Saturday, 28 May 2022
NEWS

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถาบันตักสิลา ภูมิปัญญาแห่งอีสาน

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ถือกำเนิดมาจากวิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2511 โดยอาจารย์บุญถิ่น อัตถากร อดีตอธิบดีกรมการฝึกหัดครู (พ.ศ. 2500 - 2513) ซึ่งท่านได้มีแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาในสมัยนั้น เรื่องความต้องการใช้การศึกษาช่วยพัฒนาชุมชนในชนบท จึงต้องรีบผลิตครูที่มีคุณภาพและจำนวนมากพอเพียงออกไปเป็นผู้นำ โดยการศึกษาฝึกหัดครูจะต้องเป็นขั้นๆ โดยลำดับจนถึงขั้นปริญญา ขณะเดียวกันก็ค่อยลดการผลิตครูระดับประกาศนียบัตรลงจนเลิกไปในที่สุด และผลิตครูขั้นปริญญาเพิ่มขึ้นๆ และเมื่อถึงโอกาสอันสมควร สถานศึกษาฝึกหัดครู สถานศึกษาอาชีวศึกษา และสถาบันขั้นปริญญาต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกันและจังหวัดใกล้เคียง ก็จะรวมกันเป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาค ทั้งนี้อาจารย์บุญถิ่น ได้มีแนวคิดและเหตุผลที่เลือกจังหวัดมหาสารคามให้เป็นที่ตั้งของวิทยาลัย “ครูปริญญา” ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นว่า
.
“…ทางภาคเหนือนั้น เดิมเราตั้งใจจะเปิดที่เชียงใหม่ก่อน แต่เมื่อมีมหาวิทยาลัยตั้งขึ้นในระยะที่เรากำลังดำเนินการอยู่ จึงเปิดที่พิษณุโลก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นขั้นแรกเตรียมจะเปิดที่อุบลหรืออุดรธานี แต่ในระยะนั้นแถบชายแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ค่อยเรียบร้อยจึงเปิดที่มหาสารคาม ในภาคใต้และภาคกลางก็จะเปิดหลายแห่ง แต่เนื่องจากกำลังคนมีจำกัด จึงเปิดเพียงสองแห่งไปตามกำลังคนที่มีอยู่ในขณะนั้น คือที่สงขลาและบางเขน…”
.
ในช่วงระยะแรกของการก่อตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคามนั้น ต้องประสบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานจากความไม่พร้อมในด้านอาคารสถานที่ บุคลากร และอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน จึงต้องอาศัยวิทยาลัยครูมหาสารคาม (มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในปัจจุบัน) ในเบื้องต้นเกือบทั้งหมด ซึ่งช่วยสนับสนุนและเป็นพี่เลี้ยงในช่วงก่อตั้ง วิทยาลัยวิชาการศึกษาอื่นที่ไปตั้งในแต่ละภูมิภาคต่างก็ประสบในทำนองเดียวกันและช่วยเหลือกันในการแก้ปัญหาดังกล่าว
.
หลักสูตรที่เปิดสอนในปีการศึกษาแรก พ.ศ. 2511 มี 2 วิชาเอก คือ วิชาเอกภาษาอังกฤษและชีววิทยา ประกอบด้วย 3 คณะวิชาคือ คณะวิชาการศึกษา คณะวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และคณะวิชามนุษยธรรมศึกษาและสังคมศาสตร์ โดยคณะวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และคณะวิชามนุษยธรรมศึกษาและสังคมศาสตร์ เป็นคณะวิชาที่เปิดสอนวิชาพื้นฐานให้กับหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตของคณะวิชาการศึกษา จึงยังไม่ได้เปิดรับนิสิต ส่วนคณะวิชาการศึกษาสามารถเปิดรับนิสิตรุ่นแรกได้จำนวน 134 คน ซึ่งนิสิตที่มาเรียนในระยะแรก ปีการศึกษา 2511 – 2515 ได้รับการเลือกจากผู้สมัครที่มีผลการเรียนดีจากวิทยาลัยครูทั่วประเทศมาศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาตรี 2 ปี
.
ในปีการศึกษา 2512 การก่อสร้างอาคารสถานที่ของวิทยาลัยเสร็จสมบูรณ์และเปิดใช้งาน คือ อาคารเรียน 1, หอสมุด หอศิลป์ โรงอาหาร หอพักชาย และหอพักหญิง จากนั้นวิทยาลัยจึงได้มีการพัฒนามาตามลำดับ
.
ในปี 2514 ได้มีการดำเนินการขอพื้นที่ฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นที่ราชพัสดุของกองทัพอากาศ ซึ่งได้ใช้เป็นสนามแข่งม้าและสนามบินจากนั้นจึงได้มีการก่อสร้างอาคารเรียนและหอพักเพิ่มเติม
.
ต่อมาในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2517 ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นการรวมวิทยาลัยเขตทั้งหมด เป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และโอนสถานะไปสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย และเรียกชื่อมหาวิทยาลัยและชื่อวิทยาเขตตามสถานที่ตั้งของวิทยาเขตต่อท้าย ยกเว้นวิทยาเขตพระนครให้เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน
.
ก่อนที่จะได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยได้นั้น ทางวิทยาลัยวิชาการศึกษาได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ทั้งนี้ เมื่อครั้งที่ศาสตราจารย์ ดร. สุดใจ เหล่าสุนทร เข้าดำรงตำแหน่งอธิการวิทยาลัยวิชาการศึกษา และเห็นว่าการบริหารงานของวิทยาลัยนั้นขาดความคล่องตัวอยู่มาก เนื่องด้วยข้อจำกัดหลายประการจะเป็นปัญหาระยะยาวในการขยายผลด้านการศึกษาในอนาคตต่อไป จึงได้ร่างพระราชบัญญัติเพื่อขอยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยต่อสภาวิทยาลัยวิชาการศึกษา 
.
เมื่อได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อไปตามลำดับ โดยเป็นการดำเนินการตามวิธีที่ถูกต้องและขั้นตอนระเบียบแบบแผนของทางราชการ เริ่มตั้งแต่สภาวิทยาลัยวิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สภาการศึกษา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม การดำเนินการได้หยุดชะงักไปขณะหนึ่ง เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองของประเทศในช่วงเวลานั้น จนกระทั่งมีการยกฐานะวิทยาลัยวิชาการศึกษาเป็นกรมหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 ต่อมาในวันที่ 16 มกราคม 2517 คณะรัฐมนตรี มีมติให้ยกฐานะวิทยาลัยวิชาการศึกษาเป็นมหาวิทยาลัย และได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ กระทั่งมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2517 
.
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อมหาวิทยาลัยให้เป็นมงคลนามและพระราชทานความหมายว่า " มหาวิทยาลัยที่เจริญเป็นศรีสง่าแก่มหานคร " โดย ' วิโรฒ ' มาจาก ' วิรูฒ '(ภาษาสันสกฤต) ' วิรุฬห์ ' (ภาษาบาลี) ซึ่งแปลว่า " เจริญ , งอกงาม "
.
ภายหลังทางวิทยาลัยโดยความร่วมมือทั้งอาจารย์และนิสิต ได้พยายามดำเนินการมาตามลำดับ ทั้งนี้โดยตระหนักจากการพิจารณาองค์ ประกอบความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของวิทยาลัยและประโยชน์อันจะเกิดขึ้นต่อ วิทยาลัยและในวงกว้างทางการศึกษาและประเทศชาติต่อไป ทางวิทยาลัย จึงได้มีการชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย
.
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคามได้มีพัฒนาการมาตามลำดับโดยอาศัยเงื่อนไขของเวลาในการสร้างความพร้อมต่าง ๆ กระทั่งสามารถดำเนินการแยกเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศสำเร็จภายใต้ชื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2537 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา นับเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งที่ 19 ของประเทศไทย สำหรับแนวคิดในการแยกตัวเป็นเอกเทศนั้นได้เริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2527 โดย ดร.ถวิล ลดาวัลย์รองอธิการบดีเวลานั้นได้มีแนวความคิดที่จะรวมสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหลักๆของจังหวัดมหาสารคามเข้าเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่แนวคิดดังกล่าวได้ติดขัดปัญหาบางประการจึงไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เช่น ปัญหาของต้นสังกัดเดิมของแต่ละสถาบัน เป็นต้น ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2531 รองศาสตราจารย์ ดร. วีระ บุญยกาญจนะเป็นรองอธิการบดีจึงได้มีการเสนอให้แยกออกจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอีกครั้ง โดยให้ลักษณะเป็นสถาบันในนามของสถาบันบัณฑิตศึกษาเพื่อพัฒนาชนบท แต่ให้มีสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัย หากแต่ไม่อาจดำเนินต่อไปให้สัมฤทธิ์ผลได้เช่นกัน
.
กระทั่งในปี พ.ศ. 2535 เมื่อรองศาสตราจารย์ ดร. จรูญ คูณมีเป็นรองอธิการบดี จึงได้มีสืบสานแนวคิดที่จะแยกตัวออกอีกครั้ง และเริ่มปรากฏผลชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ประกอบกับในช่วงเวลานั้น นายสุเทพ อัตถากร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งได้ให้สนใจและความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในการสนับสนุนแนวคิดที่จะให้มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในจังหวัดมหาสารคาม การดำเนินงานจึงได้เริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำโครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหาสารคามและคณะกรรมการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2535 จากนั้นจึงได้ดำเนินงานมาตามขั้นตอนจนสามารถยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยได้สำเร็จดังที่กล่าวข้างต้นในช่วงรองศาสตราจารย์ ดร. บุญชม ศรีสะอาด เป็นรองอธิการบดี ซึ่งได้สืบสานแนวคิดและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งบุคคลภายในและภายนอกในสายงานต่าง ๆ ในระหว่างที่มีการดำเนินการเพื่อยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศนั้นได้มีการทบทวนเรื่องชื่อของมหาวิทยาลัยเพื่อหาความเหมาะสมและเห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย โดยการดำเนินการสำรวจประชามติให้เป็นเอกฉันท์ ซึ่งชื่อที่เสนอในครั้งนั้นมีความหลากหลายของที่มาและแนวคิด ได้แก่ มหาวิทยาลัยอีสาน มหาวิทยาลัยภัทรินธร มหาวิทยาลัยศรีเจริญราชเดช มหาวิทยาลัยศรีมหาชัย มหาวิทยาลัยศรีมหาสารคาม จนกระทั่งได้มาเห็นชอบพร้อมกันต่อชื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในเบื้องท้ายดังปรากฏในปัจจุบัน
.
ภายหลังได้มีการขยายพื้นที่มายัง ป่าโคกหนองไผ่ ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม บนเนื้อที่ประมาณ 1,300 ไร่ ขณะนั้นของรองศาสตราจารย์ ดร. ภาวิช ทองโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามคนแรก (พ.ศ. 2538-2546) และได้ดำเนินการสร้างอาคารต่าง ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ภายหลังจึงได้ย้ายศูนย์กลางบริหารงานมา ณ ที่ทำการแห่งใหม่ในปีการศึกษา 2542 อีกทั้งยังได้มีการเปิดสาขาวิชาและคณะใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อเปิดบริการทางการศึกษาให้มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น
.
นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังได้เปิดสอนระดับประถมและมัธยมศึกษาในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยเปิดสอนในปีการศึกษา 2540 เป็นปีการศึกษาแรก และยังได้ขยายการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโทไปยังวิทยาเขตนครพนม (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิทยาเขตนครพนม ปัจจุบันแยกเอกเทศเป็น มหาวิทยาลัยนครพนม) และศูนย์พัฒนาการศึกษาอุดรธานี โดยใช้สอน ระบบทางไกลผ่านดาวเทียม
.
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีศูนย์กลางการบริหารงานตั้งอยู่เลขที่ 41 หมู่ 20 ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ประมาณ 1,300 ไร่ และที่ตั้งเดิม ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 269 หมู่ 2 ถนนนครสวรรค์ ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ 368 ไร่ เปิดทำการเรียนการสอนกว่า 200 หลักสูตรใน 17 คณะ 2 วิทยาลัย 2 สถาบันวิจัย คลอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นับเป็นสถาบันอุดมศึกษา (สถาบันอุดมศึกษา คือ สถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป มีสถานะทั้ง วิทยาลัย มหาวิทยาลัย และสถาบัน) แห่งที่ 14 ของไทยที่ทำการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไปถัดจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร วิทยาลัยวิชาการศึกษาปทุมวัน วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก


ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  
 

กาฬสินธุ์ เปิดสอนครูกู้ชีพ ช่วยชีวิตเบื้องต้น ลดอัตราเสี่ยงเสียชีวิต

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ จัดโครงการหลักสูตรครูสอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (Basic CPR Instructor)  ให้กับอาสากู้ชีพในจังหวัดกาฬสินธุ์ ลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะฉุกเฉินและตอบสนองนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการให้คนไทยทำ CPR เป็น 10 ล้านคน ภายใน 3 ปี ได้
.
ที่หอประชุมธรรมาภิบาล เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นายแพทย์อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานจัดอบรมโครงการหลักสูตรครูสอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (Basic CPR  Instructor)  โดยมีนางอาภิรมย์ ชิณโน หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ สุขภาพจิตและยาเสพติด พร้อมด้วยบุคลากร เจ้าหน้าที่ สำนักงานสาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ และอาสากู้ชีพกู้ภัยจากมูลนิธิการกุศลจำนวน 200 คน เข้ารับการอบรม 
.
นายแพทย์อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า การช่วยฟื้นคืนชีพ เช่น เหตุวูบ หมดสติ จมน้ำ หรือเนื่องจากโรคประจำตัว รวมทั้งอุบัติเหตุอื่นใด เป็นเรื่องที่สำคัญมากโดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤติฉุกเฉิน การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยความรู้ที่ถูกต้องและรวดเร็ว ในกรณีที่บริเวณเกิดเหตุมีเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) ผู้ช่วยเหลือสามารถปฏิบัติการกู้ชีพ ร่วมกับการกระตุ้นหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งโครงการหลักสูตรครูสอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐานในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญ ในการให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม ในการกู้ชีพกู้ภัยขั้นพื้นฐาน และสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะฉุกเฉินได้ 
.
นายแพทย์อภิชัยกล่าวอีกว่า สำนักงานสาธารณสุขกาฬสินธุ์ มีแนวทางในการที่จะจัดโครงการหลักสูตรครูสอนการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (Basic CPR Instructor)  ให้กับอาสากู้ชีพใน จ.กาฬสินธุ์เป็นประจำทุกปี แต่เนื่องจากในช่วงท่านมาเกิดสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 จึงเป็นเหตุให้งดการจัดโครงการไป อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์โควิด-19 ผ่อนคลาย สามารถเปิดเมืองตามประกาศ ของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.)และเตรียมประกาศเป็นโรคประจำถิ่น จึงได้ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจัดอบรม และยังมีแนวทางที่จะเปิดการอบรมขยายผลไปยังกลุ่ม อสม.และสถานศึกษาในโอกาสต่อไป และตอบสนองนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการให้คนไทยทำ CPR เป็น 10 ล้านคน ภายใน 3 ปี
.
ด้านนางสาวปิยกุล สิงห์ทอง อาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัยเมตตาธรรมกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า การได้เข้าอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้การปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นอย่างมากต่อการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ซึ่งจะเป็นการกู้ชีพได้อย่างรวดเร็วถูกต้องได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการทำ CPR โดยมุ่งหวังว่าการนำความรู้ที่เข้าอบรมในครั้งนี้ นอกจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ยังตั้งใจที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้กับผู้ที่สนใจ เพื่อที่ทุกคนจะได้มีความรู้ในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุหากอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ จะเป็นการลดการสูญเสียได้เพิ่มมากขึ้น
.
ทั้งนี้ หลักสูตรการอบรมในครั้งนี้ใช้ระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่  25-27 พฤษภาคม 2565  ผู้เข้าอบรมประกอบด้วย ผู้ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิการกุศล จำนวน  200 คน โดยได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
 


 

ตร. ออกโรงเตือน !!!! ปลอมบัญชีออนไลน์คนดัง หลอกเรื่องไหนก็เสี่ยงคุก

เมื่อวันที่ 25พ.ค.65 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีผู้ไม่หวังดีนำเอาภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือบุคคลที่เป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ มาสร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอมเพื่อใช้ในการฉ้อโกงเป็นจำนวนมาก เช่น หลอกว่าจะแจกรางวัล หลอกว่าจะมอบทรัพย์สิน หรือหลอกยืมเงิน เป็นต้น
.
ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตรวจสอบพบว่ามีหลายกรณีที่เป็นการหลอกลวงที่ประชาชนทั่วไปสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องเท็จ เช่น กรณีแอบอ้างเป็น ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ขอความช่วยเหลือกองทัพรัสเซียทำสงครามกับประเทศยูเครนโดยให้โอนเงินผ่านทรูมันนี่, กรณีแอบอ้างเป็น น.ส.ดนุภา หรือ มิลลิ คณาธีรกุล ขอยืมเงินค่าทำเพลงโดยให้โอนเงินผ่านทรูมันนี่ และ กรณีแอบอ้างเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ขอยืมเงินค่ารถเพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอาจไม่ได้เป็นการแอบอ้างเพื่อหลอกเอาทรัพย์สิน แต่อาจเป็นการทำขึ้นเพื่อสร้างคอนเทนต์ปลอม หวังเอายอดไลก์ ยอดวิว ของผู้ไม่หวังดี
.
ทั้งนี้ขอเรียนว่า การแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น เพื่อหลอกยืมเงิน หรือสร้างคอนเทนต์ปลอมเพื่อหวังเอายอดไลก์ ยอดวิว จะเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย
.
ทั้งนี้ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นบุคคลหรือบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ใด แอบอ้างเป็นบุคคลอื่น เพื่อขอยืมเงินหรือหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สิน กรุณาแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดไปที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ที่มา https://thestatestimes.com/post/2022052511 
 

