Wednesday, 28 September 2022
TRAVEL

เยือน “วัดพิชัยญาติ” วัดงาม พระปรางค์ใหญ่ ตำนานคดีดังสมัย ร.๓

วัดงามวัดนี้ก็คือ วัดพิชัยญาติ ที่วงเวียนเล็ก ฝั่งธนบุรี ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ได้บูรณะขึ้นเมื่อราว พ.ศ.๒๓๗๒ จากเดิมเป็นวัดร้าง เมื่อบูรณะเสร็จได้น้อมเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า “วัดพระยาญาติการาม” ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามใหม่เป็น “วัดพิชยญาติการาม” แต่คนทั่วไปเรียกกันว่า “วัดพิชัยญาติ”
.
ขณะที่บูรณะวัดนี้ขึ้นนั้น ท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีพิพัฒน์ราชโกษา ตำแหน่งจางวางพระคลัง มีหน้าที่ดูแลการเงิน การค้า และภาษีอากร มีเรือสำเภาไปค้าขายกับเมืองจีนเป็นประจำ จึงนำกระเบื้องสีและหินจากเมืองจีนมาประดับ ตามสถาปัตยกรรมในสมัยนั้นที่นิยมแบบไทยผสมจีน ต่อมาวัดนี้ได้รับการบูรณะจากพระมหากษัตริย์ตลอดมา และเป็นไปตามพระราชนิยมของแต่ละยุคสมัย วัดนี้จึงเป็นที่ผสมผสานวัฒนธรรมที่แตกต่างกันทั้ง ไทย จีน และตะวันตก อย่างกลมกลืน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในขณะนี้
.
จุดเด่นของวัดนี้คือ พระปรางค์องค์ใหญ่ วัดโดยรอบ ๖๗ เมตร ส่วนสูงถึงยอดนภศูล ๔๒.๗๕ เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ๔ องค์ หันพระพักตร์ไป ๔ ทิศ ขนาบด้วยพระปรางค์เล็กอีก ๒ องค์ วัดโดยรอบองค์ละ ๓๐ เมตร สูง ๒๒.๘๐ เมตร องค์ด้านทิศตะวันออกประดิษฐานพระโพธิสัตว์พระศรีอารย์ องค์ทิศตะวันตกประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองบนแผ่นศิลา ๔ รอย เป็นของโบราณไม่ปรากฏที่มา
.
ที่มาของวัดงามวัดนี้มีเบื้องหลังมาจากคดีพิศวาสโด่งดังในรัชกาลที่ ๓ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงค์ กล่าวว่า อ้ายพลาย กับ อีทรัพย์ ทาสของ พระสุริยภักดี บุตรชายคนเดียวของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ อ้างว่าพระยาสุริยภักดีได้ใช้ให้อีทรัพย์กับอีหนูทาสอีกคนหนึ่ง ไปพูดจาแทะโลมและส่งของกำนัลให้เจ้าจอมอิ่ม พระสนมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กลัวว่าตัวจะมีความผิดไปด้วย จึงนำเรื่องราวไปร้องต่อเจ้าพระยาธรรมา เสนาบดีกระทรวงวัง จากการไต่สวนได้ความว่า พระสุริยภักดีกับเจ้าจอมอิ่มยังไม่เคยพบปะพูดจากันเลย เป็นแต่ส่งเพลงยาวหรือจดหมายรักและของกำนัลให้กัน เจ้าจอมอิ่มได้สั่งความให้มาบอกพระสุริยภักดีว่า จะขอลาออกจากราชการมาอยู่บ้านพ่อแม่สักพักก่อน แล้วจึงให้ส่งเถ้าแก่ไปสู่ขอ ทั้งยังระบุด้วยว่า พระสำราญราชหฤทัย (อ้าว) ซึ่งสังกัดกรมวังรู้เห็นเป็นใจรับจะสู่ขอเจ้าจอมอิ่มกับพระมหาเทพ ผู้เป็นบิดาของเจ้าจอมอิ่มให้ โดยมีหมอดู หมอเสน่ห์ของทั้งสองฝ่ายทราบเรื่องอีกรวม ๗ คน
.
พระสุริยภักดีนั้นมีอายุ ๒๗ ปี มีเมียมีลูกแล้ว นอกจากจะมีลูกกับภรรยาหลวง ๓ คนแล้วยังมีลูกกับภรรยาอื่นอีก ๑๑ คน

