Sunday, 29 May 2022
TRENDING

แรกมีโรงเรียนสาธิตในโลก แรกมีโรงเรียนสาธิตในไทย

โรงเรียนสาธิต เป็นโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของสถาบันฝึกหัดครู มีทั้งที่ตั้งอยู่ในบริเวณหรือนอกบริเวณของสถาบันฝึกหัดครู โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับสาธิตการเรียนการสอนนักศึกษาหรือครูอาจารย์ได้ศึกษาฝึกหัด และนำไปใช้เป็นแบบอย่าง
.
พ.ศ. 2331 โรงเรียนสาธิตสำหรับฝึกหัดครูแห่งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี ก่อนจะแพร่หลายไปสู่ประเทศอื่นในทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกาตามลำดับ
.
พ.ศ. 2375 สหรัฐอเมริกาเริ่มมีโรงเรียนสาธิตเป็นแห่งแรก และมีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างมาก จนสหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศต้นแบบของโรงเรียนสาธิต ซึ่งมีชื่อเรียกแบ่งตามอุดมการณ์และวิธีการเฉพาะของแต่ละสถาบัน ดังนี้
.
1. โรงเรียนฝึก (Practice School) ที่ใช้เป็นที่ฝึกสอนนักศึกษาในสถาบันฝึกหัดครู
2. โรงเรียนสาธิต (Demonstration School) สำหรับสาธิตการเรียนการสอนให้นักศึกษาได้ศึกษา สังเกต และนำไปใช้เป็นแบบอย่างต่อไป
3. โรงเรียนปฏิบัติการทดลอง (Laboratory School) เพื่อใช้ในการปฏิบัติการทดลองการศึกษาโดยเน้นด้านจิตวิทยาพัฒนาการของนักเรียนเป็นหลัก
4. โรงเรียนทดลอง (Experimental School) เพื่อใช้ในการทดลองด้านต่างๆ บางแห่งจะไม่เปิดให้มีการฝึกสอนหรือฝึกงานใดๆ
5. โรงเรียนวิจัยและพัฒนา (Research and Development School) เป็นโรงเรียนในมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัยและพัฒนาการของเด็กนักเรียนเป็นหลัก
6. โรงเรียนในมหาวิทยาลัย (University School) เป็นโรงเรียนในมหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนนักเรียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ส่วนหน้าที่การฝึกสอนหรือการทดลองวิจัยเป็นเรื่องรอง
.
สำหรับประเทศไทย สถาบันฝึกหัดครูต่างๆ จำนวนมากใช้ชื่อโรงเรียนสาธิตและเรียกทับศัพท์ในภาษาอังกฤษว่า “Demonstration School” ซึ่งวิจิตร ศรีสอ้าน ให้ความเห็นเกี่ยวกับชื่อโรงเรียนสาธิตว่า “…การใช้ชื่อ Demonstration School ในประเทศคงเป็นเพราะว่าเรามีความในใจที่ต้องการจะให้โรงเรียนประเภทนี้เป็นโรงเรียนตัวอย่าง แล้วเพื่อจะให้โรงเรียนอื่นๆ ได้มีโอกาสทำตามในโอกาสต่อไปก็อาจเป็นได้…”
.
โดยโรงเรียนสาธิตแห่งแรกของไทยจัดตั้งขึ้นที่ “โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์” ณ โรงเลี้ยงเด็กยศเส เปิดสอนเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2435 เพื่อเป็นโรงเรียนสำหรับฝึกหัดงานครู
.
พ.ศ. 2475 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนสาธิตอีก 1 แห่ง ชื่อว่า “โรงเรียนประถมวัดหัวลำโพง” ซึ่งเป็นโรงเรียนฝึกหัดสอนของแผนกวิชาครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังย้ายที่ตั้งมาอยู่ที่สนามกีฬาแห่งชาติ และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนมัธยมหอวัง” เป็นโรงเรียนฝึกสอนของแผนกฝึกหัดครูชั้นประโยคมัธยม ในคณะอักษรศาสตร์และครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2487 โรงเรียนมัธยมหอวังได้ล้มเลิกไป โดยเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา)
.
จากนั้นก็มีโรงเรียนสาธิตของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่มีการเรียนการสอนด้านศึกษาศาสตร์ และต้องมีการฝึกหัดครู ก็ทยอยเปิดตามกันเรื่อยมา
.
โดยสรุปบทบาทของโรงเรียนสาธิต นอกจากเรื่องการเรียนการสอนนักเรียนของโรงเรียนแล้ว ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีก ได้แก่ การฝึกสอน, การสาธิตการสอน, การสังเกตการสอน และการทดลอง-วิจัยทั้งวิธีการสอน หลักสูตร


ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_82796?fbclid=IwAR20LyEYAd-SsZfHe9Nzhs6ScKHktcqH_IOyTpmyMrFY3345UylX7p520K4 
 

“Overtourism” ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกิน ปัญหาใหญ่ของเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตทั่วโลก

หนึ่งในผลพลอยได้ของการล็อกดาวน์และจำกัดระยะห่างในช่วงโควิด-19 นอกจากจะทำให้หลายคนได้อยู่กับตัวเองมากขึ้นแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ธุรกิจต่าง ๆ ได้ใคร่ครวญถึงการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมาของตัวเองด้วยเช่นกัน
.
ย้อนกลับไปช่วงก่อนที่จะโลกจะรู้จักกับโควิด-19 “ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกิน” หรือ “Overtourism” เป็นปัญหาใหญ่แก้ไม่ตกซึ่งเกิดขึ้นกับเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตทั่วโลก เพราะเมื่อกระแสความนิยมในเมืองหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งสูงเกินไป ปริมาณนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสายเกินศักยภาพของพื้นที่ ก็ก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้าน ตั้งแต่ความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม การกระจุกตัวและเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ เช่น อาหารการกิน อสังหาริมทรัพย์ ส่งผลถึงวิถีชีวิตโดยรวมของคนในพื้นที่ ไปจนถึงปัญหาการบริหารจัดการเมือง


ตัวอย่างผลกระทบในอดีตที่เห็นได้ชัดจากการมีนักท่องเที่ยวมากเกินไป คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลกอย่าง “พิพิธภัณฑ์ลูฟว์” ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมถึง 10.2 ล้านคนในปี 2018 ซึ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 25% และเป็นตัวเลขที่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดในโลกเคยต้องรับมือมาก่อน วันหนึ่งในเดือนพฤษภาคมปี 2019 ลูฟว์จำเป็นต้องปิดให้บริการชั่วคราวทั้งวัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่แผนกต้อนรับและรักษาความปลอดภัยในพิพิธภัณฑ์พากันประท้วงหยุดงาน ด้วยความรู้สึกเหลืออดกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินกว่าจะรองรับไหว 
.
"ลูฟว์กำลังหายใจไม่ออก" คือคำที่สหภาพแรงงานระบุในแถลงการณ์ “ในขณะที่จำนวนผู้เข้าชมสูงขึ้นมากกว่า 20% ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา แต่พระราชวังไม่ได้ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย…สถานการณ์ในวันนี้เกินกว่าจะต้านทานได้แล้ว”
.
ในครั้งนั้นตัวแทนสหภาพฯ ได้เข้ามาเจรจากับฝ่ายบริหารของลูฟว์เพื่อหาทางลดปริมาณผู้เยี่ยมชมในพิพิธภัณฑ์ หนึ่งในพนักงานของลูฟว์ซึ่งเป็นตัวแทนสหภาพฯ กล่าวกับสำนักข่าว AP ว่า เขาคิดว่าพนักงานไม่สมควรที่จะทำงานในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ พร้อมกับระบุว่าเมื่อความแออัดทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนรู้สึกหงุดหงิดและแสดงความก้าวร้าว โดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ที่ทำงานบริเวณใกล้กับภาพ Mona Lisa (ซึ่งในขณะนั้นมีการปิดซ่อมแซมพื้นที่บางส่วน) เนื่องจากพวกเขาต้องมาเบียดเสียดกันในพื้นที่เล็ก ๆ และที่สำคัญกว่านั้นคือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่ล้นเกินนั้นจะส่งผลกระทบไปถึงการบังคับใช้มาตรการอพยพคนในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันในพิพิธภัณฑ์และการอพยพไม่อาจทำได้อย่างที่ควรจะเป็น ย่อมก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้
.
เห็นได้ชัดว่า ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกินทำให้เกิดปัญหาด้านการจัดการ การประท้วงในครั้งนั้นจึงจบลงด้วยการที่ฝ่ายบริหารของลูฟว์ออกกฎให้ผู้ที่ต้องการมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต้องจองคิวมาก่อน มิฉะนั้นพวกเขาจะต้องต่อแถวนาน หรืออาจจะไม่มีโอกาสได้เข้าชมเลย


