Tuesday, 5 July 2022
TRENDING

นรกโชซอน เมื่อคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ มองประเทศตัวเองเหมือนนรก

ทำไมคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ มองประเทศตัวเองเหมือนนรก? จากผลสำรวจทัศนคติชาวเกาหลีใต้จำนวน 5,000 คน ราว 75% ที่พบว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกเป็นกังวลกับชีวิตตัวเองมากกว่าคนรุ่นก่อน มองประเทศตัวเองเป็นเหมือนนรก อยากย้ายออกจากประเทศนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใด ประชาชนประเทศเกาหลีใต้จึงมองประเทศตนเองเช่นนั้น

แม้สถิติจะเผยให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่เพศหญิงรู้สึกแย่กับประเทศจนอยากย้ายออกนอกประเทศมากกว่าคนรุ่นใหม่ที่เป็นเพศชาย แต่ก็ถือว่ามีจำนวนที่ไล่เลี่ยกันไม่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนัก ดังนั้น ถ้ามองจากผลสำรวจพบว่าความอึดอัด คับแค้นใจที่คนรุ่นใหม่เผชิญ เป็นประเด็นที่ไปไกลกว่าเรื่องเพศ แต่เป็นเรื่องความไม่พอใจในวิถีชีวิตที่เป็นอยู่
.
โชซอนเป็นชื่อเรียกแทนอาณาจักรโชซอนที่มีกษัตริย์ปกครองเป็นประมุขสูงสุดของประเทศ มีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์มีอำนาจสิทธิขาดในการปกครองประเทศ ซึ่งมีคำเรียกอีกคำว่า Tal-Jo เป็นการผสมคำสองคำเข้าไว้ด้วยกันคือคำว่า ออกจาก กับคำว่า นรก เมื่อสองคำรวมกันจึงกลายเป็น ออกจากนรก
.
คนรุ่นใหม่ชาวเกาหลีใต้เล่าว่า พวกเขาใช้คำว่า นรกโชซอน เพราะมันเป็นคำที่สะท้อนว่าประเทศชาติมีประวัติศาสตร์ที่แย่ ยุคสมัยปัจจุบันนี้ไม่ต่างอะไรกับยุคสมัยโชซอนที่เป็นยุคที่มีการปกครองแย่ บางคนให้สัมภาษณ์ว่า เราเรียกประเทศเกาหลีใต้ว่า นรกโชซอน และพูดคุยกันเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ถ้ามีโอกาสที่ดี พวกเราก็อยากจะย้ายออกไปทำงานนอกประเทศ

ทั้งนี้ พวกเธอเล่าต่อว่า การจะออกไปทำงานต่างประเทศได้นั้น ส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็นคนที่อย่างน้อยต้องเรียนจบแพทย์ หรือเป็นพยาบาล หรือเป็นพวก UX designer แต่พวกเธอและเพื่อนเรียนธุรกิจและศิลปศาสตร์ จึงขาดโอกาสที่จะไปทำงานต่างประเทศ
.
การทำงานต่างประเทศหรือการไปอาศัยอยู่ต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้ามันง่าย ก็คงไม่มีคนเรียกร้องอยากออกนอกประเทศ แต่จะออกไปเลยไม่ต้องเรียกร้อง แต่ที่เรียกร้องก็เพราะขาดความสามารถในการเข้าถึงโอกาสนั้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่ติดตัว ทักษะ หรือแม้แต่ปัจจัยทางการเงินก็เป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่บางคนให้สัมภาษณ์ว่า มันเป็นวิกฤตของคนชั้นกลางที่อยู่ในประเทศที่ร่ำรวย
.

นรกโชซอนที่คนรุ่นใหม่ชาวเกาหลีใต้เรียกติดปาก จนอยากย้ายออกนอกประเทศนั้น มีเหตุผล มีที่มาที่ทำให้คนเกิดความคับแค้นใจไม่อยากอยู่ในประเทศที่ตัวเองถือกำเนิดเกิดมา พวกเขาเปรียบเทียบตัวเองกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็พบว่า ยุคของพ่อแม่นั้น อาจจะมีเรื่องวัตถุนิยมน้อยกว่า แต่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็มีชีวิตที่มีความหวังมากกว่า ในทุกๆ ปีพวกพ่อแม่ของเขาจ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่ที่นี่

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นนรกโชซอนมีหลายเรื่องเช่นเรื่องการว่างงาน จากข้อมูลจาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ระบุว่า อัตราการว่างงานของเกาหลีใต้อยู่ที่ 3.8% ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อีกทั้งการเเพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลต่อการจ้างงานพนักงานชั่วคราวเเละรายวัน โดยมีอัตราการจ้างงานลดลง 6.5% เเละ 7.1% ตามลำดับ ขณะที่ข้อมูลจาก Statista ระบุว่า อัตราการว่างงานของคนอายุ 20-29 ปีนั้นสูงถึง 9.3% 
.
รวมถึงเมื่อเข้าไปทำงานเเล้วอาจไม่ได้หมายถึงความสำเร็จเสมอไป เพราะโครงสร้างบริษัทเกาหลีใต้ที่ยังเป็นโครงสร้างเเนวดิ่ง ทำให้มนุษย์เงินเดือนต้องทำงานหนัก เเละต้องต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในบริษัทจากระบบอุปถัมภ์ประกอบกับผู้หญิงยังต้องดิ้นรนในวัฒนธรรมสังคมชายเป็นใหญ่ รายงาน Economy Survey ของ OECD ปี ค.ศ.2020 ระบุว่า คนเกาหลีใต้ทำงานปีละ 1,970 ชั่วโมงหรือ 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยชั่วโมงการทำงานของประเทศสมาชิกกว่า 300 ชั่วโมง
.
อสังหาริมทรัพย์ราคาแพง เอื้อมมือไปเท่าไร ก็ไม่มีเงินจ่ายถึง คนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยลงทุนในหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินเท่าไรนัก มักจะปล่อยให้เงินจมไปกับการซื้อบ้านซึ่งถือเป็นการออมเงินอีกแบบหนึ่ง คนเกาหลีใต้มีทั้งหมดราว 51 ล้านคน เกือบครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 24 ล้านคน อาศัยอยู่ทั้งภายในเมืองและรอบๆ โซล
.
อัตราการฆ่าตัวตายของคนหนุ่มสาวชาวเกาหลีใต้สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ซึ่งมีอัตราส่วนอยู่ที่ 24.6 ต่อ 100,000 ราย อยู่ในอัตราที่สูงกว่าญี่ปุ่นซึ่งอยู่ที่ 15.2 (กลุ่มสมาชิกประเทศ OECD มี 36 ประเทศ) อัตราที่สูงขนาดนี้ไม่ได้เกิดเพียงแค่ปัจจัยเดียวแต่มันเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคมด้วย แม้รัฐบาลจะออกแผนการเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายมาถึง 3 ครั้ง แต่ก็ไม่ทำให้จำนวนการฆ่าตัวตายลดลงแต่อย่างใด ยิ่งมีเหล่า Celeb คนดังฆ่าตัวตายนำแล้ว ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟนคลับรู้สึกอยากทำตามไปด้วย