หนังสือ “โครงกระดูกในตู้” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เล่าความต่อไว้ว่า เมื่อตระลาการนำคำไต่สวนขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้พระยาศรีพิพัฒน์ราชโกษาเข้าเฝ้า มีพระราชกระแสรับสั่งว่า พระสุริยภักดียังเป็นหนุ่มรุ่นคะนอง ย่อมจะทำผิดพลาดไปโดยไม่ทันได้คิดถึงความผิดถูก อีกทั้งก็ยังมิได้พบปะพูดจากันเลย จึงมีพระกรุณาธิคุณจะยกโทษให้ แต่เมื่อมีเรื่องราวกล่าวโทษมีโจทก์ขึ้นมาเช่นนี้แล้ว จะทรงปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเลยก็ไม่ได้ ทรงพระมหากรุณารับสั่งให้พระยาพระคลังทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นมา และขอทำทัณฑ์บนไว้ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษให้
.
พระยาพระคลังกราบทูลว่า ท่านเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย เมื่อบุตรของท่านทำผิดบทพระอัยการร้ายแรงเช่นนี้ ยิ่งสมควรจะรักษากฎหมายของบ้านเมืองไว้ มิฉะนั้นจะเป็นการเสียหายต่อแผ่นดิน เสมือนเป็นบุตรของท่านแล้วย่อมมีอภิสิทธิ์ทำอะไรก็ไม่มีความผิด ขอให้ลงพระราชอาญาตามแต่คณะลูกขุนจะพิจารณาเถิด
.
ในที่สุด คณะลูกขุนศาลาซึ่งก็มีพระยาพระคลังร่วมอยู่ในคณะด้วย ได้ดำเนินการพิจารณาโทษของพระสุริยภักดีไปตามพระกฤษฎีกาที่ได้กำหนดโทษไว้ว่า ชายใดบังอาจสมรักด้วยนางใน ก็ให้ประหารชีวิตเสียทั้งชายและหญิง ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องรู้เห็นเป็นใจ ก็ให้ประหารชีวิตเสียด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ พระสุริยภักดีและเจ้าจอมอิ่มกับผู้ที่รู้เห็นเป็นใจอีก ๗ คน จึงถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิตทั้งหมดที่สำเหร่
.
ต่อมาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติได้สร้างวัดพิชัยญาติขึ้น ส่วนท่านผู้หญิงน้อย ผู้เป็นมารดา ก็ได้สร้าง “วัดอนงคาราม” ในที่ดินซึ่งเป็นสวนกาแฟของท่าน อยู่ฝั่งตรงข้ามคลองสมเด็จเจ้าพระยากับวัดพิชัยญาติ อุทิศส่วนกุศลให้บุตรชาย
.
เรื่องนี้เป็นเรื่องโด่งดังในยุคนั้น และทำให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ว่าน่าจะมีอะไรแอบแฝง เช่น ทาสที่ฟ้องนายของตัวเองต่อเสนาบดีกระทรวงวัง เป็นเรื่องที่ทาสไม่น่าจะกล้าทำ ที่สำคัญยังยื่นฟ้องด้วยการเขียนหนังสือ ซึ่งทาสไม่น่าจะรู้หนังสือถึงขาดนั้น ต้องมีคนเขียนให้แน่ จึงตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะมีคนถือโอกาสนำเรื่องนี้มาสกัดกลุ่มที่มีอำนาจทางการเมือง ด้วยขณะนั้นทั้งพระยาศรีพิพัฒน์ราชโกษา (ทัต) และเจ้าพระยาสุริยวงศ์โกษา (ดิศ) พี่ชาย ซึ่งว่าการคลังมาก่อนจะว่ากลาโหม ต่างก็มีอำนาจในราชการอยู่มาก เนื่องจากเป็นบุตรของเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) กับเจ้าคุณพระราชพันธ์นวล พระขนิษฐาในสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระอัครมเหสีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงเป็นที่ไว้วางใจมาทุกรัชกาล อาจเป็นที่ขัดขวางความใฝ่ฝันในอำนาจของบางคนได้
.
แต่อย่างไรก็ตามต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทั้งสองท่านก็ได้รับโปรดเกล้าฯพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุดของขุนนาง คือ สมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ และ สมเด็จเจ้าพระยามหาพิชัยญาติ หรือที่เรียกกันว่า “สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่” กับ “สมเด็จเจ้าพระยาองศ์น้อย”
.
สิ่งต่างๆในบ้านเมืองทุกวันนี้ โดยเฉพาะที่มีมาแต่อดีตอันยาวนาน ย่อมมีที่มาและความเป็นไป หากสนใจใคร่รู้ ก็จะได้รู้ที่มาของสิ่งเหล่านั้นที่เป็นสมบัติของชาติในวันนี้


