Tuesday, 9 August 2022
TRENDING

รีวิว “คณะนิติศาสตร์” คณะที่ว่าด้วยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

นิติศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สามารถแบ่งออกเป็นหลายแขนงได้ตามแง่มุมที่ศึกษา เช่น วิชานิติศาสตร์โดยแท้ (legal science proper), นิติศาสตร์ทางข้อเท็จจริง (legal science of facts) และ นิติศาสตร์เชิงคุณค่า (legal science of values)
.
นิติศาสตร์ (Jurisprudence) คำดังกล่าวในภาษาอังกฤษ เป็นคำเก่าที่ใช้ตั้งแต่สมัยโรมัน โดยมาจากภาษาละตินว่า jurisprudentium มีรากศัพท์จาก "juris" แปลว่า กฎหมาย และ "prudentium" แปลว่า ความฉลาด ซึ่งรวมแล้วแปลว่า "ความรู้กฎหมายหรือวิชากฎหมาย" โดยในประมวลกฎหมายของพระเจ้าจัสติเนียน จะกล่าวไว้ในมูลบทนิติศาสตร์ฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วว่า "jurisprudence is the knowledge of things devine and human; the science of the just and the unjust"
.
การเรียนการสอนนิติศาสตร์ในประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2440 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้ทรงก่อตั้ง "โรงเรียนกฎหมาย" ขึ้นในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเปิดการเรียนการสอนโดยคณาจารย์ส่วนใหญ่เป็นตุลาการ ต่อมาได้มีการยุบโรงเรียนกฎหมายไปจัดตั้งเป็น "คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์" ขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2476 หลังจากนั้นเพียง 8 เดือน นักเรียนโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมเดิม ไม่พอใจที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ปัจจุบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย แต่โรงเรียนกฎหมายไม่ได้ยกฐานะ ดร.ปรีดี พนมยงค์ จึงรับปากว่าจะช่วย


ในที่สุดจึงมีการออก "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" ให้โอนคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปสังกัดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งปัจจุบัน คือ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงอาจกล่าวได้ว่าการโอนโรงเรียนกฎหมายไปสังกัดคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการโอนไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น ทำให้คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคณะนิติศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย อันสืบทอดโดยตรงจากโรงเรียนกฎหมายเดิม
.
นิติศาสตร์ เรียนอะไรบ้าง?
เรียนเกี่ยวกับตัวบทกฎหมาย ทำความเข้าใจข้อบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ศึกษาเกี่ยวกับ กฎเกณฑ์ ความประพฤติ ของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม โดยกำหนดออกมาเป็น กฎหมาย เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกัน อย่างมีระเบียบและมีความสุข
.
ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐานทั่วไป
เรียนเหมือนกันทุกสาขา เช่น จิตวิทยา ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ในด้านภาษาและการสื่อสาร เน้นการ ฟัง พูด อ่าน เขียน และเริ่มเรียนความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับกฎหมายและระบบกฎหมาย
.
ปี 2 เริ่มเรียนวิชาบังคับ
ปีนี้จะเริ่มเรียนกฎหมายในลักษณะหนี้ กฎหมายลักษณะละเมิด เช่นซื้อขาย เช่า จำนอง จำนำ กู้ยืม ฯลฯ เรียนกฎหมายอาญาภาคทั่วไป กฎหมายมหาชนเบื้องต้น และเรียนวิชาเลือกที่เกี่ยวกับกฎหมาย เช่นการใช้ศัพท์และสำนวนกฎหมายภาษาอังกฤษ


ปี 3 เรียนในด้านกฎหมายเข้มข้นขึ้น
เรียนเกี่ยวกับกฎหมายปกครอง กฎหมายลักษณะครอบครัว กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง กฎหมายภาษีและวิชาเลือก
.
ปี 4 เรียนในเชิงลึกขึ้น
ปีสุดท้ายที่เรียนก็จะมีเรียนกฎหมายนิติปรัชญา เช่นแนวความคิดปรัชญาทางกฎหมาย ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และเรียนหลักวิชาชีพนักกฎหมาย กฎหมายแรงงาน หลักวิชาชีพนักกฎหมาย กฎหมายการคลัง การภาษีอากร และวิชาเลือกทางกฎหมายที่คณะกำหนด


คณะนิติศาสตร์ จบมาทำงานอะไร?
ผู้พิพากษา/ตุลาการ
พนักงานอัยการ
ทนายความ
ผู้สอนในสถานศึกษา
ที่ปรึกษากฎหมาย/นิติกร
ประกอบธุรกิจ/อาชีพอิสระ
รับราชการ


