเล็กๆในตำบลบ้านดู่ เป็นที่ตั้งของ “วัดดอยพระบาท” หรือที่สมัยก่อนชาวบ้านเรียกกันว่า วัดป่าดอยพระบาท อีกหนึ่งวัดเก่าแก่อายุหลายร้อยปีที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองเชียงราย
.
วัดป่าดอยพระบาท เชียงราย ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจากนักท่องเที่ยวขาจร หากกล่าวว่าเป็นวัดที่อยู่นอกกระแสหลักของการท่องเที่ยวก็ได้ แต่วัดโบราณที่สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ในสมัยพ่อขุนเม็งรายมหาราชแห่งนี้ ก็มีสิ่งที่น่าสนใจให้แวะมาชื่นชม สักการะ พร้อมทั้งเป็นแหล่งปฏิบัติธรรมที่มีบรรยากาศเหมาะสำหรับใครที่ต้องการปลีกความวุ่นวายมาสู่ความสงบ
.
วัดเป็นสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ประทับบนก้อนหินใหญ่อยู่บนเนินเขา รอยพระพุทธบาทจำลองนี้ มีการพบครั้งแรกในสมัยสงครามโลก ครั้งที่สอง
.
สันนิษฐานกันว่า วัดสร้างมานาน และมีอายุกว่า 700 ปี เดิมชื่อวัดป่าดอยพระบาท และกลายเป็นวัดร้างไม่มีพระสงฆ์ในช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อมีการพบรอยพระพุทธบาท ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ ราวปี พ.ศ. 2480 และยังทำให้พบศิลาแลง รวมถึงอิฐเป็นจำนวนมาก จากการพิสูจน์หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเป็นหินสีเขียวโบราณที่มีอายุช่วงพุทธศตวรรษที่ 18- 23 โดยฐานเป็นรูปสี่เหลียมกว้าง 10 ซม. ยาว 12 ซม.
.
วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2518 โดยมีเรื่องเล่าเป็นตำนานสืบต่อกันมา พระพุทธองค์ทรงเสด็จมายังเนินเขาแห่งนี้ ได้ประทับรอยพระบาทไว้ จึงเป็นที่มาของชื่อเนินเขา “ดอยพระบาท”
.
ต่อมาได้มีการสร้างพระธาตุไว้บริเวณใกล้กับรอยพระบาท ซึ่งเป็นพระธาตุองค์ใหม่ สร้างคร่อมองค์เดิมที่เป็นซากปรักหักพังไปแล้ว ลักษณะพระธาตุ มีฐานปัทม์สูงสองชั้น คั่นด้วยฐานบัวแก้วต่อหน้ากระดานรับเรือนธาตุ ไม่ย่อมุม เรือนธาตุมีซุ้มจระนำประดิษฐ์ฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศ ประดับลวดลายซุ้มแบบพม่า
.
มณฑปรอยพระพุทธบาท ยังมีจุดที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็น บ่อน้ำทิพย์ แต่เดิมเคยมีน้ำไหลออกมาตลอดเวลา แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว บริเวณด้านล่างนอกจากมีวัดเก่าแก่ยังมีการสร้างปูนปั้นรูปต่างไป และรูปปั้นของนรกภูมิอีกด้วย
.
วัดมีการบูรณะและเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา เช่น ใน พ.ศ. 2539 แม่ลาวัลย์ ได้สร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และได้สร้างบันไดขึ้นไปยังรอยพระพุทธบาทจำนวน 942 ขั้น
.
ในปี พ.ศ. 2546 มีการพบเครื่องทรงประเภทเครื่องประดับ เช่น มงกุฎ ปิ่นปักผม เป็นทองและเงินจำนวนมาก ขณะเตรียมการก่อสร้างวิหารหลังใหม่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นของโบราณสมัยพ่อขุนเม็งรายมหาราช
.
ในทุกปีประมาณเดือนพฤษภาคมจะมีการสรงน้ำรอยพระพุทธบาท โดยมีกิจกรรมมากมายมีการประกวดจุดบั้งไฟ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการขอฝน และการเดินทางขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาท
.
วัดดอยพระบาท ตั้งอยู่บนดอยพระบาท หมู่ 7 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย


ที่มา https://mgronline.com/travel/detail/9650000097586 
 

โต๊ะญี่ปุ่นพับได้ Function ครบจบมากก

ทุกวันนี้ต้องยกนิ้วให้กับนวัตกรรมต่างๆที่มีคนคิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของผู้คน และอิชั้นเป็นพวกขี้เกียจมากกก ที่สุดของที่สุดแม้กระทั่งเวลากินข้าว คือติดหนังติดซี่รี่แต่เข้าใจคำว่าคนขี้เกียจมั้ย ก็ขี้เกียจไปหาอะไรมาชันไอแพด บางทีไม่ได้ดูซี่รี่ก็กินข้าวไม่อร่อยไปเลยทันทีแบบหมดฟิล

แต่จะบอกว่าเจ้าตัวนี้ช่วยได้ 100% เหมาะกับคนขี้เกียจแบบพิมมากก ตัวนี้เป็นโต๊ะญี่ปุ่นแบบพับได้ราคาหลักสิบเท่านั้นคือแบบบอกเลยโคตรคุ้มที่ที่พิมซื้อจะมี 2 สี ดำกับขาวเลือกตามใจชอบเลยจ้าาา

