Tuesday, 9 August 2022
TRENDING

“เกาะมันใน” เกาะของเต่าหนึ่งเดียวในโลก จาก“ทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระราชินีองค์หนึ่ง” เรื่องดี ๆ ของระยอง เรื่องดี ๆ ของประเทศไทย

#เรื่องดีๆที่ระยอง
…..มีเกาะแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง มีพื้นที่ ๑๓๔ ไร่ ชื่อว่า “เกาะมันใน”...
... ครั้งหนึ่งในอดีต เกาะแห่งนี้ เคยเป็น “ทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระราชินีองค์หนึ่ง”
... ต่อมา ใน ปี พุทธศักราช ๒๕๑๘ เกาะแห่งนี้ กลายเป็นของ “ทรัพย์สินของแผ่นดิน” เพราะ “พระราชินีพระองค์นั้น” ทรงพระราชทานให้กรมประมง จุดประสงค์คือเพื่อดูแลอนุรักษ์เต่าทะเล ...
... ปัจจุบัน กรมทรัพยากรทางทะเลฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ เป็นเกาะแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีเป้าหมายเพื่อดูแลเต่าโดยเฉพาะ...
... เกือบ ๔๗ ปีที่ผ่านมา มีลูกเต่านับหมื่นเคยอยู่ที่นี่ ก่อนลงสู่ท้องทะเล มีพ่อเต่าแม่เต่านับพัน เคยพักรักษาตัว ก่อนกลับบ้าน เพื่อสืบสายพันธุ์อีกครั้ง...
... ณ เวลานี้ พ่อเต่าแม่เต่าลูกเต่าหลายตัวก็ยังอยู่บนเกาะ บ่อใหญ่ ๓๐ ไร่ในทะเล ยังเป็น “ที่พักพิงสุดท้าย” ของเต่าบาดเจ็บจากการติดขยะทะเล ขาขาด พิการจนไม่สามารถกลับบ้านได้...
... “เกาะมันใน” ยังเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของระบบนิเวศ ทั้งทะเลทั้งบก ...
... แนวปะการังสมบูรณ์ตามธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก ก็อยู่ที่นี่ ...
... นอกจากนี้ “เกาะมันใน” ยังเป็นแหล่งฝึกงานของนิสิตวิทยาศาสตร์ทางทะเล / ประมง หลายต่อหลายรุ่น หลายต่อหลายมหาวิทยาลัย...
... ผมเคยมาฝึกงานที่มันในตั้งแต่เป็นนิสิต กลับมาคุมลูกศิษย์ฝึกงานก็ที่เกาะมันใน ยังมีผู้มาเยือนเดินทางมาเกาะมันในปีละหลายพัน บางปีนับหมื่น...
... ความรักทะเล รักเต่าทะเล ของคนหลายคน ของเด็กหลายคน เริ่มต้นที่นี่ ประมาณ ๔๗ ปีที่ผ่านมา ตัวเลขแห่งความรักนั้นมีจำนวนเท่าไหร่นั้น?? ก็ไม่อาจทราบได้ ...
... แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น เริ่มต้นที่
“พระราชินีพระองค์หนึ่ง” พระราชทานเกาะแห่งนี้ให้เต่า ...
“... ในโลกใบนี้ ไม่ทราบว่า โลกนี้เคยมีพระราชินีพระองค์ไหนยกเกาะให้เต่ามาก่อนหรือไม่?? ...”
... โลกนี้ยังมีเรื่องเล่ามากมาย แต่มีความจริงที่สายตาเห็นบางประการ เห็น “ความจริง” ได้แม้จากภาพที่ได้มาจากดาวเทียม ไม่ว่ากาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงไหน “เกาะมันใน” ก็คือ “เกาะของเต่า”...
... เป็นประจักษ์พยานของ ความรักที่ทรงมอบให้แก่ท้องทะเล...
... ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระพรชัยมงคล แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขอพระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงพระเกษมสำราญ ทรงพระเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ...
ม.จ. จุลเจิม ยุคล 
ที่มา : ตามรอยพ่อ ... 

Credit Withaya Watanastian


จาก https://www.facebook.com/agrinaturetwo/posts/5559237360799239 
 

“ทุ่ม-โมง-ยาม” กับความเป็นมา จะได้เข้าใจว่าทำไม ? เราไม่ใช้คำว่า “นาฬิกา” แบบสากล