ทุ่มเทอย่างหนักกับการเรียน การสอบ จบออกมา.. ไม่มีงานทำ คนรุ่นใหม่ชาวเกาหลีใต้รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ชีวิตไม่ยุติธรรม พวกเขาเรียนหนัก ทำงานอย่างหนักเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับมันไม่เป็นอย่างที่พวกเขาทุ่มเท ทำให้เขามองประเทศเป็นเหมือนนรก ชาวเกาหลีใต้นับล้านๆ รายถูกบังคับให้เรียนอย่างหนักมาตลอด เพื่อที่จะเอาความรู้ที่สั่งสมมาทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ แต่..ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาหวัง
.
Lee Jin-hyeong อายุ 35 ปี เล่าว่า เขาเรียนอย่างหนักทุกวัน เริ่มเรียนตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึงตี 1 ของอีกวันหนึ่ง เขาเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หวังว่าเรียนจบมาจะได้ทำงานตำรวจ แต่จนป่านนี้ เขายังไม่มีงานประจำทำเลย หลายต่อหลายคนเรียนจบแต่ยังว่างงาน
.
“Hell Joseon” หรือ “นรกโชซอน” คือนิยามที่หมายถึงการขาดโอกาสในการเข้าถึงการทำงาน ขาดโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว ขาดความหวังในการมีชีวิตอยู่ ผู้เชี่ยวชาญจากสแตนฟอร์ดมองว่า วัฒนธรรมเกาหลีใต้คือการทุ่มให้กับการศึกษาอย่างสุดโต่งจนเกินไป จนทำให้คนรุ่นใหม่ป่วย ขาดความเตรียมพร้อมที่จะเผชิญโลกในชีวิตจริง บางคนบอก คนรุ่นใหม่ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่พวกเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลังจริงๆ


ที่มา https://brandinside.asia/why-young-korean-call-south-korea-hell-joseon/

รูทเบียร์ เครื่องดื่มมีชื่อเบียร์ ทำไม ? ไม่มีแอลกอฮอล์และกินเหมือนยาหม่อง

จากข่าว "A&W" ตำนานรูทเบียร์-วาฟเฟิล ประกาศเตรียมยุติดำเนินกิจการที่อยู่คู่ตลาดไทยมามากถึง 38 ปี แต่ถ้าถามว่าเรารู้จักรูทเบียร์กันไหม ? มันคือเครื่องดื่มอะไร ? ทำมาจากอะไร ? มาติดตามกัน 
.

เครื่องดื่มที่มีชื่อเบียร์ แต่ไม่ใช่เบียร์และไม่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม แถมยังมีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัวที่บางคนบอกว่าเหมือนยาหม่อง! ซึ่งก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบกิน 
.

รสชาติของรูทเบียร์ไม่ได้เหมือนเบียร์เลย แต่ที่ได้ชื่อนี้มาก็เพราะว่า ในช่วงศตวรรษที่ 19 หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาประกาศห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้คิดค้นเครื่องดื่มนี้จึงเปลี่ยนชื่อจาก Root Tea เป็น Root Beer เพื่อทำการตลาด ทดแทนการดื่มเบียร์ แต่ยังได้ความรู้สึกชื่นใจไม่แพ้กัน
.

รูทเบียร์เกิดจากการนำสมุนไพรจำพวกรากไม้ (Root) และเปลือกไม้มาหมัก เช่น รากไม้sarsaparilla วานิลลา อบเชย ฮ็อปส์ ชะเอม และเปลือกต้นเชอร์รี่ ส่วนสาเหตุที่เครื่องดื่มชนิดนี้โดนกล่าวหาว่ารสชาติเหมือนยาหม่องก็เพราะว่ามีส่วนผสมของน้ำมันระกำ (Wintergreen Oil) หนึ่งในส่วนผสมในน้ำมันแก้ปวดเมื่อย ซึ่งรูทเบียร์ของแต่ละแบรนด์ก็มีส่วนผสมที่แตกต่างกันไปตามสูตร
.

รสชาติของรูทเบียร์จะออกหวาน ๆ มีความซ่า และมีกลิ่นของรากไม้ หรือยาหม่องอย่างที่ใครหลายคนบอก 
อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของรูทเบียร์ก็คือฟองฟู ๆ นุ่ม ๆ ที่ยิ่งเพิ่มความรู้สึกให้เหมือนเบียร์เข้าไปอีก และเคล็ดลับเพิ่มความอร่อยในการดื่มรูทเบียร์ให้ชื่นใจยิ่งกว่าเดิม ก็คือใส่ในแก้วมัค (แก้วหนา ๆ ที่มีหูจับ) ที่นำไปแช่เย็นก่อนจะนำมาใส่รูทเบียร์ 
.

ถ้าใครอยากลองรูทเบียร์ซ่า ๆ หอม ๆ พร้อมฟองนุ่ม ๆ ก็รีบไปลองได้ที่ร้านก่อนที่เขาจะปิดหรือไม่ก็ไปหาได้ตามตู้แช่เพราะมีอยู่หลากหลาย Brand ทั้งที่เป็นน้ำอัดลมกลิ่นรูทเบียร์ หรือจะเป็นรูทเบียร์แท้ ๆ เลยก็ยังคงมีอยู่ ที่สำคัญถ้าได้ลองเทใส่แก้วแล้วจะมีฟองหนานุ่มแล้วดื่ม ๆ ตอนอากาศร้อน ๆ  หรือใส่ไอศกรีมรสวานิลลาเป็นแบบ Float ดื่มพร้อมลิ้มรสความหวานละมุนของไอศกรีมก็เข้ากันมาก!


ที่มา https://www.mangozero.com/root-beer/?fbclid=IwAR13t5JuC6F0nJzZYWyrOJ8d4qYiWgq-l5720H53XSP-dzK0gCNKVw6ZsFI 
 

อยากเป็น Online Influencer ทำง่าย ๆ แค่ 7 ขั้นตอน

คำว่า Influencer หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินคำนี้มาบ้างแล้ว ความหมายที่แท้จริงของคำนี้ก็คือ “ผู้มีอิทธิพล” แต่สำหรับโลกออนไลน์ ผู้มีอิทธิพลก็คือผู้ที่ชี้นำทางความคิดให้กับคนอื่น ๆ ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน เป็นกูรูผู้เชี่ยวชาญในเรื่องต่าง ๆ ที่ออกมาพูดคุยและทำได้ดีเป็นพิเศษผ่านช่องทางโซเชียลต่าง ๆ และกลายเป็นที่ยอมรับของคนจำนวนหนึ่งไปในที่สุด เรามีคำแนะนำ 7 ขั้นตอนสู่การเป็น Influencer บนโลกออนไลน์มาฝาก

.