ที่มา https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000089072 
 

แอ่ว “เจียงใหม่” ไหว้พระวัดอุโมงค์ วัดโบราณ สงบงามท่ามกลางเมือง

ในช่วงที่ผ่านมา จ.เชียงใหม่ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เนื่องจากความเรียบง่ายของคนเมือง วิถีชีวิตที่น่ารักอบอุ่น ตลอดจนมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย หนึ่งในนั้นคือ “วัดอุโมงค์ เชียงใหม่” วัดโบราณที่ตั้งอยู่กลางใจเมือง แต่กลับเงียบสงบ ร่มเย็น และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม รอให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสความสงบ กราบพระขอพร และถวายสังฆทาน
.
วัดอุโมงค์ ประวัติที่มาเป็นอย่างไร ? จากตำนานเล่าว่า เดิมทีบริเวณวัดอุโมงค์ หรือสวนพุทธธรรม เป็นพื้นที่วัดของกษัตริย์ในยุคสมัยของพระเจ้ามังรายมหาราช เพราะพระองค์ได้ทำนุบำรุงพระศาสนา และสร้าง “วัดเวฬุกัฏฐาราม” (วัดไผ่ 11 กอ) ขึ้น
.
เมื่อยุคสมัยและการปกครองของผู้นำเปลี่ยนผ่าน ก็ยังมีการฟื้นฟูบริเวณวัดเรื่อยๆ จนเข้าสู่ยุคของพระเจ้ากือนาธรรมาธิราช พระองค์ได้ทำการบูรณะ ซ่อมแซมเจดีย์ และสร้างอุโมงค์ทางเดิน 4 ทิศ เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถรจันทร์ และตั้งชื่อว่า “วัดอุโมงค์เถรจันทร์” หรือ “วัดอุโมงค์ เชียงใหม่”
.
จุดเด่นวัดอุโมงค์ เชียงใหม่ ที่ไม่ควรพลาด : 
.
1. อุโมงค์ทางเดิน 4 ทิศ
อุโมงค์ทางเดิน 4 ทิศขนาดใหญ่เป็นหนึ่งจุดเด่นสำคัญ เนื่องจากด้านในมีการเจาะช่องผนังสำหรับวางเทียน ทำให้ภายในอุโมงค์นั้นค่อนข้างมืด เงียบ และสงบ ตามทางเดินจะมีรูปจิตรกรรมฝาผนังเกือบตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ภายในอุโมงค์จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถเดินลอดใต้อุโมงค์เพื่อเข้ามากราบไหว้พระ ขอพร ตลอดจนชมความงดงามของภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปต่างๆ ได้ เช่น ภาพจิตรกรรมนก ดอกโบตั๋น ดอกบัว เมฆ เป็นต้น
.
หากใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ในช่วงฤดูฝน หรือปลายฝนต้นหนาว จะพบว่าบริเวณด้านหน้า หรือรอบๆ ของอุโมงค์มีมอสส์สีเขียวขึ้นปกคลุม สร้างความสวยงาม สบายตา ในขณะเดียวกันก็ร่มรื่นและเงียบสงบด้วย
.
2. เจดีย์ 700 ปี วัดอุโมงค์ เชียงใหม่
เจดีย์วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับทางเข้าอุโมงค์ทางขึ้นลงเจดีย์มีบันไดนาคที่งดงามอยู่ด้านข้าง โดยจะเป็นสถาปัตยกรรมทรงระฆังกลม บริเวณทรงกรวยด้านบนของเจดีย์จะเป็นรูปกลีบดอกบัว บริเวณฐานส่วนล่างจะมีปูนปั้นลวดลายสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมของศิลปะพม่า ทั้งนี้เจดีย์วัดอุโมงค์ถือว่าเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมเก่าแก่และสะท้อนให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม
.
3. เศียรพระพุทธรูปฝีมือช่างพะเยา
อีกหนึ่งจุดเด่นวัดอุโมงค์ คือ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่บริเวณลานด้านข้างทางเข้าอุโมงค์จะมีการจัดตั้งเศียรพระพุทธรูปจำนวนมาก ซึ่งพระพุทธรูปส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นโดยชาวพะเยาที่มีฝีมือช่วง พ.ศ.1950-2100 เป็นหนึ่งในคุณค่าทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ
.
นอกจากนี้วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ยังมีจุดเด่นอีกหลายๆ แห่งที่น่าสนใจและควรค่าแก่การมาเยี่ยมเยือน เช่น เสาหินอโศกจำลองจากประเทศอินเดีย หลักศิลาจารึกบันทึกประวัติความเป็นมาของวัดอุโมงค์ เชียงใหม่ หอสมุดธรรมโฆษณ์ โรงภาพปริศนาธรรม ตลอดจนมีสำนักปฏิบัติธรรมวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม สำหรับผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรมท่ามกลางความเงียบสงบ
.
วัดอุโมงค์ เปิดกี่โมง วันไหนบ้าง?
วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น. นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ทั้งในช่วงกลางวัน และสามารถเดินทางมากราบไหว้ขอพรพระที่วัดอุโมงค์ช่วงกลางคืนได้ไม่เกินเวลา 2 ทุ่ม ทั้งนี้ควรงดใช้เสียงดัง และแต่งกายด้วยชุดสุภาพเหมาะสม
.
วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม หากใครมีโอกาสได้เดินทางมาเชียงใหม่หรือเดินทางมายังภาคเหนือ ก็สามารถแวะเข้ามา วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ ขอพร ถวายสังฆทาน ตลอดจนสัมผัสความเงียบสงบท่ามกลางเมืองใหญ่ได้ตลอดทั้งปี