ตัดภาพกลับมาที่อิตาลี หอศิลป์อุฟฟิซี (Uffizi Gallery) ในเมืองฟลอเรนซ์ หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศและเป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะเลื่องชื่อจำนวนมาก เช่น ภาพวาด The Birth of Venus ของบอตติเชลลี และงานประติมากรรมหินอ่อนแกะสลัก David ของมิเกลันเจโล เมื่อต้องปิดให้บริการชั่วคราวเนื่องจากการประกาศล็อกดาวน์ในปี 2020 ผู้อำนวยการหอศิลป์จึงเกิดความคิดที่จะถือโอกาสวางแผนปฏิวัติการท่องเที่ยวในฟลอเรนซ์เสียใหม่ ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะถาโถมกลับเข้ามาอีกครั้ง ด้วยโครงการที่ใช้ชื่อว่า “Scattered Uffizi” (Uffizi Diffusi ในภาษาอิตาเลียน)
.
ไอค์ ชมิดท์ ผู้อำนวยการหอศิลป์อุฟฟิซีกล่าวกับ CNN Travel ว่า ในช่วงล็อกดาวน์ เขาได้เริ่มมองหาสถานที่จัดแสดงงานศิลปะในเมืองอื่น ๆ มาจับคู่กับบรรดางานศิลปะที่อยู่ในครอบครองของอุฟฟิซี เพื่อกระจายชิ้นงานออกไปจัดแสดงในเมืองอื่น ๆ ทั่วแคว้นทัสคานี แทนที่จะให้นักท่องเที่ยวมากระจุกตัวอยู่ที่อุฟฟิซีเพียงแห่งเดียว “ศิลปะไม่สามารถอยู่รอดได้ในแกลเลอรีขนาดใหญ่เพียงลำพัง...เราต้องการพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหลายแห่งทั่วทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานที่ที่เป็นต้นกำเนิดของงานศิลปะแต่ละชิ้น” เขากล่าว
.
นับตั้งแต่มีการประกาศข่าวเกี่ยวกับโปรเจ็กต์นี้ออกไป เมืองที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ก็ได้เสนอชื่ออาคารจัดแสดงงานเข้ามา เช่น เมือง Lucca ซึ่งเสนอให้นำชิ้นงานศิลปะมาจัดแสดงในพระราชวัง Palazzo Ducale อันเป็นสัญลักษณ์ของเวนิส เมือง Seravezza ซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในวิลล่าของตระกูล Medici ฯลฯ


จนเวลาผ่านไปเกือบปี หอศิลป์อุฟฟิซีจึงได้ออกมาประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2021 ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีแกลเลอรีท้องถิ่นกระจายทั่วแคว้นทัสคานีมากถึง 100 แห่ง โดยแกลเลอรีส่วนหนึ่งจะใช้พื้นที่ในวังเก่า คอนแวนต์ และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอื่น ๆ มาดัดแปลงเป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะ ชิ้นงานศิลปะส่วนหนึ่งของอุฟฟิซีจะได้ไปจัดแสดงในเมืองและหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของผลงานแต่ละชิ้น เพื่อกระจายผู้เข้าชม กระจายรายได้ รวมถึงชะลอผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระจุกตัวอยู่ที่กลางเมืองฟลอเรนซ์อย่างเดียว
.
ผ่านมา เช่น นิทรรศการ Giottesque ที่จะจัดแสดงภาพวาดของ Giotto หนึ่งในจิตรกรซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดในยุคเรอเนซองส์ยุคแรก ในโบสถ์ท้องถิ่นของ Montespertoli หมู่บ้านเล็ก ๆ บนยอดเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของฟลอเรนซ์ ขณะที่เมือง Castiglion Fiorentino จะทำการแลกเปลี่ยนงานศิลปะที่มีธีมเกี่ยวกับ St. Francis กับอุฟฟิซี โดยจะส่งภาพวาดฝีมือ Bartolomeo della Gatta ไปยังจัดแสดงในห้องศตวรรษที่ 15 ของอุฟฟิซี แลกกับภาพวาด St. Francis Receives the Stigmata ฝีมือจิตรกรบาโรกยุคแรกอย่าง Cigoli 
.
และล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผลงานศิลปะของหอศิลป์อุฟฟิซีจำนวน 20 ชิ้นที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดินโปเลียน ก็ถูกส่งไปจัดแสดงในนิทรรศการครบรอบ 200 ปีของการจากไปของนโปเลียนบนเกาะ Elba ซึ่งเป็นสถานที่ที่นโปเลียนถูกเนรเทศให้ไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว
.
มาริโอ อเญลลี (Mario Agnelli) นายกเทศมนตรีเมือง Castiglion Fiorentino บอกกับ CNN ว่า ก่อนหน้านี้เขาก็เคยคิดที่จะจัดนิทรรศการลักษณะนี้เหมือนกัน "แต่การจะทำอย่างนั้นได้คุณต้องมีค่าใช้จ่ายด้านประกันและการขนส่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับเมืองเล็ก ๆ อย่างเรา...แม้ว่าเขา (ผู้อำนวยการหอศิลป์ฯ) จะให้ยืมผลงานของบอตติเชลลีสักชิ้น เราก็ไม่มีศักยภาพที่จะทำได้" การที่หอศิลป์อุฟฟิซีเป็นฝ่ายริเริ่มโครงการเสียเอง จึงช่วยลดภาระด้านเงินทุนการดำเนินการให้เมืองเล็ก ๆ ได้ดี
.
เที่ยวไม่กระจุก สุขกระจาย อันที่จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชมิดท์ให้ยืมผลงานศิลปะไปจัดแสดงนอกสถานที่ เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2019 เขาเคยส่งภาพวาดทิวทัศน์ของลีโอนาร์โด ดา วินชี ไปอวดโฉมที่นิทรรศการในเมือง Anghiari บ้านเกิดของดาวินชีเนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปีของการจากไปของศิลปินผู้เลื่องชื่อ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า การนำภาพวาดไปจัดแสดงในครั้งนั้นถือเป็นโอกาสพิเศษที่ผู้เข้าชมจะได้เห็นทั้งภาพวาด และยังได้ก้าวออกไปชมภูมิทัศน์ที่สวยงามของเมือง ซึ่งเป็นแรงบันดาลในการสร้างสรรค์ภาพวาดชิ้นนั้นของดาวินชีด้วย ยิ่งไปกว่านั้นอานิสงส์จากภาพวาดยังดึงดูดให้ยอดผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นพุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่า
.
จากบทเรียนในอดีต ชมิดท์จึงหวังว่าโครงการ Uffizi Diffuzi จะช่วยลดการกระจุกตัวทั้งในหอศิลป์และเมืองฟลอเรนซ์ลงได้ พร้อมทั้งกระจายรายได้และสร้างงานในระดับท้องถิ่นให้แก่เมืองข้างเคียง พร้อม ๆ กับที่ผลงานศิลปะหลายชิ้นจะได้รับการบูรณะฟื้นฟูเพื่อนำไปจัดแสดง


ชมิดท์ยังหวังด้วยว่า โครงการนี้จะช่วยให้ชาวแคว้นทัสคานีได้ใกล้ชิดงานศิลปะซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขายิ่งขึ้น เพราะเขาคิดว่ารูปแบบการเผยแพร่วัฒนธรรมในปัจจุบันนั้นยึดติดกับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมากเกินไป บ่อยครั้งที่นักท่องเที่ยวท้องถิ่นเดินทางข้ามเมืองมาชมงานศิลปะของศิลปินที่มาจากบ้านเกิดเดียวกับพวกเขา แต่การท่องเที่ยวที่ทุกอย่างมากระจุกตัวอยู่ในหอศิลป์แห่งเดียวกลับลดทอนความรื่นรมย์ในการชมผลงานลง และด้วยความที่อุฟฟิซีมีงานศิลปะในครอบครองจำนวนมาก ทำให้ต้องหมุนเวียนชิ้นงานออกมาโชว์ นักท่องเที่ยวบางคนจึงไม่มีโอกาสได้เห็นชิ้นงานที่ตั้งใจมาชม
.
“ขณะนี้เรามีผลงานศิลปะจัดแสดงอยู่ในหอศิลป์มากกว่า 3,000 ชิ้น ซึ่งเกินเพียงพอแล้ว…โครงการ Uffizi Diffuzi จะเปิดโอกาสให้งานศิลปะที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจได้ฉายแสง ในบรรยากาศการจัดแสดงที่เงียบสงบและใกล้ชิดกับผู้ชมยิ่งขึ้น” 
.
แม้จะฟังดูเรียบง่าย แต่การกระจายงานศิลปะออกไปจัดแสดงในเมืองอื่น ๆ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ช่วยบรรเทาปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกินในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ๆ พร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองในแต่ละประเทศได้ดีทีเดียว


ที่มา https://www.creativethailand.org/view/article-read?article_id=33363&lang=th&fbclid=IwAR0MMQsLkQFTGCkjuLz7t_aHJCWk5j85ohB1bVBhmzVm7QsRhBFzizKTWik 
 

สวมหน้ากากอนามัยออกกำลัง ส่งผลอย่างไรกับสภาพร่างกาย ?

หลายคนอาจกำลังสงสัยว่าการสวมหน้ากากขณะออกกำลังกายส่งผลเสียต่อร่างกายหรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยคลายความกังวลใจและปรับพฤติกรรมขณะออกกำลังกายได้อย่างถูกวิธี
.
การใส่หน้ากาก (Mask) ขณะออกกำลังกายอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ เพราะทำให้อึดอัด หายใจลำบาก เหนื่อยง่ายขึ้น อาจทำให้ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ปอดและหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับแต่ละบุคคลและชนิดของหน้ากากที่สวมใส่ ดังนี้ 
.
1. นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจมีความสามารถในการปรับตัวและทนต่อการหายใจลำบากได้ โดยขณะที่ออกกำลังกายแบบไม่หนักสามารถสวมใส่หน้ากาก (Mask) ได้ แต่หากต้องออกกำลังกายที่หนักขึ้นอาจทำให้เหนื่อยง่ายขึ้นได้ เพราะต้องใช้แรงในการหายใจที่เพิ่มมากกว่าปกติ ทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลงได้
.
มีการประยุกต์ใช้หน้ากากในการออกกำลังกายกับนักกีฬาระดับสูงเช่นกัน โดยหวังว่าจะช่วยในการเพิ่มสมรรถภาพความฟิต แต่จากงานวิจัยในปัจจุบัน ในการออกกำลังกายภายใต้สภาวะปกติ ยังไม่พบว่าสามารถช่วยเพิ่มความฟิตได้มากกว่าการไม่สวมหน้ากาก แต่สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของกล้ามเนื้อระบบหายใจได้ในนักกีฬาที่ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
.
2. ผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำหรือผู้สูงอายุ อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการสวมใส่หน้ากาก (Mask) ขณะออกกำลังกาย เนื่องจากร่างกายและหัวใจต้องทำงานหนักมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ อาจจะยิ่งเสี่ยงอันตรายมากขึ้น และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้
.
ชนิดของหน้ากากที่สวมใส่มีผลขณะออกกำลังกายเช่นเดียวกัน ได้แก่