ที่มา https://www.sanook.com/campus/1401628/ 
 

ส่อง 10 อันดับคณะ ที่เด็กรุ่นใหม่เลือกเข้าเรียนมากที่สุด ประจำปีการศึกษา 2564

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ประกาศผลคะแนน GAT (การทดสอบวิชาความถนัดทั่วไป) และ PAT (การทดสอบวิชาความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ) ปี 2565 เป็นที่เรียบร้อย และวันที่ 20 เมษายน 2565 จะมีการประกาศผลวิชาสามัญ ผ่านเว็บไซต์ student.mytcas.com และระหว่างวันที่ 21-28 เมษายน 2565 จะเปิดให้ขอทบทวนผลคะแนน GAT PAT และวิชาสามัญ กรณีได้คะแนนน้อยหรือสงสัยว่าอาจเกิดข้อผิดพลาดในการประมวลผล
.
ซึ่งคะแนน GAT PAT และวิชาสามัญ จะนำมาใช้ รอบ 3 Admission รับสมัครวันที่ 2-10 พฤษภาคม 2565 ประกาศผลสอบในระบบรอบที่ 1 วันที่ 18 พฤษภาคม 2565 และรอบที่ 2 วันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ยืนยันสิทธิในระบบ 18-19 พฤษภาคม 2565
.
ซึ่งเราจะชวนทุกคนย้อนดู 10 อันดับคณะที่เด็กรุ่นใหม่เลือกเข้าเรียนต่อมากที่สุดในปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) วันที่ 30 มิถุนายน 2564 มีดังต่อไปนี้
.
อันดับที่ 1 : คณะสหเวชศาสตร์ หลักสูตร วท.บ.เทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจำนวนคนสมัคร 3,342 คน (ระบบ Admission 2)
.
อันดับที่ 2 : คณะพยาบาลศาสตร์ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (พย.บ.) ภาคปกติ มหาวิทยาลัยบูรพา มีจำนวนคนสมัคร 3,103 คน (ระบบ Admission 1)
.
อันดับที่ 3 : คณะอักษรศาสตร์ หลักสูตร อ.บ. มหาวิทยาลัยศิลปากร มีจำนวนคนสมัคร 3,012 คน (ระบบ Admission 2)
.
อันดับที่ 4 : คณะพยาบาลศาสตร์ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร มีจำนวนคนสมัคร 2,991 คน (ระบบ Admission 1)
.
อันดับที่ 5 : คณะวิทยาศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล มีจำนวนคนสมัคร 2,526 คน (ระบบ Admission 2)
.
อันดับที่ 6 : คณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจำนวนคนสมัคร 2,428 คน (ระบบ Admission 1)
.
อันดับที่ 7 : คณะเภสัชศาสตร์ หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจำนวนคนสมัคร 2,426 คน (ระบบ Admission 2)
.
อันดับที่ 8 :คณะพยาบาลศาสตร์ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (พย.บ.) ภาคปกติ มหาวิทยาลัยบูรพา มีจำนวนคนสมัคร 2,286 คน (ระบบ Admission 2)
.
อันดับที่ 9 : สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา มีจำนวนคนสมัคร 2,249 คน (ระบบ Admission 1)
.
อันดับที่ 10 : คณะพยาบาลศาสตร์ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยพะเยา มีจำนวนคนสมัคร 2,149 คน (ระบบ Admission 1)


ที่มา https://www.prachachat.net/education/news-912943 
 

“แป๊ะเจี๊ยะ” โรงเรียน คืออะไร ? จำเป็นต้องจ่ายไหม ?

ธรรมเนียมในการจ่ายค่า “แป๊ะเจี๊ยะ” ของโรงเรียนอยู่คู่กับสังคมไทยมานานแล้ว เราเคยได้ยินกระแสข่าวอยู่พักหนึ่งแล้วก็หายเงียบไปตามระเบียบ แม้ว่าโรงเรียนในไทยจะมีอยู่มากมาย แต่เมื่อผู้ปกครองที่มีกำลังทรัพย์ก็มักจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ สิ่งนี้ทำให้โรงเรียนที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดมีคนแห่มาสมัครกันจนเต็มโควตา แทนที่หลายโรงเรียนจะใช้วิธีการสอบเพื่อคัดเลือกเป็นเกณฑ์หลักในการรับนักเรียน แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ “แป๊ะเจี๊ยะ” นั่นเอง เป็นวิธีที่ง่าย สะดวกรวดเร็ว ขอแค่ผู้ปกครองมีเงินถึง
.
แล้วคำถามที่ว่าเราจำเป็นต้องจ่ายไหมคำตอบก็คือ “แล้วแต่คุณ” แต่โอกาสที่เด็กจะได้เข้าเรียนนั้นมีต่ำมากๆ จะเอาอะไรไปเทียบกับคนที่จ่ายเงิน ไม่ว่าจะเรียนเก่งแค่ไหนถ้าเกิดเด็กเส้นเต็มแล้ว ทำยังไงก็คงไม่ผ่านเข้าไปเรียนได้ ผู้ปกครองบางคนดูเหมือนว่าจะยินดีที่จะจ่ายเพื่อให้ลูกเข้าไปเรียน ในขณะที่บางคนมีฐานะยากจนแต่อยากให้ลูกเรียนดี ก็ต้องลำบากหาเงินมาจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะตามไปด้วย เพราะกลัวจะสู้คนอื่นไม่ได้
.
การจ่ายแป๊ะเจี๊ยะสร้างปัญหาตามมาหลายอย่าง อาทิ 
1. เกิดความไม่เท่าเทียมกับของสังคม ยกตัวอย่างเด็กที่เรียนดีเรียนเก่ง แต่ไม่เข้าเรียนได้เพราะถูกเบียดเบียนจากบรรดาพ่อแม่ที่ร่ำรวย ให้เป็นแป๊ะเจี๊ยะเพื่อฝากลูกเข้าเรียน
2. ส่งเสริมความทุจริต สนับสนุนให้วงจรดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด
3. ไม่สามารถตรวจสอบเงินได้ว่าเอาไปทำอะไร ใครได้เงินไป ผู้ปกครองมีแนวโน้มที่จะจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีเกณฑ์ในการจ่ายเงิน ใช้ความรู้สึกเอาว่าเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม ส่วนใหญ่มักจะให้เยอะเอาไว้ก่อน ในขณะที่คนอื่นอาจให้เงินน้อยกว่านี้
.
มีแนวทางใดในการแก้ไขปัญหานี้ได้บ้าง ? 
เรารู้ว่าบางโรงเรียนมีความจำเป็นต้องรับภาระที่เกินตัว ในขณะที่หลายแห่งได้เงินแป๊ะเจี๊ยะจนเคยตัวจนไม่เป็นอันทำอะไร มีค่าใช้จ่ายก็มาอ้างเพื่อขอรับบริจาคไปเรื่อย เมื่อเป็นแบบนี้แล้วถ้าบริสุทธิ์ใจและต้องการที่จะพัฒนาคุณภาพการเรียนให้ดีขึ้น ทำไม ? ไม่เปิดกองทุนรับบริจาคให้ถูกต้องไปเลย เชื่อว่ามีผู้ปกครองยอมจ่าย หากรู้ว่าเงินที่บริจาคให้นำไปใช้ทำประโยชน์อะไร ถูกต้องหรือไม่ วิธีการแบบนี้ไม่ได้เป็นการบังคับ ไม่ได้กำหนดว่าต้องบริจาคเท่าไหร่ สามารถนำไปตรวจสอบได้ แต่เชื่อเถอะว่าจะมีบรรดาผู้ปกครองแห่กันมาบริจาค เพราะอยากมีชื่อเพื่อเป็นหน้าเป็นตาของสังคม ถ้าเมื่อไหร่ที่หันมาใช้วิธีนี้ได้ ไม่นานธรรมเนียมจ่ายเงินใต้โต๊ะก็จะหมดไปในไม่ช้า 
.
แล้วคุณล่ะ มองเรื่องค่าแป๊ะเจี๊ยะกันยังไง ? 