1. เลือก Niche ของคุณให้ดีและตรงกับสิ่งที่ “คุณถนัดที่สุด” เพราะเมื่อคุณเลือกสิ่งที่คุณสนใจและมีความถนัดคุณจึงจะสามารถสร้างเรื่องราวจากความถนัดนั้นได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในฐานะที่คุณเป็น Influencer คุณยังจำเป็นต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่คุณสนใจเพื่อที่จะโพสต์ข้อมูลเหล่านั้นหรือสร้างเนื้อหาจากข้อมูลเหล่านั้นเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน ดังนั้นก่อนที่คุณจะเป็น Influencer ได้คุณจะต้องหาสิ่งที่คุณชื่นชอบ หลงใหลและเชี่ยวชาญให้ได้เสียก่อนไม่ว่าความหลงใหลนั้นจะเป็นการทำอาหาร งานฝีมือหรือแฟชั่นก็ตาม ลองมองหาความสนใจสัก 2-3 อย่างที่โดดเด่นของคุณแล้วพิจารณาถึงเรื่องที่สนใจมากที่สุด นั่นแหละคือเส้นทางสู่การเป็น Influencer ของคุณ
.

2. Upgrade Profile ช่องทาง Social Media ของคุณให้มีประสิทธิภาพเมื่อคุณตัดสินใจได้แล้วว่าคุณจะเป็น Influencer ในเรื่องใด ขั้นตอนถัดมาก็คือการเลือก Social media platform ในการสร้างตัวตนของคุณแม้ในปัจจุบันจะมีช่องทางโซเชียลมากมายแต่ทว่าคุณไม่ควรจะเลือกสร้างตัวตนของคุณในทุก ๆ ช่องทางโซเชียล เพราะ Influencer ส่วนใหญ่มักได้รับความนิยมอยู่ใน 1-2 แพลตฟอร์มโซเชียลเท่านั้น ดังนั้นจะเป็นการดีที่สุดหากคุณจะมุ่งสร้างตัวตนอยู่ใน 1-2 ช่องทางก็เพียงพอแล้ว เมื่อเลือกแล้วก็ต้อง Upgrade 

– เปลี่ยนเป็นบัญชีธุรกิจหากคุณตั้งใจจะเป็น Influencer คุณต้องเปลี่ยนไปใช้บัญชีธุรกิจ    เนื่องจากจะมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่คุณเพิ่มขึ้นมากมาย

– ทำข้อมูลส่วนตัวของคุณประวัติส่วนตัวเป็นสิ่งแรกที่มีคนจะเห็นเมื่อพวกเขาเยี่ยมชมโปรไฟล์ของคุณและเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความประทับใจครั้งแรก 

– เพิ่มรูปโปรไฟล์และรูปหน้าปกเนื่องจากรูปเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้าง Personal Branding ในต้องเลือกรูปภาพอย่างระมัดระวังและตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบหน้าของคุณมองเห็นได้ชัดเจนและรูปภาพต้องคมชัด
.

3. เข้าใจและรู้จักกลุ่มเป้าหมาย Influencer ที่โดดเด่นและสามารถครองใจผู้ติดตามจนมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับกลุ่มเป้าหมายได้ไม่ใช่เพราะเขาให้ความสำคัญกับคนทุก ๆคน แต่เขาจะให้ความสำคัญและใส่ใจเฉพาะแต่คนที่มีความสนใจเหมือนกันกับเขาเท่านั้น เข้าใจถึงความต้องการของพวกเขาอันจะนำไปสู่ความประทับใจต่อกลุ่มเป้าหมายนั้น และท้ายที่สุดคุณก็จะได้ฐานของผู้ติดตามที่จะภักดีต่อคุณไปตลอด จึงจำเป็นต้องเข้าใจลิเคราะห์ถ่องแท้ 
.

4. สร้างและโพสต์เนื้อหาที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับผู้ติดตามของคุณ ยิ่งคุณสามารถมีส่วนร่วมกับผู้ติดตามของคุณมากขึ้นเท่าไหร่คนอื่น ๆ ก็จะยิ่งได้รับอิทธิพลจากความคิดเห็นและคำแนะนำของคุณ เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเป็น Influencer ดังนั้นคุณต้องกำหนดกลยุทธ์ของคอนเทนต์ว่าจะสร้างออกมาในรูปแบบใด เนื้อหาประมาณไหน โดยอิงจากความชอบและความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่คุณเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล คุณอาจต้องศึกษารูปแบบของคอนเทนต์ประเภทต่าง ๆว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วจึงสร้างคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพออกมาซึ่งจะกลายเป็นคอนเทนต์ที่ผู้ติดตามของคุณชอบมากที่สุด

5. ความสม่ำเสมอคืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญ คุณจะต้องกำหนดความถี่ในการโพสต์และสร้างเป็นตารางเพื่อความสม่ำเสมอ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับบัญชีที่โพสต์เป็นประจำและมักจะได้รับการจัดอันดับให้ถูกพบเห็นได้ง่ายกว่าบัญชีที่ไม่ค่อยได้โพสต์ครับ คุณควรพิจารณาแพลตฟอร์มก่อนตัดสินใจเพราะบางแพลตฟอร์มเช่น Twitter ต้องการความถี่ในการโพสต์ที่สูงหากคุณต้องการเป็นผู้มีอิทธิพลในแพลตฟอร์มนี้
.

6. มีส่วนร่วมกับผู้ติดตามของคุณ ทันทีที่คุณเริ่มโพสต์เนื้อหาลงบนโซเชียล คุณจะได้รับทั้งการกดไลค์และการคอมเม้นท์ในโพสต์ของคุณ สำหรับ Influencer คุณจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามผ่านคอมเมนต์เหล่านี้โดยไม่อาจเพิกเฉยต่อความคิดเห็นเหล่านี้ได้โดยคุณอาจต้องตอบทั้งความคิดเห็นและตอบคำถามต่าง ๆ ที่ผู้ติดตามของคุณถามหรือแสดงความคิดเห็นเข้ามา แต่กระนั้นคุณก็สามารถเพียงแค่กดไลค์ความคิดเห็นของพวกเขาเพื่อแสดงความขอบคุณโดยไม่ต้องตอบในทุก ๆความคิดเห็นก็ได้เช่นกัน 
.7. ให้แบรนด์รู้ว่าคุณกำลังเปิดรับความร่วมมือ ขั้นตอนสุดท้ายในการเป็น Influencer คือการประกาศตัวเองในฐานะ Influencer ที่สนใจในความร่วมมือกับแบรนด์ คุณสามารถเขียนประวัติของคุณว่าคุณสนใจในความร่วมมือและสามารถให้รายละเอียดการติดต่อกับผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าซึ่งทำให้พวกเขาสามารถติดต่อกับคุณได้ง่าย
อีกวิธีหนึ่งคือทำสิ่งที่คุณต้องการเผยแพร่และส่งข้อความเกี่ยวกับแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับคุณ คุณสามารถสร้างเทมเพลตการประชาสัมพันธ์ที่คุณสามารถใช้เพื่อเข้าถึงแบรนด์ต่าง ๆได้ นอกจากนี้คุณอาจใช้การการติดแท็กแบรนด์และพูดถึงพวกเขาเมื่อคุณพูดถึงผลิตภัณฑ์ของพวกเขาในโพสต์ของคุณ