1. หน้ากาก N95 หากสวมใส่หน้ากากที่ป้องกันอนุภาคเล็ก ๆ ได้ดี เช่น หน้ากาก N95 ก็ยิ่งทำให้อึดอัดเวลาสวมใส่มากขึ้น แม้กระทั่งการพูดคุยขณะใส่ N95 ยังรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หากสวมใส่ขณะออกกำลังกาย นอกจากสมรรถภาพในการป้องกันฝุ่นและเชื้อไวรัสจะลดลง เนื่องจากหน้ากากไม่แนบกับใบหน้าแล้ว ยังทำให้ผู้ใส่หายใจลำบาก และเหนื่อยง่ายมาก ๆ อีกด้วย แม้จะเลือกใช้แบบมี Valve ที่ช่วยหายใจออกแล้วก็ตาม
.
2. หน้ากากอนามัย หากสวมใส่หน้ากากอนามัยแบบถูกวิธีจะทำให้อึดอัดและเหนื่อยง่ายเช่นเดียวกัน และขณะออกกำลังกายจะทำให้หน้ากากอนามัยเปียกจากเหงื่อ อาจลดประสิทธิภาพของการป้องกันเชื้อและเพิ่มความเสี่ยงในการสัมผัสใบหน้ามากขึ้น
.
3.หน้ากากผ้า หากสวมใส่หน้ากากผ้ามักหายใจได้สะดวกกว่าแบบอื่น ๆ แต่ไม่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 หรือป้องกันไวรัสได้หากได้รับการไอหรือจามใส่โดยตรง 
ผ้าคลุมใบหน้าหรือผ้าบัฟ อาจเลือกใช้ผ้าคลุมบริเวณปากและจมูกแทนการสวมใส่หน้ากากได้ ช่วยให้หายใจได้สะดวกกว่า สามารถลดระยะทางการกระจายละอองฝอยได้บ้างหากผู้สวมใส่ไอ จาม แต่ประสิทธิภาพการป้องกันจะไม่เทียบเท่าหน้ากากอนามัยและหากใส่คลุมอยู่ตลอดก็ทำให้เกิดความร้อนและอึดอัดได้เช่นเดียวกัน
.
ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อป้องกัน และลดการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 การออกกำลังกายที่บ้านโดยไม่ต้องสวมใส่หน้ากาก (Mask) เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หากจำเป็นต้องออกกำลังกายนอกบ้าน แนะนำให้ทุกท่านหมั่นสังเกตและประเมินตนเอง เลือกชนิดการออกกำลังกาย และประเภทหน้ากากอนามัยให้เหมาะสม ไม่ออกกำลังกายอย่างหนักจนเกินไป หลีกเลี่ยงบริเวณที่คนพลุกพล่าน รักษาระยะห่าง หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหากออกกำลังกายในสถานที่ปลอดโปร่ง คนไม่พลุกพล่าน ไม่แนะนำให้ใส่หน้ากากขณะออกกำลังกาย


ที่มา https://www.bangkokhospital.com/content/wearing-mask-while-exercising 
 

7 ข้อควรทำ...วันเปิดเทอม

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจะเปิดเทอมหรอก ที่อยากน่ะ อยากเจอเพื่อนซะมากกว่า ชีวิตเปิดเทอมของแต่ละคนคงไม่ต่างแตก…ตื่นนอน อาบน้ำ แปรงฟัน กินข้าว > ไปรร. > เรียน > กินข้าว > เรียน > กลับบ้าน > ทำการบ้าน > กินข้าว > อาบน้ำ นอน หลายๆ คนคงไม่อยากทำแบบนี้หรอก แต่เพื่อเกรดแล้ว ก็สู้ตายใช่ไหมล่ะ แต่ไหนๆ ก็เปิดเทอมแล้ว ขออัพเดทข้อควรทำ เมื่อเปิดเทอมเตือนชาวทีนกันสักหน่อย
.
1. ตั้งเป้าหมาย...กำหนดเป้าหมายไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลย ว่าที่เราจะเรียนไปทั้งหมดในปีนี้ เราต้องการอะไร เช่น ปีนี้อยากได้เกรดเฉลี่ยเกิน 3.00 ก็ว่ากันไป~(ไม่ควรตั้งต่ำหรือสูงเกินไป) เมื่อมีเป้าหมายแล้วจะทำให้เราตั้งใจเรียนมากขึ้น จากที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียน เกรดเท่าไรก็ช่างมัน พอมีเป้าหมายทำให้รู้ว่าต้องตั้งใจเรียนมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อมีของรางวัลมาล่อ ก็อาจจะทำให้เราตั้งใจเรียนมากขึ้นก็ได้
.
2. สะสางงานแต่ต้นเทอม... หลายๆ คนชอบชะล่าใจ เวลาอาจารย์สั่งงานตั้งแต่ต้นเทอม…”โอ๊ย อีกตั้งเดือนนึง กว่าจะส่ง ไว้ทำวันหลังก็ได้” จากนั้นพอไปถึงกลางเทอม งานก็ทับถมมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็ทำไม่ทัน…จริงไม่จริง? อย่าไปให้ดินพอกหางหมู เตือนแล้วนะ!!!
.
3. งานด่วน! มาก่อนงานใหญ่... แบบนี้เขาเรียกว่า ไฟ-ลน-ก้น งานที่ส่งก่อนก็น่าจะทำก่อน ไม่ใช่เรียงลำดับการทำงานตามใจชอบ “โอ๊ย วิชานี้ไม่ชอบเลย ทำวิชานั้นก่อนละกัน” แต่วิชานี้มันส่งก่อนวิชานั้นนี่หว่า…เมื่อท่านทำวิชานั้นเสร็จ ก็เลยกำหนดส่งวิชานี้ไปแล้ว
.
4. เลือกทำเลที่นั่งให้ดี...ทำเลที่นั่งในห้องก็มีผลต่อการเรียนเหมือนกัน ควรเป็นที่ที่เห็นกระดานชัดๆ หนีเรียนสะดวก หลับสบาย อ่านการ์ตูนใต้โต๊ะไม่มีใครเห็น ข้อนี้คงเป็นสาเหตุของปัญหารถติดวันเปิดเทอมวันแรกสินะ…วันแรกใครๆ ก็อยากให้ ผปค.ไปส่ง จะได้ยึดทำเลดีๆ ไว้ ได้นั่งใกล้เพื่อนสนิท ใกล้พัดลม ฯลฯ
.
5. คบเด็กเรียนไว้สักคน…ถ้ายังไม่มีเพื่อนที่เรียกได้ว่าเป็นเด็ก (บ้า) เรียน ควรรีบหาไว้สักคนนึง ยิ่งถ้าท่านเป็นคนชอบโดด หรือหยุดเรียนบ่อย บลาๆ ยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่ เพราะเวลาคาบไหนที่เราไม่อยู่ จะได้มาตามงานทีหลังได้
.
6. เลือกคาบโดดเรียน...ก่อนโดดเรียนก็คิดสักนิดเถอะว่าโดดแล้วมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เลือกวิชาที่โดดแล้วมีผลน้อยที่สุด เป็นวิชาที่ท่านถนัด ไม่ต้องเรียนก็ทำงานส่งได้ เช่น อาจจะเป็นคณิตศาสตร์ หรือ ศิลปะ อะไรอย่างนี้ แต่แนะนำว่าอย่าโดดดีที่สุด อย่างน้อยเข้าไปนั่งหลับ / อ่านการ์ตูนในคาบก็ยังดี จะได้รู้ว่าอาจารย์เขาสั่งงานอะไรบ้าง + ไม่โดนตัดคะแนนฝ่ายปกครอง
.
7.อย่ามีเรื่องกับ อ.ประจำชั้น...การมีเรื่องกับอาจารย์ประจำชั้นหรืออาจารย์ที่ปรึกษา ตั้งแต่ต้นปีช่างเป็นฝันร้ายเหลือเกิน เพราะเราจะมีความรู้สึก…ว่าเราไม่มีตัวตนหรือไม่ได้รับการใส่ใจตลอดทั้งปี ระวังไว้นะ…


ที่มา https://teen.mthai.com/education/93072.html?fbclid=IwAR1IBW6ULCrvLv6E_8tAvfuJPglzty_FNLM-xsGWzSd2xs2sZb3CDSmTZS0 
 

“เครื่องแบบนักเรียน” เมื่อแรกมีในไทย สู่ความภาคภูมิใจแห่งสถาบันศึกษา

การแต่งเครื่องแบบมีพื้นฐานจากการแต่งตัวให้เข้ากับกาลเทศะ ความเหมาะสมของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เครื่องแบบของนักเรียนชายส่วนใหญ่ ประกอบด้วยกางเกงขาสั้นหรือกางเกงขายาว เสื้อเชิ้ตสีขาว ขณะที่เครื่องแบบนักเรียนหญิงจะต่างกันในแต่ละประเทศและระบบการศึกษาของโรงเรียน อีกทั้งมีการออก พระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน มาบังคับใช้ด้วย เพื่อส่งเสริมความมีระเบียบวินัย และเป็นการคุ้มครอง มิให้บุคคลอื่นใดแต่งเครื่องแบบนักเรียนโดยไม่มีสิทธิที่จะแต่ง
.
โรงเรียนในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาล 5 ทรงตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง จากนั้นก็ทรงให้มีโรงเรียนสำหรับสามัญชนตามมา และได้มีพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน ปี 2482 ออกมาบังคับใช้