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ นอกจากจะโปรดเกล้าฯให้ใช้ “พุทธศักราช” แทน “รัตนโกสินศก” แล้ว ยังให้ใช้คำว่า “นาฬิกา” แทน “ทุ่ม-โมง” ที่คนไทยเรานิยมใช้มาแต่โบราณด้วย เพื่อให้สะดวกในการติดต่อกับต่างประเทศ แต่ในทุกวันนี้คำว่านาฬิกาเป็นคำที่ใช้กันเป็นทางการเท่านั้น แต่ในคำพูดเรายังนิยมใช้ทุ่ม โมง กันอย่างเดิม ซึ่งคำเหล่านี้มาจากไหน
.
สมัยโบราณเรายังไม่มีนาฬิกาใช้กันอย่างทุกวันนี้ จึงต้องมีสัญญาณบอกให้รู้เวลา โดยเฉพาะกำหนดเปลี่ยนเวรยาม และเพื่อให้รู้ว่าเวลาที่บอกนั้นเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน จึงใช้อุปกรณ์ที่บอกให้แตกต่างกัน โดยการบอกเวลากลางวันใช้ฆ้อง ส่วนกลางคืนใช้กลอง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการเรียกขานเวลาตามเสียงสัญญาณที่บอก เสียงฆ้องก็เป็น “โมง” เสียงกลองก็เป็น “ทุ่ม”
.
ส่วนการเปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน กลางคืนเป็นกลางวัน ก็จะรัวเสียงสัญญาณให้รู้ว่าเป็นช่วงต่อของกลางวันกับกลางคืน โดยตอน ๖ นาฬิกาก็ย่ำรัวสัญญาณบอกว่าเป็นเวลา “ย่ำรุ่ง” พอ ๑๘ นาฬิกาก็รัวอีกครั้งบอกว่าเป็นเวลา “ย่ำค่ำ”
.
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีประกาศใช้ทุ่มโมงยาม มีความว่า
.
“มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า วิธีนับทุ่มโมงยามเปนการใช้กันมาแต่โบราณในประเทศสยาม มักมีคนใช้ผิดเพี้ยน เมื่อในรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาคราวหนึ่งแล้ว ครั้นมาในบัดนี้ มีผู้ใช้ทุ่มโมงยามผิดเพี้ยนขึ้นอีก คือ ใช้ว่า ๖ โมงเช้าบ้าง ๖ โมงเย็นบ้าง ๓ ทุ่มบ้าง ๖ ทุ่มบ้าง ๙ ทุ่มบ้าง แต่นี้ต่อไป ผู้ใดจะกราบบังคมทูลพระกรุณาด้วยวาจาก็ดี จะใช้ในหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาฤๅใช้ในหนังสือราชการก็ดี ให้ใช้ให้ถูกต้อง ดังต่อไปนี้ คือ ย่ำรุ่ง, โมงเช้า ฤๅเช้าโมงหนึ่ง ๒ โมงเช้า ๓ โมงเช้า ๔ โมงเช้า ๕ โมงเช้า เที่ยง ฤๅย่ำเที่ยง บ่ายโมง ฤๅบ่ายโมงหนึ่ง บ่าย ๒ โมง บ่าย ๓ โมง บ่าย ๔ โมง บ่าย ๕ โมง ย่ำค่ำ ทุ่มหนึ่ง ๒ ทุ่ม ยามหนึ่ง ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม ๒ ยาม ๗ ทุ่ม ๘ ทุ่ม ๓ ยาม ๑๐ ทุ่ม ๑๑ ทุ่ม ฤๅตี ๑๑ ย่ำรุ่ง ให้ใช้ให้ถูกต้องดังนี้
.
ประกาศมาณวันที่ ๒๓ กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ เปนวันที่ ๑๑๕๗๗ ในรัชกาลปัตยุบันนี้”
.
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้อธิบายคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการนับเวลาของไทยไว้ดังนี้
.
โมง หมายถึง วิธีนับเวลาตามประเพณีในเวลากลางวัน ถ้าเป็นเวลาก่อนเที่ยงวัน ตั้งแต่ ๗ นาฬิกา ถึง ๑๑ นาฬิกา เรียกว่า โมงเช้า ถึง ๕ โมงเช้า ถ้าเป็น ๑๒ นาฬิกา นิยมเรียกว่า เที่ยงวัน ถ้าหลังเที่ยงวัน ตั้งแต่ ๑๓ นาฬิกา ถึง ๑๗ นาฬิกา เรียกว่า บ่ายโมง ถึง บ่าย ๕ โมง ถ้า ๑๘ นาฬิกา นิยมเรียกว่า ๖ โมงเย็น หรือ ย่ำค่ำ
.
ทุ่ม หมายถึง วิธีนับเวลาตามประเพณีสำหรับ ๖ ชั่วโมงแรกของกลางคืน ตั้งแต่ ๑๙ นาฬิกา ถึง ๒๔ นาฬิกา เรียกว่า ๑ ทุ่ม ถึง ๖ ทุ่ม แต่ ๖ ทุ่ม นิยมเรียกว่า สองยาม

ตี หมายถึง วิธีนับเวลาตามประเพณีในเวลากลางคืน หลังเที่ยงคืน ตั้งแต่ ๑ นาฬิกา ถึง ๖ นาฬิกา เรียกว่า ตี ๑ ถึง ตี ๖ แต่ตี ๖ นิยมเรียกว่า ย่ำรุ่ง
.
แต่ในวันนี้ นอกจากภาษาพูดเราจะไม่ใช้คำว่านาฬิกากันแล้ว ยังใช้กันคลาดเคลื่อนจากประกาศในสมัยก่อนอีก อย่าง ๑๐ นาฬิกา ตามประกาศในรัชกาลที่ ๕ ต้องเรียกว่า “๔ โมงเช้า” แต่ก็นิยมเรียกกันว่า “๑๐ โมงเช้า” เวลา ๘ นาฬิกา ต้องเรียกว่า “๒ โมงเช้า” แต่ก็เรียกกันว่า “๘ โมง”
.
จะเรียกอะไรก็ตาม เอาที่เขานิยมตามสมัยก็แล้วกัน ไม่งั้นคงไปตามนัดไม่ตรงกันแน่


ที่มา https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000070621 
 

“มนุษย์เป็ด” ไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร เพราะทำอะไรก็จอยไปหมด