เคล็ดลับเหล่านี้ได้รับการทดลองจากผู้เชี่ยวชาญที่คุณสามารถใช้เป็นแบบอย่างได้ ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ ให้เวลากับมันแล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างแน่นอน จำไว้ว่า การจะเป็น Influencer มันมีกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความพยายามในการสร้างผลลัพธ์ ดังนั้นคุณไม่สามารถคาดหวังที่จะเป็น Influencer ในชั่วข้ามคืนได้ อย่างไรก็ตามหากคุณทำตามเคล็ดลับเหล่านี้คุณสามารถเป็น Influencer และเริ่มต้นสร้างรายได้ออนไลน์ได้อย่างที่คุณต้องการ


ที่มา https://www.taokaemai.com/ 
 

เข้าใจเทรนด์แรง ของลูกคุณยุคนี้ ผ่าน Instagram Report 2022

ล่าสุด Instagram หนึ่งใน Social platform ที่คนรุ่นใหม่หลายคนรู้จักและใช้งานกันนั้น ได้ปล่อยรายงานชื่อว่า Trend Report 2022 ออกมา ซึ่งเผยให้เห็นถึงเทรนด์และประเด็นที่เหล่าคน Gen Z ให้ความสำคัญ ลองไปส่องกัน 
.
1. การช้อปปิ้งแบบที่ต้องใช้เทคโนโลยี AR ได้รับความนิยมสูงขึ้น (สามารถมองเห็นสินค้าได้ทุกมิติและทุกมุมมอง) เพราะไม่ว่าอย่างไร การช้อปออนไลน์จะยังอยู่ต่อไปอีกยาวๆ แต่ต้องได้รับประสบการณ์ที่รู้สึกเสมือนจริง กว่าครึ่งเน้นการจะเน้นช้อปปิ้งตรงจากฟีดหรือผ่านแอพพลิเคชั่นที่ไม่ซับซ้อน ร้านขายของมือสองคือพื้นที่ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหาเสื้อผ้าหรือของใช้ที่นำมากลับมาใช้ซ้ำได้ รวมทั้งยังวางแผนจะเปิดหน้าร้านขายเสื้อผ้าและสินค้าที่สร้างความยั่งยืนให้กับโลกบนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมากขึ้นด้วย

2. “เพลง” “ดนตรี” “การเต้น” ทุกวันนี้เพลงไม่ได้ทำเพื่อให้ใช้หูฟังเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ในปีที่ผ่านมาทำให้เห็นได้ว่า “เพลงแบบวีดิโอสั้น”, “เพลง-อัลบั้มที่มี Visual graphic ที่น่าสนใจ” คือการเน้นเสพงานเสียงคู่กับภาพ โดยคนช่วงอายุ 13-24 ปี ยังเป็นสมาชิกของแฟนด้อมศิลปินอีกด้วย และเพลงของคน Gen-Z จะต้องเป็น “เพลงที่สามารถนำไปต่อยอดทำเป็น Dance Challenges” ที่กำลังเป็นที่สนใจและจะได้รับความนิยมในหมู่ Gen-Z และน่าจะนิยมต่อเนื่องไปอีกหลายปี 
.
3.เซเลบริตี้ คนดัง และคอนเทนท์ครีเอเตอร์ มีการพัฒนาการสร้างคอนเทนต์ไปในระดับที่สูงมากขึ้น ความนิยมในการรับชมคอนเทนต์จากคนเหล่านี้ มีมากขึ้นถึง 83%โดยเฉพาะกลุ่มครีเอเตอร์ออนไลน์ที่มีอายุ 13-24 กลุ่มคนเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการสร้างเทรนด์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ที่สำคัญคนเหล่านี้สร้างคอนเทนต์ที่ให้ความรู้สึกใกล้ชิดเสมือนเพื่อนนั่งคุยกันแบบเข้าอกเข้าใจ มีความเป็นตัวของตัวเองและมั่นใจสูง ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้มีอิทธิพลโน้มน้าวให้ผู้ชมคิดเห็นไปในทางเดียวกัน รวมถึงยังทำให้ผู้ชมอยากช่วยแชร์ข่าวต่ออีกด้วย

