Tuesday, 6 December 2022
TRENDING

“สถานีกลันตัน-สถานีมักกะสัน” คลายข้อสงสัยชื่อสถานี ทำไม ? ไปตั้งชื่อเหมือนรัฐเพื่อนบ้าน

“สถานีกลันตัน - สถานีมักกะสัน” ชื่อนี้มีที่มา
.
ตอนนี้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าใน กทม. หลายสาย เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ที่มีชื่อสถานที่น่าสนใจสถานีหนึ่ง คือ “สถานีกลันตัน” ที่มีชื่อสถานีดันไปเหมือนกับชื่อรัฐหนึ่งในมาเลเซีย นั่นคือ  “รัฐกลันตัน” หลายคนสงสัยว่าเป็นความบังเอิญหรือเปล่า ที่จริงไม่ได้เป็นความบังเอิญ แต่ชื่อ “สถานีกลันตัน” กับ “รัฐกลันตัน” มีความเกี่ยวข้องในแง่ประวัติศาสตร์จริง ๆ 
.
สยามในอดีตและปัจจุบันมีหลายชาติพันธุ์ และในกรุงเทพฯ เองก็มีหลายชุมชนของหลากหลายชาติพันธุ์ เช่น ชุมชนชาวญวน ชาวลาว ชาวเขมร ชาวโปรตุเกส ชาวมลายู ฯลฯ ที่จะพูดถึง คือ “ชุมชนชาวมลายู” ซึ่งมาจากการเทครัวในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ - ๓ แล้วมาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ เช่น ชุมชนบ้านแขก ชุมชน ชุมชนมุสลิมมหานาค ชุมชนมุสลิมพระประแดง มุสลิมย่านรามคำแหง มุสลิมคลองแสนแสบ ฯลฯ 
.
ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ - ๓ เกิดสงครามกับหัวเมืองมลายูขึ้นหลายครั้ง และเมื่อมีการทำสงครามสิ่งหนึ่งที่แถบอุษาคเนย์มักจะทำ คือ “การเทครัว (กวาดต้อนเชลยศึก)” เพราะสมัยนั้นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด คือ “คน” ช่วงเวลานั้นจึงมีการกวาดต้อนเชลยศึกชาวมลายูมายังกรุงเทพฯ และไม่ได้มาพร้อมกันแต่มาหลายรอบ
.
สมัยรัชกาลที่ ๑ ปี ๒๓๒๙ กวาดต้อนเชลยศึกชาวปัตตานี (ปัจจุบันอยู่แถวแยกบ้านแขก และพระประแดง)
สมัยรัชกาลที่ ๒ ปี ๒๓๖๔ กวาดต้อนเชลยศึกชาวปัตตานีและชาวไทรบุรี (เคดะห์) 
สมัยรัชกาลที่ ๓ ปี ๒๓๘๑ กวาดต้อนเชลยศึกชาวกลันตัน ตรังกานู และหัวเมืองปักษ์ใต้อื่น ๆ
.
“ชาวกลันตัน” ที่ถูกกวาดต้นมานี้ ไม่ได้มาจากเมืองกลันตันแต่อย่างใด แต่มาจากเมืองปัตตานี เพราะสมัยนั้นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองเมืองปัตตานี คือ “ราชวงศ์กลันตัน” จึงมีชาวกลันตันที่อาศัยอยู่ในเมืองปัตตานีด้วย
.
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ มีการขุดคลองแสนแสบ เพื่อเป็นเส้นทางกองทัพไปรบกับญวน ยังได้มีการขุดคลองเพื่อเชื่อมคลองแสนแสบกับคลองพระโขนงโดยแรงงานชาวมลายูและคนกลันตันทางใต้ของสยาม จึงได้ตั้งชื่อคลองว่า “คลองกลันตัน” ภายหลังเรียกให้สั้นลงเหลือเพียง “คลองตัน”
.
และอีกชื่อสถานีหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ “สถานีมักกะสัน” ที่ตั้งตามย่านมักกะสัน คำว่า “มักกะสัน” นี้มีมานานตั้งแต่สมัยอยุธยา เพี้ยนจากชื่อ “หมู่เกาะมากัสซาร์ (Makassar)” ในประเทศอินโดนีเซีย แต่คนที่ถูกเรียกว่า “แขกมักกะสัน” มีทั้งมาจากเกาะมากัสซาร์และเกาะซูลาเวซี (เซเลบีส)
.
คนไทยเรียกกันว่า “แขกมักกะสัน” เป็นเรื่องลือลั่นอยู่ในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพวกแขกจากเกาะเซเลบีส หรือ ซูลาเวซี ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนารายณ์ เกิดความคับแค้นใจจากพวกฝรั่งที่มีอิทธิพลในยุคนั้น จึงวางแผนจะชิงอำนาจสำเร็จโทษสมเด็จพระนารายณ์ แล้วบังคับพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ให้นับถือศาสนาเดียวกับตน พวกมากาซามีกริชคนละเล่มเป็นอาวุธประจำกาย แต่ฆ่าพวกฝรั่งและไทยที่ถือปืนไปเป็นจำนวนมาก ด้วยความอำมหิตผิดมนุษย์ ไม่กลัวแม้ความตาย
.
“กบฏมักกะสัน” นับเป็นเหตุการณ์โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ทั้งไทยและฝรั่งต่างไม่คาดคิดว่า พวกมักกะสันจะบ้าเลือดอำมหิตถึงเพียงนั้น และยอมตายแต่ไม่ยอมให้จับเป็น 
.
ย่านประตูน้ำใกล้ดินแดงเป็นชุมชนพวก “แขกมักกะสัน” อยู่อาศัยมาก่อน คนจึงเรียกว่า “มักกะสัน” สมัยรัชกาลที่ ๕ เคยให้เรียกว่า “บางกะสัน” แต่ไม่มีใครนิยมเรียก