“พอ ให้ ปล่อยวาง” พระพรหมบัณฑิต ยกคติธรรมจาก “คนขับแท๊กซี่” นำพาชีวิตเป็นสุข

พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร โพสต์เฟซบุ๊ก ‘คติธรรม วาทะธรรม พระพรหมบัณฑิต’ ข้อความว่า
.
อาตมาเรียกแท็กซี่คันหนึ่งเพื่อให้ไปส่งที่วัดมหาธาตุ ตกลงจะจ่ายค่าโดยสาร ๕๐ บาท
.
อาตมานั่งข้างหน้าคู่กับคนขับเมื่อรถแล่นไปพักหนึ่ง คนขับแท็กซี่ถามว่า ท่านบวชพระมานานแล้วหรือ
.
อาตมาตอบว่าบวชมานานแล้ว
.
เขาถามต่อ “ท่านบวชแล้วมีความสุขดีหรือ”
.
“ก็เรื่อย ๆ นะ” อาตมาตอบแล้วถามกลับไปบ้างว่า
.
“คุณขับแท็กซี่มานานแล้วหรือ” 
.
“นานแล้วครับ ผมขับแท็กซี่มา ๒๗ ปีแล้วครับ”
.
“ขับแท๊กซี่แล้วมีความสุขดีหรือ”
.
“มีความสุขมากครับ ผบขับแท็กซี่แล้วผมดับทุกข์ได้”
.
เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ทำให้อาตมานึกถึง เรื่องสิทธาถะที่พายเรือข้ามฟากขึ้นมาทันที
.
“คุณขับแท็กซี่ตลอดเวลาไม่เคยประกอบอาชีพอื่น เลยหรือ” อาตมาถามต่อ
.
เขาตอบว่า “ผมเคยขับรถที่กระทรวงแห่งหนึ่ง แต่ผมอยู่ไม่ได้ ผมไม่ชอบระบบราชการที่เล่นพรรคเล่นพวกกันเหลือเกิน ทำราชการต้องมีเส้นสายครับ ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน ค่าของคนอยู่ที่ว่าเป็นคนของใคร ผมเบื่อหน่ายจึงลาออกไปเป็นพนักงานขับรถที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ผมก็อยู่ไม่ได้”
.
“ทำไม ที่มหาวิทยาลัยนั้นก็มีการเล่นพรรคเล่นพวกกันหรือ”
.
“ไม่ใช่อย่างนั้น ผมขอถามหน่อย คนเราเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร คนเรียนมากเป็นคนฉลาดมากขึ้นใช่ไหม”
.
“ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น”
.
“คนเรียนมากฉลาดมากควรมีความสุขมากขึ้นใช่หรือไม่ แต่ผมว่าไม่จริงประสบการณ์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นสอนผมว่า คนเรียนมากฉลาดมากกลับทุกข์
มากขึ้น พวกดอกเตอร์ ครูบาอาจารย์ที่นั่นมีความทุกข์เหลือเกิน ตัวเองทุกข์คนเดียวไม่พอยังทำให้นิสิตนักศึกษาทุกข์ไปด้วย ที่เป็นเช่นนั้นแสดงว่า
ต้องมีอะไรผิดพลาดในระบบการศึกษาของชาติเป็นแน่”
.
“คุณเห็นว่าผิดพลาดอย่างไร” อาตมาซักต่อ
.
“ผมว่าครูบาอาจารย์สอนผิด พวกเขาสอนให้คนมีความทุกข์แทนที่จะสอนให้คนมีความสุข ผมเตือนพวกเขาให้เปลี่ยนวิธีสอนใหม่เพื่อให้คนมีความสุข
พวกเขาไม่เชื่อผม ผมจึงลาออกมาขับแท็กซี่เลยครับ”
.
“คุณบอกพวกเขาว่าอย่างไร”
.
“อักษรไทยมีพชัญชนะกี่ตัว” เขาย้อนถาม
.
“สี่สิบสี่ตัว” อาตมาตอบ
.
“ในสี่สิบสี่ตัวท่านทราบไหมว่าอักษรตัวไหนดีและตัวไหนชั่วผมไปบอกพวกครูบาอาจารย์ให้สอนเด็กว่าอักษรตัวไหนเป็นตัวดีและตัวใดเป็น
ตัวชั่วเด็กจะได้ไม่ทุกข์ พวกครูบาอาจารย์ไม่ฟังผม พวกเขาบอกว่าหนังสือไม่มีตัวดีตัวชั่ว มีแต่กลาง ๆ”
.
อาตมาถามเขาว่า “อักษรอะไรเป็นตัวดี อะไรเป็นตัวชั่ว” 
.
“ตัวชั่วมี ๓ ตัว คือ ล ก ล ตัวดีมี ๓ ตัว คือ พ ห ช”
.
“ล ก ล หมายถึงอะไร”
.
เขาตอบว่า “ ท่านเป็นพระไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ล ก ล ก็คือ โลภ โกรธ หลง นั่นไง มันชั่วไหมท่าน”
.
“ใช่แล้ว โลภ โกรธ หลง เป็นอกุศลมูลคือรากเหง้าของความชั่ว คุณเล่นย่ออย่างนี้ใครจะไปรู้ว่าแต่ พ ห ช คืออะไร เป็นตัวดีจริงหรือเปล่า”
.
เขาตอบว่า “ เพื่อนที่ขับแท๊กซี่ด้วยกันมีความทุกข์มาก พวกเขาบ่นว่า ค่าเช่าแพง รายได้ก็น้อย แต่ผมไม่ทุกข์เพราะผมใช้ พ พาน คือ รู้จักพอ คนเราถ้ารู้จักพอจะมีความสุขใช่ไหม”
.
อาตมาเห็นด้วยกับคำตอบของเขา เพราะพระพุทธ-เจ้าตรัสว่า “ สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ ความรู้จักพอเป็นยอดทรัพย์ ” คนจนมีสองประเภทคือ คนจนเพราะไม่มี
กับคนจนเพราะไม่พอ คนส่วนใหญ่จนเพราะไม่รู้จักคำว่าพอ ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ ต้องคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ คนที่มีความสุขในชีวิตต้องเป็นคนรู้จักพอ หมายถึงว่า “พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ทำ” ใครไม่มีสิ่งที่ชอบก็ต้องชอบสิ่งที่ตนมี ภาษิตฝรั่งว่า “นกตัวเดียวในกำมือดีกว่านกสองตัวบนต้นไม้ ” คนไทยทุกวันนี้หลงอยู่ในวัตถุนิยม ได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ
.
อาตมาถามคนขับแท็กซี่ต้อไปว่า “ห คืออะไร”
.
เขาตอบว่า “ ห คือ รู้จักให้ ถ้าผู้โดยสารต่อราคากับผม ผมลดให้เขาบ้าง ถ้าผู้โดยสารขอให้ผมไปส่งต่ออีกนิด ผมก็ไปให้ ผมถือว่า ผมให้บริการแก่ผู้โดยสาร ผู้โดยสารก็ให้ค่าโดยสารแก่ผม”
.
อาตมาเห็นด้วยกับเขา สังคมอยู่ได้เพราะมีการให้และการรับ จิตที่คิดจะให้ดีกว่าจิตที่คิดจะเอา ในครอบครัวใดทุกคนคิดแต่จะเอาจะไม่มีใครได้แต่ถ้า
ทุกคนคิดแต่จะให้ทุกคนจะได้
.
อาตมาถามต่อไปว่า “แล้ว ช คืออะไร ”
.
ขณะนั้นรถแท็กซี่ติดไฟแดงอยู่หน้าสุด ไฟเขียวส่งสัญญาณขึ้นแล้ว คนขับแท็กซี่ยังไม่ยอมออกรถ เพราะสนทนาธรรมเพลิน รถคันหลังจึงบีบแตร่ไล่
คนขับแท๊กซี่จึงบอกว่า “ ไฟเขียวเพิ่งขึ้น เขาบีบแตร่ไล่ผมแล้ว ไม่รู้จะรีบไปตายที่ไหน ผมโดนบีบแตร่ไล่ประจำ แต่ผมก็ไม่โกรธหรือหัวเสียเพราะผมใช้ ช
ครับ”
.
“หมายถึงอะไร”
.
“ช่างเขาเถอะ ผมโดนบีบแตร่ไล่ผมก็คิดว่าช่างเถอะ” นั่นคือการปล่อยวางแบบหนึ่งทำให้สบายใจดี 
.
ใครชอบใครชังช่างเถิด
ใครเชิดใครแช่งช่างเขา
ใครเบื่อใครบ่นทนเอา
ใจเราร่มเย็นเป็นพอ
.
เมื่อแท็กซี่มาถึงวัดมหาธาตุฯ อาตมาจ่ายค่าแท็กซี่ ไป ๖๐ บาท เพิ่มจากราคาที่ตกลงกันไว้ ๑๐ บาท แต่เขารับเพียง ๕๐ บาท เมื่อถามว่าเพราะเหตุใด
.
เขาตอบว่า “ผมไม่เอาหรอกครับ ผมรู้จักพอ”
.
แล้วเขาก็ขับรถต่อไปอย่างมีความสุข เพราะเขามีธรรมประจำใจสามข้อเท่านั้น คือ
.
รู้จักพอ (สันโดษ) 
รู้จักให้ (ทาน)
และรู้จักปล่อยวาง (จาคะ)


ที่มา : https://www.facebook.com/100011414200643/posts/pfbid02a3NRwFRVhEpfoVJoEVoJKY3aj3R3di7ux9AfGngE4KXsCymjWcnE8e2SNPsWu8whl/ 
 

มหาวิทยาลัยบูรพา จากวิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน สู่ศูนย์กลางพัฒนาประเทศแห่งภาคตะวันออก

ความเป็นมาก่อนจะมาเป็นมหาวิทยาลัยบูรพา เริ่มในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้ง “โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง” ขึ้นที่ซอยประสานมิตร อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น “วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร” ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้ขยายวิทยาเขตออกไปอีก ๒ แห่ง ได้แก่ “วิทยาลัยวิชาการศึกษา ปทุมวัน” และ “วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน” 
.
การจัดตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษาที่บางแสน จังหวัดชลบุรีนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนทั้งหลายได้ทราบว่า รัฐบาลได้ขยายการอุดมศึกษาออกไปสู่ส่วนภูมิภาคแล้ว วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน จึงเป็นสถาบันที่ให้ปริญญาแห่งแรกในส่วนภูมิภาค
.
ดินแดนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสนตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้ เดิมทีเรียกว่า สวนหลวง เป็นที่ดินของกรมหมื่นพิชิตปรีชากร ใน พ.ศ. ๒๔๙๘ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้แทน ได้ซื้อที่ดินสวนหลวง ด้วยเงิน ๒๕๒,๐๐๐ บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะตั้งวิทยาลัยวิชาการศึกษาขึ้นในส่วนภูมิภาค ขณะนั้นเป็นสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มี พลเอกหลวงพรหมโยธี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการวางศิลาฤกษ์วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ วิทยาลัยจึงได้ถือเอา วันที่ ๘ กรกฎาคม เป็นวันสถาปนาวิทยาลัยและมีการเฉลิมฉลองวันสำคัญนี้ทุกปี      
.
ขณะนั้นดินแดนสวนหลวงเป็นที่ขาดการทะนุบำรุง จึงมีต้นไม้ขึ้นรกรุงรังส่วนใหญ่ก็มีต้นมะพร้าวเมื่อเป็นเช่นนี้จำเป็นจะต้องหาผู้ที่เข้มแข็ง บุกเบิกวิทยาลัยแห่งนี้ พลเอกหลวงพรหมโยธี และหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล จึงแต่งตั้งให้ ดร.ธำรง บัวศรี มาเป็นรองอธิการคนแรก และมีอาจารย์มาช่วยอีก ๖ คน รวม ๗ คน เป็นผู้พัฒนาดินแดนแห่งนี้เป็นรุ่นแรก
.
วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน มีนิสิตรุ่นแรกที่ผ่านการสอบคัดเลือกเป็นชายทั้งสิ้น ๔๑ คน ขณะนั้นมีอาจารย์ ๗ ท่าน โดย ดร.ธำรง บัวศรี เป็นรองอธิการ และในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ มีผู้สำเร็จการศึกษาเป็นรุ่นแรกจำนวน ๓๕ คน 
.
วิทยาลัยวิชาการศึกษาได้รับการเปลี่ยนฐานะเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและโอนสังกัดจากกระทรวงศึกษาธิการมาสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งมีวิทยาเขตทั้งหมด ๘ แห่ง ดังนั้นวิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน จึงมีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน
.
เมื่อเป็นมหาวิทยาลัย มีคณะวิชาเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีการผลิตบัณฑิตเฉพาะหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) เท่านั้น การผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน มีทั้งหมด ๖ คณะวิชา และหน่วยงานเทียบเท่าคณะ ๑ หน่วยงาน คือ บัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท โดยเปิดสอนใน ๔ สาขาวิชา ได้แก่ การประถมศึกษา การบริหารการศึกษา ชีววิทยา และจิตวิทยาและการแนะแนว
.
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน แม้จะมีฐานะเป็นมหาวิทยาลัย แต่ก็เป็นเพียงวิทยาเขตหนึ่งเท่านั้น การบริหารงานในรูปแบบวิทยาเขตไม่มีความคล่องตัวและได้รับงบประมาณจำกัดจึงมีความเคลื่อนไหวของวิทยาเขตต่าง ๆ ที่จะแยกตัวเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ จนในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ คณะรัฐมนตรีมีอนุมัติให้ยกฐานะมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน เป็นมหาวิทยาลัยใหม่โดยมีการออกพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยต่อไป และเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ จึงได้มีประกาศยกฐานะมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน เป็น มหาวิทยาลัยบูรพา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๗ ตอนที่ ๑๓๑ 
.
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน ได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยบูรพา ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ การเปลี่ยนฐานะเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ มีนายกสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดี เป็นผู้บริหารสูงสุด มีตำแหน่งคณบดีและผู้อำนวยการในหน่วยงานคณะ สำนักและสถาบัน ทำให้การบริหารงานมีความคล่องตัวมากขึ้น หน่วยงานที่มีประกาศในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. ๒๕๓๔ ประกอบด้วย
        ๑.  สำนักงานอธิการบดี
        ๒.  คณะพยาบาลศาสตร์
        ๓.  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
        ๔.  คณะวิทยาศาสตร์
        ๕.  คณะศึกษาศาสตร์
        ๖.  บัณฑิตวิทยาลัย
        ๗.  สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล
        ๘.  สำนักหอสมุด 
.
มหาวิทยาลัยบูรพาได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านกายภาพ บุคลากรและการพัฒนาระบบบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพิ่มขึ้นและมีการขยายงาน โดยในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้จัดตั้งวิทยาเขตสารสนเทศ จันทบุรี ที่จังหวัดจันทบุรี และในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จัดตั้งวิทยาเขตสารสนเทศ สระแก้ว ที่จังหวัดสระแก้ว นอกจากนั้นยังได้จัดตั้งหน่วยงานภายในอีกหลายหน่วยงาน               
.
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยบูรพาจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในหลากหลายกลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมีคณะ ๒๗ คณะ และมีสถาบัน สำนัก ศูนย์ และโรงเรียนในสังกัด รวมจำนวน ๔๔ ส่วนงาน มีนิสิตมากกว่า ๔๘,๐๐๐ คน
.
มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ มีภารกิจหลักในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณลักษณะเป็นผู้นำ เน้นด้านอุตสาหกรรมและบริการ มีความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม ส่งเสริมการวิจัยเชิงบูรณาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและมุ่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ทั้งยังให้บริการทางวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่สังคม เพื่อให้เกิดสังคมอุดมปัญญาที่สามารถพึ่งพาตนเอง มีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ตลอดจนส่งเสริมให้ส่งเสริมให้สังคมภาคตะวันออกตระหนักถึงคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติให้ดำรงอยู่ต่อไป
.

มหาวิทยาลัยบูรพามุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิตเพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาของมหาวิทยาลัยที่  “สร้างเสริมปัญญา ใฝ่หาความรู้ คู่คุณธรรม ชี้นำสังคม”


 ที่มา http://www.lib.buu.ac.th/buuarchives/ประวัติมหาวิทยาลัย/   
 

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศูนย์กลางความรู้ มากคุณค่าแห่งอีสานใต้

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นมหาวิทยาลัยที่ยกฐานะมาจาก วิทยาลัยอุบลราชธานี สังกัด มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2533 ในรัฐบาลของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ด้วยความมุ่งหมายให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งที่ 2 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการจัดการศึกษาเน้นหนักทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองต่อความต้องการพัฒนา กำลังคนของประเทศ ซึ่งกำลังมุ่งพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศ กึ่งอุตสาหกรรม และเพื่อเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษา ให้แก่ประชาชนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้นรวมทั้งให้มหาวิทยาลัย เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นสามารถนำความรู้ ที่ได้ไปปรับปรุงการประกอบวิชาชีพของตนเองเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นต่อไป
.
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปิดทำการเรียนการสอนครั้งแรกในปีการศึกษา 2531 ภายใต้ชื่อ "วิทยาลัยอุบลราชธานี" โดยเปิดทำการสอน ในสาขาเกษตรศาสตร์ และสาขาวิศวกรรมศาสตร์ มีนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 67 คน ซึ่งฝากเรียนไว้ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อมาในปีการศึกษา 2533 วิทยาลัยอุบลราชธานีได้ยกฐานะมาเป็น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2533 ได้ย้ายสถานที่จัดการศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาประจำ ณ สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยบริเวณกิโลเมตรที่ 10 - 11 ถนนวารินเดชอุดม ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บนเนื้อที่ประมาณ 5,228 ไร่ และเริ่มจัดการเรียนการสอนให้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ของคณะเกษตรศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งได้ถือเอาวันที่ 30 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยแล้วในปี พ.ศ. 2534 คณาจารย์และนักศึกษาทั้งหมด ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น มาประจำ ณ สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยโดยสมบูรณ์ โดยสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้แต่งตั้งให้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี ดำรงตำแหน่งอธิการบดีเป็นคนแรก ในส่วนของการก่อสร้าง เริ่มต้นด้วยงบประมาณเพียง 16 ล้าน ในปี 2531 อาคารหลังแรก ที่ก่อสร้างคือ อาคารเอนกประสงค์
.
ในปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลางของการศึกษาและการค้นคว้าวิจัยในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยครอบคลุมทั้งสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์รวมทั้งสิ้น 10 คณะ 1 วิทยาลัย แบ่งได้เป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีนักศึกษาอยู่ในคณะและวิทยาลัยต่างๆ รวมแล้วประมาณ 15,000 คน ทำการเรียนการสอนทั้งภาคปกติและภาคพิเศษ


ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 
 

#Dek65 ต้องไปต่อ รวมทุกแผนสำรองเมื่อ Admission ไม่ตรงใจ

เด็กไทยกับแอดมิชชั่น เป็นเหมือนคู่ปรับตลอดกาล น้องๆ หลายคนแอดมิชชั่นติด แต่พบว่าคณะที่เรียนไม่ใช่คำตอบ ในขณะที่บางคนก็ต้องเลือกคณะเพื่อครอบครัว แต่พอได้หาข้อมูลคณะนั้นๆ มากขึ้นก็ได้คำตอบว่าไม่ใช่ทางแล้วจะทำยังไงดี เมื่อสอบติดในคณะที่ไม่ตรงใจ 
.
เมื่อผลประกาศออกมาแล้ว ติดในคณะไม่ตรงใจ #dek65 ยังมีทางออก เพราะเด็กรุ่นใหม่ อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน มา follow your dreams เช็กแผนสำรองกัน 
.
1. ไปต่อรอบ 4 Direct Admission 
เมื่อได้คณะที่ไม่ตรงใจในรอบ Admission และไม่ยืนยันสิทธิ์ แนะนำให้น้องๆ ไปต่อรอบ 4 Direct Admission ซึ่งเป็นรอบรับตรงของสถาบัน ยังมีที่นั่งเปิดรับอีกหลายคณะ อาจมีคณะที่น้องๆ รออยู่ก็ได้ เช็กตามหน้าเว็บมหาวิทยาลัยได้เลย
.
2. เข้าเรียนคณะเดิมไปก่อน เพิ่มเติมคือเก็บประสบการณ์เพื่อเตรียมสอบปีหน้า 
สำหรับคนที่ยังไม่มีแผนสำรองตอนนี้ หรือ ติดในคณะก็ยังพอเรียนได้ สามารถเรียนในคณะที่สอบติดเพื่อเก็บประสบการณ์ไปก่อน โดยเฉพาะการเก็บวิชาพื้นฐานเพื่อเตรียมตัวสอบในปีถัดไป เชื่อมั่นในตัวเองว่าปีหน้าจะต้องสอบติดแน่ๆ
.
3. สมัครมหาวิทยาลัยนอกระบบ TCAS
สำหรับคนที่ยืนยันสิทธิ์ไปแล้วและไม่รู้จะไปเลือกคณะอื่นยังไง แนะนำให้ลองมองๆ มหาวิทยาลัยรัฐนอกระบบ TCAS ก็ยังมีอีกหลายแห่งที่เปิดรับโดยไม่ผ่าน TCAS หมายความว่า ไม่ต้องสละสิทธิ์ก็สมัครได้
.
4. สมัครมหาวิทยาลัยเอกชน
ม.เอกชน เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะคุณภาพการเรียนไม่ได้ด้อยกว่า ม.รัฐ แม้ค่าเทอมสูงกว่า ม.รัฐ แต่ก็มีทุนให้สมัครอยู่ตลอด
.
5. สมัครมหาวิทยาลัยเปิด
มหาวิทยาลัยเปิด และ มหาวิทยาลัยตลาดวิชา เป็นอีกหนึ่งแผนสำรองที่น่าสนใจ เพราะตารางการเรียนไม่ได้กำหนดตายตัวแบบมหาวิทยาลัยปิด น้องๆ สามารถหาคณะในฝันเรียนไปพร้อมๆ กับการทำงาน หรือ การเตรียมตัวสอบปีหน้า หรือ สำหรับบางคน ก็เรียนเพื่อเป็นปริญญาใบที่ 2 ก็ได้เช่นกัน
.
สุดท้ายนี้ ขอให้ #dek65 ได้คณะที่ตรงใจและเรียนอย่างมีความสุขนะคะ 


ที่มา https://www.facebook.com/dekdTCAS/posts/5373439962695280 
 

มหาวิทยาลัยนเรศวร จากวิทยาลัยการศึกษาสู่มหาวิทยาลัยศูนย์กลางการศึกษาแห่งภาคเหนือตอนล่าง