4. การศึกษาและอาชีพ จากการระบาดของโควิด-19 ทำให้สังคมเปลี่ยนไป ทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนนิยามและวิธีการคิดเรื่อง “ความสำเร็จ” ใน “การศึกษาและการทำงาน” ให้แปลกและแตกต่างไปจากกรอบเดิม ๆ โดยเด็กสมัยนี้มีแนวคิดว่า “การศึกษาที่ดีที่สุดมาจากประสบการณ์โลกจริง” โดยบางกลุ่มคนเลือกที่จะเดินใน “เส้นทางเฉพาะทาง” และคิดว่า “การศึกษาในระบบไม่สำคัญแล้ว” นิยามของ “ความสำเร็จในการงาน” ก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยมีแนวคิดว่า “งานไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต” แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสำคัญคือ “การได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ แม้ว่าจะมีรายได้น้อยกว่าก็ตาม” 
.
5. อาหารและเครื่องดื่ม จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 เกือบร่วม 3 ปี ทำให้คนต้องอยู่แต่ในบ้าน ทำให้หลายคนปลดล็อกสกิล “การทำอาหารที่บ้าน” โดยคน Gen-Z จะมีการลงทุนกับการทำอาหารมากขึ้น เช่น จะท้าทายตัวเองด้วยการทำอาหารที่มีขั้นตอนซับซ้อนขึ้น ทำอาหารที่ยากกว่าปกติ คนที่อายุมากกว่า 21 ปีขึ้นไป จะเริ่มสนใจการทำ “เครื่องดื่มค็อกเทลหรือแอลกอฮอล์” และจะพยายามไปหาแหล่งซื้อวัตถุดิบใหม่ๆ ที่หายาก โดยคน Gen-Z มีแนวโน้มที่จะผลักดันตัวเองให้มีทักษะการทำอาการที่หลากหลายขึ้น เพราะรู้สึกสนุกในการลงมือทำ
.
6. ให้ความสำคัญกับ “การดูแลรักษาสุขภาพ” ให้ความสำคัญกับ “การรักษาสุขภาพแบบองค์รวม” คือการรักษาสมดุลสุขภาพกายและสุขภาพใจ ควบคู่กันไปซึ่ง “การออกกำลังกายที่บ้าน” จะเป็นสิ่งที่ผู้คนนิยมทำมากขึ้น โดยรายงานบ่งชี้ว่าคนยังอยากออกกำลังกายที่บ้านเองถึง 48% พร้อมเพิ่มกิจกรรมที่ช่วยเยียวยาให้มีสุขภาพใจที่ดีขึ้น ได้แก่ การทำเวิร์คช็อปศิลปะ, วาดภาพ, เพนท์สี, ถักโครเชต์, แต่งเพลง และ แต่งบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่นิยมแต่งบ้านให้มีความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Sustainable & Eco-friendly)
7. “เกม” เปรียบเสมือนตัวเองได้ไปอยู่ในพื้นที่โลกเสมือนที่มีประสบการณ์คล้ายไปพบปะคนในพื้นที่โลกจริงนับเป็นหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าตนเอง “มีตัวตน” เป็นสังคมที่มีเอกลักษณ์อีก Platform หนึ่ง นอกจากนี้ การดู “คลิปแคสเกม” จะมีนิยมมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ  ยิ่งถ้าได้ดูไลฟ์สตรีมมิ่งเล่นเกมจะยิ่งได้รับความสนใจอย่างมาก และ “แฟชั่น” ก็เป็นสิ่งเข้ามาอยู่ในโลกของเกมด้วย จากรายงานชี้ให้เห็นว่าการซื้อไอเท็มเสื้อผ้าแบรนด์เนมในเกมอาจได้รับความนิยมสูงขึ้นถึง 50% เพราะเกมเมอร์ระดับทั่วไป อยากให้ "อวาตาร์ดิจิทัล" ของตนเองโดดเด่นไม่แพ้คนอื่นในเกม
.
8. “มีม” ทุกวันนี้วัยรุ่น 1 ใน 5 ให้ความสำคัญกับการดู “มีม” มากเป็นพิเศษ และหลายคนชอบเก็บสต็อกมีมเพื่อนำมาหยอกล้อเสียดสีสังคมเป็นประจำ อีกทั้งยังอยากเห็นมีมแปลกใหม่ตลอดเวลา บางคนที่มีไอเดียสร้างสรรค์หรือเป็นคนมีอารมณ์ขันมักจะตั้งใจสร้างมีมขึ้นเป็นเฉพาะของตนเอง ซึ่งการทำมีมถือเป็นความสามารถเฉพาะตัว เหมือนกับคนที่มีหัวในการคิดประดิษฐ์คำเพื่อการโฆษณาการค้า ปัจจุบันนอกจากมีม จะมีอยู่ในลักษณะรูปภาพธรรมดาแล้ว ยังมีมีมแบบภาพเคลื่อนไหว เป็นคลิป หรือข้อความสนทนาอีกด้วย หรือถ้าอะไรก็ตามที่ดูแล้วให้ความบันเทิงใจ ก็นับว่าเป็นมีมเช่นกัน
.
9. ความยุติธรรมในสังคม คนกลุ่ม Gen-Z ให้ความสนใจกับแอคเคานต์ประเภท “นักเคลื่อนไหวทางสังคม” หรือคอนเทนต์ประเภท “การแสดงจุดยืนประเด็นทางสังคม” หากมีการแอคทีฟบ่อย ๆ จะยิ่งได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โลกออนไลน์คือพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่ใช้สนับสนุน มีปฏิสัมพันธ์ และสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม โดยคนจำนวน 52% ได้ติดตามบัญชีโซเชียลที่เกี่ยวกับเรื่องความยุติธรรมทางสังคมเมื่อปีที่ผ่านมา แถมยังจะช่วยบริจาคเงินช่วยเหลือแก่นักเคลื่อนไหวถึง 37% อีกด้วย โดยคาดหวังการเปลี่ยนแปลงและคาดหวังจะได้เห็นความยุติธรรมในสังคมมากกว่าเดิม 


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/business/979588 
.
 

ตรุษจีนนี้ชวนเพื่อนๆ มาเรียนรู้ศัพท์ภาษาจีนที่ใช้บ่อย พร้อมประโยคเรียกทรัพย์ เอาไว้ตอบผู้หลักผู้ใหญ่ที่มาอวยพร เผื่อจะมีคนเอ็นดูให้ซองแดงๆ เพิ่มคนละหน่อย

เรามักได้ยินคำอวยพรซึ่งบางครั้งก็มาพร้อมกับซองแดงๆ ที่เรียกว่าอั่งเปา (红包) โดยในภาษาจีนแต้จิ๋ว ‘อั่ง’ (红) แปลว่าแดง ‘เปา’ (包) แปลว่าซองหรือกระเป๋า ‘อั่งเปา’ จึงหมายถึง ซองสีแดง ซึ่งในช่วงวันตรุษจีนแบบนี้เป็นธรรมเนียมที่ผู้ใหญ่จะให้ ‘แต๊ะเอีย’ แก่เด็กๆ

อวยพรว่าอะไรให้ประทับใจ ผู้ใหญ่เอ็นดู

ซินเหนียนไคว่เล่อ ซินเหนียนฟาไฉ

(新年快乐,新年发财)

แปลว่า สวัสดีปีใหม่ ขอให้ร่ำรวยๆ

กงสี่ฟาไฉ

(恭喜发财)

แปลว่า ขอให้ร่ำรวย

ว่านซื่อหยูอี้

(万事如意)

แปลว่า ขอให้ทุกเรื่องสมปรารถนา

ไฉเหยียนกว่างจิ้น

(财源广进)

แปลว่า ขอให้เงินทองไหลมา

จู้หนี่ซุ่นลี่

(祝你顺利)

แปลว่า ขอให้ประสบความสำเร็จ

และถ้าเราจะตอบผู้ที่มาอวยพรเราหรือญาติผู้ใหญ่ ก็อาจจะตอบว่า…‘ตั่งตังยู่อี่’ คำนี้แปลว่า ขอให้สุขสมหวังเช่นกัน ส่วนประโยคที่ต้องไฮไลต์คือ ‘อั่งเปา ตั่วๆ ไก๊’ (红包多多来) แปลว่า ขออั่งเปาอีกเยอะๆ เลยค่ะ/ครับ


ขอบคุณที่มา: https://aboutmom.co/update/teachabout_chinese_new_year_vocab/5527/

10 เทพเมืองจีน ทั้งคนไทยและคนจีนต่างนับถือสักการะ บูชา ขอพรสมหวังทุกประการ

หลาย ๆ คนมักมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ไหว้ขอพรเพื่อให้ชีวิตรุ่งเรือง ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ วันนี้ THE STUDY TIMES มาแนะนำ 10 เทพเจ้าจีนที่คนไทยและคนจีนต่างพากันสักการะ ขอพรกันให้ชีวิตประสบความสำเร็จ มาฝากกันค่ะ 

เจ้าแม่กวนอิม 

ภาพ : https://www.bloggang.com/data/morkmek/picture/1383487719.jpg

พระแม่กวนอิมเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณาที่ผู้คนนับถือกันมาก เนื่องจากเป็นเทพที่มีความอ่อนโยน ชอบช่วยเหลือมนุษย์อยู่เสมอ เปรียบได้กับความรักของแม่ที่มีต่อลูก ดังนั้นใครที่มีปัญหาติดขัด ทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน ความรัก โชคลาภ หรือแม้แต่ความทุกข์ทางกายหรือปัญหาสุขภาพก็ตาม สามารถไปอธิษฐานขอพรกับท่านได้ทุกเรื่อง