โต๊ะคือไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป ไม่เกะกะ ใครที่บ้านมีพื้นที่จำกัดสามารถใช้เสร็จพับเก็บได้เลย ส่วนตรงขาโต๊ะจะมีรองยางไว้ไม่ต้องกลัวบ้านจะเป็นรอยคือดีมากกก

วิธีใช้งานแล้วแต่คนสะดวกสำหรับพิมใช้กินข้าว ตรงช่องเล็กๆหัวตรงสามารถวางไอแพด โทรศัพท์ดูหนังเพลินๆไปด้วยได้ ตรงข้างๆจะมีที่วางแก้วน้ำ คือดีและสะดวกมากอ่ะจริงงงง ไม่ต้องเสียเวลาไปหาที่ชันไอแพดหรือที่รองน้ำเลย มีอันนี้ตัวคือครบจบมากก

ใช้งานได้ทั้งบนที่นอนน หรือว่าบนพื้นปกติได้ด้วย จะหิ้วไปข้างนอกไปปิกนิกก็ได้เพราะตัวนี้น้ำหนักเบา พกพาง่ายมากกกกก แต่ถึงมันจะเบาแต่จะบอกว่าน้องคือแข็งแรงมากกก รับน้ำหนักได้เยอะเว่อๆเลยแหละ

บอกเลยว่าตัวนี้เด็กใช้ได้ผู้ใหญ่ใช้ดี เป็นไอเท็มที่ทุกบ้านต้องมีจริงๆ ราคาถูกจับต้องได้ มีคุณภาพ ทำความสะอาดง่าย เหมาะแก่ทุกคนต้องไปตำ

พิกัด
ราคา : 95 บาท
ออนไลน์ : https://shope.ee/1fhdWd69MA


รีวิวโดย พิม THE STUDY TIMES 
 

5 วิธีแก้อาการหลงลืม ก่อนเป็นหนักจนเกินแก้

ปัจจุบันใน ทุก ๆ ช่วงวัย ต่างมี กิจวัตรประจำวัน หรือ การทำงาน เข้าร่วมอยู่ด้วย โดย อาการ "หลงลืม" หรือ นิสัย "ขี้ลืม"  เกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนเกินไปอาจไม่เกิดผลดีและอาจเป็นสัญญาณของการมีปัญหา สุขภาพ ได้ ซึ่งเรื่องการหลงลืม ที่เกิดขึ้นตามวัยนั้น ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสูญเสียเวลา เงินทอง มิตรภาพ สุขภาพ และอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน การเรียน และการเข้าสังคมได้
.
1. พักผ่อนให้เพียงพอ
เริ่มด้วยวิธีนี้ ถือเป็นเคล็ดลับของการมี สุขภาพ ที่ดีอย่างหนึ่ง ซึ่ง การพักผ่อนให้เพียงพอ ในแต่ละวันตั้งแต่ 6-8 ชั่วโมง เพราะการนอนสงผลโดยตรงต่อระบบสมอง หากการพักผ่อนน้อย อาจทะให้ตื่นมารู้สึกมึนงง หรือ สับสน รวมถึง มีส่วนทำให้ขาดสมาธิในการทำบางสิ่งจนเกิดอาการ ลืม ได้ และยังทำให้เกิดผลเสียต่อ สุขภาพ ที่จะตามมาอีกด้วย
.
2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
การรับประทานที่มีประโยชน์ หรือ อาหาร 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เค็มจัด หวานจัด และไปเน้นเสริมอาหารที่มีส่วนช่วยในเรื่องสมาธิ และความจำ เช่น อาหารที่มีโอเมก้า 3 (ไข่ ปลาทะเล) ใบแปะก๊วย ซุปไก่สกัด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี แอปเปิล อะโวคาโด ผักโขม แครอท ธัญพืชและถั่วต่าง ๆ อาหารเหล่านี้คือตัวช่วยเรื่องสุขภาพและช่วยลดอาการ "หลงลืม"  ได้ดี
.
3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกาย เป็นอีกหนึ่งวิธีการช่วยให้สภาวะนิสัย "ขี้ลืม" ให้หายไปได้ และยังเป็นประโยชน์ต่อ สุขภาพ ได้อีกด้วย เพราะ การออกกำลังกาย ไม่เพียงแต่ทำให้ ร่างกายแข่งแรง แต่การออกกำลังนั้น คือการที่ทำให้เราได้สร้างวินัยให้กับตัวเองอย่างเป็นประจำ และ ให้ใช้เวลาคิดทบทวนกับตัวเองให้มากขึ้นจะทำให้เรามีสมาธิที่ดี การออกกำลังกาย จึงเป็นอีกวิธีที่ทำให้เห็นผลได้อย่างยิ่ง
.
4. ลดการดื่มแอลกอฮอล์
การมีสภาวะ "หลงลืม" หรอ นิสัย "ขี้ลืม" อาจเป็นผลมาจาก การดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงใช้ยาหรือสารต่าง ๆ เพราะทุกประเภทมีฤทธิ์ ไปกดประสาทและส่งผลโดยตรงกับตัวคุณ รวมไปถึงอาการ "หลงลืม" ก่อนถึงวัยอันสมควรได้
.
5. หากิจกรรมทำใหม่ ๆ 
การหากิจกรรมทำใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ทำให้สมองเราเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เกิดความคิด ไอเดีย ต่าง ๆ จะช่วยให้ระบบประสาท ลดความเครียด และลดโอกาสเป็น โรคความจำเสื่อม ได้อีกด้วย การทำสิ่งใหม่ ๆ ในปัจจุบันในโลกที่ทุกอย่างเข้าถึงได้ง่าย จึงไม่ยากหากคุณคิดจะเริ่มทำ เช่น การเรียนออนไลน์ , การเรียนภาษา , อ่านหนังสือ หรือการ คิดทำคอนเทนท์อะไรใหม่ ๆ ที่ปัจจุบัน มีให้เลือกมากมาย


