Wednesday, 28 September 2022
NEWS

นักวิจัยจีนโคลน “หมาป่าอาร์กติก” จุดความหวัง ป้องกันสัตว์สูญพันธุ์

นักวิจัยในจีนโคลนหมาป่าอาร์กติก จุดความหวังว่าข้อโต้เถียงเทคโนโลยีทางพันธุกรรมเพื่อป้องกันสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์
.
วันที่ 20 กันยายน 2565 ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า บริษัทวิจัยในจีน Sinogene Biotechnology ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่งได้เผยร่างโคลนนิ่งหมาป่าตัวเมียที่ชื่อ Maya ซึ่งมีอายุประมาณ 3 เดือน สีเทาน้ำตาล หางเป็นพวง โดยบริษัท Sinogene ร่วมมือกับสวนสนุกขั้วโลก Harbin Polarland เปิดตัวโครงการโคลนหมาป่าอาร์กติกในปี 2020
.
หมี่ จี้ตง ผู้จัดการของบริษัทกล่าวในการแถลงข่าวของสื่อทางการจีนว่า “นี่เป็นหมาป่าอาร์กติกโคลนนิ่งตัวแรกของโลก หลังวิจัยมาร่วม 2 ปี”
.
หมาป่าอาร์กติก หรือที่รู้จักในชื่อหมาป่าสีขาว หรือหมาป่าขั้วโลก เป็นสายพันธุ์ของหมาป่าสีเทาที่อาศัยอยู่ในแถบอาร์กติกของทวีปอเมริกาเหนือของแคนาดา
.
ตามรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลก หมาป่าอาร์กติกไม่ได้อยู่ภายใต้การล่าสัตว์ เนื่องจากอยู่ในบริเวณที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย ตลอดทั้งระบบนิเวศของอาร์กติก ในขณะที่การพัฒนาพื้นที่ในบริเวณของมนุษย์ เช่น ถนนและท่อส่งน้ำ กำลังรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหมาป่าขั้วโลก
.
การสร้างโคลนนิ่งหมาป่าอาร์กติก ชื่อ มายา (Maya) บริษัทใช้เทคนิคย้ายฝากนิวเคลียสของเซลล์ร่างกาย ( somatic cell nuclear transfer) ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์ชาวสกอตใช้ในการสร้างแกะโคลนนิ่งชื่อ ดอลลี่ เมื่อปี 1996
.
กระบวนการแรก นักวิจัยใช้ตัวอย่างผิวหนังจากหมาป่าอาร์กติกดั้งเดิม หรือที่เรียกว่ามายา ฉีดเข้าไปในไข่ของสุนัขเพศเมียและอุ้มโดยแม่ที่อุ้มบุญ นักวิจัยสร้างเอ็มบริโอดังกล่าวได้ 85 ตัว ซึ่งย้ายไปยังมดลูกของบีเกิ้ล 7 ตัว ส่งผลให้มีหมาป่าอาร์กติกที่แข็งแรงหนึ่งตัว
.
เหอ เจิ้นหมิง ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรสัตว์ในห้องปฏิบัติการ สถาบันควบคุมอาหารและยาแห่งชาติจีน กล่าวในเวยป๋อว่า “เทคโนโลยีการโคลนนิ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการป้องกันสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสัตว์ป่าของโลกและการฟื้นฟูสัตว์ใกล้สูญพันธุ์”
.
ทางบริษัท Sinogene กล่าวว่า บริษัทจะเริ่มทำงานร่วมกับสวนสัตว์ปักกิ่ง (Beijing Wildlife Park) เพื่อวิจัยเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้โคลนมากขึ้น รวมทั้งดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์และเพาะพันธุ์สัตว์หายาก และใกล้สูญพันธุ์ในประเทศจีน
.
โกลบอลไทมส์ระบุว่า มายาโคลนอาศัยอยู่กับแม่ที่เป็นตัวแทนสายบีเกิ้ลของเธอ และต่อมาจะอยู่ในฮาร์บิน โพลาร์แลนด์ ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม
.
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิจัยด้านการอนุรักษ์ใช้เทคโนโลยีการโคลนนิ่ง ในมาเลเซีย นักวิจัยได้ใช้เนื้อเยื่อและเซลล์ที่แช่แข็งเพื่อออกลูกให้กำเนิดแรดสุมาตราใหม่ โดยใช้แม่ที่อุ้มบุญ และในช่วงปลายปี 2020 นักวิจัยชาวอเมริกันประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งเฟอเรตเท้าดำ สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์
.
รวมถึงนักวิจัยในออสเตรเลียพยายามโคลนนิ่งเสือแทสเมเนียนที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ที่มีลักษณะคล้ายหมาป่า โดยวิธีแก้ไขเซลล์จากกระเป๋าหน้าท้องเหมือนจิงโจ้
.
ก่อนหน้านี้ในประวัติศาสตร์มีเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งได้ทำลายพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ระหว่าง 70% ถึง 95% ล่าสุดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 นี้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งได้ทำลายล้างเผ่าพันธุ์หลายร้อยสายพันธุ์ผ่านการค้าสัตว์ป่า มลพิษ การสูญเสียถิ่นที่อยู่ และการใช้สารพิษ
.
ผลการศึกษาในปี 2020 พบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของพืชและสัตว์ทั้งหมดอาจเผชิญกับการสูญพันธุ์ในปี 2070 และสิ่งต่าง ๆ อาจเลวร้ายลงหากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความพยายามในการป้องกันการสูญพันธุ์ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นด้วย โดยมีคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมและผลกระทบด้านสุขภาพของการโคลนนิ่งและการแก้ไขยีน
.
กรณีของ Maya นักวิจัยคนหนึ่งเผยกับโกลบอลไทมส์ว่า จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมว่า การโคลนนิ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีการกำหนดแนวทางเพิ่มเติมเพื่อกำหนดการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม


ที่มา https://www.prachachat.net/spinoff/science-technology/news-1056025 
 

ชวนชมนิทรรศการ “ช้างมงคล” จากตำราคชศาสตร์ โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ

กรมศิลปากรโดยกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ จัดนิทรรศการเรื่อง “ช้างมงคล” เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับช้างจากเอกสารโบราณ
.
ข้อมูลนิทรรศการสังเขป ช้าง เป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์กับสังคมมนุษย์มาแต่โบราณกาล แม้โดยธรรมชาติช้างเป็นสัตว์ป่ารูปร่างใหญ่โตมีพละกำลังมากมายมหาศาล แต่ช้างก็มีลักษณะพิเศษเฉพาะ คือ มีอิริยาบถที่สง่างาม เฉลียวฉลาด แข็งแรง อดทน สามารถฝึกสอนให้เรียนรู้ได้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระเจ้าแผ่นดินของไทยในสมัยโบราณ ทรงใช้ช้างเป็นยุทโธปกรณ์สำคัญสำหรับกองทัพ โดยใช้ช้างเป็นส่วนหนึ่งของกำลังพลในการต่อสู้ขณะทำสงคราม ด้วยวิธีการชนกับช้างข้าศึก ใช้แทนกำลังทหารเพื่อทำลายประตูเมือง กำแพงเมือง ป้อม ค่าย บุกไล่ ทำลายทหารในกองทัพข้าศึก ใช้เป็นพาหนะบรรทุกปืนใหญ่ และสิ่งของเครื่องสรรพาวุธยุทโปกรณ์ รวมทั้งสัมภาระต่างๆ การศึกสงครามแต่ละครั้ง ช้างมีส่วนช่วยปกป้องรักษาบ้านเมืองให้พ้นภัย และขยายขอบเขตของอาณาจักรให้กว้างขวางออกไป
.
เมื่อบ้านเมืองเลิกใช้ช้างเพื่อการศึกสงคราม อีกทั้งกรมพระคชบาลของหลวงก็เลิกล้มไป ความรู้เกี่ยวกับช้างจึงหมดความจำเป็นสำหรับกิจการบ้านเมือง เป็นเหตุให้ความต้องการอยากเรียนรู้เรื่องช้างหมดไปด้วย เมื่อขาดการสืบทอดผู้มีความรู้เรื่องช้างก็ลดจำนวนลงเป็นลำดับ ปัจจุบันคนรักช้างได้พยายามฟื้นฟูความรู้เกี่ยวกับช้างมากขึ้น นับเป็นนิมิตอันดีอย่างยิ่งที่มรดกวัฒนธรรมของชาติชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งนี้ เริ่มได้รับความสนใจ มีความพยายามรื้อฟื้นให้มีการเผยแพร่และสืบทอด จึงเป็นที่มาของการจัดนิทรรศการ เรื่อง “ช้างมงคล” มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ 
.
ส่วนที่ 1 นำเสนอความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ในสมัยโบราณที่ใช้เรียกอวัยวะส่วนต่างๆ ของช้าง 
ส่วนที่ 2 จะเป็นความรู้เกี่ยวกับการกำเนิดของช้างมงคลตามตำราคชศาสตร์ที่ปรากฏในเอกสารโบราณว่าช้างศุภลักษณ์ หรือช้างที่มีลักษณะมงคล พร้อมทั้งมีภาพประกอบจากเอกสารโบราณ ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตระกูล คือ 1. ช้างตระกูลอิศวรพงศ์ 2. ช้างตระกูลพรหมพงศ์ 3. ช้างตระกูลวิษณุพงศ์ 4. ช้างตระกูลอัคนิพงศ์ 
ส่วนที่ 3 ทำเนียบนามช้างหลวงประจำรัชกาลในราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ - รัชกาลที่ ๙ พร้อมจัดแสดงเอกสารโบราณที่บันทึกทำเนียบนามช้างสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์  
ส่วนที่ 4 การเปรียบเทียบความแตกต่างลักษณะทางกายภาพและถิ่นฐานระหว่างช้างเอเชียและช้างแอฟริกา
ส่วนที่ 5 การนำเสนอสารคดีเรื่องช้างไทย และการเล่นเกมส์โชคช้าง เป็นการเสี่ยงทายจากตำราโบราณ เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมนิทรรศการได้ร่วมสนุก
.
ผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการหมุนเวียน เรื่อง “ช้างมงคล” ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2565 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์) ณ ห้องวชิรญาณ 2 – 3 อาคาร 2 ชั้น 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ


ที่มา https://siamrath.co.th/n/384606 
 

'น้องหมิว' สาวสูง 92 ซม. นักศึกษาทุน “พระพันปีหลวง” เกียรตินิยมอันดับ 2 เศรษฐศาสตร์บัณฑิต มรภ.บุรีรัมย์

เปิดใจสาวพิการตัวเล็กบุรีรัมย์ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร  เศรษฐศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เผยตั้งความหวังอยากรับปริญญาตั้งแต่เด็ก พ่อ แม่ เพื่อนๆ เป็นแรงใจจนประสบผลสำเร็จ
.
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า  ได้เดินทางไปพบ นางสาววราภรณ์ สร้อยเสน หรือน้องหมิว อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10/3 หมู่ 3 ต.ทุ่งวัง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ที่สวมครุยเพื่อเตรียมตัวเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 17-26 กันยายน 2565 ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในการพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้ โดยในวันนี้ เป็นการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ ปริญญาเอก โท ตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ จำนวน 4,525 คน ที่หอประชุมมหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร
.
นางสาววราภรณ์ สร้อยเสน หรือน้องหมิว เปิดเผยว่า ตนเกิดมาไม่สมประกอบ มีความพิการที่ขาและนิ้วมือ โดยมีความสูงเพียง 92 ซม. อยู่ที่บ้านกับบิดา มารดา น้องชายและน้องสาวรวม 5 ชีวิต ในสมัยที่ตนเป็นเด็ก ได้เห็นข่าวการรับปริญญาจึงเกิดความฝันว่าตัวเองก็อยากรับปริญญาบ้าง แต่จากข้อจำกัดทางด้านร่างกายและสุขภาพ ทางบ้านจึงบอกให้อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องไปเรียน ซึ่งตนเชื่อว่าไปเรียนได้ มารดาก็เลยไปส่งเข้าเรียนชั้นอนุบาล ก็ได้เพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ ไปรับ - ส่ง ไปโรงเรียนบางครั้งก็ได้พ่อและแม่เป็นแขนขาให้ ซึ่งด้วยความรบเร้าอยากเรียนต่อ ทางบ้านจึงยินยอมให้ไปเรียน จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และคิดว่าทำอย่างไรจะได้รับพระราชทานปริญญาเหมือนเช่นคนอื่นตามที่ได้ตั้งใจไว้ ซึ่งก็รบเร้ากับมารดาอีกจนท่านใจอ่อน จากนั้นได้ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ แต่แม่ไม่มีเงินส่งให้เรียน ความฝันว่าจะได้เรียนก็พังสลายลง
.
น้องหมิว เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า ตนกลับไปนอนคิดอยู่หลายตลบ สุดท้ายจึงได้ตัดสินใจเขียนจดหมายไปถึงสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอพระราชทานทุนการศึกษา ซึ่งตอนนั้นได้แต่ภาวนาให้จดหมายไปถึงสำนักราชเลขาธิการ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงพระประชวร  แต่ต่อมาก็ได้รับหนังสือตอบกลับจาก กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง ระบุว่า”จะส่งเรียนจนจบระดับปริญญา”ความรู้สึกตอนนั้นดีใจจนบอกไม่ถูก รู้ซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้
.
ในวันนี้ ความสำเร็จก็มาถึง ความใฝ่ฝันว่าจะได้รับปริญญาก็เป็นจริง ด้วยความอดทนและวิริยะอุตสาหะ เรียนอย่างตั้งใจจนสามารถได้เกียรตินิยมอันดับ 2 แต่ความตั้งใจยังไม่หมด อยากจะเรียนในระดับปริญญาโท ซึ่งจากกำลังจากจากพ่อ แม่ เพื่อนฝูงที่ช่วยมาตลอด คิดว่าความฝันจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