จี้กง 

 
ภาพ : https://pantip.com/topic/39268096

เทพจีนที่มีจิตที่เป็นมหาโพธิสัตว์ที่สละแล้วซึ่งทางโลกอย่างแท้จริง เมื่อพบคนเป็นทุกข์ก็ยินดีช่วยเหลือ เพราะจิตใจท่านเปี่ยมไปด้วยจิตไม่ตรี แม้ภายนอกของพระองค์นี้จะดูผิดจากธรรมวินัยของสงฆ์ เช่น แต่งกายด้วยจีวรขาดวิ่น ฉันเนื้อเนื้อสัตว์แถมยังดื่มสุรา แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เปลือกนอก เพราะธรรมะของท่านนั้นเป็นที่กล่าวขาน ยังไม่นับตำหรับยาสารพัดนึกที่ช่วยเหลือผู้ยากไร้และคนทุกข์ทั่วไปอีกด้วย

ไต้ฮงกง 

 
ภาพ : https://www.pohtecktung.org/images/Media/Histrory/TaiHongKong/tai-hong-kong-001.png

เป็นเทพจีนองค์หนึ่งที่บรรพชิตในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ท่านเป็นเทพจีนที่มีชีวิตอยู่จริงในสมัยราชวงศ์ซ่ง ไต้ฮงกงเป็นบรรพชิตผู้เริ่มต้นบุกเบิกสงเคราะห์ชาวบ้านเกี่ยวกับการเก็บศพไร้ญาติ ซ่อมแซมถนนหนทาง สร้างสะพาน สอนหนังสือ เป็นต้น กล่าวได้ว่าเป็นเทพที่ทำงานเพื่อสังคมโดยแท้ เป็นเทพจีนที่เป็นจุดกำเนิดของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิการกุศลของจีน

ไฉ่ซิงเอี้ย 

ภาพ : https://image.makewebeasy.net/makeweb/0/j783BDw7S/Content/192582.jpg

เป็นเทพจีนที่ชาวจีนถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดในการเริ่มเข้าสู่ปีนักษัตรใหม่ (ตรุษจีน) เนื่องจากไฉ่ซิงเอี๊ยเป็นเทพจีนที่จะได้รับการกราบไหว้เป็นองค์แรก คำว่า “ไฉ่ซิง” มีความหมายว่า ทรัพย์สิน หรือความสิริมงคล “เอี้ย” หมายถึง เทพเจ้า เทพจีนที่ได้รับการนับถือว่าเป็นไฉ่ซิงเอี้ยมีด้วยกันหลายองค์ แต่องค์ที่ได้รับการบูชามากที่สุด คือ ฟ่านหลี และปี่ กั้น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์

เจ้าแม่ทับทิม 

ภาพ : https://mgronline.com/travel/detail/9540000148359

เทพธิดาแห่งท้องทะเล ตามตำนานกล่าวว่า ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เจ้าแม่ทับทิมได้รับการยกย่องและแต่งตั้งให้เป็นเทพยดาแห่งความเมตตาการุณย์ ช่วยคุ้มครองมวลมนุษย์ให้พ้นจากสรรพภัยและขจัดความทุกข์ยาก อีกทั้งชาวไทยเชื้อสายจีนยังศรัทธาท่านในฐานะเทพจีนที่คอยคุ้มครองผู้เดินทางทางเรือ เป็นที่เคารพบูชาในหมู่ชาวเรือและชาวประมง หรือคนที่ต้องเดินทางทางน้ำ

เทพเจ้าเห้งเจีย หรือ ซุนหงอคง (ไต้เสี่ยฮุกโจ้ว) 

ภาพ : https://pantip.com/topic/40643501

เทพเจ้าจีนอีกองค์ที่นิยมบูชาทั้งชาวจีนและชาวไทย เทพจีนองค์นี้โดดเด่นในด้านความเฉลียวฉลาด ปฏิภาณไหวพริบ มีอุปสรรคปัญหาใด ๆ ก็พร้อมจะฝ่าฟัน และเป็นเทพที่ผู้คนต่างบูชาในด้านการค้าขาย รับทรัพย์กันอย่างปัง ๆ 

แชเล่งเอี้ย หรือเทพมังกรเขียว 

ภาพ : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/862313

เทพารักษ์ผู้รักษาบ่อน้ำทิพย์ประจำวัด ชาวจีนเชื่อกันว่า เทพมังกรเป็นเทพจีนที่คอยดูแลรักษาแหล่งน้ำทุกแห่ง แม่น้ำลำคลองหนองบึง หรือแม้กระทั่งมหาสมุทร 

เทพเจ้ากวนอู 

ภาพ : https://www.samkok911.com/2018/11/holy-ruler-deity-guan.html

เทพจีนชื่อดังที่มีคนกราบไหว้บูชาจำนวนไม่น้อย เทพเจ้ากวนอูขึ้นชื่อในเรื่องการต่อสู้ เป็นนักรบฝีมือเด่น และขึ้นชื่อในเรื่องของความซื่อสัตย์ คนจีนและคนไทยมักจะกราบไหว้เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ

เจ้าแม่ฉางเอ๋อ 

ภาพ : Facebook : ประวัติศาสตร์ตามTimeline

เทพจีนประจำเทศกาลไหว้พระจันทร์ เธอเป็นเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ และประทับเฉพาะแต่บนดวงจันทร์เท่านั้น โดยคนจีนและคนไทยส่วนใหญ่จะไหว้ในเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ สมาชิกในครอบครัวจะได้กลับมารวมตัวพบกัน เพื่อชมดวงจันทร์ และกินข้าวด้วยกันในครอบครัวอย่างอบอุ่น

ฮก ลก ซิ่ว 

ภาพ : https://www.boxwood-supreme.com/

คนจีนนิยม ให้ ฮก ลก ซิ่ว ให้เป็นของขวัญเหมือนเป็นคำอวยพร จึงกลายเป็นวัตถุมงคลที่คน ชอบ และ มีความหมายที่ลึกซึ้ง
โดย ฮก (เทพยดาองค์ซ้าย) คือ ความโชคดี ลก (เทพยดาองค์กลาง) คือ ยศถาบรรดาศักดิ์  ซิ่ว (เทพยดาองค์ขวา) คือ อายุยืน


แหล่งที่มา :
https://helenathailand.co/activities/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%95-10-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B9/
https://www.sanook.com/horoscope/190307/
https://www.sanook.com/horoscope/40093/

แคปชันตรุษจีน สร้างสีสันช่วงเทศกาล โพสต์ตามแล้ว รับรองเฮง ยอดไลก์พุ่ง

ตรุษจีน หนึ่งในเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน เพราะถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน วันนี้ THE STUDY TIMES รวบรวมแคปชันสุดน่ารัก เฮฮา ไว้โพสต์เรียกยอดไลก์ ตามกระแสช่วงเทศกาลมาฝากกัน 