เพราะเราต่างอาศัยอยู่ในยุคที่อินเตอร์เน็ต รวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น การเข้าถึงข้อมูลความรู้ใหม่ ๆ จึงเป็นไปอย่างง่ายดาย และสะดวกรวดเร็ว เมื่อโลกและวิสัยทัศน์ของเรานั้นไร้ซึ่งพรมแดนแห่งการเรียนรู้เราจึงสามารถเข้าถึงสิ่งต่าง ๆมากมายได้อย่างไร้ขีดจำกัด และเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้โดยที่ไม่หยุดแต่เพียงภายในห้องเรียนสี่เหลี่ยม หรือกรอบสังคมรอบข้างเท่านั้น 
.
จอร์จ โลเวนสไตน์ (George Loewenstein) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังแห่งสหรัฐอเมริกาได้กล่าวไว้ว่า “ความสงสัยใคร่รู้ในตัวของมนุษย์นั้นเป็นความดีเลิศและนั่นจะไม่มีวันสิ้นสุดจนจวบวาระสุดท้าย” และด้วยความใคร่รู้ของมนุษย์ ผนวกกับโลกอินเตอร์เน็ตไร้พรมแดนนั้นทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เกิดความชอบ ความสนใจ และความสามารถที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรามักจะพบเจอกับกลุ่มคนประเภทนี้ได้ในหลากหลายสาขาอาชีพ โดยมักเรียกกลุ่มคนพวกนี้ว่า “มนุษย์เป็ด”
.
“มนุษย์เป็ด” เป็นคำพูดที่คนไทยใช้นิยามบุคคลที่มีความสามารถที่หลากหลาย ประเภทที่ว่าทำนู่นทำนี่ได้หมด แต่กลับไม่ได้เก่งแบบสุดโต่งเฉพาะทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือน “เป็ด” ที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายนก มีปีกแต่ก็บินได้ไม่สูง แถมยังมีตีนที่แบนทำให้สามารถว่ายน้ำ และหาอาหารในน้ำได้ แต่ก็ยังไม่สามารถดำน้ำได้ลึกเหมือนปลา ทำได้แค่ว่ายบนผิวน้ำเท่านั้น เรียกได้ว่า ‘ทำได้หลายอย่าง แต่ไปไม่สุดสักทาง’ undecided
.
ถึงแม้ความเป็น “มนุษย์เป็ด” อาจทำให้รู้สึกสับสนกับตัวเองว่า “ฉันชอบอะไรกันแน่” หรือ “ฉันทำได้นะ แต่ทำไมฉันดูไม่เก่งในทางไหนซักทางเลย” หากใครที่กำลังตั้งคำถามหรือกกำลังเผชิญกับความรู้สึกที่น่าอึดอัดนี้อยู่ ขอให้ลบล้างความรู้สึกที่ไม่ดีกับตัวเองหรือ mindset แบบนั้นไปซะ! เพราะไม่ใช่ว่าคุณไม่เก่ง หรือค้นหาตัวเองไม่เจอ แต่แท้จริงแล้วคุณคือ “Multipotential” หรือ “ผู้ที่มีศักยภาพหลากหลาย” ต่างหากล่ะ
.
เอมิลี แวปนิก (Emilie Wapnick) นักพัฒนาสังคม และนักเขียนหนังสือ ได้ขึ้นพูดที่เวที TEDxBend ในหัวข้อ “Why Some of Us Don't Have One True Calling” ซึ่งเธอได้กล่าวว่า “ผู้ที่มีศักยภาพหลากหลาย (Multipotential) คือคนที่มีความสนใจและงานอดิเรกมากมาย มันไม่ยากเลย ที่จะเห็นความมีศักยภาพหลากหลายของคุณ เป็นข้อจำกัด หรือความเจ็บปวดภายในใจ ที่คุณจะต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้”
.
อีกทั้งเธอยังได้กล่าวว่ากลุ่มคนประเภทนี้เป็นหนึ่งใน “Super Power” แห่งศตวรรษที่ 21 ที่ขับเคลื่อนให้หลาย ๆ สายอาชีพก้าวข้ามข้อจำกัดของคำว่า “งานเฉพาะทาง (Specification)” สู่การ “การทำงานร่วมกัน (Collaboration)”  ด้วยการนำหยิบยกสิ่งที่ตนเองชอบผนวกกับการนำศาสตร์และศิลป์มาประยุกต์ใช้การทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยการใช้เทคนิคในการทำงานทั้ง 3 ประการ ดังนี้
•    Idea Synthesis (การสังเคราะห์ความคิด) คือ การนำหลาย ๆ ความคิดมาเชื่อมโยงปะติดปะต่อเพื่อสร้างสรรค์และนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างผลงานที่มีความแตกต่างและแปลกใหม่
•    Rapid Learning (การเรียนรู้อย่างรวดเร็ว) การเรียนรู้และเข้าใจในเรื่องที่ศึกษาอย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะก้าวกระโดดออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง เพื่อเปิดรับความคิดใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา
•    Adaptability (ความสามารถในการปรับตัว) การปรับตัวในการทำงานด้วยการหยิบไอเดียต่าง ๆ มาประยุกต์และนำมาใช้ได้จริง เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน อีกทั้งการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์หรือตามบริบทต่าง ๆ ของสังคมได้อย่างรวดเร็ว
.
ซึ่งการเป็น “มนุษย์เป็ด” พบว่าตนเองนั้นมีความชอบที่หลากหลาย สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของกระแสนิยมโลกได้ไว และสามารถทำอาชีพได้อย่างหลากหลาย อาทิ สายการตลาด สายบริหาร หรือแม้กระทั่งสายออนไลน์ 
คอนเทนต์ เป็นต้น 
.
เรียกได้ว่าไปได้หมดทุกทางจริง ๆ แต่ทั้งนี้ก็ต้องถามตัวเองด้วยว่า “คุณชอบในสิ่งนั้นไหม” หรือ “คุณรู้สึกว่ามันท้าทายความสามารถไหม” ขอแค่ลองถามตัวเองแค่ไหนว่าใจคุณรักหรือชอบไหม แล้ว Let’s Do It ออกไปลุยเลย เพื่อปลดล็อกและแสดงศักยภาพที่มีออกมา 
.
เราไม่ได้มากับเรื่องราวที่เราอยากจะมาเล่าและแบ่งปันความรู้แต่เพียงเท่านั้น เรายังมีแบบทดสอบ “ความเป็นเป็ด” หรือ “Multipotentialite Test” ให้เพื่อน ๆ ได้ลองค้นหาตัวเองด้วย เพียงเข้าไปที่ www.puttylike.com 


ที่มา https://xn--12cas3c2av3m3a0g7c.com/%E2%80%9C%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%94%E2%80%9D%20%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%2021/?fbclid=IwAR1B3LdC-JfEI2inrvtsxhlrI8zXIArBYQrLq1W10sVgnY9pIAJT2DP6DLA 
 

อาการ “เพลงติดหู” Earworm เกิดจากอะไร ? แล้วแก้แบบไหน ?