ที่มา https://www.facebook.com/boraan.th/posts/3140895689497903 
 

“สโตนเฮนจ์” กับข้อสรุปล่าสุด คือปฏิทินสุริยคติ ขนาดยักษ์

สโตนเฮนจ์คือปฏิทินสุริยคติขนาดยักษ์ และตอนนี้นักวิทยาศาสตร์รู้แล้วว่ามันทำงานอย่างไร ? 
.
นักโบราณคดีเชื่อกันมานานแล้วว่า สโตนเฮนจ์ อนุสรณ์สถานหินยุคก่อนประวัติศาสตร์ขนาดใหญที่อยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นปฏิทินสุริยคติโบราณมาอย่างยาวนาน เนื่องจากมันสอดคล้องกับวันครีษมายัน (วันที่มีช่วงกลางวันยาวนานที่สุด) ทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว
.
แต่ไม่มีใครทราบว่าทำงานอย่างไร จนในที่สุด ทิโมธี ดาร์วิลล์ (Timothy Darvill) ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีที่มหาวิทยาลัย Bournemouth ในสหราชอาณาจักรเชื่อว่าพบวิธีการดังกล่าวแล้ว
.
"นักวิชาการได้เห็นมานานแล้วในองค์ประกอบอันน่าเกรงขามของสโตนเฮนจ์สำหรับการคำนวณเวลาก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นปฏิทินยุคหินใหม่ อย่างไรก็ตาม ปฏิทินดังกล่าวทำงานอย่างไรยังคงไม่ชัดเจน" ศ. ดาร์วิลล์ กล่าว
.
เขาเชื่อว่าคำตอบคือการเพิ่มตัวเลขเข้าไปในสโตนเฮนจ์ “30, 5 และ 4 เป็นตัวเลขที่น่าสนใจในแง่ของปฏิทิน” ดาร์วิลล์กล่าว “เสา 30 ตัวที่อยู่รอบวงแหวนซาร์เซนหลักที่สโตนเฮนจ์เข้ากันได้ดีกับวันต่างๆ ของเดือน” เขาอธิบายและเสริมว่า “คูณมันด้วย 12 แล้วคุณจะได้ 360 เพิ่มอีก 5 จากไตรลิธตอนกลาง คุณจะได้ 365”
.
ซาร์เซน (Sarsen) คือหินรอบนอกที่นอนอยู่บนหินสองก้อนที่ค้ำอยู่ มีที่หมด 30 ก้อนวางเรียงเป็นวงกลม ในขณะที่ไตรลิธตอน (Trilithons) คือก้อนหิน 10 ก้อนที่วางคู่กันกลายเป็น 5 คู่ในวงกลมด้านใน
.
นอกจากนี้ยังมีหินอีก 4 ก้อนด้านนอกที่วางเป็นรูปสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ครอบวงกลมสโตนเฮนจ์ไว้ที่เรียกว่า สถานีหิน (Station Stone) เพื่อรองรับการเพิ่มวันอธิกสุรทิน (ปีที่มีการเพิ่มอีกหนึ่งวัน)
.
“เป็นปฏิทินถาวรที่ปรับเทียบใหม่ทุกคราวที่ดวงอาทิตย์ตกในฤดูหนาว” เขากล่าว สิ่งนี้ทำให้คนโบราณที่อาศัยอยู่ใกล้กับสโตนเฮนจ์ในเมืองวิลต์เชียร์ ประเทศอังกฤษ สามารถติดตามวัน เดือน และฤดูกาลของปีได้
.
ปฏิทินสุริยคติได้รับการพัฒนาขึ้นในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล และถูกนำมาใช้ในอียิปต์เป็นปฏิทินพลเรือนเมื่อประมาณ 2700 ปีก่อนคริสตกาล จากนั้นก็ใช้กันอย่างแพร่หลายประมาณ 2600 ปีก่อนคริสตกาล
.
ดาร์วิลล์ไม่แน่ใจว่าปฏิทินสุริยคตินี้พัฒนาขึ้นอย่างไรและทำไม บางทีปฏิทินสุริยคติอาจเดินทางมายังสหราชอาณาจักรผ่านเส้นทางการค้าทางไกล นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าผู้คนในสหราชอาณาจักรพัฒนาปฏิทินสุริยคติขึ้นมาเองโดยปราศจากความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่คล้ายคลึงกันในตะวันออกกลาง


ที่มา https://www.facebook.com/NationalGeographicThailand/posts/10166796290645038 
 