•    ที่บ้านรก ไม่ใช่เพราะอั๊วซกมก แต่เป็นเพราะอั๊วชอบลื้อไง
•    ตรุษจีนไหว้ไก่ ไหว้หมู แล้วเมื่อไหร่จะพาหนูไปไหว้แม่
•    ตรุษจีนให้ใช้หัวหมู ส่วนไอเลิฟยูเราใช้หัวใจ
•    ไม่มีเชื้อจีนซักเสี้ยว แต่อยากมีเอี่ยวกับทุกเทศกาล
•    เมื่อวานวันจ่าย วันนี้วันไหว้ แล้วเมื่อไหร่จะเป็นวันของเรา
•    เปลี่ยนจากซินเจียยู่อี่ เป็นหว่ออ้ายหนี่แทนได้มั้ย
•    เป็นคนจีนจะได้แค่อั่งเปา แต่ถ้าเป็นคนของเราอ่ะได้ทุกอย่าง
•    ตรุษจีนต้องใส่เสื้อผ้าสีแดง แต่ถ้าเธอนั้นเป็นแฟนต้องใส่เสื้อผ้าสีอะไร
•    ให้ซองแดงมันไม่เท่ โอนพร้อมเพย์มาเลยง่ายกว่า
•    ราคาของไหว้เจ้าก็เฟ้อ ความสัมพันธ์ก็ต้องเพ้ออยู่ข้างเดียว
•    อั่งเปาก็ไม่มีแจก หัวใจก็แหลกเพราะโดนเธอเท
•    ตรุษจีนเขาให้อั่งเปา ส่วนรักเราเค้าให้แต่เธอนะ
•    หัวใจมีได้ดวงเดียว แต่อั่งเปาจะมีซองเดียวไม่ได้
•    ซินเจียยู่อี่ สิ้นเดือนนี้เอาเงินไหนช้าย
•    ไม่ต้องรักกันเท่าฟ้า แต่ขอให้อั่งเปาซองหนาเท่าเดิม

วันตรุษจีน เด็ก ๆ หลายคนรวมถึงผู้ใหญ่ก็คงคาดหวัง “อั่งเปา” หรือ “แต๊ะเอีย” แบบจัดหนัก แล้ว 2 สิ่งนี้ต่างกันอย่างไร ?

ในวันตรุษจีนที่จะถึงนี้ เด็ก ๆ หลายคนอาจจะกำลังนึกถึงซองสีแดงหลายซองแน่นอน ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า อั่งเปา หรือ แต๊ะเอีย ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะสับสนว่า 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร THE STUDY TIMES หาคำตอบมาให้แล้วค่ะ ! 

อั่งเปา แปลว่า ซองสีแดง เป็นการออกเสียงตามภาษาจีนถิ่นแต้จิ๋ว ถ้าเป็นภาษาจีนกลางอ่านว่า "หงเปา" เขียนด้วยอักษรจีน ดังนี้ 红包 (อั่งเปา) 红 = แดง 包 = กระเป๋า หรือซอง อั่งเปา คือ ซองแดง มักใช้เป็นซองใส่ธนบัตรหรือเงิน สำหรับมอบให้แก่กันในวันมงคลต่าง ๆ 

ชาวจีนเชื่อว่าสีแดงเป็นสีมงคล บนซองอั่งเปามีอักษรจีนมงคล ที่มีความหมายสื่อถึง ความสุข ความร่ำรวย และอายุยืนยาว เป็นต้น 

แต๊ะเอีย แปลว่า กด หรือทับไว้ที่เอว เป็นการออกเสียงตามภาษาจีนถิ่นแต้จิ๋ว มาจากคำว่า "แต๊ะโต๋วเอีย" แต่มักนิยมพูดย่อว่า "แต๊ะเอีย" เขียนด้วยอักษรจีน ดังนี้ 压腰 (แต๊ะเอีย) 压 = กด/ ทับ 腰 = เอว 

แต๊ะเอีย คือ ธรรมเนียมการอวยพรของคนจีน โดยการให้เงินหรือสิ่งของ ในสมัยก่อนผู้ใหญ่มักจะอวยพรเด็กเล็ก ด้วยการนำเหรียญ (เหรียญสมัยก่อนจะมีรูตรงกลาง) หรือถุงเงิน ถุงทอง ร้อยด้วยเชือกสีแดง และนำไปผูกไว้ที่เอวของเด็กๆ ในวันตรุษจีน

คนไทยเชื้อสายจีนจะนิยมให้เงินในซองอั่งเปาเป็นเลขคู่ เพราะถือเป็นตัวเลขมงคล นอกจากผู้อาวุโสจะมอบซองอั่งเปาให้แก่เด็กๆ หรือคนที่มีอายุน้อยกว่าแล้ว คนที่ทำงานแล้วก็ยังถือโอกาสนี้ มอบซองอั่งเปาให้กับพ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ได้เช่นกัน ในวันตรุษจีนเป็นวันที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ยังสามารถให้อั่งเปาในวันแต่งงาน วันมงคล หรือวันสำคัญที่เริ่มทำกิจการใหม่ๆ ได้อีกด้วย


แหล่งที่มา : 
https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2030557
https://home.maefahluang.org/17731318/anpaoandtaeear

เสริมมงคลรับตรุษจีน! อยากเรียนเก่ง สอบผ่าน สักการะเทพแห่งการศึกษา “บุ่งเซียงตี่กุง”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน การเรียน ถือเป็นความเครียดอันดับต้นๆ ของเด็กและผู้ปกครอง เพราะต้องแบกทั้งความรู้สึกดดัน ความหวัง และการแข่งขัน บางทีพยายามเต็มที่แล้วอาจยังไม่สบายใจ จึงต้องหาที่พึ่งทางใจกันบ้าง วันนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับเทพเจ้าจีน ที่นับถือกันว่าเป็นเทพแห่งการอำนวยประโยชน์ในด้านการศึกษา

ความจริงการเสริมดวงเรื่องการเรียนมีหลายวิธี แต่วิธีที่คนจีนโบราณแนะนำสู่ลูกหลานคือ การไปสักการะ บุ่งเซียงตี่กุง หรือ เหวินซางตี้จวิน เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภและเทพเจ้าการศึกษา และเทพเจ้าแห่งการประพันธ์ เป็นเทพที่ปัญญาชนเลื่อมใสศรัทธามากที่สุด คติความเชื่อคนจีนโบราณเชื่อว่าเป็นดาวเหวินซางดาวแห่งการศึกษามาจุติ บางทีเรียกว่าเทพกษัตริย์เหวินชาง

สำหรับการไปสักการะไปได้ที่ ศาลเจ้ากว๋องสิว วัดเล่งเน่ยยี่และวัดทิพยวารีวิหาร และวัดจีนอื่น ๆ ทั่วประเทศไทยที่มีการสร้างรูปเทพเจ้าเหวินซางตี้จวินไว้บูชา

วิธีบูชา เตรียมหัวหอม ที่พ้องเสียงกับคำว่าฉลาดในภาษาจีน ขึ้นฉ่าย ออกเสียงภาษาจีนกลางคล้ายความหมายว่า ความมุมานะ บากบั่น ซาลาเปา ออกเสียงภาษาจีนกลางคล้ายความหมายว่า การสอบติด และเสื้อที่ใส่วันสอบวางที่โต๊ะบูชา และนำบัตรประจำตัวสอบไปวนซ้ายไปขวาผ่านควันธูป เพราะมีความเชื่อว่าจะเสริมดวงเรื่องการสอบ