หลายคนอาจจะเคยเกิดอาการ มีเพลงอะไรวนหลอนอยู่ในหัวหรือในหูไปทั้งวัน บางครั้งอาจจะได้ยินเพลงมาสักท่อน แล้วท่อนนั้นก็ติดหูเราไปตลอด อาการนี้เรียกว่า Earworm อ่านว่า เอียร์เวิร์ม แล้วหากเกิดอาการแบบนี้ จะต้องแก้ยังไงดี วันนี้เรามาลบเพลงออกไปจากหูกัน 
.
“Earworm หรือ เอียร์เวิร์ม” มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการคือ Involuntary Musical Imagery (INMI) ให้เข้าใจง่ายๆคือ อาการที่มีเพลงสักท่อนติดอยู่ในหัวเรา วนไปวนมา แล้วเราจะพยายามลบออกไปจากหัวก็ทำไม่ค่อยจะได้  
.
Earworm เกิดขึ้นได้ยังไง ? 
มีการทำบททดสอบง่ายๆ โดยให้กลุ่มตัวอย่างนั่งฟังเพลงและดูว่าเพลงไหนจะทำให้เกิดอาการ Earwormมากที่สุด ผลทดสอบที่ออกมาคือ เพลงแนวป๊อปที่มีจังหวะค่อนข้าวเร็ว เมโลดี้จำง่าย มีเนื้อร้องซ้ำๆ จะทำให้เกิด Earwormมากที่สุด ทุกคนสามารถเกิดอาการนี้ได้หมด ใครที่ฟังเพลงบ่อยๆหน่อย โดยเฉพาะการฟังเพลงผ่านวิทยุหรือช่องทางอื่นๆที่อาจจะมีการสุ่มเพลงขึ้นมาให้ฟังก็อาจจะเกิดอาการแบบนี้ได้ง่ายๆ
.
นอกจากนี้ยังมีผลรายงานอีกว่าอาการนี้อาจเกิดขึ้นได้กับกลุ่มคนที่มีความจำดี มีอาการย้ำคิดย้ำทำ หรือมีความ sensitive ที่ค่อนข้างสูง แน่นอนว่าอาการนี้ไม่อันตราย มันเป็นเพียงอาการเท่านั้นไม่ใช่โรคแต่อย่างใด แต่หากใครรู้สึกหงุดหงิดอยากเอาออกไปจากหัวลองทำตามนี้ดู
.
วิธีแก้อาการEarworm
•    หากเพลงหรือท่อนไหนติดอยู่ในหัว ลองร้องให้จบเพลงหรือฟังให้จบเพลงไปเลย
•    เคี้ยวหมากฝรั่ง
•    ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด
•    คุยกับใครสักคน 
•    ปล่อยไปเดี๋ยวก็หายเอง 
.
Earworm นั้นอาจจะดูน่ารำคาญ แต่ในอีกแง่สำหรับศิลปินหรือโฆษณาก็คงจะถูกใจไม่น้อยเพราะเหมือนเราได้ติดหูกับสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อไปเสียแล้ว ใครเคยมีอาการแบบนี้บ้าง แล้วเพลงที่ติดหูคือเพลงอะไร? ใช่ “วอเอ๊ะ ๆๆๆ หรือเปล่า?” 


ที่มา  https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_103766/ 
 

“สถานีกลันตัน-สถานีมักกะสัน” คลายข้อสงสัยชื่อสถานี ทำไม ? ไปตั้งชื่อเหมือนรัฐเพื่อนบ้าน

“สถานีกลันตัน - สถานีมักกะสัน” ชื่อนี้มีที่มา
.
ตอนนี้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าใน กทม. หลายสาย เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ที่มีชื่อสถานที่น่าสนใจสถานีหนึ่ง คือ “สถานีกลันตัน” ที่มีชื่อสถานีดันไปเหมือนกับชื่อรัฐหนึ่งในมาเลเซีย นั่นคือ  “รัฐกลันตัน” หลายคนสงสัยว่าเป็นความบังเอิญหรือเปล่า ที่จริงไม่ได้เป็นความบังเอิญ แต่ชื่อ “สถานีกลันตัน” กับ “รัฐกลันตัน” มีความเกี่ยวข้องในแง่ประวัติศาสตร์จริง ๆ 
.
สยามในอดีตและปัจจุบันมีหลายชาติพันธุ์ และในกรุงเทพฯ เองก็มีหลายชุมชนของหลากหลายชาติพันธุ์ เช่น ชุมชนชาวญวน ชาวลาว ชาวเขมร ชาวโปรตุเกส ชาวมลายู ฯลฯ ที่จะพูดถึง คือ “ชุมชนชาวมลายู” ซึ่งมาจากการเทครัวในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ - ๓ แล้วมาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ เช่น ชุมชนบ้านแขก ชุมชน ชุมชนมุสลิมมหานาค ชุมชนมุสลิมพระประแดง มุสลิมย่านรามคำแหง มุสลิมคลองแสนแสบ ฯลฯ 
.
ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ - ๓ เกิดสงครามกับหัวเมืองมลายูขึ้นหลายครั้ง และเมื่อมีการทำสงครามสิ่งหนึ่งที่แถบอุษาคเนย์มักจะทำ คือ “การเทครัว (กวาดต้อนเชลยศึก)” เพราะสมัยนั้นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด คือ “คน” ช่วงเวลานั้นจึงมีการกวาดต้อนเชลยศึกชาวมลายูมายังกรุงเทพฯ และไม่ได้มาพร้อมกันแต่มาหลายรอบ
.
สมัยรัชกาลที่ ๑ ปี ๒๓๒๙ กวาดต้อนเชลยศึกชาวปัตตานี (ปัจจุบันอยู่แถวแยกบ้านแขก และพระประแดง)
สมัยรัชกาลที่ ๒ ปี ๒๓๖๔ กวาดต้อนเชลยศึกชาวปัตตานีและชาวไทรบุรี (เคดะห์) 
สมัยรัชกาลที่ ๓ ปี ๒๓๘๑ กวาดต้อนเชลยศึกชาวกลันตัน ตรังกานู และหัวเมืองปักษ์ใต้อื่น ๆ
.
“ชาวกลันตัน” ที่ถูกกวาดต้นมานี้ ไม่ได้มาจากเมืองกลันตันแต่อย่างใด แต่มาจากเมืองปัตตานี เพราะสมัยนั้นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองเมืองปัตตานี คือ “ราชวงศ์กลันตัน” จึงมีชาวกลันตันที่อาศัยอยู่ในเมืองปัตตานีด้วย
.
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ มีการขุดคลองแสนแสบ เพื่อเป็นเส้นทางกองทัพไปรบกับญวน ยังได้มีการขุดคลองเพื่อเชื่อมคลองแสนแสบกับคลองพระโขนงโดยแรงงานชาวมลายูและคนกลันตันทางใต้ของสยาม จึงได้ตั้งชื่อคลองว่า “คลองกลันตัน” ภายหลังเรียกให้สั้นลงเหลือเพียง “คลองตัน”
.
และอีกชื่อสถานีหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ “สถานีมักกะสัน” ที่ตั้งตามย่านมักกะสัน คำว่า “มักกะสัน” นี้มีมานานตั้งแต่สมัยอยุธยา เพี้ยนจากชื่อ “หมู่เกาะมากัสซาร์ (Makassar)” ในประเทศอินโดนีเซีย แต่คนที่ถูกเรียกว่า “แขกมักกะสัน” มีทั้งมาจากเกาะมากัสซาร์และเกาะซูลาเวซี (เซเลบีส)
.
คนไทยเรียกกันว่า “แขกมักกะสัน” เป็นเรื่องลือลั่นอยู่ในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพวกแขกจากเกาะเซเลบีส หรือ ซูลาเวซี ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนารายณ์ เกิดความคับแค้นใจจากพวกฝรั่งที่มีอิทธิพลในยุคนั้น จึงวางแผนจะชิงอำนาจสำเร็จโทษสมเด็จพระนารายณ์ แล้วบังคับพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ให้นับถือศาสนาเดียวกับตน พวกมากาซามีกริชคนละเล่มเป็นอาวุธประจำกาย แต่ฆ่าพวกฝรั่งและไทยที่ถือปืนไปเป็นจำนวนมาก ด้วยความอำมหิตผิดมนุษย์ ไม่กลัวแม้ความตาย
.
“กบฏมักกะสัน” นับเป็นเหตุการณ์โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ทั้งไทยและฝรั่งต่างไม่คาดคิดว่า พวกมักกะสันจะบ้าเลือดอำมหิตถึงเพียงนั้น และยอมตายแต่ไม่ยอมให้จับเป็น 
.
ย่านประตูน้ำใกล้ดินแดงเป็นชุมชนพวก “แขกมักกะสัน” อยู่อาศัยมาก่อน คนจึงเรียกว่า “มักกะสัน” สมัยรัชกาลที่ ๕ เคยให้เรียกว่า “บางกะสัน” แต่ไม่มีใครนิยมเรียก