“โอปุสเดอี” คณะนักบวชแห่งกางเขนศักดิ์สิทธิ์ ผู้ดำเนินงานของพระเจ้า

"โอปุส เดอี" เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น จากหนังสือนวนิยายขายดีเรื่อง "ดาวินชี โคด" ของแดน บราวน์ แต่องค์การคาทอลิกอนุรักษ์นิยมแห่งนี้ มีอิทธิพลมากน้อยแค่ไหนในการประชุมลับของบรรดาพระคาร์ดินัล เพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ
.
ในจำนวนพระคาร์ดินัล 115 คน ที่จะใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งโป๊ป ระหว่างการประชุมลับอาจมีเพียง 2 - 3 คนเท่านั้นที่นับเป็นสมาชิกของโอปุส เดอี
.
แต่องค์การแห่งนี้ที่ปัจจุบันมีศิษยานุศิษย์กว่า 80,000 – 90,000 คนทั่วโลก และได้รับสมญานามในสเปน ประเทศซึ่งเป็นที่กำเนิดของโอปุส เดอี เมื่อปี 1928 ว่าเป็น "ออคโตปุส (ปลาหมึก) ของพระเจ้า" ก็มีข้อได้เปรียบอันสำคัญยิ่ง
.
ในอดีต โอปุส เดอี สามารถเข้าถึงพระสันตปาปาจอห์นปอลที่ 2 ได้อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ อีกทั้งได้รับความสนับสนุนและการส่งเสริมจากพระคาร์ดินัลทรงอิทธิพลจำนวนมาก รวมทั้งคาร์ดินัลกามิลโล รุยนี ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดูแลสังฆมณฑลโรม ซึ่งเห็นกันว่าจะเป็นตัวเก็งสำคัญคนหนึ่งในขณะนั้นที่จะได้เป็นโป๊ปองค์ต่อไป
.
ที่สำคัญ รุยนี คือผู้เริ่มกระบวนการเพื่อนำไปสู่การประกาศให้ บิช็อป อัลบาโร เดล ปอร์ติโญ ผู้นำคนที่สองขององค์การโอปุส เดอี เป็นนักบุญ
.
สำหรับ โฆเซมาเรีย เอสครีบา เดอ บาลาเกร์ ผู้ก่อตั้งโอปุส เดอี โป๊ปจอห์นปอลที่ 2 ได้ประกาศให้เป็นนักบุญเมื่อปี 2002 หรือ 27 ปีหลังจากที่เขาสิ้นชีวิต ซึ่งตามธรรมเนียมคาทอลิกแล้วถือว่าเป็นการพิจารณาให้อย่างรวดเร็วผิดธรรมดา นอกจากนั้นในพิธีเฉลิมฉลองการประกาศเป็นนักบุญที่วาติกัน ยังมีคาร์ดินัลเข้าร่วมด้วยกว่า 40 คน
.
พระสันตปาปาผู้ล่วงลับ ได้ส่งเสริมกลุ่มคาทอลิกอนุรักษ์นิยมอยู่หลายกลุ่ม อาทิ เดอะ ดีเจียน ออฟ ไครสต์ และขบวนการ คอมมิวเนียน แอนด์ ลิเบอเรชั่น ทว่าพระองค์ทรงพอพระทัยย่างยิ่งกับโอปุส เดอี ถึงขั้นประกาศให้ฐานะความเป็นสังฆมณฑลส่วนพระองค์แก่องค์การนี้ อันหมายถึงโอปุส เดอีสามารถที่จะดำเนินงานที่ใดก็ได้ในโลก โดยอยู่นอกการควบคุมของบิช็อปในท้องถิ่น แต่รับผิดชอบตรงต่อสำนักวาติกัน
.
ในปี 1998 โป๊ปยังได้ประกาศยกฐานะโรงเรียนเทววิทยาของโอปุส เดอี ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโรม ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในพระสันตปาปา ทำให้สถาบันการศึกษาแห่งนี้อยู่ในระดับเดียวกันกับมหาวิทยาลัยลือชื่ออย่างมหาวิทยาลัยเกรกอเรียน ซึ่งบริหารโดยนิกายเจซูอิตที่เป็นคู่แข่งของโอปุส เดอี
.

สัญญาณของการยอมรับและสนับสนุนเหล่านี้ ทำให้โอปุส เดอี ยิ่งมีอำนาจบารมีที่จะต่อสู้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าองค์การนี้เป็นคริสตจักรอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ซึ่งซ้อนซ่อนอยู่ภายในคริสตจักรคาทอลิกอีกชั้นหนึ่ง โดยทำตัวลึกลับและคอยบงการชักใย
.
อีกทั้งก่อให้เกิดความแตกแยก นอกจากนั้นยังมีการยกย่องเชิดชูผู้ก่อตั้งจนเข้าลักษณะเป็นการสร้างลัทธิบูชาบุคคลอันเข้มงวดกวดขัน ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่นั้นมาจากนิกายและกลุ่มอื่นๆ ภายในคริสตจักรคาทอลิกที่มีหัวอนุรักษ์นิยมน้อยกว่า
.
พระและฆราวาสที่เป็นสมาชิกวงในของโอปุส เดอีจำนวนมาก ได้ครองตำแหน่งสูงๆ ในระบบราชการของสำนักวาติกัน ทั้งนี้รวมถึง โจอาควิน นาวาร์โร-วัลส์ ที่เป็นถึงหัวหน้าโฆษกสำนักวาติกันในขณะนั้น
.
อีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลคือ พระคาร์ดินัลที่เป็นสมาชิกโอปุส เดอี อย่าง จูเลียน เฮอร์แรนซ์ (อีกคนหนึ่งคือ ฮวน ลุยส์ ซิเปรียเน ธอร์เน แห่งเปรู) เป็นที่ทราบกันว่าชอบเชื้อเชิญพระผู้ใหญ่ดูแลสังฆมณฑลต่าง ๆ ไปปรึกษาหารือกันที่คฤหาสน์แห่งหนึ่งในกรุงโรม ซึ่งองค์การแห่งนี้เป็นเจ้าของ
.
สมาชิกส่วนใหญ่ของแวดวงใกล้ชิดที่สุดกับโป๊ปจอห์นปอลที่ 2 ตลอดจนบิช็อปผู้รับผิดชอบสังฆมณฑลที่เป็นเมืองระดับมหานครจำนวนมาก ก็ล้วนมีความเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับโอปุส เดอี จนผู้สังเกตการณ์บางคนบอกว่า องค์การนี้เป็นกลุ่มเดียวที่มีการจัดตั้งอย่างดีและทรงอำนาจพอที่จะส่งอิทธิพลสำคัญในการประชุมลับของพระคาร์ดินัล
.
และในขณะนั้น สำนักวาติกันได้มอบหมายให้พระคาร์ดินัล ตาร์ชิซิโอ แบร์โตเน อาร์คบิช็อปแห่งเจนัว รับหน้าที่ในการต่อสู้กับความคิดนอกรีตต่างๆ ซึ่งปรากฏอยู่ในนวนิยาย "ดาวินชี โคด" ทั้งนี้ในหนังสือเล่มนี้ได้ผูกเรื่องให้บิช็อปโอปุส เดอีผู้หนึ่ง สั่งการให้นักบวช (monk) โอปุส เดลี ไปกระทำฆาตกรรม แม้ความจริงแล้วองค์การนี้มิได้มีนักบวชประเภทนี้แต่อย่างใด
.
แน่นอนว่า นวนิยายระทึกขวัญยอดฮิตเรื่องนี้ ทำให้ผู้คนทราบถึงองค์การนี้เพิ่มขึ้นมาก ทว่าหนังสือเล่มอื่นๆ อาทิ "บิยอนด์ เดอะ เธรสโชลด์" ของ มาเรีย เดล การ์เมน ตาเปีย ซึ่งบอกว่าเธอเป็นเลขานุการของบลาเกรย์ ผู้ก่อตั้งโอปุส เดอี ก็อ้างว่าให้ข้อมูลอันถูกต้องยิ่งกว่า เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตภายในองค์การ
.
ส่วนใครจะเชื่อใคร มากน้อยแค่ไหน ก็คงต้องพึ่งวิจารณญาณของแต่ละท่าน