ขอบคุณที่มา: https://thaiza.com/horoscope/belief/399734/

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ตรงกับ “วันตรุษจีน” วันปีใหม่ของจีน

ในวันตรุษจีนปี 2565 นี้ตรงกับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เริ่มต้นเดือนใหม่พอดี แต่ยังมีหลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของวันตรุษจีนว่าจริง ๆ แล้วเป็นวันอะไร THE STUDY TIMES เลยขอรวบรวมถึงประวัติ ความเป็นมา และ ความสำคัญของวันตรุษจีนมาฝากกันค่ะ 

“เทศกาลตรุษจีน” หรือ “วันตรุษจีน” ไม่ได้ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าเริ่มต้นเมื่อไหร่ แต่มีหลักฐานว่า อันที่จริงแล้ว เทศกาลตรุษจีนอาจเริ่มต้นในราชวงศ์โจว 周朝 (1046 - 256 ปีก่อนคริสตศักราช) เริ่มใช้คำว่า “Nián (年)” ซึ่งมีความหมายว่า “ปี” ในวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ตรงกับปฏิทินตามจันทรคติจีน ในวันที่ 1 เดือน 1 และชาวจีนเริ่มนิยมสักการะเทพเจ้า และบรรพบุรุษ เพื่อขอพรจากฟ้าดิน ให้พืชผลทางการเกษตรงอกงาม มีกิน มีใช้ ตลอดทั้งปี

เทศกาลปีใหม่ของจีนจะไม่ตรงกันในแต่ละปี และไม่ตรงกับปฏิทินสากล โดย “วันตรุษจีน” จะอยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคม - กลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดของฤดูหนาว (大寒 ) และเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ (立春) ที่แสงอาทิตย์มีอิทธิพลสร้างความอบอุ่น บรรเทาความหนาวจนสิ้นสุดลง และดอกไม้ต่างๆ เริ่มผลิบาน จึงตั้งเป็นวันแรกของฤดูทั้ง 24 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน สมัยนั้นชาวจีนให้ความสำคัญกับการเพาะปลูก จึงให้ความสำคัญกับปฏิทินจันทรคติด้วย เพื่อเตรียมเพาะปลูก เก็บเกี่ยว รวมถึงเตรียมไหว้เทพเจ้าในวันสำคัญตามความเชื่อทางศาสนา

ส่วนการเตรียมงานเพื่อการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนนั้น จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ 1 เดือน ก่อนวันตรุษจีน โดยผู้คนจะเริ่มซื้อข้าวของต่าง ๆ เพื่อประดับตกแต่งบ้านเรือน และเตรียมทำความสะอาดครั้งใหญ่ ตั้งแต่ชั้นบนลงชั้นล่าง เนื่องจากมีความเชื่อว่าจะเป็นการปัดกวาดสิ่งที่ไม่ดีออกไป ภายในบ้าน ทั้งประตู หน้าต่าง จะประดับประดาไปด้วยสีแดง และกระดาษสีแดงที่มีคำอวยพรให้อายุยืน ร่ำรวย อยู่ดีมีสุข ฯลฯ 

จากนั้นครอบครัวจะร่วมรับประทานอาหารที่ล้วนแต่มีความหมายมงคลทั้งสิ้น เช่น กุ้ง จะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรืองและความสุข เป๋าฮื้อแห้ง หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสด จะนำมาซึ่งความโชคดี จีฉ่าย (ผมเทวดา) สาหร่าย จะนำความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร หลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้ว ทุกคนในครอบครัวจะนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่ โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง

โดยในวันตรุษจีนจะความเชื่อที่สืบทอดกันมา บางครอบครัวยึดถือเพื่อไม่ให้ขัดต่อโชคลาภที่จะได้รับในปีใหม่นี้ งดกิจกรรมที่มีความหมายไม่ดี เพื่อเชื่อว่าจะส่งผลไปตลอดทั้งปี ยกตัวอย่างเช่น

1.) ห้ามกวาดบ้าน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกวาดโชคลาภออกไปจากบ้านจนหมด
2.) ห้ามตัดผม สระผม ห้ามตัดเล็บ เพราะเชื่อว่าจะเป็นการนำความมั่งคั่งออกไป
3.) ห้ามใส่เสื้อผ้าสีขาวดำ เพราะเป็นสีแห่งความเศร้าโศก จึงนิยมใส่สีแดง เพราะเป็นสีแห่งความสุข และโชคดี
4.) ห้ามให้ยืมเงิน เพราะจะทำให้เสียทรัพย์ตลอดปี
5.) ห้ามพูดจาไม่ดี หรือ ห้ามพูดคำหยาบ เพราะจะทำให้ครอบครัวทะเลาะกัน และนำพาแต่เรื่องวุ่นวายมาตลอดทั้งปี

การเฉลิมฉลองตรุษจีนในประเทศไทย

สำหรับชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือ วันจ่าย วันไหว้ และ วันเที่ยว โดยยึดเอาสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน ดังนี้

วันจ่าย คือวันก่อนวันสิ้นปี เป็นวันที่ชาวไทยจะต้องไปซื้ออาหาร ผลไม้ และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว ไม่จำเป็นจะต้องมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ (ตี่จู๋เอี๊ยะ) ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ 4 วันที่แล้วเพราะว่าเจ้าที่ไม่ได้ไปไหนเมื่อสี่วันที่แล้ว ตัวเราส่งแต่ เจ้าซิ้ง หรือเจ้าเตา

วันไหว้ จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาด้วยกัน ได้แก่ 

ตอนเช้ามืด จะไหว้ "ป้ายเล่าเอี๊ย" เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ เครื่องไหว้คือ เนื้อสัตว์สามอย่าง (ซาแซ ซำเช้ง) ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ หรือเพิ่มตับ ปลา เป็นเนื้อสัตว์ห้าอย่าง (โหงวแซ) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง

ตอนสาย จะไหว้ "ป้ายแป๋บ้อ" คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ อาหารคาวหวาน (ส่วนมากจะทำตามที่ผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) 

รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และถือเป็นเวลาที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว

ตอนบ่าย จะไหว้ "ป้ายฮ่อเฮียตี๋” เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเพื่อเป็นสิริมงคล

วันเที่ยว หรือ วันถือ คือวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่หนึ่ง ของเดือนที่หนึ่งของปี วันนี้ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันคือ "ป้ายเจีย" เป็นการไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะส้มออกเสียงภาษาแต้จิ๋วว่า "กิก" (橘) ไปพ้องกับคำว่าความสุขหรือโชคลาภ 吉 แปลว่า โชคลาภ หรือ ภาษาฮกเกี้ยน และ ภาษากวางตุ้ง ส้มเรียกว่า "ก้าม" (柑) ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง (金) เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำความสุขหรือโชคลาภไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล (เสมือนมี 吉 ประกอบกัน 4 ตัว ) 


แหล่งที่มา :
https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2024639
https://travel.trueid.net/detail/YoR67XwBnXGo
https://hilight.kapook.com/view/19792
https://www.cigna.co.th/health-wellness/travel/chinese-new-year-history


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top