ที่มา https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2502186 
 

“ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สำหรับการพัฒนาพื้นที่พิเศษลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ทางองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)  หรือ อพท. ได้ผนึกกับภาคีร่างแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ยกระดับฐานทุนทางวิถีชีวิตและวัฒนธรรม สู่แนวทางการท่องเที่ยววิถี “โหนด-นา-เล” ปั้น 5 เส้นทางท่องเที่ยวตอบโจทย์ตลาดท่องเที่ยวยุคใหม่  ยืนยันเป็นหน่วยงานกลาง บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป้าหมายใช้การท่องเที่ยวยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่ให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน  
.
โดย นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท.  กล่าวว่า ลุ่มน้ำทะเลสาบลงขลา เป็นพื้นที่ที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูง  การดำเนินงานพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบของ “พื้นที่พิเศษ” จะสามารถช่วยให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดความยั่งยืน ด้วยการใช้หลักการเชิงวิชาการ เชิงเทคนิค มาวิเคราะห์และกำหนดสถานการณ์ปัญหาและอุปสรรคด้านการท่องเที่ยวที่มีความสอดคล้องกับบริบทในแต่ละพื้นที่
.
ซึ่งการประกาศพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นับเป็นกลไกหนึ่งในการบริหารและพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในเชิงบูรณาการ โดยมีองค์กรกลางทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ และเป็นผู้ประสานงานกับท้องถิ่นหรือเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวให้มีการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพ
.
ขณะที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)  หรือ อพท. มีความเชี่ยวชาญในการทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับทุกภาคี เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว  รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคีที่เกี่ยวข้องด้วยการบริหารจัดการพื้นที่พิเศษอย่างมีส่วนร่วม ตามหลักการทำงานแบบ Co-Creation & Co-Own  โดยมีเป้าหมายเพื่อการเพิ่มรายได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นจากการท่องเที่ยว
.
โดยพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ หรือ ท.ท.ช.  เป็นที่เรียบร้อย  และอพท. อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำแผนขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ที่สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยว และความต้องการของชุมชนท้องถิ่นและภาคีที่เกี่ยวข้องที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
.
ซึ่ง อพท. อยู่ระหว่างการจัดทำแผนขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาฉบับสมบูรณ์ ซึ่งจากผลการศึกษาเบื้องต้นกำหนดไว้  5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่  1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน  2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ตามวิถี เขา-โหนด-นา-เล 3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่ต่อยอดอัตลักษณ์ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 4.ยุทธศาสตร์การพัฒนาเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว และ 5.ยุทธศาสตร์การพัฒนามาตรฐานการบริหารจัดการการท่องเที่ยว
.
ปัจจุบันพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา มีการดำเนินการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่ขาดการจัดการในการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว โดยการเข้าไปพัฒนาของ อพท. จะใช้วิธีบูรณาทำงานร่วมกัน โดยดึง “ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” เป็นแกนหลักในการพัฒนาพื้นที่นับตั้งแต่ทะเลสาบตอนบน  เป็นจุดกำเนิดแหล่งน้ำจืด ในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ไหลมารวมกันเป็นทะเลน้อย ที่อยู่ตอนบนของจังหวัดพัทลุง ทำให้เป็นแหล่ง 3 น้ำในทะเลสาบตอนใน  มีพื้นที่ราบเหมาะต่อการทำการเกษตร  และไหลบรรจบที่ ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง จังหวัดสงขลา จึงเป็นทะเลสาบแบบ “ลากูน” ขนาดใหญ่ที่สุดของไทย ประกอบกับความโดดเด่นด้านฐานทุนวัฒนธรรมจากการเคลื่อนย้ายของคนหลายสัญชาติ จึงนำมาสู่การพัฒนาภายใต้ธีม “ โหนด นา เล”
.
ขณะที่ภายใต้ยุทธศาสตร์ตามที่กล่าวมา อพท. จะนำหลักเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) มาตรฐานการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (STMS) และเกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทย(CBT) มายกระดับมาตรฐานการให้บริการของชุมชน และผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผ่านการนำเสนอ 5 เส้นทางการท่องเที่ยว ภายใต้วิสัยทัศน์ของแผนการขับเคลื่อนที่กำหนดไว้ว่า “วิถีชีวิตแห่งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน”   ได้แก่ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา  เส้นทางท่องเที่ยววิถีโหนดนาเล เส้นทางท่องเที่ยววิถีชีวิตทะเลสาบสงขลา เส้นทางท่องเที่ยวตามรอยหลวงปู่ทวด และเส้นทางท่องเที่ยวโนรา มรดกภูมิปัญญาไทย มรดกวัฒนธรรมโลก
.
พร้อมกันนี้ อพท. ได้วางแผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาภายใต้แนวคิด โหนด นา เล โดยในความหมายของ “โหนด” มาจากคำว่า “ตาลโตนด” ที่เป็นสัญลักษณ์แทนความหลากหลายด้านทรัพยากรธรรมชาติพันธุ์พืช พันธ์สัตว์  ที่เป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ  “นา” คือ ฐานสำคัญทางความมั่นคงด้านอาหารด้วยเป็นพื้นที่ลุ่ม จึงมีการทำนา และมีข้าวพันธ์ดีคือข้าวสังข์หยดที่มีชื่อเสียง โดยข้าวสังข์หยดที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นจากข้าวพื้นเมือง ที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์  ส่วน “เล” แหล่งทรัพยากรทางน้ำ อาหาร เส้นทางการค้าที่ทำให้ผู้คนมั่งคั่งและมีชีวิตชีวา  ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ ของความอุดมสมบูรณ์ที่ขับเคลื่อน 15 อำเภอ ใน 3 จังหวัด สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราชให้มีความเจริญมาอย่างยาวนาน  โหนด- นา- เล จึงสะท้อนวิถีดั้งเดิมที่ยังคงรากวัฒนธรรมเดิมๆ ได้เป็นอย่างดี