ที่มา https://mgronline.com/around/detail/9480000049622 
 

หม้อไฟฟ้าอเนกประสงค์ ทอด ผัด อุ่น ตุ๋น ต้ม นึ่ง ให้คุณอิ่มอร่อยได้ทุกเมนู

ตั้งแต่ขึ้นมหาลัยแล้วพอย้ายมาอยู่หอ ที่หอก็ไม่ให้เอาแก๊สขึ้นบนห้อง แต่พิมเป็นคนที่ติดการทำกับข้าวกินเองมากกก เพราะจะซื้อกินทุกวันก็ไม่ไหวทุกวันนี้กับข้าวกับปลาแพงขึ้นมาก ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย เลยไปเจอไอเท็มเด็ดที่ดือมากก นี่เลย หม้อไฟฟ้าอเนกประสงค์ ที่เด็กหออย่างเราต้องมี!!

ตัวนี้เป็นหม้ออเนกประสงค์ สารพัดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น ทอด ผัด อุ่น ตุ๋น ต้ม นึ่ง ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปพกพาสะดวกมาก เผื่อจะใช้ตอนไปต่างจังหวัดก็พกง่ายสุดๆ ขนาด 22 cm.



ตัวนี้จะสามารถปรับไฟได้ถึง 2 ระดับ มีระดับ 400 วัตต์ และ 800 วัตต์ แล้วแต่ว่าเราจะทำอาหารอะไรเราก็ปรับไฟตามนั้นเลย ส่วนประกอบก็คือดีปลอดภัยมาก เคลือบเทปล่อนไม่ติด
กระทะด้วยนะปังมากก



เวลาดึกๆ ร้านชาบูปิดหมดแล้วก็นี่เลยตัวนี้สามารถหุงข้าวและทำชาบูได้ด้วยนะ ดีมากกกกกส่วนเวลาทำความสะอาดล้างได้ปกติเลยทำความสะอาดขัดๆ ถูๆ ไม่ต้องกลัวน้ำเข้าเลย สะดวกสบายขนาดนี้จะไม่มีไม่ได้แล้วนะ ราคาก็ย่อมเยาสบายกระเป๋าสุดๆ บอกเลย 



ราคา : 179 บาท พิกัด Shopee : https://shope.ee/A9dO6qNyJk 

 

 


รีวิวโดย พิม THE STUDY TIMES 
 

9 Ways Tutoring Can Help Your Child Succeed

Tutoring programs can help your child develop study and learning skills that will help set up your child for success for their entire life. There are many advantages of tutoring services
.
1) Customized, one-on-one learning: Your child receives an individualized learning experience they can’t always get in a classroom setting or online. Tutors can customize the lessons and activities specifically for your child because the tutor gets to know their learning style and can adapt teaching methods accordingly. Basically, they act as your child’s own private teacher!
.
2) Improves Academics and Attitudes: Tutoring will prepare your child for tests and exams, while tutors work with your child on specific problem areas—whether it’s writing, math, language, or reading. Your child’s grades and understanding of the subject will significantly improve when working with a tutor. With constant encouragement and praise, your child will no longer feel overwhelmed or frustrated with school. When school struggles decrease, learning becomes fun again!
.
3) Encourages self-paced and self-directed learning: With tutoring, students learn to take the initiative with their school work. Your child will also learn how to control the learning pace, which helps reinforce independence and responsibility. They gain the ability to do school work on their own, without your help. Your child will realize their personal growth and will learn to take responsibility for their studies.
.
4) Improves self-esteem and confidence: Your child’s self-esteem and confidence will increase through tutoring by providing them with the resources and skills needed to excel in school.
.
5) Improves work and study habits: Through tutoring, students will learn work and study habits they will use for life. Study skills help prepare your child to achieve goals inside and outside of school successfully.
.
6) Positive work environment: Tutoring provides an environment free of distractions, with fewer students and disruptions around, so students can better focus on learning.
.
7) Encourages freedom to ask questions: At school, your child may not always feel comfortable asking questions in front of their classmates. Tutoring will help teach them to be comfortable asking questions, big or small, without feeling self-conscious.
.
8) Improves social and behavioural skills: tutoring services will help your child become a better communicator, form better relationships with peers, and make more positive social and behavioural adjustments.
.
9) Prepares your child for college and university: Students heading off to post-secondary education will learn how to create study plans, develop advanced study skills, and learn superior time management skills. There are numerous benefits of tutoring in university, including reinforcement of existing knowledge and gaining a better understanding of a field of study.


From: https://www.oxfordlearning.com/how-tutoring-can-help-your-child/?fbclid=IwAR1lA1OejJjZnuAMwtUMS9hskapUbRm3bYnGLgn6cHjEy3N28UQStN99xqc 
 

ปลาสลิดบางบ่อ ทำไม ? ต้องบางบ่อ ไปบางอื่นไม่ได้หรือ ?