ที่มา https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/health/532669 
 

คนไทยเริ่มดื่ม “กาแฟ” ตั้งแต่เมื่อไหร่ ? กันนะ

ท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า คนไทยเริ่มดื่ม “กาแฟ” กันมาตั้งแต่เมื่อใด?
.
ในที่นี้ต้องเท้าความไปที่ประวัติความเป็นมาของกาแฟกันสักหน่อย กาแฟมีถิ่นกำเนิดบริเวณทวีปแอฟริกา แล้วแพร่พันธุ์นำมาปลูกในดินแดนอาระเบีย ก่อนจะกระจายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก
.
ในช่วงที่กาแฟถูกนำไปเผยแพร่ในดินแดนอาระเบียนั้น ดินแดนที่ตอบรับกาแฟเป็นแห่งแรกคือ เยเมน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 ถึงต้นศตวรรษที่ 15 ในช่วงเวลานั้น กาแฟส่วนใหญ่เป็นของรับประทานสำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลามนิกายซูฟี โดยเชื่อว่าการเคี้ยวเมล็ดกาแฟจะใช้ขจัดความง่วงในระหว่างการดำเนินพิธีกรรมทางศาสนาในช่วงกลางคืน และเพื่อใช้เป็นยาเสริมความสามารถในการเข้าถึงพระเจ้า
.
ต่อมา กาแฟก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งคาบสมุทรอาระเบียไปพร้อมกับผู้นับถือศาสนาอิสลามนิกายซูฟี ทั้งในไคโร ดามัสกัส และเมกกะ จากนั้นการดื่มกาแฟก็ได้รับความนิยมควบคู่กับการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
กาแฟจึงน่าจะแพร่เข้าสู่ดินแดนประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
.
ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ บันทึกถึงกาแฟว่า “อนึ่ง แขกมัวร์ในประเทศสยามดื่มกาแฟ ซึ่งมาจากเมืองอาหรับ และชาวปอรตุเกศนั้นดื่มโกโก้ เมื่อมีส่งมาจากมนิลาเมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งนำมาจากอินเดียภาคตะวันออกในเขตคุ้มครองของสเปญอีกทอดหนึ่ง”
.
เชื่อว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาอาจมีคนไทยได้ทดลองดื่มกาแฟบ้างแล้วเป็นแน่ แต่คงไม่เป็นที่นิยมมากนัก คงดื่มมากกันในหมู่แขกมัวร์ หรือก็คือชาวมุสลิมจากเปอร์เซีย (แถบประเทศอิหร่านในปัจจุบัน) ส่วนเครื่องดื่มของคนไทยสมัยนั้นที่นิยมคือ น้ำเปล่า หรือน้ำบริสุทธิ์อบให้หอม น้ำชาอย่างจีน เหล้า ทั้งที่เป็นเหล้าองุ่น และเหล้าพื้นบ้านที่หมักจากข้าว
.
ถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยังคงปรากฏหลักฐานของกาแฟ อยู่ในบทพระราชนิพนธ์ “อิเหนา” ในสมัยรัชกาลที่ 2 ความว่า
.
“บ้างตั้งเครื่องบูชาระย้าแก้ว   เป็นถ่องแถวสดสีไม่มีหมอง
คลังสมบัติจัดขันน้ำพานรอง   กระโถนทองเหลืองตั้งเป็นแถวทิว
กรมท่าต้มน้ำชาเร็วรวด   น้ำตาลกรวดลูกกาแฝ่แก้หิว
ใส่ถ้วยอย่างใหม่ลายริ้วริ้ว   มีหูหิ้วลายทองรองจาน”
.
จะเห็นได้ว่า น้ำชา (อย่างจีน) ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอยู่ ส่วนกาแฟก็เริ่มมีบทบาทเข้ามาเป็นเครื่องดื่มอีกชนิดในสังคมชนชั้นสูง โดยเฉพาะการใส่ถ้วย “อย่างใหม่” นี้ก็น่าจะสะท้อนถึงถ้วยและจานรองกาแฟแบบตะวันตกที่เข้าสู่สยามแล้ว
.
แต่ที่มีบันทึกเป็นหลักฐานค่อนข้างแน่ชัดว่า คนไทยโดยเฉพาะขุนนางและชนชั้นสูงเริ่มดื่มกาแฟนั้น เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
.
โดยหมอบรัดเลย์ มิชชันนารีชาวอเมริกันที่เข้ามายังสยามกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ โดยภายหลังจากหมอบรัดเลย์ปลูกฝีสำเร็จ จนได้รับความดีความชอบจากรัชกาลที่ 3 พระราชทานเงินให้หมอบรัดเลย์ 3 ชั่ง ราว 145 ดอลลาร์ หมอบรัดเลย์เดินทางไปรับเงินพระราชทานที่บ้านของพระคลัง ซึ่งน่าจะเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) เจ้าพระยาพระคลังในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้ดื่มกาแฟในบ้านของขุนนางผู้ใหญ่แห่งตระกูลบุนนาค ดังที่หมอบรัดเลย์บันทึกว่า
.
“พระเจ้าอยู่หัวทรงซาบซึ้งพระราชหฤทัยในการทำงานบริการประชาชนของข้าพเจ้า แต่แทบไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นในรูปอื่นนอกเหนือจากเป็นวาจาเท่านั้น พระคลังส่งคนรับใช้มาพาข้าพเจ้าไปที่บ้านเพื่อรับพระราชทานเงินหลวงนั้น ข้าพเจ้าทำตาม และได้รับการต้อนรับอย่างให้เกียรติเป็นพิเศษ มีของกินคือกาแฟอย่างดี ซึ่งขณะนั้นเป็นเครื่องดื่มอันหายากในสยาม ตระเตรียมไว้โดยเฉพาะสำหรับข้าพเจ้า พวกผู้ดีและเจ้าขุนมูลนายบางคนกำลังเริ่มกินกาแฟเลียนแบบชาวต่างชาติ พระคลังรู้ว่าข้าพเจ้าชินต่อการกินกาแฟทุกวันจึงจัดหามาไว้ให้”
.
จากบันทึกของหมอบรัดเลย์ชี้ชัดว่า กาแฟในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นของหายาก จึงสันนิษฐานได้ว่า กาแฟในสมัยนั้นคงมีราคาสูง และยังไม่เป็นที่นิยมในหมู่ราษฎรโดยทั่วไป
.
ในยุคแรกคงมีแต่ชนชั้นสูงและขุนนางชาวสยามรวมทั้งชาวต่างชาติเท่านั้นที่ได้ลิ้มรสชาติของกาแฟ


ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_87804 
 

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ลพบุรี ที่เที่ยวใกล้กรุงฯ ชวนนั่งรถชมวิวสวย

เที่ยวใกล้กรุงเทพ ที่เราจะพาไปปักหมุดกันในวันนี้ ก็คือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พิกัดเที่ยวสุดชิล ของ ลพบุรี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพเลย แค่เพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น เหมาะกับคนที่อยากมานั่งชิล รับลมเย็นๆ ชมวิวสวยๆ บอกเลยว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง มาปล่อยกายพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์กันสักหน่อย รับรองว่าจะถูกใจแน่นอน
.
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งอยู่ใน ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นเขื่อนดินที่ไว้สำหรับเก็บกักน้ำที่ยาวที่สุดในไทย สร้างขึ้นจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม โดยครอบคลุมพื้นที่ของ 2 จังหวัด นั่นคือ ลพบุรีและสระบุรี นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดลพบุรีอีกด้วย
.
บริเวณเขื่อนจะมี สวนเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ริมอ่างเก็บน้ำ บรรยากาศจะมีลมพัดเย็นๆ อยู่ตลอดเวลา และมีต้นไม้ร่มรื่น จุดนี้จะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนชมวิวธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์กัน ทั้งเอาเสื่อมาปูนั่งเล่นนอนเล่น หรือจะนั่งชิลรับประทานอาหาร ถ่ายรูปวิวสวยๆ ให้อาหารปลาในอ่างเก็บน้ำก็ชิลสุดๆ ไปเลย
.
จุดท่องเที่ยวของบริเวณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นั้น จะมีทั้ง สถานีรถไฟเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่อยู่บริเวณทางเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สามารถไปถ่ายรูปสวยๆ กันได้เลย อาคารอเนกประสงค์ริมอ่างเก็บน้ำ ที่จะมีสถานที่ปล่อยปลาและจุดนั่งชมวิวริมอ่างเก็บน้ำชิลๆ หอคอยเฉลิมพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ฯ ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ สันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีบริการรถรางนำเที่ยวชมวิวบริเวณสันเขื่อนฯ ที่มีความยาวกว่า 9,720 เมตรนั่นเอง
.
โดยรถรางของที่นี่ จะมีบริการตั้งแต่ 08.00-16.30 น. ค่าบัตรโดยสารอยู่ที่ 25 บาท (เด็ก 10 บาท) ซึ่งจะเป็นรถรางที่ใช้รถไถลากไปแบบเรื่อยๆ ตามสันเขื่อนที่ผ่านจากเขต จังหวัดลพบุรี ไปจนถึง อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรีเลย เรียกได้ว่านั่งรับลม ชมวิวของเขื่อนกันได้แบบเต็มอิ่มเลย ระหว่างทางนั้น รถรางจะวิ่งไปจนถึงจุดพักบริเวณพระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่ คือ พระพุทธรัตนมณีมหาบพิตรชลสิทธิ์มงคลชัย หรือ หลวงปู่ป่าสัก ที่จะให้นักท่องเที่ยวแวะลงไปกราบสักการะและถ่ายรูปกัน
.
นอกจากนี้บริเวณจุดพักยังมีร้านค้าขายของขึ้นชื่ออย่าง เมล็ดทานตะวัน ทั้งแบบอบน้ำผึ้ง อบเกลือ ให้ได้แวะซื้อไปกินเพลินๆ ระหว่างชมวิวอีกด้วย ใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมงในการนั่งชมวิวบนรถรางนี้ สำหรับทริปในวันเสาร์อาทิตย์แบบนี้ คงจะไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว เรียกว่าได้พักผ่อนปล่อยใจไปกับสายลมจริงๆ ใครกำลังหาที่เที่ยวในวันหยุดแบบนี้ แนะนำให้มาที่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 
.
การเดินทาง ไป เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ถ้าตรงมาจากตัวเมืองลพบุรี เราสามารถใช้ถนนเส้นทางลพบุรี-โคกตูม-พัฒนานิคม หรือ  ถนนทางหลวงหมายเลข 3017 ตรงมาได้เลย โดยจะใช้ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร หรือถ้าใครไม่มีรถส่วนตัว ที่นี่ก็มีบริการรถสองแถวลพบุรี-วังม่วง โดยสองแถวจะผ่านหน้า เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ สามารถไปขึ้นรถได้จากสถานีขนส่งลพบุรีได้เลย