ที่มา https://www.facebook.com/boraan.th/posts/3140895689497903 
 

“สโตนเฮนจ์” กับข้อสรุปล่าสุด คือปฏิทินสุริยคติ ขนาดยักษ์

สโตนเฮนจ์คือปฏิทินสุริยคติขนาดยักษ์ และตอนนี้นักวิทยาศาสตร์รู้แล้วว่ามันทำงานอย่างไร ? 
.
นักโบราณคดีเชื่อกันมานานแล้วว่า สโตนเฮนจ์ อนุสรณ์สถานหินยุคก่อนประวัติศาสตร์ขนาดใหญที่อยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นปฏิทินสุริยคติโบราณมาอย่างยาวนาน เนื่องจากมันสอดคล้องกับวันครีษมายัน (วันที่มีช่วงกลางวันยาวนานที่สุด) ทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว
.
แต่ไม่มีใครทราบว่าทำงานอย่างไร จนในที่สุด ทิโมธี ดาร์วิลล์ (Timothy Darvill) ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีที่มหาวิทยาลัย Bournemouth ในสหราชอาณาจักรเชื่อว่าพบวิธีการดังกล่าวแล้ว
.
"นักวิชาการได้เห็นมานานแล้วในองค์ประกอบอันน่าเกรงขามของสโตนเฮนจ์สำหรับการคำนวณเวลาก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นปฏิทินยุคหินใหม่ อย่างไรก็ตาม ปฏิทินดังกล่าวทำงานอย่างไรยังคงไม่ชัดเจน" ศ. ดาร์วิลล์ กล่าว
.
เขาเชื่อว่าคำตอบคือการเพิ่มตัวเลขเข้าไปในสโตนเฮนจ์ “30, 5 และ 4 เป็นตัวเลขที่น่าสนใจในแง่ของปฏิทิน” ดาร์วิลล์กล่าว “เสา 30 ตัวที่อยู่รอบวงแหวนซาร์เซนหลักที่สโตนเฮนจ์เข้ากันได้ดีกับวันต่างๆ ของเดือน” เขาอธิบายและเสริมว่า “คูณมันด้วย 12 แล้วคุณจะได้ 360 เพิ่มอีก 5 จากไตรลิธตอนกลาง คุณจะได้ 365”
.
ซาร์เซน (Sarsen) คือหินรอบนอกที่นอนอยู่บนหินสองก้อนที่ค้ำอยู่ มีที่หมด 30 ก้อนวางเรียงเป็นวงกลม ในขณะที่ไตรลิธตอน (Trilithons) คือก้อนหิน 10 ก้อนที่วางคู่กันกลายเป็น 5 คู่ในวงกลมด้านใน
.
นอกจากนี้ยังมีหินอีก 4 ก้อนด้านนอกที่วางเป็นรูปสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ครอบวงกลมสโตนเฮนจ์ไว้ที่เรียกว่า สถานีหิน (Station Stone) เพื่อรองรับการเพิ่มวันอธิกสุรทิน (ปีที่มีการเพิ่มอีกหนึ่งวัน)
.
“เป็นปฏิทินถาวรที่ปรับเทียบใหม่ทุกคราวที่ดวงอาทิตย์ตกในฤดูหนาว” เขากล่าว สิ่งนี้ทำให้คนโบราณที่อาศัยอยู่ใกล้กับสโตนเฮนจ์ในเมืองวิลต์เชียร์ ประเทศอังกฤษ สามารถติดตามวัน เดือน และฤดูกาลของปีได้
.
ปฏิทินสุริยคติได้รับการพัฒนาขึ้นในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล และถูกนำมาใช้ในอียิปต์เป็นปฏิทินพลเรือนเมื่อประมาณ 2700 ปีก่อนคริสตกาล จากนั้นก็ใช้กันอย่างแพร่หลายประมาณ 2600 ปีก่อนคริสตกาล
.
ดาร์วิลล์ไม่แน่ใจว่าปฏิทินสุริยคตินี้พัฒนาขึ้นอย่างไรและทำไม บางทีปฏิทินสุริยคติอาจเดินทางมายังสหราชอาณาจักรผ่านเส้นทางการค้าทางไกล นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าผู้คนในสหราชอาณาจักรพัฒนาปฏิทินสุริยคติขึ้นมาเองโดยปราศจากความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่คล้ายคลึงกันในตะวันออกกลาง