ที่มา https://siamrath.co.th/n/365120 
 

กรุงเทพมหานคร จุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของนักเดินทางทั่วโลก จากการเปิดเผยข้อมูลจาก "อโกด้า"

“อโกด้า” แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลก เผยอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมทั่วโลกในถดูร้อน ขณะที่การเดินทางระหว่างประเทศค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ และผู้คนมากขึ้นหันไปท่องเที่ยวนอกประเทศอีกครั้ง
.
หลังจากที่สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บรรเทาลงมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง รวมถึงประเทศไทยยกเว้นการลงทะเบียน Thailand Pass เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นักเดินทางชาวไทยต่างก็เตรียมตัวพร้อมบินไปพักผ่อนที่เมืองฮิตในทวีปเอเชียและยุโรป(อีกครั้ง) จากข้อมูลการจองห้องพักของอโกด้า ซึ่งรวบรวมตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2565 จุดหมายปลายทางต่างประเทศยอดนิยม 5 อันดับแรกของนักเดินทางชาวไทย คือ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ
.
เมื่อมองที่จุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลก ปีนี้กรุงเทพมหานครกลับขึ้นมาครองอันดับ 1 อีกครั้ง ด้วยข้อบังคับด้านเดินทาง และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดที่ผ่อนคลายลงเกือบทั้งหมด รวมถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืน ชายหาด วัดวาอาราม วัฒนธรรม และอาหารมากมายหลากหลายที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว ส่วนจุดหมายปลายทางอื่นในท็อป 5 ได้แก่ เกาะเชจู กัวลาลัมเปอร์ โตเกียว และโซล ตามลำดับ นอกจากนี้พัทยายังเลื่อนขึ้นมาอยู่ในอันดับ 8 ในท็อป 10 อีกด้วย เมืองชายฝั่งทะเลแห่งนี้ขึ้นชื่อในด้านความมีชีวิตชีวาของสถานบันเทิงยามค่ำคืน หาดทรายสีทอง อาหารรสเลิศ และโรงแรมสวยงาม
.
จุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลกปีค.ศ.2022
1. กรุงเทพฯ    2. เกาะเชจู    3. กัวลาลัมเปอร์    4. โตเกียว    5. โซล
6. สิงคโปร์    7. บาหลี        8. พัทยา        9. มะนิลา    10. ปีนัง
11. ฮ่องกง    12. ปูซาน    13. โอซาก้า    14. ยะโฮร์ บาห์รู    15. ไถจง
.
คุณออมรี มอร์เกนสเติร์น, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร, อโกด้า กล่าวว่า “อโกด้ามองว่าการเดินทางระหว่างประเทศกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติในปีนี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางนั้นลดลงมาก แสดงให้เห็นว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาผู้คนตั้งหน้าตั้งตารอไปท่องเที่ยวอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือที่ประเทศอื่นในทวีปเอเชีย รวมถึงวางแผนที่จะใช้เวลาช่วงวันหยุดอย่างเต็มที่”
.
“การได้หวนนึกถึงความทรงจำดี ๆ และกลับไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่เคยไปดูเหมือนจะเป็นธีมของการเดินทางท่องเที่ยวในฤดูร้อนนี้ เรามุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้คนสามารถเดินทางได้มากขึ้นด้วยการนำเสนอตัวเลือกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวที่ดีที่สุดทั้งบนเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน เช่น ส่วนลดราคาห้องพัก และบัตรโดยสารเครื่องบิน รวมถึงอื่นๆอีกมากมาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางที่ใกล้เข้าสู่สภาวะปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ” 
.
ใครที่กำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือต่างประเทศ สามารถไปเลือกดูหลากหลายข้อเสนอสุดคุ้มตามความต้องการ รวมถึงอ่านข้อจำกัดด้านการเดินทางล่าสุดได้ที่ Agoda.com 
.
กรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกอันดับ 1 สำหรับนักเดินทางชาวสหรัฐอเมริกา และ
สหราชอาณาจักร รวมถึงยังอยู่ในในท็อป 3 สำหรับทุกภูมิภาคทั่วโลก
.
ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 สำหรับนักเดินทางชาวอินเดีย ตามมาด้วยอินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ตามลำดับ
.
มาเลเซียเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 สำหรับนักเดินทางชาวสิงคโปร์ ตามมาด้วยไทย และอินโดนีเซีย
.
บาหลีต้อนรับนักเดินทางชาวออสเตรเลียมากที่สุด ตามมาด้วยนักเดินทางชาวสิงคโปร์ เกาหลี และอินเดีย
.
จุดหมายปลายทางยอดนิยม 3 อันดับแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกสำหรับนักเดินทางชาวอเมริกัน คือ กรุงเทพมหานคร มะนิลา และโตเกียว