หากพูดถึงปลาสลิดแน่นอนว่าปลาสลิดที่ขึ้นชื่อหรือมีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทยของเราก็คือปลาสลิดบางบ่อ ในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วทำไมปลาสลิดในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ถึงมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากและได้รับความนิยม โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาไขเคล็ดลับและหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน
.
ปลาสลิดบางบ่อ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปลาสลิดตากแห้ง หรือปลาสลิดแดดเดียว ซึ่งเนื้อปลาจะไม่มีกลิ่นโคลน หรือกลิ่นเหม็น รวมถึงตัวปลาที่มีขนาดใหญ่น่ารับประทาน ไม่ว่าใครที่เดินทางผ่านไปผ่านมาเป็นต้องแวะซื้อติดไม้ติดมือกันกลับบ้าน สาเหตุที่ทำให้ปลาสลิดบางบ่อ ในจังหวัดสมุทรปราการเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน ก็อย่างที่บอกว่าเป็นปลาสลิดที่มีตัวโต เนื้อแน่น รวมถึงมีการหมักเกลือหรือฝัดเกลือ ซึ่งเป็นเรือโบราณสูตรลับเฉพาะของชาวอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ทำให้ปลาสลิดมีความเค็มกำลังดี เมื่อทอดแล้วกรอบอร่อย เนื้อไม่ยุ่ย และไม่มีกลิ่นเหม็น
.
ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ปลาสลิดในอำเภอบางบ่อมีตัวโต และเนื้อแน่นนั้น อันเนื่องมาจากสภาพภูมิศาสตร์หรือระบบนิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์ ชาวอำเภอบางบ่อนิยมเลี้ยงปลาสลิดไว้ในบ่อธรรมชาติ บ่อดินหรือบ่อข้างนา นอกจากจะเป็นการประหยัดต้นทุนแล้ว ยังทำให้ปลาสลิดได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นพืชน้ำ สาหร่าย แพลงก์ตอนและสารอาหารอื่นๆ จึงทำให้ปลาสลิดมีตัวโตเนื้อแน่นและเป็นที่ต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม บ่อธรรมชาติส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีการฟันหญ้ารอบบ่อ เพื่อใส่ลงไปในบ่อ เป็นการหมักให้เกิดแพลงก์ตอนหรือสัตว์น้ำอื่นๆ ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติที่ปลาสลิดชอบ
.
รวมถึงการปล่อยพันธุ์ปลาหรือการเลี้ยงปลาสลิดแบบไม่หนาแน่น จะทำให้ปลาสลิดไม่แย่งสารอาหารกันและส่งผลให้ปลาสลิดมีความอุดมสมบูรณ์ตัวโตนั่นเอง การเลี้ยงปลาสลิดไว้ในบ่อธรรมชาติต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10-12 เดือน จึงจะได้ผลผลิตประมาณ 7-10 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม แม้จะเลี้ยงปลาสลิดไว้ในบ่อธรรมชาติ แต่ชาวประมงในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการส่วนใหญ่ก็จะมีการให้อาหารเสริมแก่ปลาสลิด โดยเฉพาะ 2 เดือนก่อนจับขาย จะช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 400-500 กิโลกรัมต่อไร่เลยทีเดียว
.
ทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปลาสลิดบางบ่อ ในอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ จึงเป็นที่นิยมของตลาดและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของการเพาะเลี้ยงปลาสลิด และการจำหน่ายปลาสลิดบางบ่อ ซึ่งปัจจัยหลักๆ แล้วก็มาจากสภาพภูมิศาสตร์และระบบนิเวศน์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ยิ่งเลี้ยงปลาสลิดไว้ในบ่อธรรมชาติก็จะทำให้ปลาสลิดมีตัวโตเนื้อแน่นมากยิ่งขึ้น


ที่มา https://northsquareoyster.com/ทำไมต้องปลาสลิดบางบ่อ-จ/ 
 

ปลาทูแม่กลอง ทำไม ? ต้องหน้างอ คอหัก แล้วมันอร่อยที่สุดเพราะอะไร ?

จะกินปลาทูให้อร่อย ก็ต้องกิน “ปลาทูหน้างอคอหัก” จากแม่กลอง
.
เป็นที่รู้จักกันดีกับ "ปลาทูแม่กลอง" จ.สมุทรสงคราม ที่เลื่องลือเรื่องปลาทูรสเลิศ เนื้อแน่น และมีความมัน ใส่เข่งมาในรูปแบบ “หน้างอคอหัก” ที่รสชาติของมันจะแตกต่างจากปลาทูที่อื่น จนกลายเป็นของดีประจำจังหวัดที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสุดยอดแห่งปลาทูเมืองไทย
.
หลายคนอาจสงสัยว่าเพราะเหตุใดปลาทูแม่กลองถึงมีความพิเศษ และรสชาติแตกต่างจากปลาทูที่อื่น คราวนี้เรามาเยือนเมืองแม่กลอง เพื่อมาค้นหาคำตอบว่า “ทำไมปลาทูแม่กลอง ถึงแตกต่างจากปลาทูในจังหวัดอื่น” แต่ก่อนที่จะไปรู้เบื้องลึกเบื้องหลังกันนั้น เราต้องมาทำความรู้จักกับปลาทูในบ้านเรากันเสียก่อน