ที่มา https://www.facebook.com/NationalGeographicThailand/posts/10166796290645038 
 

“โอปุสเดอี” คณะนักบวชแห่งกางเขนศักดิ์สิทธิ์ ผู้ดำเนินงานของพระเจ้า

"โอปุส เดอี" เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น จากหนังสือนวนิยายขายดีเรื่อง "ดาวินชี โคด" ของแดน บราวน์ แต่องค์การคาทอลิกอนุรักษ์นิยมแห่งนี้ มีอิทธิพลมากน้อยแค่ไหนในการประชุมลับของบรรดาพระคาร์ดินัล เพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ
.
ในจำนวนพระคาร์ดินัล 115 คน ที่จะใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งโป๊ป ระหว่างการประชุมลับอาจมีเพียง 2 - 3 คนเท่านั้นที่นับเป็นสมาชิกของโอปุส เดอี
.
แต่องค์การแห่งนี้ที่ปัจจุบันมีศิษยานุศิษย์กว่า 80,000 – 90,000 คนทั่วโลก และได้รับสมญานามในสเปน ประเทศซึ่งเป็นที่กำเนิดของโอปุส เดอี เมื่อปี 1928 ว่าเป็น "ออคโตปุส (ปลาหมึก) ของพระเจ้า" ก็มีข้อได้เปรียบอันสำคัญยิ่ง
.
ในอดีต โอปุส เดอี สามารถเข้าถึงพระสันตปาปาจอห์นปอลที่ 2 ได้อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ อีกทั้งได้รับความสนับสนุนและการส่งเสริมจากพระคาร์ดินัลทรงอิทธิพลจำนวนมาก รวมทั้งคาร์ดินัลกามิลโล รุยนี ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดูแลสังฆมณฑลโรม ซึ่งเห็นกันว่าจะเป็นตัวเก็งสำคัญคนหนึ่งในขณะนั้นที่จะได้เป็นโป๊ปองค์ต่อไป
.
ที่สำคัญ รุยนี คือผู้เริ่มกระบวนการเพื่อนำไปสู่การประกาศให้ บิช็อป อัลบาโร เดล ปอร์ติโญ ผู้นำคนที่สองขององค์การโอปุส เดอี เป็นนักบุญ
.
สำหรับ โฆเซมาเรีย เอสครีบา เดอ บาลาเกร์ ผู้ก่อตั้งโอปุส เดอี โป๊ปจอห์นปอลที่ 2 ได้ประกาศให้เป็นนักบุญเมื่อปี 2002 หรือ 27 ปีหลังจากที่เขาสิ้นชีวิต ซึ่งตามธรรมเนียมคาทอลิกแล้วถือว่าเป็นการพิจารณาให้อย่างรวดเร็วผิดธรรมดา นอกจากนั้นในพิธีเฉลิมฉลองการประกาศเป็นนักบุญที่วาติกัน ยังมีคาร์ดินัลเข้าร่วมด้วยกว่า 40 คน
.
พระสันตปาปาผู้ล่วงลับ ได้ส่งเสริมกลุ่มคาทอลิกอนุรักษ์นิยมอยู่หลายกลุ่ม อาทิ เดอะ ดีเจียน ออฟ ไครสต์ และขบวนการ คอมมิวเนียน แอนด์ ลิเบอเรชั่น ทว่าพระองค์ทรงพอพระทัยย่างยิ่งกับโอปุส เดอี ถึงขั้นประกาศให้ฐานะความเป็นสังฆมณฑลส่วนพระองค์แก่องค์การนี้ อันหมายถึงโอปุส เดอีสามารถที่จะดำเนินงานที่ใดก็ได้ในโลก โดยอยู่นอกการควบคุมของบิช็อปในท้องถิ่น แต่รับผิดชอบตรงต่อสำนักวาติกัน
.
ในปี 1998 โป๊ปยังได้ประกาศยกฐานะโรงเรียนเทววิทยาของโอปุส เดอี ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโรม ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในพระสันตปาปา ทำให้สถาบันการศึกษาแห่งนี้อยู่ในระดับเดียวกันกับมหาวิทยาลัยลือชื่ออย่างมหาวิทยาลัยเกรกอเรียน ซึ่งบริหารโดยนิกายเจซูอิตที่เป็นคู่แข่งของโอปุส เดอี
.