ที่มา https://siamrath.co.th/n/366342 
 

ปักหมุด 5 คาเฟ่น่าเที่ยวในกรุงเทพฯ

เพื่อนๆ คนไหนชอบถ่ายรูปในคาเฟ่บ้างเอ่ย วันนี้ THE STUDY TIMES มาแนะนำคาเฟ่น่าเที่ยวในกรุงเทพให้เพื่อนๆ กันค่ะ นอกจากเครื่องดื่มที่สุดแสนอร่อยแล้ว ยังมีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้เพื่อนๆ อีกด้วย พร้อมไปแล้วดูกัน !

1.) K36 Café 
เปิดบริการตามเวลาปกติทุกวัน เวลา 09:00 - 19:00 น.
ร้านตั้งอยู่ที่ ซอยคู้บอน 36 ร้านนี้บรรยากาศมินิมอลสไตล์ญี่ปุ่น มีสวยหินให้ถ่ายรูหน้าร้านสวยๆ ในส่วนของตัวร้านมี 2 ชั้นด้วยกัน มาแล้วไม่ควรพลาดไปชมวิวชั้น 2 กันนะคะ สวยมากกกก เมนูเค้กน่ากินมากค่ะ มีให้เลือกหลายแบบเลย
 


 

2.) LAFF Café 
เปิดบริการตามเวลาปกติทุกวัน เวลา 08:30 - 18:00 น. (หยุดทุกวันพุธ)
ร้านตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 50 สามารถเดินทางได้ง่ายๆด้วยรถไฟฟ้า BTS บรรยากาศในร้านดีมากๆ ค่ะ ทางร้านจะเน้นบรรยากาศแบบโล่งสบายๆ ตกแต่งด้วยต้นไม้นานาชนิด เน้นโทนสีดำและสีเขียว เมนูทางร้านเป็นสไตล์โฮเมดจ้า 


 
3.) Hookrajongcafe 
เปิดบริการตามเวลาปกติทุกวัน เวลา 09:00 - 20:00 น.
ร้านตั้งอยู่ ช่องนนทรี คาเฟ่น่ารักๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในบรรยากาศรื่นรมย์ ชวนพักผ่อน บรรยากาศเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ตัวคาเฟ่เองยังตกแต่งด้วยโทนสีขาวสบายตา มีมุมชิคๆ  ให้ได้ถ่ายรูปลงโซเซียลกันเยอะมาก ส่วนเมนูอาหารของร้านก็มีทั้งเมนูคาวหวานให้เลือกทานกันอย่างจุใจ เมนูแนะนำของร้านนี้คือเค้กโฮมเมดทั้งหลาย
 

 

ปักหมุด 5 ที่เคาท์ดาวน์ปีใหม่ ตระการตา ตระการใจ ทุกโลเคชั่น!!

หลาย ๆ คนอาจจะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปเคาท์ดาวน์ในปีใหม่นี้ที่ไหนดี วันนี้ THE STUDY TIMES ขอแนะนำสถานที่เคาท์ดาวน์สุดแสนประทับใจกัน 5 4 3 2 1 …เริ่มเลย ! 

1.) Terrace Rim Naam at Mandarin Oriental Hotel กรุงเทพฯ
ใครที่ต้องการชวนครอบครัวหรือคนรู้ใจมาเคานต์ดาวน์พร้อมกินมื้ออาหารดี ๆ ให้อิ่มท้องรับปีใหม่ ขอแนะนำห้องอาหาร Terrace Rim Naam ที่ Mandarin Oriental Hotel บรรยากาศสบาย ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หากได้มากินพร้อมชมพลุสุดปังในวันสุดท้ายของปีรับรองฟินเวอร์!
 


2.) อ่าวพัทยา 
สถานที่เคานต์ดาวน์ยอดฮิตที่ขับรถจากกรุงเทพฯ ไปไม่ไกล แปปๆ ก็ถึงแล้ว ซึ่งในทุกๆ ปีที่พัทยาจะมีนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติมารวมตัวกันเพื่อเคานต์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ ที่ในแต่ละปีมาพร้อมคอนเสิร์ตและพลุสุดปัง ! 
 