ที่มา https://bchomeschool.net/ 
 

เคล็ดลับสร้าง 7 ลักษณะนิสัย ที่ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถฝึกได้ในครอบครัว

ดร. มิชเชล บอร์บา นักจิตวิทยาการศึกษาชื่อดังในสหรัฐอเมริกา เคยตั้งข้อสังเกตทำไมเด็กบางคนถึงมีความมุ่งมั่นที่จะไขว่คว้าความสำเร็จกว่าเด็กคนอื่นๆ แม้จะมีสภาพแวดล้อม พื้นฐานครอบครัว หรือพบเจอปัญหาคล้ายๆกัน
.
และหลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูลงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับความสามารถในการสร้างความมุ่งมั่นของเด็ก ดร. มิชเชล บอร์บา ได้สรุปถึง 7 ลักษณะนิสัยที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในจิตใจ ทักษะทางสังคม ความยืดหยุ่น และคุณธรรมที่ดีให้กับเด็ก และที่สำคัญก็คือ ผู้ปกครองสามารถฝึกลูกๆได้เองที่บ้านอีกด้วย


1. ความเชื่อมั่นในตัวเอง
ผู้ปกครองส่วนใหญ่เชื่อว่า การให้ลูกนับถือตัวเองสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่ว่า การสร้างความเชื่อมั่นนั้นไม่สามารถทำได้เพียงการพร่ำบอกเด็กว่า "ลูกเป็นคนพิเศษ" "ลูกทำได้ทุกอย่าง" แต่เป็นการไว้ใจให้ลูกจัดการกับสิ่งต่างๆในชีวิตด้วยตนเอง แทนที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทุกอย่าง ดังนั้นควรปล่อยให้เด็กได้เผชิญหน้า แก้ปัญหาด้วยตัวเอง แม้จะต้องเจอความล้มเหลวบ้าง แต่สิ่งเหล่านี้จะสร้างให้เด็กมีความนับถือตนเอง เชื่อมั่นว่าตนทำได้ จัดการปัญหาของตัวเองได้
.
2. การเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ความสามารถในการเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจคนรอบข้าง จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคมที่ดี รู้จักสังเกตและเข้าใจผู้อื่น โดยผู้ปกครองสามารถฝึกให้ลูกๆเรียนรู้ได้ด้วยการอธิบายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดอย่างชัดเจน เช่น "วันนี้ดูลูกมีความสุข" "โกรธเรื่องอะไรมา?" "เป็นอะไรถึงทำหน้าเศร้า?"  และให้ตั้งคำถามว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนั้น การแชร์ความรู้สึกของกันและกันในครอบครัว และการให้ชี้เด็กสังเกตอารมณ์ ความรู้สึกของคนอื่นๆ จะช่วยให้เด็กเป็นคนเอาใจเขามาใส่ใจเราเมื่อโตขึ้นได้ 
.
3. รู้จักควบคุมตนเอง
หนึ่งในความสามารถที่สำคัญมากที่ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต ก็คือการรู้จักที่จะควบคุมอารมณ์ และการแสดงออกของตนเองได้อย่างเหมาะสม คิดไตร่ตรองก่อนทำ ซึ่งจำเป็นต้องฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะหยุด มีสติ คิดทบทวนเมื่อเจอปัญหาก่อนที่จะตอบโต้ เช่น การให้เด็กค่อยๆนับ 1 -10 ในใจเมื่อรู้สึกโกรธ การชื่นชมเมื่อเด็กรู้จักห้ามใจตนเองได้ เป็นสิ่งที่จะสนับสนุนทักษะการรวบคุมตัวเองของเด็ก
.
4. คุณธรรม
คุณธรรมนั้นเปรียบเหมือนรูปแบบของความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม คุณค่าประจำตนที่จะเป็นเข็มทิศในการใช้ชีวิตอย่างถูกครรลองในวันข้างหน้า แต่ทั้งนี้พ่อ แม่ก็ไม่ควรที่จะสอนสิ่งเหล่านี้ด้วยการเอาความคาดหวังของตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ควรให้เด็กได้ทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่การทำความดีที่จะเป็นที่ยอมรับ และชื่นชมจากผู้อื่น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้หลักเหตุผลในการอธิบายให้เด็กเข้าใจ อาทิ ได้รับคำชมเชยเพราะสามารถตื่นเช้าได้เองตามที่สัญญา  เป็นที่ชื่นชมของเพื่อนๆเพราะมีน้ำใจ รู้จักแบ่งปันของเล่นให้เพื่อนๆ เป็นต้น
.
5. ความสนใจใคร่รู้
ความสนใจใครรู้ เป็นเหมือนแรงกระตุ้นให้เด็กแสวงหาคำตอบ มีแรงจูงใจในการไปให้ถึงเป้าหมายแม้จะมีคำถาม หรืออุปสรรคที่ยากแค่ไหนก็ตาม ซึ่งทักษะนี้สามารถพัฒนาได้ด้วยการใช้ของเล่นที่ต้องใช้จินตนาการ ตัวต่อปริศนา ภาพวาดระบายสี นิทานปลายเปิด ของเล่นที่ไม่มีคำตอบที่ตายตัวจะช่วยเสริมสร้างจินตนาการ และความอยากรู้ของเด็กในการแสวงหาคำตอบในแบบของตัวเองได้
.
6. ความมุมานะ 
แม้ว่าทุกๆความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย และก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเช่นกันที่หลายคนล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำสิ่งใดให้สำเร็จก่อนบรรลุเป้าหมายเพียงเพราะขาดความมุมานะ แต่สิ่งที่ผู้ปกครองควรระวัง คือการโยนบทเรียนที่ยากเกินกว่าความสามารถของเด็ก จนทำให้เขาขาดความมั่นใจ และล้มเลิกความพยายามเมื่อเจออุปสรรคที่ยาก 
.
ดังนั้นจึงควรย่อยโจทย์เป็นชิ้นเล็กๆ เรียงลำดับความยากง่ายให้เหมาะสมกับวัย เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าพวกเขามีพัฒนาการ จนสามารถผ่านด่านที่ยากที่สุดได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยฝึกความมุมานะแล้ว ยังฝึกให้เด็กได้รู้จักจัดเรียงความสำคัญ ตีโจทย์แตกเมื่อเจอปัญหาใหญ่ๆได้ในอนาคต