หลังจากใช้ พ.ร.บ. ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน พบว่าบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน จึงยกเลิกพระราชบัญญัติฯ ปี 2482 แล้วให้ใช้ พระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 แทน โดยกำหนดให้มีเครื่องแบบนักเรียนไว้เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อประโยชน์ในการประหยัดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย
.
สำหรับวิวัฒนาการของเครื่องแบบนักเรียนไทย ดร.อาทร จันทวิมล อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ปรึกษาหอประวัติศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการได้เคยให้ข้อมูลเอาไว้ว่า ยุคแรกของการศึกษาไทย การเรียนการสอนมีขึ้นที่วัดโดยพระเป็นผู้สอนหนังสือ ต่อมาเมื่อมีโรงเรียนหลวง โรงเรียนราษฎร์ เกิดขึ้น ก็มีการบังคับใช้ เครื่องแบบนักเรียน ตามมา
.
ส่วนที่มาของเครื่องแบบนักเรียน พบว่าในปี ค.ศ.1846 ได้ปรากฏภาพเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดของอังกฤษ (โอรสพระราชินีวิคตอเรีย) ทรงแต่งชุดกะลาสีเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ ชุดดังกล่าวจึงกลายเป็นที่นิยมของเด็กๆ ทั่วโลก จากนั้นมีการนำชุดกะลาสีไปเป็นแบบฟอร์มชุดนักเรียนในสหรัฐอเมริกา และแพร่ขยายต่อไปยังเยอรมนี  ญี่ปุ่น และประเทศไทย



สำหรับประเทศไทยเรามีวิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัย อาทิ ในยุคหนึ่ง เครื่องแบบนักเรียนไทยในยุคหนึ่งต้องสวมหมวกด้วย โดยเกิดขึ้นในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นหมวกที่ทำด้วยวัสดุหลายรูปแบบ ฯลฯ ถือว่าเป็นยุคที่นักเรียนสวมหมวกเป็นเครื่องแบบเป็นยุคแรก 
.
บางโรงเรียนใช้เครื่องแบบเป็น "ชุดราชปะแตน" นอกจากนี้ยังพบว่ามีบางโรงเรียนมีเครื่องแบบนักเรียนคล้ายชุดทหาร นั่นคือ "โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย" เนื่องจากโรงเรียนนี้มีจุดเริ่มต้นจากโรงเรียนในพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นโรงเรียนเป็นการฝึกหัดบุคคลเข้ารับราชการทหาร เครื่องแต่งกายจึงใช้แบบทหาร
ต่อมาโรงเรียนถูกเปลี่ยนฐานะเป็นโรงเรียนสำหรับพลเรือน เครื่องแต่งกายของนักเรียนจึงเปลี่ยนไป โดยในยุคแรกเครื่องแบบนักเรียนใช้เป็น "เสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมถุงเท้ายาวสีขาวพับขอบบน รองเท้าหนังสีดำ"
.
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เครื่องแบบโรงเรียนนี้ได้ปรับเปลี่ยนเป็นกางเกงตัดเป็นจีบ รูดเลยหัวเข่าคล้ายโจงกระเบน ต่อมาเปลี่ยนรูปแบบเป็นกางเกงขาสั้นแคบสีดำ เสื้อคงเดิม และสวมหมวกยาวปีกกลมคาดแถบผ้าสีเหลือง ตรงกลางหน้าหมวกมีเข็มกลัดโลหะอักษร สก. จากนั้นเครื่องแบบนักเรียนถูกเปลี่ยนอีกครั้ง กลายเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขาสั้นสีกากี และพัฒนามาเป็นกางเกงขาสั้นสีดำ
.
ชุดเครื่องแบบ นักเรียนชาย-นักเรียนหญิง ทั่วไป ชุดนักเรียนที่พบเห็นส่วนใหญ่ สำหรับโรงเรียนรัฐบาล นักเรียนชายจะเป็นเสื้อแบบเชิ้ตแขนสั้น กางเกงสีกากี บางโรงเรียนใช้กางเกงสีดำ ส่วนผู้หญิงก็เป็นเสื้อคอปกใหญ่สีขาว กระโปรงสีน้ำเงินหรือสีดำ อาจมีโบว์ผูกที่คอเสื้อด้วย
.
ขณะที่โรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ ก็มีเครื่องแบบที่เหมาะสมของแต่ละโรงเรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการอนุญาตให้แต่ละโรงเรียนพิจารณาและดำเนินตามกฎระเบียบที่กำหนด
.
นอกจากนี้ก็เริ่มมีพัฒนาการอื่นๆ เช่น การปักเลขประจำตัวนักเรียน ปักกระเป๋าเสื้อ บางโรงเรียนติดเข็มโรงเรียนแทนการปักชื่อโรงเรียน เป็นต้น
.
“เครื่องแบบนักเรียน คือความภาคภูมิใจ” ปฏิเสธไม่ได้ว่าสำหรับบางคน การได้สวมใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนที่ตนเองสอบเข้าได้นั้น ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง อีกทั้งชุดนักเรียนยังมีบทบาทต่อการตัดสินใจเข้าเรียนในสถานศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กจะเห็นว่า โรงเรียนบางแห่งออกแบบยูนิฟอร์มสวยงามชวนสวมใส่  เป็นต้น



ด้วยรูปแบบชุดที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาล เอกชน สาธิต หรือนานาชาติ เครื่องแต่งกายยังมีความหมายบ่งบอกถึงรูปลักษณ์การจัดการเรียนการสอน และเป็นเครื่องบอกเล่าประวัติความเป็นมาของโรงเรียนอีกด้วย


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/910481?fbclid=IwAR1Va1O-ZOsRqXFI-cok03SX8OfhFjlVe3OaP3Hz1odytEZRjQ9-wZVuJiU
 

This is Jazz!!! รู้จักดนตรีแจ๊สกันเถิด เกิดรื่นรมย์

ดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีรูปแบบหนึ่งที่เกิดในอเมริกา ต่อมาได้เข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น  ดังจะเห็นได้จากการเปิดเพลงแจ๊สในงานเต้นรำต่าง ๆ ของคนไทยในสมัยก่อน เราจะพาคุณไปรู้จักกับดนตรีแจ๊สในประเภทต่างๆ ซึ่งได้รวบรวมมาไว้ 10 ประเภท ดังนี้.

1. New Orleans Jazz / Dixieland Jazz
ว่ากันว่าดนตรีแจ๊สเกิดขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ณ ย่านโลกีย์นาม “สตอรีวิลล์” ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ มลรัฐหลุยส์เซียน่า สหรัฐอเมริกา เกิดจากการที่คนดำในแถบนั้นเอาเครื่องดนตรีในวงมาร์ชแบบคนขาวมาเล่นในแบบที่ต่างออกไป อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยนั้นสังคมอเมริกันก็ยังเหยียดสีผิวอยู่มากและยังไม่ให้คนดำเข้าไปอัดเพลงในห้องบันทึกเสียง สิ่งที่หลงเหลือถึงปัจจุบันของดนตรีแจ๊สยุคนี้ก็คือ งานบันทึกเสียงของวง The Original Dixieland Jass Band ซึ่งเป็นวงคนขาวล้วน ในช่วงนั้นผู้คนมักสะกดคำว่าแจ๊สเป็น Jass ก่อนจะปรับมาเป็น Jazz ในภายหลัง 
.
นี่คือที่มาของการที่ดนตรีแจ๊สยุคแรกสุด บางทีก็เรียกว่า “ดิ๊กซี่แลนด์แจ๊ส” ทั้งนี้ดนตรีแจ๊สยุคแรกสุดก็ค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มาตลอด และหลักฐานความนิยมก็คือภาพยนตร์ The Jazz Singer ในปี 1927 ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีเสียงประกอบบนแผ่นฟิล์ม (ก่อนหน้านี้เป็น “หนังเงียบ” หมด)



2. Big Band / Swing
ดนตรีแจ๊สเข้าสู่ยุครุ่งเรืองสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1930 ถึงตอนปลายทศวรรษ 1940 ยุคนี้เพลงแจ๊สในแบบ “สวิง” มีสถานะเปรียบเสมือนเพลงป็อปในยุคปัจจุบัน คือเป็นเพลงที่ใช้เต้นรำและเป็นเพลงที่นิยมในหมู่วัยรุ่น
.
รูปแบบวงแจ๊สยุคนี้ขยายใหญ่โตเป็นวงออร์เคสตร้าขนาดย่อมๆ ด้วยเหตุผลว่าในยุคนั้นเทคโนโลยีขยายเสียงยังไม่พัฒนาไปไกล และยังไม่มีระบบลำโพงขยายเสียงให้ได้ยินทั้งฮอลล์อย่างทุกวันนี้ การจะเล่นดนตรีให้ได้เสียงอันดังก็ต้องใช้เทคนิคแบบคลาสสิคคือ เล่นเครื่องดนตรีพร้อมกันเยอะๆ ไม่งั้นคนก็ไม่ได้ยิน ซึ่งการที่วงดนตรีมีขนาดใหญ่นี้ ก็ทำให้บางทีคนเรียกดนตรีแจ็สแบบสวิงว่า “บิ๊กแบนด์” โดยมีผู้นำวงที่โดดเด่นอย่างเช่น Louise Armstrong, Duke Ellington และ Benny Goodman