สัญญาณของการยอมรับและสนับสนุนเหล่านี้ ทำให้โอปุส เดอี ยิ่งมีอำนาจบารมีที่จะต่อสู้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าองค์การนี้เป็นคริสตจักรอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ซึ่งซ้อนซ่อนอยู่ภายในคริสตจักรคาทอลิกอีกชั้นหนึ่ง โดยทำตัวลึกลับและคอยบงการชักใย
.
อีกทั้งก่อให้เกิดความแตกแยก นอกจากนั้นยังมีการยกย่องเชิดชูผู้ก่อตั้งจนเข้าลักษณะเป็นการสร้างลัทธิบูชาบุคคลอันเข้มงวดกวดขัน ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่นั้นมาจากนิกายและกลุ่มอื่นๆ ภายในคริสตจักรคาทอลิกที่มีหัวอนุรักษ์นิยมน้อยกว่า
.
พระและฆราวาสที่เป็นสมาชิกวงในของโอปุส เดอีจำนวนมาก ได้ครองตำแหน่งสูงๆ ในระบบราชการของสำนักวาติกัน ทั้งนี้รวมถึง โจอาควิน นาวาร์โร-วัลส์ ที่เป็นถึงหัวหน้าโฆษกสำนักวาติกันในขณะนั้น
.
อีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลคือ พระคาร์ดินัลที่เป็นสมาชิกโอปุส เดอี อย่าง จูเลียน เฮอร์แรนซ์ (อีกคนหนึ่งคือ ฮวน ลุยส์ ซิเปรียเน ธอร์เน แห่งเปรู) เป็นที่ทราบกันว่าชอบเชื้อเชิญพระผู้ใหญ่ดูแลสังฆมณฑลต่าง ๆ ไปปรึกษาหารือกันที่คฤหาสน์แห่งหนึ่งในกรุงโรม ซึ่งองค์การแห่งนี้เป็นเจ้าของ
.
สมาชิกส่วนใหญ่ของแวดวงใกล้ชิดที่สุดกับโป๊ปจอห์นปอลที่ 2 ตลอดจนบิช็อปผู้รับผิดชอบสังฆมณฑลที่เป็นเมืองระดับมหานครจำนวนมาก ก็ล้วนมีความเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับโอปุส เดอี จนผู้สังเกตการณ์บางคนบอกว่า องค์การนี้เป็นกลุ่มเดียวที่มีการจัดตั้งอย่างดีและทรงอำนาจพอที่จะส่งอิทธิพลสำคัญในการประชุมลับของพระคาร์ดินัล
.
และในขณะนั้น สำนักวาติกันได้มอบหมายให้พระคาร์ดินัล ตาร์ชิซิโอ แบร์โตเน อาร์คบิช็อปแห่งเจนัว รับหน้าที่ในการต่อสู้กับความคิดนอกรีตต่างๆ ซึ่งปรากฏอยู่ในนวนิยาย "ดาวินชี โคด" ทั้งนี้ในหนังสือเล่มนี้ได้ผูกเรื่องให้บิช็อปโอปุส เดอีผู้หนึ่ง สั่งการให้นักบวช (monk) โอปุส เดลี ไปกระทำฆาตกรรม แม้ความจริงแล้วองค์การนี้มิได้มีนักบวชประเภทนี้แต่อย่างใด
.
แน่นอนว่า นวนิยายระทึกขวัญยอดฮิตเรื่องนี้ ทำให้ผู้คนทราบถึงองค์การนี้เพิ่มขึ้นมาก ทว่าหนังสือเล่มอื่นๆ อาทิ "บิยอนด์ เดอะ เธรสโชลด์" ของ มาเรีย เดล การ์เมน ตาเปีย ซึ่งบอกว่าเธอเป็นเลขานุการของบลาเกรย์ ผู้ก่อตั้งโอปุส เดอี ก็อ้างว่าให้ข้อมูลอันถูกต้องยิ่งกว่า เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตภายในองค์การ
.
ส่วนใครจะเชื่อใคร มากน้อยแค่ไหน ก็คงต้องพึ่งวิจารณญาณของแต่ละท่าน


ที่มา https://mgronline.com/around/detail/9480000049622 
 

หม้อไฟฟ้าอเนกประสงค์ ทอด ผัด อุ่น ตุ๋น ต้ม นึ่ง ให้คุณอิ่มอร่อยได้ทุกเมนู

ตั้งแต่ขึ้นมหาลัยแล้วพอย้ายมาอยู่หอ ที่หอก็ไม่ให้เอาแก๊สขึ้นบนห้อง แต่พิมเป็นคนที่ติดการทำกับข้าวกินเองมากกก เพราะจะซื้อกินทุกวันก็ไม่ไหวทุกวันนี้กับข้าวกับปลาแพงขึ้นมาก ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย เลยไปเจอไอเท็มเด็ดที่ดือมากก นี่เลย หม้อไฟฟ้าอเนกประสงค์ ที่เด็กหออย่างเราต้องมี!!

ตัวนี้เป็นหม้ออเนกประสงค์ สารพัดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น ทอด ผัด อุ่น ตุ๋น ต้ม นึ่ง ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปพกพาสะดวกมาก เผื่อจะใช้ตอนไปต่างจังหวัดก็พกง่ายสุดๆ ขนาด 22 cm.



ตัวนี้จะสามารถปรับไฟได้ถึง 2 ระดับ มีระดับ 400 วัตต์ และ 800 วัตต์ แล้วแต่ว่าเราจะทำอาหารอะไรเราก็ปรับไฟตามนั้นเลย ส่วนประกอบก็คือดีปลอดภัยมาก เคลือบเทปล่อนไม่ติด
กระทะด้วยนะปังมากก



เวลาดึกๆ ร้านชาบูปิดหมดแล้วก็นี่เลยตัวนี้สามารถหุงข้าวและทำชาบูได้ด้วยนะ ดีมากกกกกส่วนเวลาทำความสะอาดล้างได้ปกติเลยทำความสะอาดขัดๆ ถูๆ ไม่ต้องกลัวน้ำเข้าเลย สะดวกสบายขนาดนี้จะไม่มีไม่ได้แล้วนะ ราคาก็ย่อมเยาสบายกระเป๋าสุดๆ บอกเลย 



ราคา : 179 บาท พิกัด Shopee : https://shope.ee/A9dO6qNyJk 

 

 