7. การคิดบวก
ผู้เชี่ยวชาญเน้นหนักว่า กรอบความคิดของเด็กที่มีพื้นฐานคิดบวก กับคิดลบนั้น แตกต่างกันมาก  โดยเด็กที่คิดบวกจะมองปัญหาเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานแล้วจะผ่านไป เป็นสิ่งที่สามารถก้าวผ่านได้เสมอ แต่ในทางตรงกันข้าม เด็กที่คิดลบจะมองว่ามีปัญหาเกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตเขา เป็นเรื่องยุ่งยากที่ปิดกั้นพวกเขาจากความสำเร็จเสมอ
.
แต่การสร้างทัศนคติคิดบวก เริ่มต้นจากที่บ้าน ซึ่งเด็กส่วนใหญ่มักเรียนรู้ และพัฒนากรอบความคิดของตนจากการฟังคำพูดของผู้ใหญ่ ที่มีส่วนกำหนดค่านิยมคิดบวก และลบให้กับเด็กๆ เช่นเมื่อพูดถึงการทำงาน การใช้คำพูดระหว่าง ทำงานเสร็จไป"แค่ครึ่งเดียว" กับ ทำงานเสร็จไปแล้ว "ตั้งครึ่งทาง" ให้ความรู้สึกในเชิงบวก และลบที่ต่างกัน ซึ่งเด็กๆก็จะรู้สึกได้เช่นกัน 


ดังนั้นการสร้างลูกที่คิดบวก พ่อและแม่จำเป็นต้องแสดงตัวอย่างของแนวคิดเชิงบวกอย่างสร้างสรรค์ให้ลูกๆได้เห็นในครอบครัวจะเห็นผลดีที่สุด
.
ดร. มิชเชล บอร์บาได้สรุปว่า 7 ลักษณะนิสัยเหล่านี้  มิใช่พรสวรรค์ที่มีแต่กำเนิด แต่สามารถสร้างในครอบครัว ที่นอกจากจะสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรัก และความปลอดภัยแล้ว ผู้ปกครองควรไว้ใจ ให้พื้นที่ในการ พัฒนาด้านร่างกายและจิตใจด้วยตนเอง ให้เด็กเติบโตเป็นคนที่มีจิตใจมุ่งมั่น เข้มแข็ง มีคุณธรรม ไม่ย่อท้ออุปสรรคได้อย่างแน่นอน


อ้างอิง
CNBC News
“Thrivers: The Surprising Reasons Why Some Kids Struggle and Others Shine” - Michele Borba Ed. D.
 

รีวิว”คณะมนุษยศาสตร์” คณะยอดฮิตของเด็กสายศิลป์

คณะมนุษยศาสตร์ คือหนึ่งในคณะยอดฮิตของน้องๆ มาดูกันสิว่า 4 ปี คณะนี้เขาเรียนอะไรบ้าง แล้วถ้าจบมาจะสามารถทำงานอะไรได้บ้างลองไปอ่านรีวิวกัน
.
•    คณะมนุษยศาสตร์ เรียนเกี่ยวกับอะไร?
เรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการของมนุษย์ การปรับตัวของมนุษย์ รวมถึงวัฒนธรรมด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับภาษาและมนุษย์ สาขาที่เรียนก็มีความหลากหลาย เช่น ด้านภาษา ด้านสังคม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ครอบครัว การเมือง โบราณคดี
.
•    ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐานทั่วไป 
เรียนเหมือนกันทุกสาขา เช่น จิตวิทยา ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ในด้านภาษาและการสื่อสาร เน้นการ ฟัง พูด อ่าน เขียน
.
•    ปี 2  เริ่มเรียนในหมวดวิชาเฉพาะ 
เข้าสู่วิชาด้านมนุษยศาสตร์ เช่น วิชาวรรณคดี การเขียนเรียงความ ภาษาอังกฤษเพื่อการพูดนำเสนอและเรียนวิชาเอกของสาขาที่ได้เลือกไว้ เช่นเรียนมนุษยศาสตร์สาขาภาษาอังกฤษ ก็จะเน้นเรียนเกี่ยวกับภาษาอังกฤษมากขึ้น 
.
•    ปี 3 เรียนลึกลงไปเกี่ยวกับภาษาศาสตร์
ยกตัวอย่างมนุษยศาสตร์สาขาอังกฤษ เน้นศึกษาทักษะการเขียนเชิงวิชาการระบบไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ รวมถึงวิชาวรรณคดีเพิ่มเติม ทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง บทละคร
.
•    ปี 4 เรียนวิชาการวิจัยและกระบวนวิชาเลือก
เทอมแรกจะได้เรียนวิชาวิจัย และกระบวนวิชาเลือกตามความถนัดและความสนใจในด้านทักษะการสื่อสาร ภาษาศาสตร์ วรรณคดี เทอมสอง ทำวิจัย ค้นคว้า นำเสนอผลงาน
.
•    เรียนมนุษยศาสตร์ จบมาทำงานอะไรได้บ้าง?
สามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาและความเข้าใจด้านวัฒนธรรมได้หลากหลายประเภทดังนี้
1. สายวิชาการ เช่น ครู อาจารย์ ผู้ช่วยวิจัย
2. สายบริการ เช่น มัคคุเทศก์ เลขานุการ แอร์โฮสเตส พนักงานต้อนรับ
3. สายงานธุรกิจ เช่น ผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ ผู้แทนฝ่ายขาย ผู้จัดการฝ่ายขาย เจ้าหน้าที่การศึกษา เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน พนักงานฝ่ายต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม เจ้าหน้าที่แปลเอกสาร เจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษร เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ


ที่มา https://www.admissionpremium.com/content/5633?fbclid=IwAR0XlfIsaU7c6zyY6cyIWXYR69nAkjU_-W371uoTIOtxw5iWHNXu0X_c1Ro 
 