ปลาทูในบ้านเรานั้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ปลาทูสั้น กับ ปลาทูยาว โดยปลาทูสั้น (หรือปลาทูแม่กลอง) เป็นปลาน้ำตื้น มีตัวอ้วนสั้น แบน เนื้อเยอะ เนื้อนุ่มแต่แน่น หวาน มัน หนังบาง ส่วนปลาทูยาว หรือที่มีชื่อเรียกกันหลากหลาย เช่น ปลารัง ปลายาว ปลาอินโด เป็นปลาน้ำลึก ตัวใหญ่ ยาว เนื้อแข็ง มันน้อย หนังหนา และรสชาติไม่อร่อยเท่าปลาทูสั้น
.
นอกจากนี้แล้วปลาทูในฝั่งอ่าวไทยบ้านเรา ยังมีการแบ่งออกเป็น 3 วงหรือ 3 กลุ่ม ตามเส้นทางการว่ายใช้ชีวิตของมันด้วย ซึ่งวงแรก จากหมู่เกาะอ่างทองสุราษฎร์ธานี ว่ายขึ้นมายังจังหวัดชุมพร ประจวบ เพชรบุรี แม่กลอง(อ่าว ก.ไก่) แล้ววนกลับลงไป วงที่สอง จากสุราษฎร์ ลงไปนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี แล้วออกไปยังประเทศมาเลเซีย และวงที่สาม เริ่มจากอ่าว ก.ไก่ ผ่านทะเลตะวันออกไปไปยังเขมร และต่อไปยังปลาแหลมญวน
.
สำหรับปลาทูแม่กลองนั้น เป็นปลาทูที่อยู่ในประเภทวงแรก โดยปลาทูกลุ่มนี้จะเกิดบริเวณหมู่เกาะอ่างทอง จากนั้นพอเริ่มโต (ในช่วงปลายฝน) จะว่ายเลาะเลียบชายฝั่งขึ้นมาทางทิศเหนือ ผ่านจังหวัดสุราษฎร์ฯ ชุมพร ประจวบฯ จนมาถึงบริเวณปากน้ำแม่กลอง โดยทะเลแม่กลองนั้นเป็นทะเลตม มีลักษณะน้ำตื้น มากไปด้วยตะกอน สารอาหาร แพลงตอน และเมื่อปลาทูโตเต็มตัวถึงวัยผสมพันธุ์ ตั้งท้อง มีไข่ ปลาทูกลุ่มนี้ก็ว่ายย้อนกลับไปวางไข่ที่หมู่เกาะอ่างทองอีกครั้ง จึงเป็นวงจรชีวิตของปลาทูในวงแรก
.
เมื่อปลาทูว่ายน้ำมาถึงเมืองแม่กลอง ชาวประมงจะใช้ “โป๊ะ” (เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน) ที่ทำจากไม้ไผ่ล้อมเป็นวงกลม มีแนวปีกเป็นทางล่อให้ปลาว่ายเข้าไป เมื่อปลาทูว่ายเข้ามาอยู่ในโป๊ะ ชาวประมงก็จะจับมันขึ้นมา การจับปลาด้วยโป๊ะแบบนี้ทำให้ปลาไม่ตกใจ และไม่เครียด ปลาที่จับได้จึงมีความสด และมีรสชาติหวาน มัน
.
แต่ในปัจจุบัน การจับปลาด้วยโป๊ะนั้นค่อยๆ ลดน้อยลงไป เนื่องจากชาวประมงหันมาใช้ “อวนติด” “อวนดำ”และ“อวนลาก”แทนการจับปลาแบบเดิม ซึ่งปลาทูที่ถูกจับด้วยอวนติดกับอวนลากนั้น รสชาติสู้ปลาทูที่จับด้วยโป๊ะไม่ได้ เนื่องจากตอนจับด้วยอวนจะทำให้ปลาไปเบียดทับกัน ทำให้ปลาตกใจ เกิดความเครียด ทำให้รสชาติที่ได้นั้นเทียบกับปลาที่จับด้วยโป๊ะไม่ได้
.
หลังจากได้รู้ถึงที่ไปที่มาของปลาทูแม่กลองกันไปแล้ว ก็ได้เวลาที่จะไปเรียนรู้กระบวนการทำ “ปลาทูหน้างอคอหัก” กันแล้ว เมื่อปลาทูที่ได้จากชาวประมงมาถึงฝั่ง โรงงานทำปลาทูนึ่งก็จะมารอรับปลาสดๆ กันที่ท่าเรือ จากนั้นก็นำไปเข้าสู่กระบวนการทำปลาทูนึ่ง โดยปลาที่มาถึงจะต้องทำการควักไส้ปลาออกก่อน จากนั้นนำปลาไปล้าง เมื่อล้างปลาแล้วก็นำปลาไปจุ่มในน้ำเกลือที่ได้ละลายไว้แล้ว
.
หลังจากเสร็จขั้นตอนนี้ ก็จะนำปลาทูไปเรียงใส่เข่ง ในขั้นตอนนี้เองโรงงานจะทำการหักคอปลา เพื่อที่จะใส่ไปในเข่งให้ได้พอดี โดยที่หางของปลาจะไม่โผล่ออกมานอกเข่ง (ที่มาของปลาทูหน้างอคอหัก) จากนั้นนำปลาทูที่เรียงใส่เข่งไว้ ไปต้มในน้ำเกลือที่ตั้งไฟทิ้งไว้จนเดือด ทิ้งไว้สักครู่แล้วนำขึ้นจากเตา เป็นอันเสร็จกระบวนการทำ พร้อมเรียงใส่ตะกร้าแล้วขายส่งต่อไป
.
สำหรับปลาทูที่ได้นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นปลาทูนึ่งเหมือนดั่งชื่อ หากแต่เป็น “ปลาทูต้ม” แทน รสชาติปลาที่ได้ก็จะหอม หวาน เนื้อแน่น มัน อร่อย จนทำให้หลายคนติดใจกันมานักต่อนัก ซึ่งปลาทูแม่กลองนั้นก็สามารถนำไปปรุงรสเป็นเมนูที่มากมาย ซึ่งหากมาเยือนแม่กลองแล้ว อย่าลืมมาลองลิ้ม “ปลาทูต้มมะดัน” ของเด็ดของดีของเมืองแม่กลอง


ที่มา https://mgronline.com/travel/detail/9570000142002 
 

10 ความแตกต่างที่เด็กเกาหลีเหนือ “มี” แต่เด็กประเทศอื่นๆ “ไม่มี”