3. Bebop / Post-Bop
ดนตรีแจ๊สในฐานะเพลงป็อปและเพลงเต้นรำเริ่มอิ่มตัวไปตามกาลเวลา จนช่วงกลางๆ ทศวรรษที่ 1940 ก็เริ่มมีนักดนตรีแจ๊สบางส่วนพยายามพัฒนาดนตรีแจ๊สที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อการนั่งฟังอย่างจริงจังขึ้นมา ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ดนตรีแจ็สที่เป็นวงที่เล็กลง ใช้เครื่องดนตรีไม่เกิน 5-6 ชิ้น ไม่ใช่การใช้นักดนตรีเป็นสิบชีวิตแบบสไตล์สวิง ภาคดนตรีก็มีความซับซ้อนขึ้น และเพิ่มการใช้โน๊ตและคอร์ดที่พิสดารพันลึกขึ้น รวมถึงเพิ่มส่วนการด้นสดยาวๆ ในเพลง ให้นักดนตรีให้แสดงฝีมือกันเต็มที่ในทุกเครื่องดนตรี ทั้งหมดทำให้เพลงแจ๊สกลายมาเป็นเพลงฟังยากแบบทุกวันนี้
.
ดนตรีแจ๊สชนิดใหม่ที่ว่ามานี้ถูกเรียกว่า “บีบ็อป” ซึ่งถือเป็นแจ๊สชนิดแรกที่เป็นดนตรีสำหรับใช้ฟังโดยเฉพาะ ไม่ได้เป็นดนตรีเต้นรำแบบเดิมอีกต่อไป ซึ่งหลังจากดนตรี “บีบ็อป” แจ๊สที่มีความซับซ้อนไม่เหมาะแก่การเต้นรำก็ถูกพัฒนาไปสารพัดและมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า “โพสต์บ็อป” ซึ่งถ้าจะนับว่าบิดาของบีบ็อบคือ Charlie Parker แล้ว เจ้าพ่อของโพสต์บ็อปก็คงจะเป็น Miles Davis



4. Modern Jazz / Avant-Garde Jazz / Free Jazz
หลังจากบีบ็อปเป็นแนวทางหลักของแจ๊สในช่วงตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา ก็ค่อยๆ มีนักดนตรีแจ๊สจำนวนหนึ่งยังเห็นว่าแนวทางใหม่ของแจ๊สที่ให้อิสระนักดนตรีเพิ่มอย่าง “บีบ็อป” ก็ยังไม่ให้อิสระนักดนตรีเพียงพอ ก็เลยผลักดันดนตรี แจ๊สให้มีอิสระมากขึ้นอีกขั้น ซึ่งจุดยอดของการผลักดันนี้คือ อัลบั้ม Free Jazz ของ Ornette Coleman ปี 1961 ที่เป็นการบันทึกเสียงวงดนตรี 4 ชิ้น 2 วง เล่นด้นสดกันแบบแทบไม่เตี๊ยมกัน โดยทุกคนเลือกใช้โน้ตได้โดยเสรี
.
เนื่องด้วยหัวหอกหลักของกระแสนี้ ล้วนเป็นนักดนตรีคนดำในบริบทการต่อสู้ทางการเมืองของสิทธิคนดำในช่วงทศวรรษที่ 1960 พอดี ผู้คนจึงมักเชื่อมโยงว่าดนตรี “ฟรีแจ๊ส” เป็นตัวแทนของการร้องหาเสรีภาพของคนดำในช่วงนั้น
.
ทั้งนี้ ดนตรีแจ๊สในแบบที่มีอิสระเกินขนบ แต่ยังคงการประพันธ์เพลงในระดับโครงสร้างและเมโลดี้หลักไว้อยู่ ก็มักจะเรียกกันว่า “อวองการ์ดแจ๊ส” และสงวนคำว่า “ฟรีแจ๊ส” เอาไว้สำหรับดนตรีที่เกิดจากการด้นสดโดยอิสระของนักดนตรีล้วนๆ แนวทางทั้งหมดนี้บางครั้งก็ถูกประสานกลับมาในขนบให้ฟังง่ายขึ้นและเรียกรวมๆ ว่า “โมเดิร์นแจ๊ส”



5. Fusion Jazz
การอุบัติขึ้นของดนตรีร็อคแอนด์โรล ในทศวรรษที่ 1950 ได้ทำให้ดนตรียอดนิยมในหมู่วัยรุ่นได้เปลี่ยนไปจากดนตรีที่มีฐานแบบแจ๊ส ไปเป็นดนตรีที่มีฐานแบบร็อคแอนด์โรล จังหวะสวิงที่เป็นฐานมาตลอดตั้งแต่ยุคดนตรีสวิงแจ๊ส ก็ถูกแทนที่ด้วยจังหวะจะโคนแบบร็อคที่กำลังฮิตอย่างเด็ดขาดเรียบร้อยในช่วงทศวรรษที่ 1960
.
ในขณะที่นักดนตรีแจ๊สหลายๆ ส่วนก็เข้าร่วมกระแสดนตรีบีบ็อปที่พยายามจะทำให้ดนตรีแจ๊สพิสดารพันลึกขึ้น ดนตรีอีกส่วนก็ต้องการจะทดลองอะไรใหม่ๆ ด้วยการผสมดนตรีแบบใหม่อย่างร็อค ซึ่ง “ดนตรีลูกผสม” แบบใหม่ที่เป็นแจ๊สปนร็อคนี้ก็ถูกเรียกว่า “ฟิวชั่นแจ๊ส” โดยที่ชุมชนแจ๊สก็นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าฟิวชั่นเฉยๆ
.
เนื่องจากดนตรีร็อคก็มีพัฒนาการอย่างเข้มแข็งตลอดครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 ดนตรีแจ๊สผสมร็อคก็เลยพัฒนาไปพร้อมๆ กันนั้น นี่เองเป็นสิ่งที่ทำให้ดนตรีฟิวชั่นมีความหลากหลายมาก
.
อย่างไรก็ดีพื้นฐานที่ทำให้ฟิวชั่นต่างจากดนตรีแจ๊สแบบดั้งเดิมอย่างที่สุดก็คือ การเปลี่ยนจังหวะจะโคนพื้นฐานจากสวิงมาเป็นจังหวะแบบดนตรีร็อคนั่นเอง ทั้งนี้ในหลายๆ ครั้ง แนวทางฟิวชั่นที่นิยมกันก็คือ การผสมแจ๊สกับดนตรีฟังก์ร็อคออกมาเป็นแจ๊สที่มีจังหวะจะโคนแบบฟังก์ ที่เครื่องดนตรีเด่นคือเบสไฟฟ้า และแนวทางนี้ก็ทำให้เครื่องดนตรีเบื้องหลังอย่างเบสไฟฟ้าได้มาเป็นพระเอกบ้างในดนตรีแจ๊ส ซึ่งศิลปินที่ถือได้ว่ามีความโดดเด่นที่สุดในสายนี้ก็คือที่สุดก็คือ Marcus Miller



6. Smooth Jazz
ในขณะที่ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 เป็นต้นมา นักดนตรีแจ๊สได้พัฒนาดนตรีแจ๊สให้กลายเป็นดนตรีซับซ้อนฟังยากไปจนสุด แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นี่เองที่นักดนตรีแจ๊สพยายามจะทำให้ดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีฟังง่ายสบายๆ เรียกได้ว่าไม่ต้องไต่กระไดฟัง

ผลคือนักดนตรีแจ๊สก็เริ่มเอาองค์ประกอบแบบป็อปหลากรูปแบบมาใส่ในดนตรีแจ๊ส เพื่อให้ดนตรีออกมานุ่มนวลฟังสบาย ไม่ใช่แจ๊สแบบเข้มข้นที่ขนโน้ตแบบพิสดารมาด้นสดกันไฟแลบอย่างยาวยืด
.
ซึ่งภายหลังในทศวรรษ 1990 ก็มีคลื่นวิทยุจำนวนมากที่เปิดแต่เพลงแจ๊สสไตล์นี้ และมันก็ได้รับการขนานนามว่า “สมูธแจ๊ส” มานับแต่นั้น ซึ่งนักดนตรีที่มีชื่อเสียงมากในสายนี้ก็ได้แก่ Kenny G และ George Benson



7. Gypsy Jazz
ในขณะที่ฝั่งอเมริกากำลังขยายความนิยมดนตรีแจ๊สไปเรื่อยหลังยุค 1920’s พอดนตรีแจ๊สเข้ามาในยุโรป มันก็ไปผสมกับแนวทางดนตรีของคนกลุ่มน้อยที่เป็นนักดนตรีเร่อย่างพวกยิปซี โดยในฝรั่งเศสจะเรียกคนยิปซีว่า “มานูช” (manouche) ดนตรีแบบนี้ก็เลยถูกเรียกในฝรั่งเศสว่า “มานูชแจ๊ส” ซึ่งชื่อที่เป็นที่รู้จักกันระดับสากลมากกว่าคือ “ยิปซีแจ๊ส”
.
ว่ากันว่าดนตรีชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากการที่นักกีต้าร์ชาวยิปซีฝรั่งเศสเชื้อสายเบสเยี่ยมอย่าง Django Reinhardt นำเอาดนตรีแจ๊สมาเล่นในสไตล์ของตนเองด้วยกีต้าร์ และใช้รูปแบบวงดนตรีเล็กๆ ที่ประกอบไปด้วยเครื่องสายล้วน อันได้แก่ กีต้าร์ ไวโอลิน และดับเบิ้ลเบส ไม่มีเครื่องเป่าทองเหลือง เปียโน และกลองชุดไปจนถึงวงแบบ “บิ๊กแบนด์” ในแบบวงแจ๊ส
อเมริกัน
.
การประสมวงเป็นวงเครื่องสายล้วน แทนที่จะใช้เครื่องทองเหลืองเป็นตัวเอก ทำให้ยิปซีแจ๊สมีสุ้มเสียงทางดนตรีที่ต่างออกไปจากแจ๊สในสไตล์อเมริกันมากๆ และสร้างชื่อเสียงให้กับ Django มหาศาล ทั้งนี้ ดนตรียิปซีแจ๊สดูจะหายไปพร้อมๆ กับการเสื่อมความนิยมดนตรีแจ๊สช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ก่อนทีจะได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง โดยนักกีต้าร์ร่วมสมัยที่ศรัทธาในแนวทางของ Django อย่าง Biréli Lagrène