Coachella เทศกาลดนตรีและศิลปะระดับโลก ที่ ‘MILLI’ เป็นศิลปินไทยคนแรกบนเวทีนี้

เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับ ‘MILLI - ดนุภา คณาธีรกุล’ แรปเปอร์สาวน้อยสุดมหัศจรรย์ ที่เริ่มต้นจากการประกวดร้องเพลงในรายการ The Rapper ก่อนที่จะเข้าไปอยู่ภายใต้สังกัด YUPP และมีเพลงฮิตเช่น พักก่อน สุดปัง และเพื่อนเล่น ไม่เล่นเพื่อน ที่เธอได้รับเชิญ ft. กับวง Tilly Birds
.
และความเก่งของเธอเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับสากลจากการที่ชาวต่างชาติมีการทำ Reaction คลิปการร้องเพลงของเธอ ที่เรียกได้ว่าแต่ละคนนั้นทึ่งในความสามารถของเด็กไทยคนนี้
.
ก่อนหน้านี้คนไทยหลายคนเพิ่งรู้จัก Coachella เพราะวง ‘Blackpink’ เกิร์ลกรุ๊ปไอดอลชื่อดังจากเกาหลีใต้ ที่มีสมาชิกชาวไทยอย่าง ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ ก็ได้ไปโชว์ที่งานนี้เมื่อปี 2019
.
แต่ปีนี้ MILL นับว่าเป็นศิลปินไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ไปขึ้นโชว์ โดยมีทางค่ายเพลง 88rising ซึ่งเป็นค่ายเพลงในนิวยอร์กที่ผลักดันศิลปินเอเชียให้แจ้งเกิดในสหรัฐฯ และเธอก็เรียกซีน เรียกเสียงตอบรับ และสร้างความสนุกให้กับผู้ชมนับหมื่นคนได้ไม่แพ้ศิลปินระดับโลกคนอื่นๆ


เทศกาลดนตรีและศิลปะหุบเขาโคเชลา (Coachella Valley Music and Arts Festival) หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ติดปากว่า Coachella หนึ่งในงานเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก เหมือนกันกับ Wonderfruit , Glastonbury , Tomorrowland และอื่น ๆ อีกมากมาย ได้กลับมาจัดอีกครั้งหลังจากที่ถูกยกเลิกไป 2 ปี (2020 และ 2021) ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
.
งาน Coachella เป็นเทศกาลดนตรีและศิลปะประจำปีที่จัดขึ้น ณ เอ็มไพร์โปโลคลับ (Empire Polo Club) ในหุบเขาโคเชลา ทะเลทรายโคโลราโด (Colorado Desert) ในเมืองอินดิโอ (Indio) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ก่อตั้งโดย พอล โทลเลทท์ (Paul Tollett) และ ริค แวน แซนเทน (Rick Van Santen) ตั้งแต่ปี 1999 และถูกจัดโดยโกลเดนวอยซ์ (Goldenvoice) บริษัทลูกของเออีจีพรีเซนท์ส (AEG Presents)
.
ภายในงาน Coachella ประกอบด้วยศิลปินดนตรีจากหลากหลายแนวเพลง ได้แก่ ร็อค ป๊อป อินดี้ ฮิปฮอป และดนตรีอิเล็คทรอนิคส์แดนซ์ ศิลปินดัง ๆ ที่เคยขึ้นเวทีมาแล้ว อาทิ บียอนเซ่ (Beyoncé) , วงปรินซ์ (Prince) , คู่หูดูโอ Daft Punk , แร๊พเปอร์สุดเก๋า Dr. Dre และ Snoop Dogg , คานเย เวสท์ (Kanye West) ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อที่ใช้ในวงการเหลือแค่ Ye หรือแม้แต่วงเกาหลีที่ดังที่สุดอย่าง BLACKPINK ก็เคยไปเยือนเวที Coachella มาแล้ว นอกจากนี้ภายในงานยังมีงานศิลปะจัดวาง (Installation Art) และประติมากรรม ทั่วทั้งบริเวณ


ในปีนี้ Coachella 2022 ขายบัตรราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 449 ดอลลาร์ (15,000 บาท) และสูงสุดถึง 1,119 ดอลลาร์ (37,500 บาท) เพียงแค่การจำหน่ายตั๋วเข้าชมเพียงอย่างเดียว ยังไม่รวมรายได้จากผู้สนับสนุน และการเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการที่มีผู้มาเข้าชมงานอีกมากมายมหาศาลและ Coachella ยังเป็นเทศกาลดนตรีนานาชาติเพียงไม่กี่งานในโลกที่ทำรายได้จากการขายบัตรมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และที่สำคัญบัตรจะถูกให้จองล่วงหน้าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
 


ที่มา https://www.springnews.co.th/spring-life/823310 
 

6 ทักษะเพื่ออนาคต ปรับตัวรับก่อนถูกลืม

ทุกวันนี้หากมีโอกาสสอบถามเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบมาสัก 5-10 ปีว่า ได้ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาในการทำงานยุคปัจจุบันนี้มากน้อยเพียงใด คำตอบที่ได้มักจะคล้ายคลึงกันนั้นคือ “น้อยมาก” เพราะทฤษฎีหรือวิชาการที่เรียนรู้มานั้นไม่ค่อยทันกับสถานการณ์ความเป็นไปของโลกธุรกิจในทุกวันนี้สักเท่าไรนัก
.
เช่นเดียวกับคนที่เรียนจบมานานกว่า เช่น 10-20 ปีที่ให้คำตอบคล้ายกันว่า ความรู้ในด้านวิชาการนั้นสู้เรื่องของความคิดเชิงตรรกะที่สมเหตุสมผล รวมถึงเรื่องทัศนคติเชิงบวกไม่ได้เลย ซึ่งสถาบันการศึกษาบ้านเรา ที่สร้างสมดุลเรื่องเหล่านี้ได้ดีย่อมบ่มเพาะบัณฑิตให้เติบโตมาเป็นคนคุณภาพในสังคมจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกสถาบันที่ทำเช่นนั้นได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วเรายังเคยชินกับการนำเอาเนื้อหาความรู้ในอดีตมาสอนนิสิตนักศึกษาปัจจุบัน เพื่อหวังให้เขานำเอาความรู้ที่ได้ไปใช้งานในอนาคต ซึ่งแนวคิดแบบนี้อาจถูกต้องและเหมาะสมกับยุคก่อนหน้านี้ที่สังคมยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
.
ลองจินตนาการถึงยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว ที่สถาบันการศึกษาในวันนั้นต่างก็ใช้องค์ความรู้ที่ได้รับมาจากผู้ทรงภูมิปัญญาในอดีต เมื่อลูกศิษย์ลูกหาได้รับการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ แล้วก็สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้ทันทีเพราะโลกในยุคนั้นมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
.
วิวัฒนาการที่เกิดขึ้นจากยุคพ่อมาสู่ยุคลูกแทบจะไม่มีการเปลี่ยนสาระความรู้ใดๆ ความรู้จากรุ่นพ่อ จึงสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อรุ่นลูกมากมาย การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ที่ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง จนในหนึ่งชั่วอายุคนแทบจะไม่เจอการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่พลิกชีวิตของแต่ละคนให้เปลี่ยนแปลงได้เลย
.
ตรงข้ามกับทุกวันนี้ที่ความรู้ในอดีตเมื่อ 10-20 ปีที่แล้วในบางสาขาวิชาชีพแทบจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เพราะภูมิทัศน์ทางธุรกิจ สังคม และอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทฤษฎีต่างๆ ที่เคยใช้ได้ผลกลับกลายเป็นสูญเปล่าเพราะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาแทนที่
.
เหลือเพียงความคิดเชิงตรรกะที่นิสิตนักศึกษาได้รับทางอ้อมจากการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่ช่วยให้เขาปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าคนอื่น ขณะที่คนที่ขาดความคิดในเชิงตรรกะจะปรับตัวได้ยากและถูกคนรุ่นใหม่แซงหน้าไปเรื่อยๆ 