ที่มา https://travel.trueid.net/detail/95ZK74qZNVA 
 

“หอวชิราวุธานุสรณ์" แหล่งเรียนรู้เรื่องราว “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”

ชวนไปเดินเล่นเรียนรู้ที่"หอวชิราวุธานุสรณ์" ในรั้วหอสมุดแห่งชาติ ที่นี่เป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลต้นฉบับ ลายพระราชหัตถ์ พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของ "รัชกาลที่ 6
.
ปีพ.ศ. 2524 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) ได้ยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก
.
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นองค์ที่ 2 ที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
.
ในด้านวรรณคดีและหนังสือพิมพ์ ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านวรรณกรรมมาแต่ทรงพระเยาว์ มีพระราชนิพนธ์ร้อยแก้ว ร้อยกรอง และบทความวิจารณ์ต่างๆ มากมาย
.
การก่อตั้งหอวชิราวุธานุสรณ์นั้นเกิดขึ้นในช่วงที่มีการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อในวันที่ 1 มกราคม 2524 ม.ล.ปิ่น มาลากุล จึงได้ก่อตั้งหอวชิราวุธานุสรณ์ เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับต้นฉบับ ลายพระราชหัตถ์ พระราชประวัติ พระราชนิพนธ์ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
.
หอวชิราวุธานุสรณ์ ตั้งอยู่บริเวณภายในรั้วหอสมุดแห่งชาติ เป็นลักษณะอาคารทรงไทย 4 ชั้น และได้ปรับปรุงภายในเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 ปัจจุบันเปิดให้ประชาชนเข้าไปศึกษาหาความรู้ และควรติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชม
.
ถ้าเข้าไปชั้นที่ 1 ห้องโถงห้องอัศวพาหุ ด้านหน้าจะพบพระบรมรูปหุ่นฉลองพระองค์เครื่องทรงมหาพิชัยยุทธ พอขึ้นมาชั้นที่ 2 จะพบห้องสมุดรามจิตติ ห้องสมุดเฉพาะที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวพระองค์ ที่นั่นสามารถค้นดูนามสกุลพระราชทาน 6,432 นามสกุล
.
ห้องสมุดรามจิตติแห่งนี้ตั้งจากพระนามแฝงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นห้องสมุดเฉพาะที่รวบรวมพระราชประวัติ พระราชนิพนธ์ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
.
ส่วนใหญ่ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์ คือ หนังสือ วารสาร นิตยสารมีจำนวนมากกว่า 10,000 เล่มซึ่งได้รับมาจากกลุ่มพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ และการบริจาค มีคอลเล็คชั่นพิเศษที่นอกเหนือจากหนังสือทั่วไป มีการรวบรวมหนังสือที่ม.ล.ปิ่น มาลากุลแต่งขึ้น มีสัญลักษณ์พิเศษคือ ติดแถบสีแดง,หนังสืองานศพที่รวบรวมไว้ มีสัญลักษณ์
.
พิเศษคือ ติดแถบดำจัดเรียงตามตัวอักษรชื่อผู้ตายและสำเนาลายพระราชหัตถ์ เป็นเอกสารสำเนาพระราชนิพนธ์ต่างๆที่เป็นลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จัดเรียงตามตัวอักษรชื่อหนังสือ
.
ส่วนสำเนาบัตรนามสกุลพระราชทานของรัชกาลที่ 6 ฉบับลายพระราชหัตถ์ได้มาจากการบริจาคของต้นตระกูลต่างๆ จัดเรียงตามตัวอักษร ก-ฮ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถค้นคว้าและถ่ายเอกสารสำเนาบัตรนามสกุลพระราชทานได้ ขณะนี้มีจำนวนประมาณ 651 นามสกุล นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวพระราชประวัติ รัชกาลที่ 6 ยุคต่อสยามสู่ความเป็นสากล อาทิ ต้นกำเนิดกิจการลูกเสือ การวางรากฐานการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ฯลฯ
.
ส่วนห้องพระบรมราชะประทรรศนีย์ ซึ่งเป็นห้องจัดแสดงพระบรมรูปหุ่นในพระอิริยาบทต่างๆ  ขณะทรงปฎฺิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญในรัชกาล โดยวางพระบรมรูปหุ่นในตำแหน่งที่ใกล้ผู้ชมราวกับอยู่ในเหตุการณ์ 
.
โดยนำเสนอทั้งเรื่องราวการส่งเสริมการปกครองในระบบประชาธิปไตย จำลองเมืองสมมุติดุสิตธานี อันประกอบด้วยพระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท พระที่นั่งบรมราชพิมาน และพระที่นั่งอัมพรพิรายุธ ซึ่งพระที่นั่งทั้งสามจำลองแบบจากพระที่นั่งดุสิตมหาประสาท
.
ในด้านการศึกษา ทรงปรับปรุงโรงเรียนมหาดเล็ก ซึ่งตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาทรงสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
.
และทรงตั้งกองเสือป่า โดยมีพระราชประสงค์ฝึกอบรมข้าราชการพลเรือนให้ได้รับการอบรมอย่างทหาร เป็นพลเมืองที่มีระเบียบวินัย ส่วนกองลูกเสือ โปรดเกล้าฯให้จัดตั้งเป็นกิจการของเยาวชน ตั้งขึ้นคู่กับกองเสือป่า
.
เหมือนเช่นที่กล่าวมา ในหอวชิราวุธานุสรณ์ พระบรมรูปหุ่นมีการจัดตั้งในตำแหน่งที่ใกล้ผู้ชม ราวกับอยู่ในเหตุการณ์ จึงเป็นความพิเศษอย่างหนึ่งที่อยากชวนไปดู
.
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร
ติดต่อ :โทร. 0-2282-3264, 0-2282-3419
เวลาทำการ :เปิดบริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น. (การเข้าชมเป็นหมู่คณะต้องติดต่อล่วงหน้า)
ปิดบริการ : วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1030175 
 