มหาวิทยาลัยนเรศวรมีประวัติการก่อตั้งและพัฒนาโดยแบ่งได้เป็น 3 ยุคสมัย คือ ยุคที่ 1 วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก ยุคที่ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก และยุคปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยนเรศวร
.
ยุคที่ 1 ยุควิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก วงการการศึกษาได้ประสบปัญหาเข้ามาอีกทั้งภาวะการขาดแคลนครูเป็นอันมากและวุฒิการศึกษาครูสูงที่สุดคือ วุฒิ ป.ม. (ประกาศนียบัตรประโยคครูมัธยม) ซึ่งเทียบเท่ากับอนุปริญญาเท่านั้น ทำให้เกิดความล้าหลังในอาชีพครู อีกทั้งครู ป.ม. บางคนเมื่อศึกษาเพิ่มเติมสูงขึ้นได้ปริญญาทางด้านอื่นแล้วต่างลาออกไปประกอบอาชีพใหม่ที่เข้าใจว่ามีความก้าวหน้ามากกว่า ผู้บริหารในวงการศึกษาจึงได้มีการปรึกษาหารือและดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาตามลำดับ แต่ความเข้าใจในเวลานั้นของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคคลในพรรครัฐบาล จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
.
ดร. สาโรช บัวศรี เป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้เข้าชี้แจงให้คณะรัฐบาลเข้าใจถึงเหตุและผลที่จะดำเนินการและสิ่งที่เกิดขึ้น หากให้สามารถเปิดสอนครูถึงระดับปริญญา และสามารถชี้แจงจนเข้าใจร่วมกันได้ ซึ่งในที่สุดที่ประชุมจึงได้มีมติยอมรับ และในที่สุดก็ผ่านพระราชบัญญัติวิทยาลัยวิชาการศึกษาได้ในปี พ.ศ. 2497 แต่กว่าที่จะได้มีการยอมรับนั้นค่อนข้างพบอุปสรรคพอสมควร
.
อย่างไรก็ตามในที่สุดก็สามารถตราพระราชบัญญัติวิทยาลัยวิชาการศึกษาได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2497
.
ในระหว่างนั้น อาจารย์บุญถิ่น อัตถากร อธิบดีกรมการฝึกหัดครู (พ.ศ. 2500 –2513) และเป็นคณะกรรมการร่วมของโครงการพัฒนาการศึกษาด้วย ซึ่งถือเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับงานฝึกหัดครูอย่างมาก จากแนวคิดในการดำเนินการขยายการฝึกหัดครูระดับปริญญาไปสู่ส่วนภูมิภาคนั้น จึงได้มีการขยายวิทยาลัยวิชาการศึกษา ซึ่งขณะนั้นยังสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีความคล้ายคลึงทั้งในที่มา จุดประสงค์และการดำเนินการเพื่อผลิตบุคลากรวิชาชีพครู เหมือนกับกรมการฝึกหัดครู โดยแนวคิดของอาจารย์บุญถิ่น อัตถากรนั้น คือ …ต้องการใช้การศึกษาพัฒนาชุมชนในชนบท โดยต้องรีบผลิตครูที่มีคุณภาพและจำนวนมากพอเพียงออกไปเป็นผู้นำ โดยการศึกษาฝึกหัดครูจะต้องเป็นขั้นๆโดยลำดับจนถึงขั้นปริญญา ขณะเดียวกันก็ค่อยลดการผลิตครูระดับประกาศนียบัตรลงจนเลิกไปในที่สุด และผลิตครูขั้นปริญญาเพิ่มขึ้น และเมื่อถึงโอกาสอันสมควร, สถานศึกษาฝึกหัดครู สถานศึกษาอาชีวศึกษาและสถาบันขั้นปริญญาต่างๆ ซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกันและจังหวัดใกล้เคียง ก็จะรวมกันเป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาค…
.
หลังจากนั้นจึงได้มีการขยายวิทยาเขตไปสู่ภาคต่าง ๆ ทุกภาค โดยได้เปิดสอนแห่งเดียวในแต่ละภาค คือ ภาคเหนือเปิดที่พิษณุโลก (25 มกราคม 2510) ภาคใต้ที่สงขลา (1 ตุลาคม 2511) ภาคตะวันออกที่ชลบุรี (8 กรกฎาคม 2498) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มหาสารคาม และกรุงเทพมหานครที่บางเขน (27 มีนาคม 2512)
.
ยุคที่ 2 ยุคมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก ในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2517 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2517 ในราชกิจจานุเบกษา ซึงเป็นการรวมวิทยาลัยเขตทั้งหมด เป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และโอนสถานะไปสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย และเรียกชื่อมหาวิทยาลัยและชื่อวิทยาเขตตามสถานที่ตั้งของวิทยาเขตต่อท้าย ยกเว้นวิทยาเขตพระนครให้เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน
.
ก่อนที่จะได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยได้นั้น ทางวิทยาลัยวิชาการศึกษาได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ทั้งนี้ เมื่อครั้งที่ศาสตราจารย์ ดร. สุดใจ เหล่าสุนทร เข้าดำรงตำแหน่งอธิการวิทยาลัยวิชาการศึกษา และเห็นว่าการบริหารงานของวิทยาลัยนั้นขาดความคล่องตัวอยู่มาก เนื่องด้วยข้อจำกัดหลายประการจะเป็นปัญหาระยะยาวในการขยายผลด้านการศึกษาในอนาคตต่อไป ท่านจึงได้ร่างพระราชบัญญัติเพื่อขอยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยต่อสภาวิทยาลัยวิชาการศึกษา โดยในระหว่างนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุดใจ เหล่าสุนทร ได้ออกเอกสารที่เรียกว่า 'เอกสารปกขาว' เพื่อชี้แจงหลักการและเหตุผลดังกล่าวแก่ผู้ที่สนใจ
.
เมื่อได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อไปตามลำดับ โดยเป็นการดำเนินการตามวิธีที่ถูกต้องและขั้นตอนระเบียบแบบแผนของทางราชการ เริ่มตั้งแต่สภาวิทยาลัยวิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สภาการศึกษา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จากนั้นเรื่องได้หยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศที่ไม่เอื้อในเวลานั้น การดำเนินการจึงได้มายุติโดยการยกฐานะวิทยาลัยวิชาการศึกษาเป็นกรมหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515
.
จากการที่วิทยาลัยโดยความร่วมมือทั้งอาจารย์และนิสิตได้พยายามดำเนินการมาตามลำดับอย่างสม่ำเสมอและด้วยความจริงจัง กระทั่งในวันที่ 16 มกราคม 2517 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ยกฐานะวิทยาลัยวิชาการศึกษาเป็นมหาวิทยาลัย และได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ กระทั่งมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2517
.
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อมหาวิทยาลัยให้เป็นมงคลนามและพระราชทานความหมายว่า " มหาวิทยาลัยที่เจริญเป็นศรีสง่าแก่มหานคร " โดย ' วิโรฒ ' มาจาก ' วิรูฒ ' (ภาษาสันสกฤต) ' วิรุฬห์ ' (ภาษาบาลี) ซึ่งแปลว่า " เจริญ , งอกงาม "
.
ภายหลังทางวิทยาลัยโดยความร่วมมือทั้งอาจารย์และนิสิต ได้พยายามดำเนินการมาตามลำดับ ทั้งนี้โดยตระหนักจากการพิจารณาองค์ ประกอบความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของวิทยาลัยและประโยชน์อันจะเกิดขึ้นต่อ วิทยาลัยและในวงกว้างทางการศึกษาและประเทศชาติต่อไป ทางวิทยาลัย จึงได้มีการชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยได้ดังนี้
.
1. วิทยาลัยวิชาการศึกษามีความพร้อมโดยสมบูรณ์ที่จะเติบโต เป็นมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ทางวิทยาลัยมีความพร้อมของอุปกรณ์ประกอบการสอน อาจารย์ และอาคารสถานที่เพียงพอที่จะเปิดสอนสาขาอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น
2.ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาลัยวิชาการศึกษา
3.ความคล่องตัวในการบริหารงาน
4.ความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการความหลากหลายทางการศึกษาที่ จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางในด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
.
หลังจากที่ได้ยกฐานะแล้ว ทางมหาวิทยาลัยฯได้นำวิธีสอบคัดเลือกนิสิต เข้าศึกษาใน 2 ระดับ คือชั้นปีที่ 1 และ 3 ซึ่งในปีการศึกษานี้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลกยังคงรับนิสิตภาคปกติที่จบ ป.กศ. สูงเข้าศึกษาชั้นปีที่ 3 โดยวิธีการสอบคัดเลือกเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ คือได้เปิดรับสมัครสอบนิสิตชั้นปีที่ 1 เข้าเรียนหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีเป็นปีแรกโดยใช้ วิธีการสอบผ่านทบวงมหาวิทยาลัย โดยรับทั้งสิ้น 63 คน สำหรับวิชาเอกที่เปิดในปีการศึกษา 2517 มีดังนี้ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ ชีววิทยา และการประถมศึกษาซึ่งได้ใช้วิธีการสอบแข่งขันในการคัดเลือกผู้มาเรียนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตรได้ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2517 แล้ว วิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลกจึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาเขตหนึ่งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมีวิทยาเขตประสานมิตรเป็นศูนย์กลางการบริหารของมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับวิทยาลัยวิชาการการศึกษาอื่น ๆ อีก 8 แห่ง การจัดการเรียนการสอนในสมัยนั้นเปิดสอนเพียง 5 คณะ คือ คณะศึกษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย โดยสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลกยังคงใช้สถานที่เดิมของวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก 
.
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 – พ.ศ. 2524) ที่กำหนดให้จังหวัดพิษณุโลก เป็นเมืองศูนย์กลางและเมืองหลักของภาคเหนือตอนล่าง ทางวิทยาเขตจึงขออนุญาตกระทรวงมหาดไทย ในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา และรองรับการขยายตัวของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับอนุญาตในปี พ.ศ. 2527 โดยเป็นช่วงเดียวกับที่ทางทบวงมหาวิทยาลัยในขณะนั้นประกาศโครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ของรัฐในส่วนภูมิภาคอีก 5 แห่ง โดยที่ดินที่ได้รับการจัดสรรใหม่นี้อยู่บริเวณทุ่งหนองอ้อ – ปากคลองจิก ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน
.
ยุคที่ 3 ยุคมหาวิทยาลัยนเรศวร ช่วงปี พ.ศ. 2527–2531 ทางวิทยาเขตได้เตรียมแผนสำหรับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ และในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 400 ปี ของการเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รัฐบาลในสมัยของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มีมติให้ยกฐานะวิทยาเขตพิษณุโลก ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามมหาวิทยาลัยใหม่แห่งนี้ว่า "มหาวิทยาลัยนเรศวร" ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย

ภายหลังจากการยกฐานะของมหาวิทยาลัยนเรศวรแล้ว ทางมหาวิทยาลัยได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งอาคาร สถานที่และบุคลากร โดยมุ่งหวังที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ (Comprehensive University)จึงมีการจัดตั้งคณะ วิทยาลัยต่าง ๆ ให้ครอบคลุมทุกสาขาวิชา และจัดตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพในด้านการเรียนการสอน และการทำวิจัย ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ทางมหาวิทยาลัยมีมติจัดตั้งวิทยาเขตที่จังหวัดพะเยาโดยปัจจุบันได้ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยพะเยาและในปี พ.ศ. 2548 ได้จัดตั้งโรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวรเพื่อเป็นโรงเรียนตัวอย่างในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศในระดับมัธยมให้กับนักเรียนในเขตภาคเหนือตอนล่าง


ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/มหาวิทยาลัยนเรศวร  
 

ทีม Attack All Around จากไทย ผงาดคว้าแชมป์โลก Free Fire 2022

การแข่งขันอีสปอร์ต เกม Free Fire รายการชิงแชมป์โลก ศึก Free Fire World Series 2022 Sentosa เมื่อวันที่ 21 พ.ค. AAA – Attack All Around จากไทย เฉือนทีมร่วมชาติอย่าง EVOS Phoenix หวุดหวิดพร้อมซิวแชมป์โลก
.
สำหรับรายการนี้แข่งขันกันที่เกาะเซ็นโตซ่า ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเกาะนอกชายฝั่งทางใต้ของสิงคโปร์ โดยมีทั้งหมด 22 ทีม จาก 13 ภูมิภาค ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ชิงเงินรางวัลรวมทั้งหมดกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000,000 บาท
.
โดยการแข่งขันตลอด 6 เกม ในรอบไฟนอลส์ ปรากฎว่า AAAสามารถโกยแต้มรวมไปได้ 92 คะแนน ผงาดคว้าแชมป์โลกไปครอง พร้อมเงินรางวัล 500,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 17 ล้านบาท
.
โดยสมาชิกในทีมได้โพสต์ไว้ว่า “ทำได้แล้ว!! สลักชื่อบนถ้วยว่า Attack All Around พวกเรา AAA FreeFire คว้าแชมป์โลก พร้อมเงินรางวัล $500,000 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 17,000,000 บาท Free Fire World Series 2022 Sentosa”
.
กลับบ้าน Attack All Around จากทีมตกรอบ PLAY INS ในปีที่แล้ว สู่การเป็นแชมป์โลกในปีนี้ บอกเลยว่ามาไกลมากๆสำหรับพวกเรา ขอขอบคุณแฟนๆที่ส่งกำลังใจให้พวกเรามาตลอดทัวร์นาเมนต์นี้ด้วยนะครับ “หนึ่งแต้มนี้ ให้พวกคุณชาวเลือดสีฟ้า”
.
ซึ่งไลน์อัพในทีมประกอบด้วย 
Lineup : AAA Free Fire
AAA_Hoysang
AAA_JLX
AAA_Keroro
AAA_Pookgod
AAA_Folkyy
AAA_Poongod
AAA_Jazper (Coach)
.
ซึ่งพวกเขาเฉือน EVOS Phoenix ทีมเพื่อนร่วมชาติและแชมป์เก่าไปหวุดหวิด แค่แต้มเดียว โดยฝั่ง EVOS Phoenix เก็บไปได้ 91 คะแนน คว้ารองแชมป์พร้อมเงินรางวัล 250,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.5 ล้านบาทไปครอง
.
ส่วนอันดับสาม Vasto Mundo จากโซนยุโรป ทำไป 75 คะแนน


ที่มา https://www.khaosod.co.th/sports/news_7062645 
 

ส่งแรงใจเชียร์ 8 เด็กไทย ชิงชัยฟิสิกส์โอลิมปิกระดับเอเชีย

ดร.พรชัย อินทร์ฉาย รักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นประธานกล่าวในพิธีให้โอวาทและร่วมเป็นขวัญกำลังใจแก่คณะผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชีย ครั้งที่ 22 ประจำปี 2565 (Asian Physics Olympiad –APhO 2022) ผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 23 – 31 พฤษภาคม 2565 ซึ่งมีประเทศอินเดียเป็นเจ้าภาพ  พร้อมด้วยนางสาวรัชดา  ยาตรา ผู้ชํานาญ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อํานวยการฝ่ายโอลิมปิกวิชาการและอัจฉริยภาพ คณะผู้แทนฯ คณาจารย์ผู้ควบคุมทีมก่อนเข้าร่วมการแข่งขัน ณ ห้องประชุมอาจารย์สนั่น สุมิตร ชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ สสวท. วันที่ 23 พฤษภาคม 2565
.
ผู้แทนประเทศไทยฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชีย จำนวน 8 คน ประกอบด้วย นายชินดนัย ตระการฐานณรงค์ โรงเรียน   กำเนิดวิทย์ จ.ระยอง นายฐิติวัชร  โกศลพัฒนดุรงค์  โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง นายณัฏฐ์เดช เผด็จสุวันนุกูล โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ  นายณัฐพล  จันทร์ไพสิฐ  โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง นายธิติ ชื่นจิตต์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ  นายบุณยกร  ธารพานิช  โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพฯ นายพัฐธนนท์  พัฒนาการวิจิตร  โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพฯ  และ นายศุภกิตต์  ศิลาลาย  โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฝ่ายมัธยมศึกษา) จ.ปัตตานี
.
คณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม จำนวน 6 คน ประกอบด้วย ดร.พรเทพ  นิศามณีพงษ์  ข้าราชการบำนาญ หัวหน้าทีม ดร.วิทยา  กาญจนภูษากิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รองหัวหน้าทีม ดร.ธารา  เฉลิมทรงศักดิ์  รศ.ดร.กิตติวิทย์  มาแทนมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ช่วยหัวหน้าทีม ผศ.ดร.มนต์สิทธิ์  ธนสิทธิโกศล  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผู้ช่วยหัวหน้าทีม และ ดร.นันท์นภัส  ลิ้มสันติธรรม สสวท. ผู้จัดการทีม


ที่มา https://www.ipst.ac.th/news/26941/20220523-apho2022.html?fbclid=IwAR3lrFB9jWbfy8P9g5NEIHu7Egw0rsp9iXGgL5FQEa5zUgTgxCiPVgNmztQ
 

เด็กไทยเก่ง คว้า 10 รางวัลระดับโลก จากเวที “Regeneron ISEF 2022“ การประกวดโครงงานวิทย์-วิศวะ ของนักเรียนมัธยมฯ ที่สหรัฐอเมริกา

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. รศ. ดร.บุญโชติ เผ่าสวัสดิ์ยรรยง อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นางสาวอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยตัวแทนนักวิทยาศาสตร์และเยาวชนไทย ร่วมแถลงข่าว “ความสำเร็จนักวิทยาศาสตร์ทีมเยาวชนประเทศไทย กวาด 10 รางวัลโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ” Regeneron International Science and Engineering Fair (Regeneron ISEF) 2022 ซึ่งเยาวชนไทยกวาดรางวัลระดับโลกมาถึง 10 รางวัล มูลค่ารวม 66,000 เหรียญสหรัฐ จากการแข่งขันในรายการ Regeneron ISEF 2022 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โดยปีนี้มีโครงงานเข้าร่วมประกวด 1,410 ผลงานจากนักเรียน 1,750 คน จาก 63 ประเทศและมลรัฐต่างๆ ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ณ อาาคารโยธี สวทช.


โดยทีมเยาวชนไทยคว้ารางวัลใหญ่ คือ Grand Awards อันดับ 1 สาขาเวชศาสตร์ปริวรรต (Translational Medical Science) จากโครงงาน “เครื่องมือช่วยวินิจฉัยความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีจากการตรวจหาไข่พยาธิใบไม้ตับจากภาพถ่ายอุจาระและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบประเมินความเสี่ยงด้วยเทคโนโลยี AI” (BiDEx - A Bile Duct Cancer Analyzing Tool) จากทีม BiDEx จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ผู้พัฒนา นางสาวนภัสสร หลิด ชิววงศ์ นายกฤษ ฐิติจำเริญพร และนายวัฒนพงษ์ อุทธโยธา โดยมี นายกัมพล กันทะแก้ว และ นางรุ่งกานต์ วังบุญ อาจารย์ที่ปรึกษา อีกทั้งยังได้รับรางวัลสำคัญอีก 1 รางวัลที่ยกย่องให้กับโครงงานสร้างสรรค์ที่มีผลกระทบสูงในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1.7 ล้านบาท (The Gordon E. Moore Award for Positive Outcomes for Future Generations of $50,000) โดยผลงานดังกล่าวเป็นผลงานที่เคยได้รับรางวัลจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับประเทศจากค่ายเวทีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ครั้งที่ 17 ประจำปี 2564”
.
นอกจากนี้ยังมีรางวัล Grand Awards อันดับที่ 1 อีกหนึ่งผลงาน ใน สาขาชีววิทยาเชิงคำนวณและชีวสารสนเทศศาสตร์ (Computational Biology and Bioinformatics) ได้แก่ โครงงาน “การทำนายความไวต่อยาด้วยเทคนิคผสมผสาน Graph Attention Networks เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์แบบแม่นยำ โดยใช้โครงสร้างโมเลกุลยาร่วมกับข้อมูลทางเภสัชพันธุศาสตร์” ผู้พัฒนาได้แก่ นายภาวิต แก้วนุรัชดาสร นายณัฐวินทร์ แย้มประเสริฐ นายวุฒิพงศ์ จงเจริญสันติ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม ซึ่งมี ดร.สาโรจน์ บุญเส็ง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และนายบัณฑิต บุญยฤทธิ์ จากสถาบันวิทยสิริเมธี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา


ยังมีทีมเยาวชนไทยคว้ารางวัล Grand Awards อันดับต่างๆ อีก 5 รางวัล ประกอบด้วย อันดับที่ 2 สาขาวิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม (Earth and Environmental Sciences) จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โครงงานการพัฒนานวัตกรรมซ่อมแซมแนวป่าชายเลนด้านในด้วยวัสดุปลูกลอยน้ำเลียนแบบลักษณะโครงสร้างของผลจิกทะเล ผู้พัฒนาได้แก่ นายจิรพนธ์ เส็งหนองเเบน และนายฐิติพงศ์ หลานเดช จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี โดยมีนายขุนทอง คล้ายทอง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
.
อันดับที่ 3 สาขาสัตวศาสตร์ (Animal Sciences) จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ โครงงานการเพิ่มศักยภาพในการเลี้ยงจิ้งหรีดด้วยแสงสีเพื่อลดอัตราการตายจากพฤติกรรมการสลัดขาทิ้ง ผู้พัฒนาได้แก่ นางสาวจรัสณัฐ วงษ์กำปั่น และนางสาวมาริสา อรรจนานนท์ จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี โดยมีนายขุนทอง คล้ายทอง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
.
อันดับที่ 4 จำนวน 3 รางวัล ได้แก่
1. โครงงานการพัฒนาต้นแบบชุดทดสอบเชิงสีชนิดใหม่สำหรับไวรัสทั้งชนิด DNA และ RNA เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอย่างครอบคลุม (Sawasdee-AMP) สาขาชีวการแพทย์และสุขภาพ (Biomedical and Health Sciences) ผู้พัฒนาได้แก่ นายกุลพัชร ชนานำ นางสาวปกิตตา เกรียงเกษม และนายคุณัชญ์ คงทอง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม โดยมี ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และ ดร.วันเสด็จ เจริญรัมย์ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
.
2. โครงงานการแกว่งของลูกตุ้มที่มีกระแสลมรบกวน สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ (Physics and Astronomy) ผู้พัฒนาได้แก่ นายวิชยุตม์ นาคะศูนย์ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช โดยมี นางซัลวาณีย์ เจ๊ะมะหมัด จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และ รศ. ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
.
3. โครงงานการพัฒนาเข็มระดับไมโครเพื่อการตรวจวัดแบบ non-invasive ของสารครีเอตินินในของเหลวระหว่างเซลล์สู่นวัตกรรมการประเมินโรคไตแบบพกพา” สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) ผู้พัฒนาได้แก่ นายพีรทัตต์ ลาภณรงค์ชัย และ นายธนพัฒน์ รีชีวะ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม โดยมี ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และ ดร.ธิติกร บุญคุ้ม นักวิจัยนาโนเทค สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา


นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ (Special Award) 2 รางวัลประกอบด้วย โครงงานการพัฒนาต้นแบบชุดทดสอบเชิงสีชนิดใหม่สำหรับไวรัสทั้งชนิด DNA และ RNA เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอย่างครอบคลุม (Sawasdee-AMP) ผู้พัฒนาได้แก่ นายกุลพัชร ชนานำ นางสาวปกิตตา เกรียงเกษม และนายคุณัชญ์ คงทอง โดยมี ดุร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม และ ดร.วันเสด็จ เจริญรัมย์ จากไบโอเทค สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โครงงานดังกล่าวได้รับรางวัลที่ 1 สาขาการพัฒนาสุขภาพระดับโลก จาก USAID หรือ องค์การพัฒนาเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
.
และ โครงงานการพัฒนานวัตกรรมซ่อมแซมแนวป่าชายเลนด้านในด้วยวัสดุปลูกลอยน้ำเลียนแบบลักษณะโครงสร้างของผลจิกทะเล” ได้รางวัลจาก Sigma Xi, The Scientific Research Honor Society สมาคมการวิจัยวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ผู้พัฒนาได้แก่ นายจิรพนธ์ เส็งหนองเเบน และนายฐิติพงศ์ หลานเดช จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี โดยมีนายขุนทอง คล้ายทอง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ได้รับรางวัลชนะเลิศในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดยเป็นผลงานการวิจัยที่มีการบูรณาการวิทยาการจากหลากหลายสาขายอดเยี่ยม


ที่มา https://www.pineapplenewsagency.com/th/c27873/เก่งจริงเด็กไทย+10+รางวัลเวทีโลกงานวิทย์ 
 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติแห่งแรกของไทย

ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 รัฐบาลมีนโยบายกระจายโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาไปสู่ภูมิภาคและชนบทให้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นใน พ.ศ. 2527ทบวงมหาวิทยาลัยจึงเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ในส่วนภูมิภาค 5 แห่ง ได้แก่ภาคเหนือ 1 แห่ง ภาคใต้ 1 แห่ง ภาคตะวันออก 1 แห่ง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 แห่ง ในส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้จัดตั้งวิทยาลัยในสังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดนครราชสีมา โดยวิทยาลัยที่จัดตั้งขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมาให้ใช้ชื่อว่า “วิทยาลัยสุรนารี ” และเลือกพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยบ้านยาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 7,000 ไร่ เป็นที่ตั้ง
.
ต่อมารัฐบาลซึ่งมีชาติชาย ชุณหะวัณเป็นนายกรัฐมนตรีได้เล็งเห็นความจำเป็นในการเร่งรัดจัดตั้งมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นในส่วนภูมิภาค เพื่อให้มีศักยภาพและความพร้อมที่จะสนองความต้องการของการพัฒนาประเทศในภูมิภาคต่างๆ ดังนั้นคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2531 จึงมีมติให้ยกฐานะวิทยาลัยในภูมิภาคทั้ง 5 แห่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศพร้อมกันนี้ได้อนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสุรนารีโดยมีปลัดทบวงมหาวิทยาลัย (ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน) เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้จัดทำโครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเสนอต่อรัฐบาล พร้อมทั้งเสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมพ.ศ. 2532
.
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติดังกล่าว และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2533 ให้ยกฐานะ "วิทยาลัยสุรนารี" ในสังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น  ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและถือเอาวันที่ 27 กรกฎาคม 2533 เป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยในช่วงเดือนกรกฎาคม 2533 - พฤษภาคม 2536 มหาวิทยาลัยได้พัฒนาที่ทำการโดยจัดจ้างก่อสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างและจัดให้มีพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2533 อาคารและสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่แล้วเสร็จทันการเปิดดำเนินการรับนักศึกษาในเดือนพฤษภาคมโดยมีศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้านเป็นอธิการบดีผู้ก่อตั้ง
.
ในปี พ.ศ. 2549 ได้มีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับที่ 3 ด้านการวิจัย (ดีเลิศ) และ อันดับที่ 7 ด้านการเรียนการสอน (ดีเยี่ยม) ของประเทศไทย
.
ในปี พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยได้รับการประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานการศึกษา (สมศ.) ในกลุ่มมหาวิทยาลัยที่เน้นการผลิตบัณฑิตและวิจัย ให้เป็นอันดับหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยของรัฐ และเป็นอันดับที่สองของประเทศ
.
มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงมากทางด้านสาขาวิชาฟิสิกส์ โดยได้รับการจัดอันดับจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศต่อเนื่องทั้งในปี พ.ศ. 2550 และ 2553 นอกจากนี้สาขาวิชาอื่นที่มีได้รับการจัดอันดับในเกณฑ์สูงได้แก่ สาขาวิชาเคมี สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร สาขาวิชาคณิตศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมเซรามิก และสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ มหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับอย่างกว้างจากวงการอุตสาหกรรม โดยได้เปิดสอนสาขาวิชาต่าง ๆ ทางด้านวิศวกรรมหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
.
มหาวิทยาลัยได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ จาก กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจัดเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับการรับเลือก ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงเก่าแก่อื่น ๆ และได้รับการจัดอันดับการมีงานทำและศึกษาต่อของบัณฑิตร้อยละ 96 ซึ่งสูงที่สุดในประเทศ 
.
การจัดอันดับโดย เว็บโอเมตริกซ์ (Webometrics) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อแสดงความตั้งใจของสถาบันต่าง ๆ ในการเผยแพร่ความรู้สู่เว็บไซต์ และเป็นความริเริ่มเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความรู้อย่างเปิดกว้าง (Open Access) ทั่วโลก โดยบ่งบอกถึงปริมาณและคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ของสถาบัน เพื่อใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ ในการประเมินผลงานวิจัยของสถาบัน ซึ่งทางเว็บโอเมตริกซ์ได้จัดอันดับปีละ 2 ครั้งในเดือนมกราคม และกรกฎาคม ล่าสุดเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อยู่ในอันดับที่ 958 ของโลก และอันดับที่ 9 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
.
ปี พ.ศ. 2558 ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 2 ร่วมของประเทศไทยและที่ 601-800 ร่วมของโลก ตามการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของนิตยสารไทมส์ไฮเออร์เอดยูเคชัน, ตีพิมพ์งานวิจัยในนิตยสาร Nature มี Nature Index ลำดับ 2 ของประเทศและ Nature Publishing Index เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเป็นต้นแบบของการจัดการสหกิจศึกษา (Cooperative Education) ซึ่งจัดให้นักศึกษาได้มีโอกาสไปปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งภาคการศึกษา ผลการดำเนินงานพบว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง ช่วยให้บัณฑิตของมหาวิทยาลัยมีอัตราการได้งานทำสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และในปี พ.ศ. 2555 มหาวิทยาลัยได้รับเลือกจากคณะกรรมการสมาคมสหกิจศึกษาโลกให้เป็นสำนักงานสำนักงานสหกิจศึกษาภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
.
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้รับการประเมินคุณภาพการศึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ 2.88 จากคะแนนเต็ม 3 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก และได่รับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ในกลุ่มการผลิตบัณฑิตและวิจัยในรอบการประเมินที่ 2 เท่ากับ 4.76 จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในระดับดีมาก
.
ปี พ.ศ. 2561 มหาวิทยาลัย จัดตั้ง ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
.
โดยสรุปแล้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีกำเนิดมาจากวิทยาลัยสุรนารี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2527 มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะขยายการศึกษาชั้นสูงไปสู่ภูมิภาค ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เมื่อปีพุทธศักราช 2533 ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีศูนย์กลางการบริหารงานตั้งอยู่ที่ ตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติแห่งแรกของไทย และเป็นมหาวิทยาลัยรัฐลำดับที่ 16 ของประเทศ


ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 
 

ฉีกทุกกฏการฟ้องครู !!! กับ “สมุดร้องทุกข์” คิดจะฟ้อง ต้องเขียนคำร้องให้เป็น

ครูประถมผุดไอเดียฉีกกฎการฟ้องครู ช่วยให้ครูเบาหูขึ้น นวัตกรรมฟ้องได้ต้องเขียนเป็น โดยเปิดสมุดให้นักเรียนเขียนคำร้องเอง เผยฝึกเด็กอ่านเขียนภาษาไทยไปด้วย
.
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งชื่อ ข้าวแช่ เมืองเพชร โพสต์ข้อความว่า ฉีกกฎการฟ้องครู ช่วยให้ครูเบาหูขึ้น นวัตกรรมฟ้องได้ต้องเขียนเป็น ครูสอนให้อ่าน ให้เขียนแสนจะยาก แต่พออัดอั้นอยากฟ้องก็ไปตามเพื่อนมาช่วยสะกด ป.2/1 เผยแพร่ได้ไม่หวงค่า เผื่อคุณครูเจอปัญหาเดียวกัน ซึ่งเป็นภาพเด็กนักเรียนภายในห้องมาเขียนเรื่องฟ้องครูที่จุดเขียนคำร้อง โดยมีข้อความว่า 17 พ.ค.วันนี้ ต่อยเพื่อน 19.พ.ค.วันนี้ ตบหัวเพื่อน หรือ ป.2/1 กับ ป.2/2 ต่อยกัน เป็นต้น
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ น.ส.พันทิภา หรือครูน้ำ สุขช่วง ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 2/1 ของโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี สอบถามถึงกรณีดังกล่าว พบว่าครูน้ำ ได้เปิดจุดเขียนคำร้อง โดยมีสมุดร้องทุกข์ ฟ้องได้ทุกเรื่อง แต่ต้องเขียนคำร้อง จำนวน 1 เล่มวางไว้ที่ห้องเรียน เพื่อให้เด็กได้เขียนคำร้องเอง และให้เด็กๆ ฝึกเขียนอ่านภาษาไทยได้ไปในตัวด้วย
.
น.ส.พันทิภา หรือครูน้ำ เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าวตนได้นำสมุดเขียนคำร้องมาวางให้เด็กๆ ได้เขียนคำร้องส่งมาให้ครู เนื่องจาก เด็กได้หยุดเรียนไปนาน พอเปิดเทอมด้วยความอัดอั้น มีอะไรก็ฟ้องครู ด้วยความที่ตนเองฟังไม่ทัน เนื่องจากเด็กเยอะจึงเปิดสมุดเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อให้เด็กได้เขียนคำฟ้องไว้ในสมุด แล้วครูจะมาพิจารณาคดีให้ แต่พอเด็กเริ่มเขียน เริ่มสะกดเองทำให้เห็นว่าเด็กได้ภาษาไทยไปด้วย สะกดคำเป็น
.
แล้วที่สำคัญ คือ คนที่ยังเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออกแต่อยากจะฟ้องครู ไม่รู้จะทำยังไงก็ไปเรียกเพื่อนมาช่วยสะกดคำเพื่อเขียนคำฟ้องถึงครู จึงเกิดเป็นไอเดียเทคนิคให้เด็กได้อ่านออกเขียนได้อีกวิธีหนึ่ง ส่วนใหญ่เด็กที่จะเขียนคำร้องเป็นเรื่องแกล้งกัน เดินผ่านแล้วแลบลิ้นใส่กัน หรือทะเลาะกับเพื่อนข้างห้อง ตนเองจึงแก้ปัญหาด้วยการเรียกทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยปรับความเข้าใจกัน เพื่อนกันเราต้องเล่นกันเบาๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อยมากกว่า