ชีวิตประจำวันในเกาหลีเหนือไม่ใช่สิ่งที่ทั่วโลกจะเห็นได้บ่อยหรือได้รับรู้เรื่องราวมากนัก และโดยมากแล้วหากไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับท่านผู้นำหรือการเมือง น้อยครั้งที่เราจะได้เห็นความเป็นไปของการใช้ชีวิตในประเทศเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะเรื่องราวของเยาวชนและการเติบโตของเด็กๆ เหล่านั้น ทำให้บางครั้ง ผู้คนภายนอกก็เกิดความสงสัยว่าพวกเขาเติบโตขึ้นมาแบบไหน และจะเหมือนเด็กๆ จากส่วนอื่นๆ ของโลกหรือไม่
.
เว็บไซต์ Bright Side ได้พบคำตอบสำหรับคำถามนี้และรวบรวม 10 เรื่องจริงเกี่ยวกับเด็กๆ ในเกาหลีเหนือที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างพวกเขากับเด็กๆ ทั่วโลก
.
1. สถานะทางสังคม สิ่งแรกที่เด็กทารกแรกเกิดจะได้รับคือสถานะทางสังคมหรือที่เรียกว่า “songbun” ซึ่งรัฐบาลจะแบ่งพวกเขาออกเป็น 3 ประเภทคือ “ผู้ภักดี” “เป็นกลาง” และ “ต่อต้าน” รัฐบาลจะจัดประเภทของเด็กๆ จากพ่อแม่ของพวกเขา (ถ้าพ่อแม่เป็นผู้ภักดี ลูกก็จะเป็นผู้ภักดีด้วย) ซึ่งสถานะทางสังคมนี้จะเป็นตัวกำหนดสิทธิที่เด็กๆ จะได้รับ (การเข้าเรียน การทำงาน)



2. การศึกษา การศึกษาจะเริ่มต้นระดับอนุบาลตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ซึ่งพ่อแม่ของเด็กจะเป็นผู้ตัดสินใจให้ได้ว่าจะส่งลูกๆ เข้าไปเรียนหรือไม่ แต่เมื่ออายุครบ 5 ขวบ รัฐบาลกำหนดให้เด็กทุกคนต้องเข้าเรียน และจะต้องเข้าเรียนระดับอนุบาลอย่างน้อย 1 ปี ถึงจะเข้าเรียนชั้นประถมได้ (ไม่สามารถข้ามชั้นได้)
.
3. เด็กกำพร้า เด็กๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าในเกาหลีเหนือมีทั้งเด็กๆ ที่สูญเสียพ่อแม่ไปล้ว และเด็กๆ ที่พ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูได้นำมาฝากไว้ ซึ่งในกรณีที่มีการรับเด็กไปเลี้ยงและในภายหลังไม่มีเงินมากพอจะเลี้ยงดูได้ ก็สามารถส่งกลับมาให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าดูแลต่อได้



4. กิจกรรมและการเรียนการสอน มีการปลูกฝังความรักชาติเอาไว้ในกิจกรรมและการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ทั้งโปสเตอร์เกี่ยวกับการเมือง กิจกรรมให้เด็กๆ แต่งตัวเลียนแบบนักการเมืองในประเทศ และการทำพาเหรดทหารให้เด็กเล็กเข้าร่วมเพื่อให้เด็กๆ จดจำภาพที่ว่าตำรวจและทหารที่ได้รบเพื่อชาติคือความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่



5. การมีส่วนร่วม ที่เกาหลีเหนือ การให้เด็กๆ เข้าร่วมชมการประหารชีวิตเป็นเรื่องปกติแม้ในสายตาของคนทั่วไปจะดูเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมก็ตาม นอกจากนี้ บางครั้งเด็กๆ ยังร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้ถูกประหารชีวิตอีกด้วย



6. การทำงาน ที่นี่ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ต้องทำงานหนัก แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็ตาม เนื่องจากพวกเขาเป็นแรงงานในการเก็บเกี่ยวผลผลิต การปลูกพืชผล และการขุดเหมืองหรือก่อสร้าง ทำให้หากไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างสมบูรณ์ก็จะถูกปรับเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
.
7. ของเล่น เด็กๆ ทั่วโลกอาจเล่นบาร์บี้ เลโก้ หรือตุ๊กตาขนฟูแสนน่ารัก แต่เด็กๆ ที่นี่มักจะได้รับของเล่นเป็นปืนและรถถังซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังความรักชาติและสนับสนุนระเบียบของทหาร



8 เนื้อหาในโรงเรียน เนื้อหาหลักที่สอนในโรงเรียนมักเกี่ยวข้องกับผู้นำในประเทศอย่าง Kim Il-sung Kim Jong-il และ Kim Jong-un เมื่อเด็กๆ เหล่านี้อายุครบ 10 ปี ทางโรงเรียนจะพาไปร่วมชมการประชุมทางการเมืองอีกด้วย ด้านภาษาต่างประเทศ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ภาษารัสเซียและภาษาอังกฤษในระดับพื้นฐานที่ถือว่าน้อยนิดมาก เนื่องจากแบบเรียนทั้งหมดถูกสอนโดยใช้ภาษาเกาหลี
.
9. ชมรม กิจกรรมในยามว่างของเด็กๆ ในเกาหลีเหนือคือการเข้าร่วมชมรมต่างๆ ซึ่งโดยส่วนมากมักจะเป็นชมรมของโรงเรียน อย่างเช่น ชมรมเต้นรำหรือคอมพิวเตอร์ น้อยครั้งมากที่คุณจะได้เห็นเด็กนั่งเล่นของเล่นคนเดียวที่บ้าน
.
10. สิ่งบันเทิง แม้จะดูเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดแต่ที่เกาหลีเหนือเองก็มีสวนสนุกเหมือนกันนะ ถึงแม้ว่าจะมีเพียงเด็กที่มีฐานะเท่านั้นจึงจะสามารถไปเที่ยวได้ก็ตาม นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีโรงหนังสามมิติ สวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอีกด้วย
.
แม้ดูเหมือนว่าวัยเด็กของพวกเขาจะแตกต่างจากวัยเด็กที่เราเคยได้พบเห็นมา แต่เด็กๆ เหล่านี้ก็จะได้เรียนรู้อีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตและคุ้นชินกับดินแดนที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข


ที่มา https://www.wegointer.com/2018/03/10-major-differences-between-childhood-in-north-korea-and-other-countries/?fbclid=IwAR3ZugwMlwFQJ387FzEvBpmjdhXwlyxtbcPaTeKwmxXpYAxNFqUaSwH0VVw 
 

โคมไฟสุดจิ๋วมาพร้อมกับฟังก์ชั่นที่ไม่จิ๋ว ตัวช่วยในการอ่านหนังสือ แบบมินิมอล

ไม่ว่าจะ มัธยม หรือ มหาลัย ทุกๆ ครั้งก่อนสอบเป็นคนชอบอ่านหนังสือก่อนสอบแค่วันเดียวเท่านั้น!!!! หลายคนถามว่าไม่เหนื่อยเหรออ่านก่อนแค่วันเดียว บอกเลยว่าไม่เหนื่อย ไม่ยุ่งยาก เพราะมีตัวช่วยดีๆ อย่าง Pando reading lamp speaker and wireless charger L1



เจ้าตัวนี้เป็นโคมไฟจิ๋ว แบบจิ๋วมากกกกก สีมินิมอลใครชอบแต่งห้องบอกเลยมีเจ้าตัวนี้คือ แต่งง่ายโคตรๆๆๆๆๆ เอาไปวางไว้กับโต๊ะเขียนหนังสือคือเข้ามากก น่ารักสุดๆ แล้วฟังก์ชั่นมันนะขอบอกว่าเลย คือบอกได้เลยถึงน้องจะจิ๋วแต่น้องแจ๋วโดนใจมากนะ

ซื้อไปอันเดียวคือคุ้มสุดเพราะมันมาแบบ 3 in 1 เป็นทั้งโคมไฟ ลำโพง และที่ชาร์จไร้สาย ภายใน 1 ตัวเอาไงคือเริศนะ บอกแล้วว่าตัวนี้จิ๋วแต่แจ๋วมากๆ

ไฟสามารถปรับได้ถึง 3 สีใครชอบสีไหนแบบไหนสว่างเท่าไหน ก็จัดเลยสะดวกมาก และไฟของเขาไม่ว่าจะสีไหนก็ถนอมสายตาด้วยนะ

ส่วนลำโพงก็คือเชื่อมบลูทูธ เปิดเพลงฟังเบาๆตอนอ่านหนังสือยังได้เลยคือครบมาก ไม่ต้องมีหลายอย่างให้ยุ่งยากเลย เสียงจากลำโพงไม่แตก เสียงชัดมากลื่นหูสุดๆๆๆ ส่วนใครสายตี้ เปิดแดนซ์ๆมันส์ๆอยู่กับเพื่อนก็คือดังพอตัวนะ !!

ต่อมายังไม่หมด มี Wireless Charger รองรับการชาร์จไร้สายสูงสุด 10 w เลยนะสะดวกสบายไปไหน อ่านหนังสือไป วางชาร์จไปไร้สายด้วยอ่ะ คือดี

ทั้งหมดนี้บอกเลยมีครบจบภายในตัวเดียว ไม่ลำบากไม่ยุ่งยาก ขนาดไม่ใหญ่ไป ย้ายง่ายจัดง่ายสุดๆ แถทยังสั่งงานง่ายมากกด้วยการสัมผัส แบบนี้ต้องจัดละ อย่าพลาดกับของดีๆ ที่ทุกคนต้องมี 
 


ที่มา PIM THE STUDY TIMES
 

4 Tips To Beat The ‘This-Book-Is-Boring’ Blues To Help Reading Become Fun

"This book is so BORING”
“This book is so OLD”
“This book is TERRIBLE”

.
Have you heard one (or all) of these sentences from your child in regards to required school readings?
.
Most students won’t reach the end of high school without being required to read classic literature of some form. Whether it’s Shakespeare or Wuthering Heights, the lessons about symbolism, metaphor, and imagery can make it difficult for students to appreciate the reading process.
.
Without petitioning the school board for curriculum changes, how can you encourage your child to engage with ‘boring’ books and not develop a distaste for reading completely?
.
Here are some tips:
.
1. Ask – If children say they don’t like a book that has been assigned, they should be able to articulate why. Ask what they would rather be reading, and why. If they say the main character is ‘stupid’, ask them to which part of the book made them think that. You will quickly discover whether your child is forming engaged opinions or simply repeating opinions without backup.
.
2.Read – Read the book yourself! Discuss with your child which parts you liked (and which parts bored you as well!) If your child is able to tell you specifics (even if he or she is bashing the book while doing it), at least you know s/he is reading and remembering the story.
.
3.Find – Often old material is recycled. The same themes can be found in modern movies, books or TV shows that appear in the classics. Your child may be too distracted by the language and archaic references to realize (for example) that the ‘love triangle’ plot in Wuthering Heights between Catherine, Linton, and Heathcliff is also found in the Hunger Games between Katniss, Peeta, and Gale (and many others!)
.
4.Pay Attention – Students sometimes disguise misunderstanding as dislike. If your child isn’t comprehending what s/he is reading, there is no way s/he is going to enjoy it. The book may not be too boring or old at all; your child may not be at the reading level required to understand and enjoy it.


From: https://www.oxfordlearning.com/4-tips-to-beat-the-this-book-is-boring-blues/ 
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top