“กลิ่นตัว” ปัญหาที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเจอ

เมื่อประสบกับเรื่อง “กลิ่นตัว” แน่นอนว่าคนที่เจอปัญหานี้ คงทำให้ความมั่นใจลดน้อยลงไปได้ ฉะนั้นแล้ว ถ้ามีวิธีแก้ไขที่ดี ก็อาจจะทำให้ปัญหากลิ่นตัวลดลงไปได้
.
เพราะอะไรถึงเกิด “กลิ่นตัว”
•    เกิดมาจากแบคทีเรียประจำถิ่น ตรงบริเวณรักแร้ มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากความร้อนและความชื้นของอากาศ
•    การสร้างเหงื่อจากต่อมเหงื่อชนิดอะโพครายน์ โดยผู้ที่มีกลิ่นตัวจะมีต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังขนาดใหญ่และมีจำนวนมากต่อมเหงื่อนี้ยังถูกกระตุ้นได้ด้วยฮอร์โมนเพศชาย ที่มีชื่อว่า Androgen
.
ปัจจัยที่ทำให้เกิด “กลิ่น”
•    อาหารรสจัดอย่างเช่นพวก แกงกะหรี่ แกงเผ็ดต่างๆ ที่มีส่วนผสมของขมิ้น กระเทียม และเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง เมื่อผ่านการย่อยจะเกิดแก๊สซัลเฟอร์ปนอยู่กับออกซิเจนในเลือดที่ไปอยู่ตามรูขุมขน หากทานอาหารรสจัดทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาโดยเฉพาะใต้วงแขน 
•    โรคอ้วน โดยคนอ้วนมักมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนที่ผอมกว่า เพราะคนอ้วนมีโอกาสที่อวัยวะภายนอกมีส่วนอับชื้น  สร้างกลิ่นไม่พึงประสงค์ ตามรักแร้ ชั้นพุง ขาหนีบ มากกว่าคนผอม และต่อมเหงื่อยังผลิตเหงื่อมากกว่าคนที่ผอมอีกด้วย 
•    โรคเบาหวาน ในกรณีโรคเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษา ร่างกายจะเริ่มขับไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงานส่งผลให้ระดับคีโตนในร่างกายสูงขึ้น หลังจากนั้นสิ่งที่สะสมไว้ก็จะเปลี่ยนเป็นกลิ่นตัว 
•    มาจากยาบางชนิด ซึ่งยาสามารถรักษาโรคได้แต่ก็สามารถทำให้มีกลิ่นได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น มอร์ฟีน หรือ ยาลดไข้ ที่สามารถทำให้เหงื่อออกจนเกิดกลิ่นตัวขึ้นได้ 
•    ความเครียด เหงื่อที่ออกตามปกติจะมีกลิ่นน้อยกว่าเหงื่อที่ออกจากความเครียด ต่อมเหงื่อชนิดนี้เรียกว่า ต่อมอะโพไครน์ โดยเป็นของเหลวที่มาจากต่อมนี้มีน้ำน้อยกว่า แต่ดึงดูดแบคทีเรียได้สูงกว่า ทำให้เกิดกลิ่นได้มากกว่า
.
วิธีลด “กลิ่นตัว”
•    ทำความรักษาสุขภาพอนามัย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงบริเวณรักแร้ ควรที่จะล้างบ่อยๆ ด้วยน้ำสะอาด ซึ่งจะช่วยลดปริมาณสารก่อกลิ่น หรือจะล้างด้วยสบู่ฆ่าเชื้อจะช่วยลดปริมาณแบคทีเรียได้ แต่ก็ไม่ควรล้างบ่อยเพราะอาจจะเกิดการระคายเคือง
•    หลีกเลี่ยงภาวะต่าง ๆ เช่น ภาวะที่ร้อนจัด ภาวะอับชื้น ซึ่งการใช้ยาระงับกลิ่นกาย จะมีส่วนประกอบสารต่าง ๆ เช่น สารลดเหงื่อ สารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สารลดกลิ่นที่สร้างขึ้น และน้ำหอมจะช่วยลดกลิ่นตัวได้
•    การใช้ยาระงับเหงื่อ โดยส่วนมากจะมีส่วนประกอบของโลหะ เช่น อลูมิเนียมคลอไรด์ ซึ่งจะไปอุดท่อต่อมเหงื่อ ลดการหลั่งเหงื่อ ทำให้ผิวแห้งแบคทีเรียเติบโตได้ไม่ดี และสามารถช่วยลดกลิ่นตัวได้