รีวิวโดย พิม THE STUDY TIMES 
 

9 Ways Tutoring Can Help Your Child Succeed

Tutoring programs can help your child develop study and learning skills that will help set up your child for success for their entire life. There are many advantages of tutoring services
.
1) Customized, one-on-one learning: Your child receives an individualized learning experience they can’t always get in a classroom setting or online. Tutors can customize the lessons and activities specifically for your child because the tutor gets to know their learning style and can adapt teaching methods accordingly. Basically, they act as your child’s own private teacher!
.
2) Improves Academics and Attitudes: Tutoring will prepare your child for tests and exams, while tutors work with your child on specific problem areas—whether it’s writing, math, language, or reading. Your child’s grades and understanding of the subject will significantly improve when working with a tutor. With constant encouragement and praise, your child will no longer feel overwhelmed or frustrated with school. When school struggles decrease, learning becomes fun again!
.
3) Encourages self-paced and self-directed learning: With tutoring, students learn to take the initiative with their school work. Your child will also learn how to control the learning pace, which helps reinforce independence and responsibility. They gain the ability to do school work on their own, without your help. Your child will realize their personal growth and will learn to take responsibility for their studies.
.
4) Improves self-esteem and confidence: Your child’s self-esteem and confidence will increase through tutoring by providing them with the resources and skills needed to excel in school.
.
5) Improves work and study habits: Through tutoring, students will learn work and study habits they will use for life. Study skills help prepare your child to achieve goals inside and outside of school successfully.
.
6) Positive work environment: Tutoring provides an environment free of distractions, with fewer students and disruptions around, so students can better focus on learning.
.
7) Encourages freedom to ask questions: At school, your child may not always feel comfortable asking questions in front of their classmates. Tutoring will help teach them to be comfortable asking questions, big or small, without feeling self-conscious.
.
8) Improves social and behavioural skills: tutoring services will help your child become a better communicator, form better relationships with peers, and make more positive social and behavioural adjustments.
.
9) Prepares your child for college and university: Students heading off to post-secondary education will learn how to create study plans, develop advanced study skills, and learn superior time management skills. There are numerous benefits of tutoring in university, including reinforcement of existing knowledge and gaining a better understanding of a field of study.


From: https://www.oxfordlearning.com/how-tutoring-can-help-your-child/?fbclid=IwAR1lA1OejJjZnuAMwtUMS9hskapUbRm3bYnGLgn6cHjEy3N28UQStN99xqc 
 

ปลาสลิดบางบ่อ ทำไม ? ต้องบางบ่อ ไปบางอื่นไม่ได้หรือ ?

หากพูดถึงปลาสลิดแน่นอนว่าปลาสลิดที่ขึ้นชื่อหรือมีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทยของเราก็คือปลาสลิดบางบ่อ ในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วทำไมปลาสลิดในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ถึงมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากและได้รับความนิยม โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาไขเคล็ดลับและหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน
.
ปลาสลิดบางบ่อ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปลาสลิดตากแห้ง หรือปลาสลิดแดดเดียว ซึ่งเนื้อปลาจะไม่มีกลิ่นโคลน หรือกลิ่นเหม็น รวมถึงตัวปลาที่มีขนาดใหญ่น่ารับประทาน ไม่ว่าใครที่เดินทางผ่านไปผ่านมาเป็นต้องแวะซื้อติดไม้ติดมือกันกลับบ้าน สาเหตุที่ทำให้ปลาสลิดบางบ่อ ในจังหวัดสมุทรปราการเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน ก็อย่างที่บอกว่าเป็นปลาสลิดที่มีตัวโต เนื้อแน่น รวมถึงมีการหมักเกลือหรือฝัดเกลือ ซึ่งเป็นเรือโบราณสูตรลับเฉพาะของชาวอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ทำให้ปลาสลิดมีความเค็มกำลังดี เมื่อทอดแล้วกรอบอร่อย เนื้อไม่ยุ่ย และไม่มีกลิ่นเหม็น
.
ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ปลาสลิดในอำเภอบางบ่อมีตัวโต และเนื้อแน่นนั้น อันเนื่องมาจากสภาพภูมิศาสตร์หรือระบบนิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์ ชาวอำเภอบางบ่อนิยมเลี้ยงปลาสลิดไว้ในบ่อธรรมชาติ บ่อดินหรือบ่อข้างนา นอกจากจะเป็นการประหยัดต้นทุนแล้ว ยังทำให้ปลาสลิดได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นพืชน้ำ สาหร่าย แพลงก์ตอนและสารอาหารอื่นๆ จึงทำให้ปลาสลิดมีตัวโตเนื้อแน่นและเป็นที่ต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม บ่อธรรมชาติส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีการฟันหญ้ารอบบ่อ เพื่อใส่ลงไปในบ่อ เป็นการหมักให้เกิดแพลงก์ตอนหรือสัตว์น้ำอื่นๆ ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติที่ปลาสลิดชอบ
.
รวมถึงการปล่อยพันธุ์ปลาหรือการเลี้ยงปลาสลิดแบบไม่หนาแน่น จะทำให้ปลาสลิดไม่แย่งสารอาหารกันและส่งผลให้ปลาสลิดมีความอุดมสมบูรณ์ตัวโตนั่นเอง การเลี้ยงปลาสลิดไว้ในบ่อธรรมชาติต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10-12 เดือน จึงจะได้ผลผลิตประมาณ 7-10 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม แม้จะเลี้ยงปลาสลิดไว้ในบ่อธรรมชาติ แต่ชาวประมงในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการส่วนใหญ่ก็จะมีการให้อาหารเสริมแก่ปลาสลิด โดยเฉพาะ 2 เดือนก่อนจับขาย จะช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 400-500 กิโลกรัมต่อไร่เลยทีเดียว
.
ทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปลาสลิดบางบ่อ ในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ จึงเป็นที่นิยมของตลาดและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของการเพาะเลี้ยงปลาสลิด และการจำหน่ายปลาสลิดบางบ่อ ซึ่งปัจจัยหลักๆ แล้วก็มาจากสภาพภูมิศาสตร์และระบบนิเวศน์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ยิ่งเลี้ยงปลาสลิดไว้ในบ่อธรรมชาติก็จะทำให้ปลาสลิดมีตัวโตเนื้อแน่นมากยิ่งขึ้น


ที่มา https://northsquareoyster.com/ทำไมต้องปลาสลิดบางบ่อ-จ/ 
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top