 

8. Vocal Jazz
ดนตรีแจ๊สไม่ใช่ดนตรีบรรเลงเท่านั้น แต่เป็นดนตรีที่มีการร้องด้วย การร้องเพลงแจ๊สเริ่มมาพร้อมๆ กับการได้รับความนิยมของดนตรีแจ๊สในวงกว้างช่วงทศวรรษที่ 1920 ซึ่งการร้องแบบแจ๊สโดยทั่วไปก็จะต้องเป็นการร้องโดยใช้ไมโครโฟนขยายเสียง ซึ่งทำให้เทคนิคต่างๆ เป็นเทคนิคที่ทำมาใช้กับไมโครโฟนโดยเฉพาะ ต่างจากการร้องเพลงอย่างดั้งเดิมที่จะไม่ใช้ไมโครโฟนและใช้เสียงดัง

นักร้องแจ๊สชายในช่วงแรกจะได้รับการขนานนามว่า “ครูนเนอร์” ซึ่งสื่อถึงการร้องแบบเบาและนุ่มนวล เพื่อสื่ออารมณ์อันเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฎมาก่อนจะมีไมโครโฟน ซึ่งครูนเนอร์ที่โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้น Frank Sinatra ส่วนในฝั่งนักร้องเพลงแจ๊สหญิงอีกจำนวนมากก็ได้สร้างชื่อเสียงมากเช่นกัน เช่น Billie Holiday
.
อนึ่ง เพลงที่นักร้องแจ๊สนิยมนำมาร้องกัน ก็มักจะเป็นเพลงแจ๊สระดับคลาสสิคจากต้นศตวรรษที่ 20 หรือที่เรียกว่า “แสตนดาร์ดแจ๊ส” ซึ่งเป็นบทเพลงที่ถูกรวมไว้ในหนังสือเพลง The Great American Songbook



9. Bossa Nova
หลังจากดนตรีแจ๊สเป็นที่นิยมไปทั่วโลกตอนต้นศตวรรษที่ 20 ดนตรีแจ๊สก็ได้กระจายไปผสมดนตรีในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งผลผลิตก็มักจะเป็นดนตรีแจ๊สที่มีกลิ่นแบบดนตรีท้องถิ่นผสม ซึ่งดนตรีในรูปแบบเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความนิยมไปเสียหมด
แต่ทว่า หนึ่งในดนตรีแจ๊สที่ผสมกับดนตรีท้องถิ่นแล้วกลับได้รับความนิยมอย่างมากในระดับนานาชาติก็คือ ดนตรีจากบราซิลอย่าง “บอสซาโนวา” ที่เป็นภาษาโปรตุเกสแปลว่า “กระแสใหม่”
.
โดยตัวมันเอง บอสซาโนวาคือดนตรีแซมบ้าผสมกับดนตรีแจ๊ส ซึ่งความโด่งดังของมันก็ทำให้มันเป็นดนตรีแจ๊สที่มีกลิ่นแบบลาตินอเมริกันที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
.
บทเพลงที่ดังที่สุดของ Bossa Nova ก็คือ Garota de Ipanema หรือที่รู้จักกันในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษว่า The Girl From Ipanema อันเป็นผีมือการประพันธ์ของเจ้าพ่อเพลงบอสซาโนวาอย่าง Antonio Carlos Jobim ซึ่งน่าจะเป็นเพลงบอสซาโนวาที่ถูกนำมาบันทึกเสียงซ้ำบ่อยที่สุด ตั้งแต่ดังระเบิดในเวอร์ชั่นที่ Astrud Gilberto ร้องเป็นภาษาโปรตุเกส มาจนถึงเวอร์ชั่นร่วมสมัยของ Amy Winehouse



10. Pop Jazz
ณ ปัจจุบัน ดนตรีแจ๊สก็กลับมาเป็นดนตรีร่วมสมัยอีกครั้งในรูปแบบเพลงป็อป จากการที่นักดนตรีป็อปจำนวนไม่น้อยได้นำดนตรีแจ๊สเข้าไปผสมกับดนตรีป็อปและได้แนวทางใหม่เกิดเป็นดนตรี “ป็อปแจ๊ส” ขึ้นมา
.
ลักษณะของ Pop Jazz โดยรวมนั้น ถือได้ว่ามีความนุ่มละมุนกว่าดนตรีแบบป็อปร็อคที่เป็นที่นิยมกันมากในช่วงทศวรรษ 1980 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ งานที่เข้าข่ายป็อปแจ๊สก็น่าจะรวมถึงงานของศิลปินอย่าง Norah Jones ไปจนถึง Michael Buble’ หรืออีกนัยหนึ่ง งานเหล่านี้ก็คืองานดนตรีป็อปร่วมสมัยที่มีกลิ่นอายแจ๊สเข้ามา แต่ก็มีไม่มากพอที่เหล่านักฟังเพลงแจ๊สโดยตรงจะยอมรับว่าเป็นแจ๊สนั่นเอง


ที่มา https://www.sanook.com/music/2383189/ 
 

รู้จักไหม ? กระทรวงแพทยาคม กระทรวงการไสยเวทย์ของไทย !!!!

รู้กันรึเปล่า ? ว่าในอดีตนั้นประเทศไทยของเรานั้นเคยมีกระทรวงเวทมนตร์นะ แต่ไม่ได้ใช้ชื่อ กระทรวงเวทมนตร์ นะ แต่ในตอนนั้นประเทศไทยเราใช้ชื่อ กระทรวงแพทยาคม หรือบางบันทึกเรียกว่า ศาลกระทรวงแพทยา ซึ่งเป็นกระทรวงที่เกี่ยวกับสอบสวนพิจารณาโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกระทำทางไสยศาสตร์โดยเฉพาะ
.
กระทรวง แพทยาคม คืออะไร?
แพทยาคม นั้นมาจากคำว่า แพทย และ อาคม รวมกัน โดยคำว่า แพทย มีความหมายว่า หมอรักษาโรค ส่วนคำว่า อาคม มีความหมายว่า เวทมนตร์ รวมกันมีความหมายว่า หมอรักษาโรคเกี่ยวกับเวทมนตร์
.
กระทรวงแพทยาคม ตามประวัติศาสตร์ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเกิดขึ้นสมัยใด แต่ถูกกล่าวถึงในหลายรัชสมัย เช่น พระเจ้าอู่ทอง พระเจ้าทรงธรรม แต่ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ได้ปรากฏบันทึกว่า กระทรวงแพทยาคม มีไว้เพื่อชำระคดีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคุณไสย เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปด้วยวิทยาคมเอาไว้ โดย วิทยาคม มาจาก วิทย และ อาคม รวมกัน โดยคำว่า วิทย มีความหมายว่า ความรู้ ส่วนคำว่า อาคม มีความหมายว่า เวทมนตร์ รวมกันจึงมีความหมายว่า ความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์ (ส่วน วิทยาคม ที่เห็นในชื่อโรงเรียนนั้น คำว่า อาคม มีอีกความหมาย คือ การมาถึง ดังนั้น วิทยาคม, พิทยาคม ในชื่อโรงเรียน จึงมีความหมายว่า การมาถึงของความรู้)
.
กระทรวงแพทยาคม หรือ ศาลกระทรวงแพทยา จะมีผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาคมเป็นตุลาการ มีหน้าที่สอบสวนพิจารณาโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกระทำทางไสยศาสตร์ เรื่องคุณไสยโดยเฉพาะ โดยจะมีอำนาจหน้าที่พิจารณา ความกล่าวหาว่าเป็นกระสือกระหัง ทำเวทมนตร์อาคม ใส่ว่านยา ทำเสน่ห์ยาแฝดยาเมา รีดลูก โดยผู้เสียหายไม่ถึงตาย หรือคดีพราหมณ์โยคีเป็นโจทก์จำเลยหาความกัน เป็นต้น ถ้าความเกิดในหัวเมือง ขุนหมื่นกรมแพทยาหัวเมือง เป็นผู้พิจารณา
.
โดย กระทรวงแพทยาคม หรือ ศาลกระทรวงแพทยา มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้น จนกระทั่งถูกลดบทบาทและอำนาจจาก ศาลกระทรวงแพทยา เป็น ศาลกรมแพทยา ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ ปี ๒๓๘๐ และในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ เกิดการปฏิรูปหลายอย่างในแผ่นดิน หนึ่งในนั้นคือ การปฏิรูปศาล เนื่องจากเกิดวิกฤตทางการศาล และท้ายที่สุด ศาลกรมแพทยา ถูกยุบลง เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๔๓๔ เพราะถูกมองว่าล้าหลัง ไม่ทันสมัย ประกอบกับเวลานั้น รัชกาลที่ ๕ มีนโยบายพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมชาติมหาอำนาจ จึงต้องยกเลิกกระทรวงนี้ไปในที่สุด


ที่มา https://www.sanook.com/campus/1401991/?fbclid=IwAR1yKkGNn8flTTbBN1ZPv6Sr8WNf8G6Ptc01eRjea1KgoqTblV0f0bCqYNI 
 

คุยเรื่องเพศกับลูก ตอนอายุเท่าไหร่ ? สอนแบบไหนถึงจะเหมาะสม ?

ปัจจุบันเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหาใหญ่ที่เด็กมักประสบพบเจอ สาเหตุหลักก็มาจากพวกเขายังไม่ทราบว่าสิ่งดังกล่าวคืออะไร และสิทธิในร่างกายตัวเองมีมากน้อยแค่ไหน วิธีการเลี้ยงลูกของพ่อแม่จึงสำคัญมาก โดยเฉพาะการสอนเรื่องเพศให้ลูก แต่พ่อแม่หลายคนก็กลัวว่าจะยังไม่เหมาะสม เราจึงขอนำเสนอแนวทางว่าควรคุยเรื่องเพศกับลูก ตอนอายุเท่าไหร่ ?  รวมถึงควรจะสอนอย่างไรดี ?  มาดูกันเลย


คุยเรื่องเพศกับลูกตอนไหนดี ? 
การพูดคุยเรื่องเพศกับลูกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเด็กที่คุยกับพ่อแม่อย่างเปิดเผยในเชิงบวกมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ไม่ผิดพลาด พ่อแม่จึงควรค่อย ๆ เข้าหาและพูดคุยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ลูกยังอยู่ในวัยเตาะแตะ เมื่อลูกก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเขาก็จะกล้ามาปรึกษา และสามารถพูดคุยในเชิงลึกได้มากขึ้น ส่วนจะชวนคุยยังไงดีนั้น ลองมาดูคำแนะนำกัน
.
1. คุยเมื่อถึงเวลา พ่อแม่ควรสอนลูกตั้งแต่ลูกยังเล็ก ๆ ให้เขาได้รู้ว่าอวัยวะใดของเขาที่ห้ามคนอื่นมาสัมผัส เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในช่วงวันที่เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ค่อย ๆ สอนเขาว่าคืออะไร เพื่อให้เด็กรู้สึกไม่เขินอายเวลาที่ต้องการคำปรึกษา
.
2. คุยเมื่อลูกถาม ในวัยที่ลูกต้องไปโรงเรียน ลูกย่อมได้เรียนเรื่องเพศศึกษามาจากในชั้นเรียน แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจในรายละเอียดทั้งหมด พ่อแม่ลองหาโอกาสพูดคุยถึงเนื้อหาในชั้นเรียนของเขา และเมื่อลูกสงสัยก็ให้ถาม โดยต้องอธิบายตามความจริง อย่าโกหก มิฉะนั้นจะทำให้ลูกสับสนได้
.
3. คุยเมื่อมีโอกาส หรือตามสถานการณ์ ไม่ใช่อยู่ ๆ จะไปสอนหรือพูดคุยเรื่องเพศเลย แต่มองหาโอกาสจากการดูโทรทัศน์ เมื่อมีข่าว หรือมีฉากเลิฟซีนในละคร ลองถามลูกว่าเห็นแล้วเป็นอย่างไร บอกลูกว่าการที่เราแสดงความรัก เช่น กอด จูบ หรือสัมผัส จะนำไปสู่อะไรได้บ้าง ต้องรอเวลาหรือไม่ หากไม่ระวังจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งควรสอนเมื่อถึงเวลาและช่วงอายุอันสมควร

 

 

ลูกอายุเท่าไหร่ ถึงคุยเรื่องเพศได้
1. วัยแรกเกิด - 2 ขวบ
แม้เด็ก ๆ จะยังไม่สามารถพูดได้ แต่ลูกสามารถเรียนรู้และจดจำคำต่าง ๆ ที่พ่อแม่สอนได้ โดยในวัยนี้พ่อแม่ควรสอนให้เขารู้จักอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของตนเอง โดยเฉพาะอวัยวะเพศว่าของตนเป็นแบบไหน ของเพศตรงข้ามเป็นแบบไหน แตกต่างกันอย่างไร หากลูกสัมผัสอวัยวะเพศของตนเองก็อย่าไปห้าม อย่าคิดว่าเป็นสิ่งน่าอาย เพราะกำลังอยู่ในช่วงวัยเรียนรู้ของเขา
.
2. วัย 3 - 5 ขวบ
ช่วงวัยนี้ควรให้เด็ก ๆ เรียนรู้ถึงสิทธิในร่างกายตัวเอง ให้เขารู้ว่าอวัยวะส่วนไหนเป็นส่วนที่ห้ามแตะต้องไม่ว่าจะจากใครก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อเขาไม่ยินยอม ห้ามคนอื่นแตะต้องอวัยวะเพศของเขา ควรสอนให้รู้ว่าควรระมัดระวังตัวอย่างไร และในวัยนี้ลูกจะเริ่มสงสัยว่าเขาเกิดมาได้อย่างไร ก็ให้พ่อแม่ค่อย ๆ อธิบายตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่าสเปิร์มและไข่ผสมกันแบบไหน โดยเลือกใช้คำที่น่ารักเหมาะสม ที่สำคัญคือต้องไม่โกหกเขา
.
3. วัย 6 - 8 ขวบ
วัยนี้เป็นวัยที่เด็ก ๆ เริ่มเข้าถึงอินเตอร์เน็ต อาจมีบ้างที่ไปเจอเว็บไซต์อนาจาร ซึ่งถ้าเห็นลูกเข้าเว็บไซต์เหล่านั้นก็อย่าไปดุด่า แต่บอกให้ชัดเจนว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะเข้าชมเพราะมันเป็นเว็บไซต์ของผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังเป็นวัยที่ควรสอนเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศได้แล้ว โดยสอนให้ลูก ๆ เห็นถึงอันตรายและความน่ากลัวเมื่อถูกคนอื่นล่วงเกิน นอกจากนี้ยังสามารถให้เรียนรู้ถึงความหลากหลายเรื่องเพศได้แล้วว่าไม่ได้มีแค่เพศชายและเพศหญิงเท่านั้น แต่ยังมี LGBTQ+ ด้วย เพื่อให้เขาไม่แบ่งแยกและไม่เหยียดผู้อื่น
.
4. วัย 9 ขวบ - 12 ปี
วัยที่เริ่มโตเป็นหนุ่มเป็นสาว จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระและร่างกายอย่างชัดเจน สอนเขาว่าสิ่งที่เกิดกับร่างกายคืออะไร เช่น เสียงแตก ฝันเปียก มีประจำเดือน ฯลฯ รวมถึงสอนเรื่องสุขอนามัย นอกจากนั้นวัยนี้เริ่มมีความสนใจในเรื่องของความรักและเพศสัมพันธ์ พ่อแม่จะต้องสอนให้เข้าใจถึงวิธีการอย่างถูกต้อง การป้องกัน และเวลาที่เหมาะสม เด็กวัยนี้จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เยอะขึ้น ดังนั้นอย่าไปจู้จี้มาก เพียงแค่พร้อมจะตอบคำถามและรับฟังเขาก็พอ
.
5. วัยรุ่น (13 ปีขึ้นไป)
ช่วงวัยรุ่นเด็กจะเริ่มอยากรู้อยากลอง อีกทั้งสภาพสังคมปัจจุบันเป็นเรื่องยากที่จะห้ามไม่ให้สนใจเรื่องเพศ ดังนั้นพ่อแม่ควรเริ่มสอนถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย รวมถึงเปิดใจพูดคุยเรื่องความรักความสัมพันธ์ที่เขากำลังพบเจออยู่ การพูดคุยเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นเหมือนเรื่องปกติในชีวิตประจำวันจะทำให้ลูกกล้าเปิดใจคุยกับพ่อแม่ กล้าปรึกษาเมื่อเกิดปัญหา และสามารถตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง
.
การพูดคุยเรื่องเพศกับลูกไม่ใช่เรื่องที่ควรเหนียมอาย หรือเก็บไว้เป็นความลับ และไม่ใช่สิ่งที่เด็ก ๆ ควรจะเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะอาจจะนำไปสู่เรื่องผิดพลาดมากมายได้ ดังนั้นจึงควรสอนตั้งแต่เขายังเล็ก เพื่ออนาคตและความปลอดภัยของเขาเอง


ที่มา https://baby.kapook.com/view253196.html 
 

วิธีสร้าง Passion ปลุกไฟในการอ่านหนังสือ

เชื่อว่าทุกคนจะต้องเคยมีรู้สึกเหนื่อย เบื่อ และท้อในการอ่านหนังสือกันอย่างแน่นอน เพราะเพียงแค่เริ่มอ่านก็เริ่มง่วงและไม่อยากอ่านต่อแล้ว จึงได้มีคำพูดเกิดขึ้นมาว่า หนังสือก็เหมือนยานอนหลับ ที่หยิบขึ้นมาอ่านตอนไหนก็รู้สึกง่วงได้อย่างง่ายดาย ทำให้กว่าจะอ่านหนังสือจบสักเล่มก็ใช้เวลานานเหลือเกิน ในบทความนี้จะมี 4 วิธีในการสร้าง Passion ปลุกไฟในการอ่านหนังสือให้ลุกโชนมาฝากกัน จะมีวิธีอย่างไรบ้าง ? ไปติดตามกัน 
.
1. สร้างเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วพุ่งไปให้ถึง
ซึ่งสิ่งแรกที่จะต้องคิดเลยก็คือ เป้าหมายในการอ่านหนังสือ นั่นเอง ต้องรู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร ทำไปเพื่อใคร เช่น คนไหนที่ตั้งใจอยากจะสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก็ต้องรู้เลยว่าเราจะต้องอ่านหนังสือแบบไหนบ้าง โดยอาจจะเน้นอ่านและฝึกทำแบบทดสอบในวิชาที่ไม่ค่อยถนัดก่อน แล้วค่อยทยอยอ่านในวิชาที่ถนัดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็จะไม่รู้สึกเบื่อในการอ่านหนังสือและชอบมันในที่สุด เป็นต้น
.
2. จัดตาราง วางแผน ในการอ่านให้ดี
หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกผิดหวังจากการสอบที่ทำคะแนนได้ไม่ดีตามที่ต้องการ เช่น การสอบกลางภาค-ปลายภาค การสอบ O-NET การสอบ GAT/PAT เป็นต้น ซึ่งการสอบในแต่ละครั้งคะแนนที่หายไปก็หายไปเพียงไม่กี่คะแนนเท่านั้น แต่อย่ามัวนั่งเสียใจจนลืมไปว่าการสอบนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ครั้งเดียว
.
เราควรที่จะลุกขึ้นแล้วมาทำการวางแผนใหม่ จัดการกับสิ่งรบกวนรอบข้างออกไปหมด มาเริ่มจัดตารางการอ่านหนังสืออย่างจริงจังได้แล้ว เช่น การตัดโลกโซเชียลออกในเวลาอ่านหนังสือ แล้วให้บอกกับตัวเองเสมอว่า เราจะต้องทำได้ ต้องไม่พลาดอีก คราวนี้จะต้องดีกว่าครั้งที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็ทำการแบ่งเวลาในการอ่านหนังสือ และเวลาพักที่ชัดเจนในแต่ละวัน ฯลฯ