ที่มา https://mgronline.com/goodhealth/detail/9650000081674 
 

“วิทยุทรานซิสเตอร์” รู้ต้นกำเนิด อุปกรณ์ข่าวและบันเทิงของคนไทย

แม้ยุคนี้จะเป็นยุค 4จี 5จี และอินเทอร์เน็ตทำให้การเชื่อมต่อโลกง่ายขึ้น แต่! รู้ไหมว่าเมื่อพูดถึงคำว่า “วิทยุทรานซิสเตอร์” แทบทุกคนรู้จักและเข้าใจคำนี้ แม้วิธีการเข้าถึงวิทยุของแต่ละคนจะต่างกัน โดยเฉพาะมันคืออุปกรณ์หนึ่งที่ทั่วโลกนำไปบรรจุไว้ในถุงยังชีพเมื่อประสบภัยพิบัติ 
.
จุดกำเนิดของวิทยุเริ่มต้นขึ้นเมื่อ เจมส์ คล้าค แมกซ์ เวลล์ (James Clerk Maxwell) ชาวสกอตแลนด์ ค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในปี 2407 ต่อมาอีก 22 ปี คือในปี 2429 รูดอล์ฟ ไฮน์ริช เฮิรตซ์ (Rudolph Heinrich Hertz) นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน จึงคิดผลิตเครื่องที่เอาคลื่นไฟฟ้าในอากาศของแมกซ์เวลล์มาใช้ประโยชน์ได้ โดยตั้งชื่อสิ่งที่ค้นพบนี้ว่า Hertzain Waves และต่อมาการเรียกคลื่นวิทยุก็ใช้ชื่อ “เฮิรตซ์” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ
.
ในปี 2438 กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi) ชาวอิตาเลียน ได้นำเอาทฤษฎีของเฮิรตซ์มาทดลองถ่ายทอดกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งสัญญาณ เครื่องมือทดลองในเบื้องต้นมีเพียงแบตเตอรี่ ลวดทองแดง แผ่นทองแดง และว่าว โดยมาร์โคนีนั่งเรือจากเกาะอังกฤษไปขึ้นบกที่นิวฟันด์แลนด์ แล้วเอาว่าวที่สายป่านเป็นลวดทองแดงชักขึ้นไปในอากาศ สายลวดทองแดงจึงเปรียบเสมือนสายอากาศนั่นเอง โดยทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังเครื่องรับ ซึ่งมาร์โคนีได้คิดค้นไว้แล้ว
.
ผลสำเร็จในครั้งนั้นมีเพียงเสียงครืด ๆ เท่านั้น แต่นั่นคือเสียงแห่งความสำเร็จ และเป็นเสียงแรกสำหรับชาวโลกจากเครื่องรับวิทยุ
.
จากนั้น 3 ปีต่อมา มาร์โคนีก็สร้างสถานีวิทยุกระจายเสียงออกอากาศให้คนได้ฟังเมื่อต้นปี 2441 แม้จะเป็นการออกอากาศได้ในระยะไม่ไกลนัก ซึ่งหนังสือพิมพ์ Daily Express ในลอนดอน ได้ซื้อเครื่องรับส่งของมาร์โคนีเพื่อการทำข่าวไว้ 1 ชุด จากนั้นมาร์โคนีก็ได้ปรับปรุงเครื่องส่งวิทยุเรื่อยมาจนประสบความสำเร็จในการส่งวิทยุกระจายเสียงข้ามช่องแคบอังกฤษได้ในวันที่ 7 มีนาคม 2442 อีกหนึ่งปีต่อมามาร์โคนีก็เพิ่มประสิทธิภาพให้เครื่องส่งสามารถส่งกระจายเสียงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ
.
ดังนั้น เครื่องรับวิทยุสมัยแรกจึงเป็นวิทยุแร่ ผู้ฟังต้องใช้เครื่องฟังครอบหู เพราะเครื่องรับในขณะนั้นทั้งไม่ชัดเจน และเสียงเบามาก ผู้แก้ปัญหานี้คือ จอห์น แอมโบรส เฟลมมิง (John Ambrose Fleming) ได้นำเอาหลอดไฟฟ้าของโธมัส เอดิสัน มาใช้เป็นหลอดวิทยุแทนแร่ ผลงานชิ้นนี้ประสบความสำเร็จในปี 2447 ทำให้วิทยุกระจายเสียงส่งคลื่นได้ไกล และรับฟังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
.
ส่วนประเทศไทยวิทยุกระจายเสียง ถือกำเนิดขึ้นระยะแรก ราวปี พ.ศ. 2470-2472 โดยพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งทรงริเริ่มทดลองส่งวิทยุกระจายเสียงเป็นครั้งแรก และทำให้ประเทศไทยมีการใช้งานวิทยุกระจายเสียงเป็นครั้งแรก โดยกำหนดให้วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ
.