3.) Central World 
สถานที่เคานต์ดาวน์ในกรุงเทพฯ ที่รับรองว่าทุกคนต้องรู้จักก็ต้องเป็นที่ “Central World” ที่เขาจัดกันยิ่งใหญ่ในทุก ๆ ปี มีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย โดยกิจกรรมที่ใคร ๆ ต่างก็รอคอยคือนับถอยหลัง Countdown 2022 และพบกับความสนุกสุดมันจากศิลปินและนักร้องอีกมากมายที่มาสร้างความสุขให้กับทุก ๆ คน 

 

เข้าสู่เทศกาลที่ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอย นั่นก็คือเทศกาลคริสต์มาส ที่เป็นเทศกาลแห่งความสุข และการเฉลิมฉลอง วันนี้ THE STUDY TIMES รวมคาเฟ่น่ารักๆ ที่แค่ไปยืนเฉยๆก็ยังน่ารัก คัดมาแล้วว่าดีย์ !

1.) B-Story Cafe

คาเฟ่อยู่ที่ BTS สถานีราชเทวี ตัวคาเฟ่ค่อนข้างเด่นหากเดินลงมาก็จะเจอเลยค่ะ คาเฟ่อยู่ฝั่ง coco walk คาเฟ่ตกแต่งด้วยต้นไม้และดอกไม้ชนิดต่างๆ ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนอังกฤษอะไรประมาณนั้นเลย คาเฟ่แต่งตามเทศกาลต่างๆ เรียกได้ว่ามาที่เดียวครบทุกอย่างเลย

 

2.) Shing A ring A ring

โดยคอนเซปต์ของคาเฟ่ตั้งใจให้ออกมาเป็นสไตล์โบสถ์ ถือเป็นเสน่ห์ของคาเฟ่ที่ดึงดูดสายตาของทุกคนที่เข้ามา นิยามของคาเฟ่คือ “ยินดีต้อนรับทุกความรู้สึก” ไม่ว่าลูกค้าที่เข้ามาจะอยู่ในความรู้สึกใด ทางคาเฟ่ตั้งใจทำให้ลูกค้าที่เข้ามารู้สึกดีมากขึ้นกว่าเดิม

 
 

3.) Portobello & Désiré | Home

คาเฟ่ Portobello บรรยากาศคาเฟ่เหมือนหลุดเข้าไปในสวนที่อังกฤษ มีต้นไม้หลากหลายชนิด แถมยังมีมุมสวยๆ ให้ได้เลือกถ่ายรูปอีกด้วย เมนูมีอาหาร เค้กและเครื่องดื่มให้เลือกได้ตามใจชอบเลย

 

หน้าหนาวนี้ เที่ยวไหนดี? แนะนำที่เที่ยวรับลมหนาว สุดฟิน!!

เข้าหน้าหนาวแล้ว ช่วงนี้ก็เริ่มเย็นๆ แล้วเหมือนกันน้า ไหนๆ ใครอยากไปเที่ยวตอนหน้าหนาวบ้าง วันนี้ THE STUDY TIMES มีที่เที่ยวที่ควรไปช่วงหน้าหนาวมาฝากกันค่ะ ใครสนใจไปชมกันเลยจ้า!

1. เขาค้อ

 

ช่วงหน้าหนาวเหมาะกับการไปเที่ยวพักผ่อนบนเขาสุดๆ เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ บอกเลยจ้าวิวสวยมาก อย่าลืมแวะวัดผาซ่อนแก้วกันนะคะ แถมมีคาเฟ่สวยๆ ไว้ถ่ายรูปด้วยน้า 

วิธีเดินทาง ขับรถยนต์ไปหรือจะมอเตอร์ไซค์ เหมาะกับสายชิลๆ

ราคาที่พัก เริ่มต้นที่ 600++

 

2. ภูทับเบิก


อยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์เหมือนกันจ้า วิวสวยมาก สายกางเต็นท์ต้องลองเลย ช่วงหน้าหนาวตื่นมาดูทะเลหมอกสูดอากาศฟินๆ ให้สะใจกันไปเลยค้า วิวถ่ายรูปสวยๆ เยอะมาก อย่าลืมแวะเก็บสตรอว์เบอร์รีกันนะคะ

วิธีเดินทาง ขับรถยนต์หรือจะขับมอเตอร์ไซค์แว้นชิลๆ ชมวิวก็ได้นะจ๊ะ 

ราคาที่พัก เริ่มต้นที่ 800++
 


3. ดอยม่อนแจ่ม


อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ สายอยากลองไปเที่ยวภาคเหนือสักครั้งต้องลองไปเลยจ้า นั่งกินหมูกระทะฟินๆ พร้อมกับบรรยากาศหนาวๆ รับรองความฟินยาวๆ วิวถ่ายรูปกับดอกไม้สวยมาก ไปค่าไปเป็นเด็กดอยกัน  

วิธีเดินทาง รถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน รถทัวร์ มอเตอร์ไซค์สำหรับสายชิล เลือกกันได้เลยจ้า 

ราคาที่พัก เริ่มต้นที่ 1000++

พาส่อง 5 ตลาดนัดกลางคืน น่าเดินในกรุงเทพฯ วันหยุดนี้ชวนเพื่อนไปเดินกัน!