3. อย่าอ่านหนังสือคนเดียวตลอด
ในบางครั้งการนั่งอ่านหนังสือคนเดียวก็ทำให้เรารู้สึกเบื่อและไม่อยากอ่านได้ง่ายกว่าการไปนั่งอ่านหนังสือกับเพื่อนที่ขยัน ๆ เพราะมันจะเป็นการบังคับตัวเองให้อยากให้หนังสือไปด้วย เพราะเราจะรู้สึกกดดันที่เห็นเพื่อนอ่านหนังสือและไม่อยากที่จะรบกวนสมาธิในการอ่านหนังสือของเพื่อน จึงเลือกที่จะนั่งหนังสือไปด้วยนั่นเอง
.
นอกจากนี้เรายังได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ในหนังสือที่ได้อ่านมากับเพื่อนด้วย และถ้ามีส่วนไหนที่ไม่เข้าใจก็สามารถที่จะถามเพื่อนหรือปรึกษากันได้ ทำให้เราได้ความรู้เพิ่ม ได้มุมมองใหม่ ๆ


4. ไม่ไหว อย่าฝืน พักบ้าง
เมื่อน้อง ๆ รู้สึกไม่ไหว เพลีย ไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือ สิ่งที่น้อง ๆ จะต้องทำก็คือ อย่าฝืน!! ให้ลุกออกมาจากโต๊ะ พักสายตาก่อน เดินออกไปหากิจกรรมอย่างอื่นทำ เพื่อเป็นการผ่อนคลายและหาแรงจูงใจใหม่ ๆ ในการอ่านหนังสือ เช่น น้อง ๆ อาจจะมานั่งดูหนัง ฟังเพลง กินขนม ฯลฯ แล้วค่อยกลับไปอ่านใหม่ก็ไม่สาย


ที่มา https://campus.campus-star.com/variety/88844.html?fbclid=IwAR37Jm_-xuocue2TPGORbd_x67HeW71wDPq77DUQY4rjLmQX4RYFhnul_Fk
 

อ่านหนังสือให้จำ กับเคล็ดไม่ลับ 6 ข้อถ้วน

หลายคน มีเคล็ดลับหรือเทคนิคในการอ่านหนังสือเรียน ที่แตกต่างกันออกไป แต่จะมีใครบ้างที่รู้ว่า การอ่านหนังสือ นอกจากที่เราจะต้องทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กับตอนอ่านหนังสือแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยด้วยกัน ที่จะช่วยทำให้การอ่านหนังสือขอเราเป็นเรื่องง่าย และทำให้จำได้ดียิ่งขึ้น วันนี้ THE STUDY TIMES นำเคล็ดไม่ลับ อ่านหนังสือให้จำได้ดี 6 ข้อถ้วนมาฝากกัน
.
1. ต้องรู้ว่า ตนเองอ่านหนังสือตอนไหนดีที่สุด
เตือนตัวเองเสมอว่า “วิธีการอ่านหนังสือของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเวลาในการอ่านหนังสือที่ดีของแต่ละคน ก็ไม่เหมือนกันด้วย” เพราะบางคนอาจจะอ่านในเวลาตอนเช้า หรือตอนกลางวัน หรือตอนเย็น แล้วสามารถเข้าใจได้ไม่เท่ากัน ต้องลองหันมาดูตนเองก่อนเลยว่า อ่านเวลาไหนแล้วจำได้ เข้าใจได้เร็ว เพราะนอกจากที่จะช่วยทำให้เราเข้าใจกับเนื้อหาที่อ่านไปแล้ว ยังทำให้เราไม่ต้องใช้พลังสมองไปเกินไปอีกด้วย แถมยังได้มีเวลาในการผ่อนคลายอีกด้วย
.
2. อ่านออกเสียง หรืออ่านไปพร้อมๆ กับพูดไปด้วย
การอ่านหนังสือ ไม่ใช่เพียงแค่อ่านผ่านๆ ไปเท่านั้น เพราะถ้าอ่านแบบนั้น รับรองเลยว่าจำไม่ได้อย่างแน่นอน แถมยังต้องเสียเวลากลับมาอีกรอบหรือหลายๆ รอบ อีกด้วย ดังนั้นควรเปลี่ยนวิธีการอ่านหนังสือใหม่ด่วนเลย ! ให้ลองอ่านออกเสียงหรือการอ่านที่เหมือนคุยกับตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วย พร้อมทำความเข้าใจในแต่ละบทไปพร้อมกันเลย เช่น เรื่องของประวัติศาสตร์ ก็อ่านไปพร้อมๆ ทำความเข้าใจ แล้วลองพูดออกมาเป็นภาษาพูดของเรา เท่านี้ก็จะช่วยทำให้เราอ่านหนังสือได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นแล้ว
.
3. อ่านจบแล้ว ก็ทำสรุปสั้นๆ ไว้ด้วย
นอกจากที่จะต้องอ่านหนังสือทบทวนแล้ว การสรุปสั้นๆ เป็นภาษาของตนเอง ก็สามารถช่วยได้ทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้มากยิ่งขึ้น โดยอาจจะทำสรุปหลายๆ ครั้ง ทั้งเขียน ทั้งวาดภาพประกอบ เพราะยิ่งเราสามารถอ่านแล้วสรุปได้เรื่อยๆ จะยิ่งทำให้เราจำได้เยอะขึ้น แถมยังเป็นการฝึกเขียนอธิบายไปในตัวอีกด้วย พอไปเจอข้อสอบเขียนบรรยายจริงๆ เราก็จะสามารถเขียนได้อย่างสบายเลย


4. อ่านอย่างเดียวไม่พอ ต้องฝึกทำโจทย์ด้วย
เมื่ออ่านแล้ว ทำสรุปแล้ว อีกหนึ่งเคล็ดลับการอ่านหนังสือที่ดี ที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ การฝึกทำโจทย์ นั่นเอง เพราะการฝึกทำโจทย์ไม่ใช่เพียงแค่ฝึกทำเพื่อให้เราได้คุ้นชินกับโจทย์อย่างเดียว แต่มันยังเป็นการเพิ่มความรู้ เทคนิคการแก้ไขโจทย์ในแต่ละข้อ และยังทำให้เราได้รู้แนวข้อสอบว่าจะออกประมาณไหน อีกด้วย ที่สำคัญเวลาที่ฝึกทำโจทย์ ห้าม!! นำมาเฉลยมาดูโดยเด็ดขาด จนกว่าจะทำเสร็จ ไม่งั้นที่เรากำลังฝึกทำโจทย์ก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย
.
5. ถามตัวเองว่า ติดโซเชียลมากไปไหม
สำหรับ อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้หลายคนมีเวลาในการอ่านหนังสือน้อย หรืออ่านหนังสือไม่รู้เรื่องก็คือ การที่เราเล่นโซเชียลมากเกินไป เช่น วันนี้ตั้งใจที่จะอ่านหนังสือ 2 ชั่วโมงตอนเย็นหลังเลิกเรียน แต่พอกลับไปถึงบ้าน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับบอกว่า ขอเราเล่นโทรศัพท์ คุยกับเพื่อนสัก 10 นาทีแล้วกันค่อยไปอ่านหนังสือ แต่พอนั่งเล่นไปเล่นมาก็เพลิน จนเกินเวลาที่กำหนดเอาไว้ สุดท้ายก็เหลือเวลาในการอ่านหนังสือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ไม่ได้อ่านหรืออ่านไม่รู้เรื่อง เป็นต้น ดังนั้น คนไหนที่รู้ว่าตนเองเป็นคนติดโซเชียล ต้องใจแข็งไม่เล่น ปิดเน็ตโทรศัพท์ และเอาไปเก็บไว้เลย อย่าเอามาวางใกล้ๆ เวลาที่เราอ่านหนังสือ
.
6. อย่าอ่านหนังสือจนถึงเช้า!!
สำหรับคนไหนที่คิดว่าการอ่านหนังสือจนถึงเช้าวันสอบแล้วจะช่วยทำให้เราจำได้ดีนั้น บอกเลยว่าคิดผิดอย่างมาก!! เพราะนอกจากที่เราจะสอบแบบง่วงๆ แล้ว บางคนยังมีอาการเบลอ เจอข้อสอบแล้วจำอะไรไม่ได้เลยก็มีนะ เขียนไม่ถูก ไม่รู้จะตอบยังไง เชื่อได้เลยว่าพังแน่นอน ดังนั้นควรที่จะนอนให้เต็มอิ่มในคืนก่อนไปสอบจริง


THE STUDY TIMES หวังว่าเคล็ดไม่ลับทั้ง 6 ข้อนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ อ่านหนังสือได้สนุกและจดจำเนื้อหาได้ง่ายขึ้นนะ 


ที่มา https://campus.campusstar.com/variety/51798.html?fbclid=IwAR1ZRziqHFpaQC2MR9z9sBBLaUd_c8M4dP6mD-GOqZRihRvealdyNB51bNo
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top