การพัฒนาความคิดเชิงตรรกะสามารถทำได้ทุกช่วงทุกวัย ไม่จำกัดว่าต้องบ่มเพาะในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น ขอเพียงมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นด้านวิชาการแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้ควบคู่ไปได้นั่น คือ 
.
ประการแรก การทำงานเป็นทีมหรือ Co-operation ซึ่งโลกในยุคปัจจุบันสะท้อนให้เราเห็นแล้วว่า คนที่ประสบความสำเร็จล้วนต้องอาศัยทีมงานที่แข็งแกร่ง และต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างเหนียวแน่น ซึ่งในทุกวันนี้ครูบาอาจารย์ก็พยายามสอนให้เด็กรุ่นใหม่ทำงานเป็นทีมได้ตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อปลูกฝังแนวคิดดังกล่าว
.
ประการที่ 2 คือการสื่อสารหรือ Communication เพราะหากมั่นใจว่าเรามีความคิดและแผนงานที่ดีเยี่ยมแล้ว การจะทำให้สำเร็จได้ก็จำเป็นต้องถ่ายทอดให้คนอื่นรับรู้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งซึ่งต้องอาศัยการถ่ายทอดความคิดซึ่งก็คือการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
.
ทักษะที่สาม นั่นคือเนื้อหาสาระหรือ (Context) ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้มีคนเข้ามาหาตัวเราเพื่อพบปะพูดคุยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเรื่องทั่วไป หรือเรื่องงาน ซึ่งเราจะเห็นคนบางคนมีบุคลิกลักษณะที่ชวนให้มีคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยเสมอ
.
ทักษะประการที่สี่คือ ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ซึ่งต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และมีกระบวนการสังเคราะห์ความคิดที่ดี ไม่ใช่การคิดสะเปะสะปะไปทุกอย่างจนขาดแนวทางที่ชัดเจน การคิดเชิงวิพากษ์จะทำให้เราคิดเรียงลำดับก่อนหลังและเล็งเห็นผลว่าหากคิดและทำเช่นนี้แล้วผลที่ได้จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นเป็นทอด ๆ
.
ทักษะที่ห้าคือ มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการบ่มเพาะมายาวนาน แม้บางคนจะชอบใช้ทางลัดด้วยการทำตามอย่างคนอื่นซึ่งเห็นผลเร็วกว่าเพราะ ไม่ต้องลงทุนลงแรงคิดค้นอะไรใหม่ ๆ แต่การเลียนแบบคนอื่นจะสร้างความสำเร็จได้ในระยะสั้นเท่านั้นการมีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง ย่อมสร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืนมากกว่า
.
ทักษะที่หกคือ มีความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่น หรือ Confident เพราะหากเราไม่มั่นใจในตัวเองแล้ว โอกาสที่จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าหรือนักลงทุนก็คงน้อยลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น ก่อนที่จะขายความเชื่อมั่นให้กับใครเราจึงต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งและเชื่อมั่นในตัวเองให้ได้เสียก่อนเพราะนั่นจะหล่อหลอมให้กลายเป็นความมุ่งมั่นที่พร้อมเอาชนะปัญหาและอุปสรรคมากมายได้สำเร็จ
.
โดยเฉพาะในทุกวันนี้ที่เรากำลังประสบกับภาวะวิกฤติมากมาย ทั้งโรคโควิด-19 และความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารจำเป็นต้องปรับตัวขนานใหญ่ ซึ่งทักษะแห่งอนาคตทั้ง 6 ประการนี้จะเป็นแนวทางสำคัญให้เราปรับตัวรอดได้


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/social/912084 
 

กระดาษใบแรกของโลก ใครหนอช่างทำ ?

“กระดาษ” เป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อไว้สำหรับการจดบันทึก เรื่องราวของกระดาษนั้นมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาก ว่ากันว่ากระดาษถูกคิดค้นและมีการใช้กระดาษครั้งแรก จากชาวอียิปต์และชาวจีนโบราณ จุดประสงค์หลักของมันถูกสร้างขึ้นเพื่อการจดบันทึกด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบันกระดาษไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ใช้จดบันทึกตัวหนังสือ หรือข้อความเท่านั้นยังใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้มากมาย เช่น กระดาษห่อของขวัญ กระดาษสำหรับทำกล่อง กระดาษชำระ เป็นต้น

กระดาษ ของชาวอียิปต์โบราณผลิตจากต้นกกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ปาปิรุสหรือปาปิรัส (papyrus) มีวิธีการทำโดยการเฉือนต้นปาปิรัสบางๆ ตามแนวยาวแล้วนำไปตากแดด น้ำลำเลียงในลำต้นจะทำให้เยื่อไม้ติดกันเป็นแผ่น ส่วนขนาดของแผ่นกระดาษจะขึ้นอยู่กับจำนวนแผ่นของลำต้น เมื่อตากแดดจนแห้งแล้วก็สามารถม้วนเก็บไว้ได้ จึงเรียกกระดาษชนิดนี้ว่า กระดาษปาปิรุส นักประวัติศาสตร์เชื่อว่ามีการใช้งานกระดาษปาปิรุสตั้งแต่ปฐมราชวงศ์ของอียิปต์ (ราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล)