ที่มา https://mgronline.com/local/detail/9650000047914 
 

นักวิทย์ขยายนิยามช่วงอายุวัยรุ่นใหม่ จาก 11-19 ปี เป็น 10-24 ปี

นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่ง เสนอความเห็นลงในวารสารการแพทย์ Lancet Child & Adolescent Health ให้มีการนิยามช่วงอายุของ "วัยรุ่น" เสียใหม่ โดยขยายช่วงเวลาที่มนุษย์พ้นจากวัยเด็กแต่ยังไม่เข้าสู้วัยผู้ใหญ่ให้ยาวนานขึ้น จากราว 11-19 ปี มาเป็น 10-24 ปี
.
คณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งเสนอความเห็นดังกล่าวระบุว่า ปัจจุบันเยาวชนใช้เวลาในระบบการศึกษายาวนานขึ้น รวมทั้งช่วงวัยที่แต่งงานสร้างครอบครัวและมีบุตรถูกเลื่อนให้ล่าช้าออกไป ทำให้จำเป็นต้องพิจารณากันใหม่ว่าความเป็นผู้ใหญ่นั้นเริ่มขึ้นที่ช่วงวัยใดกันแน่
.
บทความดังกล่าวระบุว่า ตามปกติเด็กจะก้าวเข้าสู่ความเป็นวัยรุ่นเมื่อโครงสร้างของสมองส่วนไฮโปทาลามัสผลิตฮอร์โมนออกมากระตุ้นการทำงานของต่อมพิทูอิทารีและต่อมบ่งเพศต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพัฒนาการนี้มักเกิดขึ้นในอายุโดยเฉลี่ย 14 ปี แต่ในปัจจุบันโภชนาการและระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ทำให้การหลั่งฮอร์โมนเข้าสู่ความเป็นวัยรุ่นเกิดเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยเด็กในประเทศพัฒนาแล้วอาจมีพัฒนาการเข้าสู่วัยรุ่นขณะมีอายุเพียง 10 ปีเท่านั้น
.
ในกรณีของเด็กหญิง การมีประจำเดือนคือสิ่งบ่งบอกการเข้าสู่วัยรุ่น แต่ในช่วงเวลา 150 ปีที่ผ่านมา เด็กหญิงในสหราชอาณาจักรเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกเร็วขึ้นกว่าเดิมโดยเฉลี่ยถึง 4 ปี นอกจากนี้ยังพบว่า วัยรุ่นในปัจจุบันส่วนใหญ่มีพัฒนาการทางร่างกายต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แม้จะเข้าสู่วัยมากกว่า 20 ปี ซึ่งเดิมถือกันว่าเป็นวัยผู้ใหญ่ที่ร่างกายน่าจะหยุดเติบโตแล้ว
.
นักวิจัยพบว่า สมองของคนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงมีพัฒนาการต่อไปหลังอายุ 20 ปี โดยทำงานได้ไวและมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนฟันกรามชุดสุดท้าย (Wisdom teeth) ก็งอกโผล่ขึ้นช้าลง โดยบางคนมีฟันชุดนี้งอกมาเมื่อมีอายุถึง 25 ปีแล้ว
.
นอกจากปัจจัยทางกายภาพแล้ว การที่คนรุ่นใหม่แต่งงานมีบุตรช้าลงยังทำให้นิยามของความเป็นวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ที่มีอยู่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง โดยศาสตราจารย์ซูซาน ซอว์เยอร์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพวัยรุ่นโรงพยาบาลเด็กประจำนครเมลเบิร์น หนึ่งในผู้เขียนบทความนี้บอกว่า

"แม้ความเป็นผู้ใหญ่ทางกฎหมายจะเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 18 ปี แต่การมีบทบาทและความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังจากนั้นนานมาก โดยคนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้ภาวะกึ่งพึ่งพา (Semi-dependency) และอาศัยอยู่กับคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าไปจนอายุเฉลี่ยราว 25 ปี"
.
ด้วยเหตุนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้มีการปรับนิยามช่วงอายุของ "วัยรุ่น" เสียใหม่ ให้อยู่ในวัยราว 10-24 ปี เพื่อปรับเปลี่ยนข้อกฎหมายและนโยบายของหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ที่ดูแลด้านเยาวชนเสียใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นจริง เช่นอาจขยายการให้ความช่วยเหลือทางการศึกษาแก่เยาวชนที่มีอายุมากขึ้น หรืออนุญาตให้ผู้ปกครองลางานเพื่อดูแลบุตรหลานที่มีอายุตามเกณฑ์ดังกล่าวได้
.
อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญทางสังคมวิทยาบางส่วนเตือนว่า การปรับช่วงอายุของวัยรุ่นให้กว้างขึ้นดังกล่าว อาจเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนไม่รู้จักโต “สังคมควรตั้งความคาดหวังสูงสุดไว้กับคนรุ่นใหม่ และพวกเขาควรเติบโตขึ้นมาด้วยมาตรฐานนี้ ไม่ใช่จะมุ่งพิจารณาจากเกณฑ์การเติบโตทางกายภาพเท่านั้น”


ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-42757724?fbclid=IwAR1qJaNn_TBZYcTliNaHPbClrVxOUtInwLB7GTDioyejJFhDnpWYip61TpY 
 

เอลเลียตต์ แทนเนอร์ เด็กเก่งอเมริกัน 13 ปี จบ ป.ตรีฟิสิกส์

เด็กชายเอลเลียตต์ แทนเนอร์ อัจฉริยะชาวอเมริกันวัย 13 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา (University of Minnesota) ในสาขาวิชาเอกด้านฟิสิกส์ และสาขาวิชาโททางคณิตศาสตร์
.
ตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน พ่อและแม่ของเอลเลียตต์ก็สังเกตเห็นว่า ลูกมีความสามารถทางภาษาและคณิตศาสตร์เกินเด็กเล็กวัยเดียวกันเป็นอย่างมาก
.
เอลเลียตต์เข้าโรงเรียนอนุบาลเมื่ออายุได้ 5 ขวบ แต่เขากลับคุยจ้อกับแม่ถึงเรื่องเครื่องเร่งอนุภาคในยามว่าง ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นของเขายังคงเล่นเป็นซูเปอร์แมนและตัวการ์ตูนต่าง ๆ ตามประสาเด็กกันอยู่
.
พ่อแม่ของเอลเลียตต์จึงตัดสินใจให้ลูกลาออกจากโรงเรียนอนุบาล แล้วหันมาจัดการเรียนการสอนที่บ้านหรือโฮมสคูลให้กับเขาแทน โดยเอลเลียตต์เรียนรู้ทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็ว เขาอ่านหนังสือทุกเล่มที่เจอ และเรียนจบหลักสูตรมัธยมปลายเมื่ออายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น
.
เอลเลียตต์เริ่มศึกษาวิชาขั้นสูงที่วิทยาลัยชุมชนใกล้บ้าน โดยเป็นครั้งแรกที่เขาต้องเข้าสังคมกับผู้คนต่างวัย ซึ่งปรากฏว่าบรรดานักศึกษาที่ต่างก็เป็นหนุ่มสาวเต็มตัวแล้ว ให้การยอมรับและช่วยเหลือเพื่อนใหม่ที่เป็นเด็กอัจฉริยะอย่างดี
.
ที่วิทยาลัยชุมชนแห่งนี้เอง เอลเลียตต์เริ่มมีความสนใจต่อวิชาฟิสิกส์เป็นพิเศษ "ผมเคยคิดอยากเป็นนักคณิตศาสตร์มานาน แต่พอได้เข้าชั้นเรียนวิชาฟิสิกส์ มันทำให้ผมตื่นเต้นและสร้างแรงบันดาลใจให้เรียนรู้ถึงความลับของโลกและจักรวาลมากขึ้น"
.
เมื่ออายุได้ 11 ขวบ เอลเลียตต์โอนย้ายหน่วยกิตเพื่อเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตา พ่อแม่และคณาจารย์ต่างหวั่นใจว่าเขาจะปรับตัวเข้ากับสังคมของผู้ใหญ่ ที่ต่างออกไปจากวิทยาลัยชุมชนเล็ก ๆ อย่างมากได้หรือไม่ ซึ่งเอลเลียตต์ได้เล่าว่า
.
"ผมรู้สึกสับสนเล็กน้อยในช่วงสั้น ๆ ตอนแรก ทำนองว่าผมมาทำอะไรที่นี่ แต่ความรู้สึกนี้ก็หายไปอย่างรวดเร็ว แม้ผมจะแตกต่างจากทุกคนแต่ก็ได้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขา ช่วยกันทำงานส่งอาจารย์ คุยถกเถียงกันเรื่องฟิสิกส์ ดูหนังด้วยกัน"
.
เอลเลียตต์บอกว่าเพื่อนหลายคนชอบหยอกล้อเขา โดยบอกว่าเขาเหมือนกับตัวละครดัง "เชลดอน คูเปอร์" ในวัยเด็ก จากละครซีรีส์เรื่อง The Young Sheldon ซึ่งตัวละครนี้เป็นเด็กอัจฉริยะที่สร้างเรื่องป่วนมากมาย ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องในซีรีส์ยอดนิยม The Big Bang Theory
.
ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยมินนิโซตาได้ตอบรับให้เอลเลียตต์เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกทางฟิสิกส์แล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาจะยังไม่ได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวน เนื่องจากอายุของเขายังไม่ถึงเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยจะสามารถจ้างงานในตำแหน่งผู้ช่วยสอนหรือผู้ช่วยวิจัย ตามเงื่อนไขของทุนการศึกษาได้
.
พ่อและแม่ของเอลเลียตต์เองก็ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะส่งเขาเรียนหลักสูตรราคาแพงได้ ทำให้ตอนนี้มีการเปิดรับบริจาคค่าเล่าเรียนที่เว็บไซต์ Go Fund Me โดยขณะนี้รวบรวมเงินได้ 28,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว ซึ่งพอที่จะให้เขาลงทะเบียนเรียนในปีแรกได้
.
ในอนาคตเอลเลียตต์หวังจะได้ทำงานเป็นศาสตราจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตา โดยมุ่งจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ทฤษฎีและฟิสิกส์พลังงานสูง (high-energy physics)
.
อย่างไรก็ตาม เอลเลียตต์ไม่ใช่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวยังคงเป็นของมิเชล เคียร์นีย์ ซึ่งเรียนจบด้านมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซาท์แอละแบมา เมื่อปี 1992 ขณะที่มีอายุได้ 10 ขวบ


ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-61289811?fbclid=IwAR1tHD8-JYAQiIf-A1ij7AoZie2moOgZXMU3aS_qlDEUESOsbD8vHcpX_84 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top