สำหรับใครที่เบื่อการเดินห้าง ถนนคนเดินก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คนกรุงเทพฯ พลาดไม่ได้ เพราะความชิค ความฮิป ความแนว และวินเทจต่างๆ มารวมไว้ในที่เดียว ให้เราได้เดินเล่น แถมหาของอร่อยๆ กินได้ทั้งคืน!

1. ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์


เป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ของตลาดนัดรถไฟ แน่นอนว่าบรรยากาศก็จะมีฟีลวินเทจคล้ายๆ กัน แต่ที่นี่จะกว้างใหญ่กว่ามากๆ เรียกได้ว่าไปเดินกี่ครั้งก็ยังแวะได้ไม่หมดทุกร้าน 

พิกัด : หลังห้างซีคอน ศรีนครินทร์
เปิดบริการ : วันพุธ และ ศุกร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-24.00 น.

 

2. ตลาดนัดเลียบด่วนรามอินทรา


ตลาดนัดใหญ่บนพื้นที่หลายสิบไร่ เดินกันเพลินๆ ไปได้เลย ในตลาดมีหลายโซนด้วยกัน ทั้งโซนซื้อของช้อปปิ้งสินค้า เสื้อผ้าแฟชั่น โซนร้านอร่อยนั่งกินดื่ม โซนเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน ข้าวของเครื่องใช้วินเทจ เดินไปทั้งคืนไม่มีเบื่อแน่นอน

พิกัด : เลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 17.00-02.00 น.

 

3. ช่างชุ่ย บางพลัด

 

ตลาดนัดคนเดินที่ชิลได้เช้ายันเย็น ด้วยเอกลักษณ์ที่มีเครื่องบินลำใหญ่โตจอดวางเป็นซิกเนเจอร์ของตลาด และเป็นร้านอาหารในตัวทำให้หลายคนเซอร์ไพรส์ไม่เบา นอกจากนี้ยังมีดนตรีสดเบาๆ ให้ได้ฟังเพลินๆ ตอนช้อปปิ้ง หรือนั่งกินอาหาร ที่นี่มีทั้งโซนถ่ายรูปสวยๆ โซนร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ รวมไปถึงโซนช้อปปิ้ง

พิกัด : ถนนสิรินธร บางพลัด
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 11.00-23.00 น.

 

แค่ 2 ชั่วโมง ก็เที่ยวทะเลน้ำใสได้ ใกล้นิดเดียว!!

ช่วงนี้คลายล็อกแล้ว ใครกำลังหาที่เที่ยว ทะเลใสๆ แบบไปกลับง่ายๆ หรือขับรถระยะเวลาสั้นๆ วันนี้เรามีมาแนะนำให้ค่า 

 

 

1. หาดเตยงาม อ่าวนาวิกโยธิน
เป็นทะเลที่น้ำใสสะอาด มีหาดทรายขาว ยาวประมาณ 1.7 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างมาก ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เยอะ แต่ทางหาดไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามา เพราะเป็นหาดที่เข้าไปอยู่ในส่วนของเขตทหารค่อนข้างลึก การเดินทางมาสะดวกมากเลย เดินทางจาก กทม. มาถึง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. พอเดินทางมาถึงประตูทางเข้านาวิกโยธิน ตรงเข้ามาจะเจอกับป้อมรักษาการณ์ ซึ่งต้องแลกบัตรในการเข้าพื้นที่ทหาร ตอนกลับก็แลกบัตรกลับ ถือว่าเป็นการป้องกันอย่างนึง ขับตรงเข้ามาประมาณ 3 กิโลก็จะเจอกับหาดเตยงามของเราแล้วค่ะ

 


2. หาดทรายแก้ว โรงเรียนชุมพลทหารเรือ
การเดินทางมาจาก กทม . ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. มาถึงทางเข้าโรงเรียนชุมพลทหารเรือ ก็ขับตรงเข้ามาประมาณ 5 กิโล ขอบอกว่าเป็นถนนทางตรงที่สวยมากแค่ทางเข้า สองข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่ ตัวต้นไม้โค้งมาจบกันได้ฟีลแบบอุโมงค์ต้นไม้เลยทีเดียว ก่อนเราจะขึ้นไปหาดทรายแก้วต้องขึ้นเขา เพราะตัวหาดทรายแก้วอยู่ด้านหลังของภูเขา ทางหาดจะมีรถสองแถวให้บริการในการขึ้น มีพื้นที่จอดรถกว้างมาก เพราะเป็นพื้นที่ของโรงเรียนจ่าทหารเรือนั่นเอง ใช้เวลาขึ้นไปถึงหาดประมาณ 10 นาทีเท่านั้น หาดทรายแก้ว มาจากทรายที่มีสีขาว และละเอียดมากจริงๆ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชอบมาก วันหยุดจะได้เห็นชาวต่างชาติจำนวนมากมาพักผ่อน


 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top