ผู้คนสมัยในโบราณจะใช้วัสดุต่างๆ หลากหลายเพื่อการบันทึก ทั้งแผ่นโลหะ ใบลาน เปลือกไม้ แม้กระทั่งหิน และเมื่อราว ค.ศ. 105 สมัยพระเจ้าจักรพรรดิโฮตี่ ชาวจีนได้ประดิษฐ์กระดาษโดยชาวเมืองลีบางชื่อว่า ไซลุง (Ts’ai’Lung) ใช้เปลือกไม้เศษมาต้มจนได้เยื่อกระดาษและมาเกลี่ยบนตระแกรงปล่อยให้แห้งและหลังจากนั้นวิธีผลิตกระดาษเช่นนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว


กระดาษ ถูกนำจากประเทศจีนสู่โลกมุสลิมผ่านสงครามทัลลัส (Tallas) ในปี ค.ศ. 751 ที่กองทัพจีนรบกับกองทัพมุสลิม เชลยศึกชาวจีน 2 คนได้เปิดเผยวิธีการทำกระดาษแก่ชาวมุสลิมและได้รับการปล่อยตัวไป จากนั้นมุสลิมได้ทำให้การทำกระดาษเปลี่ยนจากศิลปะไปเป็นอุตสาหกรรมกระดาษ ทำให้มีการพัฒนาการศึกษาในโลกมุสลิมอย่างกว้างขวาง มุสลิมในสมัยกลางจึงเจริญก้าวหน้าด้านศิลปวิทยาการที่สุดในโลก



ประวัติการใช้กระดาษในประเทศไทยไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ประเทศไทยมีกระดาษที่เรียกว่า สมุดไทย ผลิตจากเยื่อไม้ทุบละเอียด ต้มจนเปื่อย ใส่แป้งเพื่อให้เนื้อกระดาษมีความเหนียว แล้วนำไปใส่ในกระบะเล็กๆ ปล่อยไว้จนแห้ง จากนั้นลอกออกมาเป็นแผ่น พับทบไปมาจนตลอดความยาว จึงได้เป็นเล่มสมุด ที่เรียกว่า สมุดไทยขาว หากต้องการ สมุดไทยดำ ก็จะผสมผงถ่านในขั้นตอนการผลิต

เนื่องจากกระดาษจัดเป็นวัสดุสิ้นเปลือง ในปัจจุบัน จึงมีการสนับสนุนให้นำกระดาษกลับมาใช้อีก (Reuse) เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์นำมาพับถุงกระดาษ กระดาษสำหรับเขียนแม้ใช้แล้วทั้งสองหน้า ก็สามารถนำไปพิมพ์อักษรเบรลล์สำหรับคนตาบอดได้ เมื่อหมดสภาพแล้ว ก็นำไปเข้าโรงงานแปรรูปเป็นสินค้าประเภทลังกระดาษ ได้อีก


ที่มา https://www.longmaadoo.com/ 
 

“วิชาลดภาวะซึมเศร้า” โปรแกรมเพื่อสร้างสุขภาพจิตที่ดีในยุคปัจจุบัน

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้จำนวนผู้เรียนมีภาวะสุขภาพจิตแย่ลง โดยผลสำรวจของยูนิเซฟ (UNICEF) และกรมสุขภาพจิตของไทยที่สำรวจเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 183,974 คน พบว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าสูงถึง 32% ประกอบกับการเรียนการสอนออนไลน์ในปัจจุบันมีหลายวิชาที่เพิ่มความเครียดให้กับผู้เรียน เพราะมีภาระงานที่มากและเนื้อหาที่หนัก ทำให้ในหนึ่งวันผู้เรียนต้องใช้สมองในการเรียนรู้กับวิชาต่าง ๆ แทบไม่มีเวลาหยุดพัก จนหลงลืมการดูแลสุขภาพของ “จิตใจ” ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของคนเรา จะเป็นไปได้หรือไม่หากจะมีวิชาที่ช่วยเยียวยาและสอนให้ผู้เรียนรู้จักดูแล “จิตใจ” ของตนเอง
.
โรงเรียนบางแห่งมีการพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์กับยุคสมัยมากขึ้น โดยมีการออกแบบหลักสูตรและเพิ่มรายวิชาเลือกที่หลากหลาย เช่น วิชารู้เท่าทันสื่อ วิชารู้ทันการเงิน และวิชาการพัฒนาบุคลิกภาพ ฯลฯ อย่างไรก็ตามวิชาเหล่านี้เป็นการเปิดแนวทางการเรียนรู้ของคนยุคใหม่ เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ แต่เป็นการเรียนเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิตและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง


วิชาต่าง ๆ ล้วนมีส่วนในการพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียน “คิดเป็น” อย่างไรก็ตามการพัฒนาเพียงความคิดอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะปัญหาในชีวิตของผู้เรียน โดยเฉพาะในช่วงนี้ก็คือ ปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้น ผู้เขียนจึงอยากสนับสนุนให้โรงเรียนหันมาสนใจปัญหานี้ผ่านการพัฒนาวิชาเรียน โปรแกรมสนับสนุน หรือกิจกรรมอื่นที่เหมาะสมกับบริบทที่หลากหลาย ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างแนวทางการดูแลและบำบัดจิตใจของผู้เรียนในประเทศสหรัฐอเมริกา 2 โปรแกรมหลัก ดังนี้
.
1. โปรแกรมการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ เนื่องจากทั้งสังคมและอารมณ์มีความเกี่ยวข้องกัน ดังนั้นการสอนเกี่ยวกับการดูแลและบำบัดสุขภาพจิตได้ด้วยตนเองก็เปรียบเสมือนกับการสอนให้ผู้เรียนมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย ก่อนที่โรงเรียนในสหรัฐอเมริกาจะมีโปรแกรมดังกล่าวเข้ามาในหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน ทางโรงเรียนได้จัดทักษะที่เกี่ยวข้องให้กับบุคลากร รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่อยู่ในโรงเรียนด้วย โรงเรียนได้จัดโปรแกรมนี้ให้กับผู้เรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาผ่านการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างกันตามพฤติกรรมที่แสดงออกตามช่วงวัย ยกตัวอย่าง ในระดับประถมศึกษาก็จะมีการสอนเกี่ยวกับการระบุและการจัดการความรู้สึกเชิงลบ การนั่งสมาธิแล้วกำหนดลมหายใจเข้า – ออก
.
2. โปรแกรม TRAILS คือ โปรแกรมสำหรับช่วยลดภาวะซึมเศร้าและช่วยพัฒนาทักษะด้านการเผชิญปัญหาชีวิตของผู้เรียน โดย TRAILS เป็นศูนย์บริการทางสุขภาพที่คอยให้บริการเกี่ยวกับสุขภาพจิตทั้งผู้เรียนและบุคลากรในโรงเรียน โดยมีแนวทางการดำเนินการ 3 ระดับดังนี้
ระดับที่ 1 การศึกษาและการให้ความรู้อย่างครอบคลุมทั้งผู้เรียนและบุคลากรในโรงเรียน เนื่องจากหากทุกคนในโรงเรียนมีสุขภาพจิตที่ดี ก็จะเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขด้วย โดยทางโรงเรียนจะการจัดการเรียนการสอน เรื่องการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (SEL) ควบคู่กับการเรียนรู้วิชาการทั่วไป โดยเน้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
ระดับที่ 2 การเข้าไปช่วยเหลือในเบื้องต้น สำหรับผู้เรียนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสุขภาพจิต เป็นการบำบัดพฤติกรรม (CBT) และสติด้วยการฝึกอบรม และเสริมด้วยการใช้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญ
ระดับที่ 3 การจัดการความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย สำหรับผู้เรียนที่อยู่ในภาวะวิกฤต เป็นการประสานงานด้านการดูแลระหว่างโรงเรียน ครอบครัว หน่วยงานด้านสุขภาพจิตชุมชน และโรงพยาบาล มีการใช้เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายให้กับผู้เรียนขั้นวิกฤตทุกคน 