ในปี 2497 “เบลแล็ป” ได้คิดค้นสิ่งที่เรียกว่า “ทรานซิสเตอร์” ได้สำเร็จ โดยตัวทรานซิสเตอร์เปรียบเสมือนวาล์วควบคุมกระแสไฟฟ้าเข้าออก และเปิด-ปิด และมีการพัฒนาจนมีขนาดเล็กนำไปบรรจุลงในวิทยุได้ และสามารถพกพาไปฟังได้ทุกที่ ที่สุดมีการตั้งชื่อวิทยุรุ่นนี้ว่า “วิทยุทรานซิสเตอร์” แต่ภายหลังเรียกไปเรียกมา ตัดทอนลงมาเหลือแค่ “ทรานซิสเตอร์”
.
ตัวเลขผลสำรวจพฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุทั่วประเทศ ในช่วงปี 2565 จากจำนวนผู้ฟัง 3,655 คน อ้างอิงจากสำนักนโยบายและวิชาการกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงาน กสทช. และสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า...
.
อุปกรณ์หลักในการรับฟังวิทยุ จากการสำรวจพบว่าร้อยละ 68.9 ของกลุ่ม ผู้ฟังวิทยุยังนิยมรับฟังจากเครื่องรับวิทยุ ทั้งจากวิทยุในบ้าน วิทยุพกพา หรือวิทยุในรถยนต์ รองลงมาร้อยละ 19.3 รับฟังจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ทั้ง 3G 4G และ wifi ตามมาด้วย ร้อยละ 7.8 เป็นการรับฟังจากวิทยุที่อยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และแท็บเล็ต และน้อยที่สุด ร้อยละ 0.3 เป็นการรับฟังผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน๊ตบุ๊ก แล็ปท็อป และคอมพิวเตอร์พกพา
.
นอกจากนี้ อ้างอิงข้อมูลของ บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ระบุถึงพฤติกรรมการรับฟังวิทยุ ปี 2022 จำนวนผู้ฟังวิทยุรายเดือน แยกตามช่วงอายุ Generation โดยข้อมูลล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2565 พบว่า...
.
ผู้ฟังกลุ่ม Gen X อายุ 40-59 ปี เป็นกลุ่มที่ฟังวิทยุมากที่สุดถึงกว่า 3.5 ล้านคน รองลงมาคือ ผู้ฟังกลุ่ม Gen Y อายุ 20- 29 ปี ฟังวิทยุกว่า 3.3 ล้านคน ขณะที่ผู้ฟังกลุ่ม Baby Boomer อายุ 60-71 ปี ฟังวิทยุสูงเกือบ 2 ล้านคน และผู้ฟังกลุ่ม Gen Z อายุ 12-19 ปี ก็มีการฟังวิทยุถึงกว่า 8 แสนคน ซึ่งตัวเลขข้อมูลดังกล่าวนี้สามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ช่องทางการสื่อสารผ่านวิทยุเป็นช่องทางที่ยังได้รับความนิยมและเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มวัย
.
“ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยประสบภัยธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิ หรือเสรีภาพของประชาชนในวงกว้าง การปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จึงมีความสำคัญในการเผยแพร่และนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการเตรียมพร้อม เพื่อป้องกัน แก้ไขและบรรเทาเหตุภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น หรือคาดหมายได้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในช่วงที่เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศขณะนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการสื่อสารถึงประชาชนในทุกช่องทางการสื่อสาร เพื่อแจ้งเตือนประชาชนผ่านทุกช่องทาง ไปถึงชุมชน หมู่บ้าน ให้ประชาชนรับทราบ และเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในเบื้องต้น ซึ่งวิทยุถือได้ว่าเป็นสื่อที่ยังเข้าถึงประชาชนได้ดีที่สุด มีแทบทุกตำบล ทุกอำเภอ มีความเสถียร มีกฎ กติกา ที่ชัดเจนที่จะต้องออกอากาศในเวลาที่มีภัยพิบัติ”


ที่มา https://www.ejan.co/general-news/9l0te3kpwa , https://www.silpa-mag.com/history/article_93421 , https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/60018 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top