จากโปรแกรมทั้ง 2 โปรแกรมล้วนมีวัตถุประสงค์เหมือนกัน คือช่วยผู้เรียนดูแล บำบัด และส่งเสริมสุขภาพจิตซึ่งสำคัญต่อการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือต้องสอนให้ผู้เรียนเข้าใจอารมณ์ของตัวเองเสียก่อน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการเลือกวิธีดูแล บำบัด และส่งเสริมได้อย่างตรงจุด อย่างไรก็ตาม โรงเรียนควรเริ่มต้นด้วยการดูแลและบำบัดสุขภาพของครู รวมทั้งบุคลากรในโรงเรียน เพื่อเป็นหลักในการนำวิธีดำเนินการมาประยุกต์กับผู้เรียน ดังนั้น หากมีวิชาว่าด้วย “จิตใจ” ก็จะสามารถตอบโจทย์พัฒนาผู้เรียนให้ “เก่ง ดี มีสุข” ได้อย่างแท้จริง


ที่มา https://www.educathai.com/knowledge/articles/589 
 

“Mr. และ Mrs.” รู้กันไหม ? ว่าสองคำนี้มาจากไหน ?

Mister และ Missus (Missis) คือการย่อคำให้เป็น Mr. และ Mrs. ซึ่งเป็นคำที่ดูเหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับ ทั้งชายและหญิง Mr. และ Mrs. ถือเป็นคำสรรพนามที่ใช้เรียกแทนผู้คนมาอย่างยาวนาน เคยสงสัยไหมว่า ทั้งสองคำนี้มีที่มาจากไหน? 
.
Mister แปรเปลี่ยนมาจากคำว่า Master ซึ่งมาคำภาษาอังกฤษแบบเก่าแก่ “Maegester” ความหมายคือ “มีอำนาจควบคุม” ใช้เรียกคนที่อยู่ภายใต้อำนาจของอัศวินในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 “Mister” จึงกลายมาเป็นคำเรียกให้เกียรติ ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษ กล่าวกับบุรุษที่มีฐานะทางสังคมสูงกว่า ส่วนข้าทาสในบ้านของชาวอังกฤษมักใช้ชื่อของสมาชิกคนโตในครอบครัว ซึ่งในปัจจุบันไม่ใช้กันแล้ว
.
Mrs. ย่อมาจากภาษาอังกฤษในยุคกลาง “Maistresse” ใช้เรียกครูผู้หญิงหรือครูผู้หญิงซึ่งรับจ้างอบรมบุตรตามบ้านผู้ดี และคำว่า Mistress เลิกใช้ประมาณปลายศตวรรษที่ 14 แต่อย่างไรก็ตามการออกเสียงยังคงเหมือนเดิม โดยในช่วงศตวรรษที่ 15 ถูกพัฒนาเป็นคำเสื่อมเสียที่ใช้กับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เมื่อต้นศตวรรษที่ 17 Mr., Mrs. ,Ms. และ Miss ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของภาษาอังกฤษ
.
แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องใช้ Mrs.??? ถ้าอ้างอิงตาม Emily Post Institute จะพบว่า Mrs.(อ่านว่า มีซซิซ) เป็นคำที่ใช้เรียกผู้หญิงที่แต่งงานแล้วส่วน Ms.(อ่านว่า “มิส” เช่นเดียวกัน แต่ออกเสียงท้ายคำเป็นตัว z (miz) ) เป็นคำเรียกที่เหมาะสมในการใช้เรียกผู้หญิงโดยไม่คำนึงสถานะสมรส ซึ่งเป็นคำเรียกที่ช่วยลดการคาดเดาลงได้ Miss ใช้เรียกผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งอาจเป็นเด็กหญิงที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ก็ได้
.
แล้วคำเรียก Mx. คืออะไร? Mx. (อ่านว่า มิกซ์) บางก็ระบุคำเต็ม ๆ ว่า Mixter คือคำนำหน้าบุคคลแบบไม่ระบุเพศ ไม่สนใจหรือไม่อยากจะระบุว่าเป็นผู้ชายผู้หญิงหรืออะไร ตัว M ใช้ตามธรรมเนียมคำนำหน้านามทั่วไป ส่วน x มาจากค่า “ไม่รู้ (unknown)” แบบค่า x ในทางคณิตศาสตร์ ปัจจุบัน Mx. กลายเป็นคำศัพท์อย่างเป็นทางการโดยถูกบรรจุไว้ในพจนานุกรม Oxford English Dictionary แล้วเป็นคำที่ใช้เรียกสำหรับคนที่แปลงเพศแล้วนั่นเอง


ที่มา https://www.dictionary.com/e/mr-mrs/ 
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top