ที่มา https://siamrath.co.th/n/384466 
 

รู้จัก เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระราชนัดดาองค์เล็กสุดของควีน เอลิซาเบธที่ 2

หลังจากที่เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าชายแฮรี่  นำขบวนพระราชนัดดาอีก 6 พระองค์ในสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 เข้าพิธีประทับยืนสงบนิ่งเฝ้าหีบพระบรมศพ ณ เวสต์มินส์เตอร์ ฮอลล์ ในกรุงลอนดอน ในวันที่ 17 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา สาธารณชนชาวอังกฤษได้จับตามองมาที่ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระโอรสองค์ที่ 2 ของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งเวสเซ็กส์ และพระราชนัดดาองค์เล็กสุดของควีน เอลิซาเบธที่ 2 เป็นพิเศษ 
.
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ยังทรงพระเยาว์ วัยเพียง 14 ปี มีความน่าเอ็นดู แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความสงบนิ่ง สุขุมเกินวัย ในการประกอบราชพิธีสำคัญระดับชาติ ร่วมกับ พระญาติที่สูงกว่าทั้งวัยวุฒิ และยศถาบรรดาศักดิ์กว่าได้อย่างดีเยี่ยม จนเป็นที่ประทับใจชาวอังกฤษเป็นจำนวนมากที่ได้ชมพิธีผ่านสื่อ 
.
และทำให้ระลึกถึงอดีตเจ้าชายวิลเลียม ในวัย 15 พรรษา ในงานพิธีศพของเจ้าหญิงไดอาน่า ที่จัดขึ้นในวันที 6 กันยายน พ.ศ. 2540 ว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกับ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น อยู่ไม่น้อย
.
วันนี้ เรามาทำความรู้จัก เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระราชนัดดาองค์องค์น้อยที่กลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชนอังกฤษในวันนี้กันดีกว่า 
.
 เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น มีชื่อจริงเต็มๆว่า "เจมส์ อเล็กซานเดอร์ ฟิลิป ธีโอ" และใช้นามสกุล "เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์" สื่อมวลชนมักเรียกชื่อแบบย่อว่า "เจมส์ วินเซอร์" ปัจจุบัน ดำรงพระยศเป็น "ไวส์เคาท์ เซเวิร์น" นับเป็นทายาทลำดับที่ 14 ของราชวงศ์อังกฤษ  เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่เมืองเซอร์รีย์  บิดา คือ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ซึ่งเป็นพระโอรสองค์สุดท้องของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 มารดา คือ ท่านหญิง โซฟี เฮเลน ไรนส์-โจนส์ 
.
ซึ่งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และ ท่านหญิง โซฟี มีธิดาองค์ต่อ คือ เลดี้ หลุยส์ อายุ 18 ปี และกำลังเข้าศึกษาต่อสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ที่ University of St. Andrews ในสกอตแลนด์ ในภาคการศึกษาฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ 
.
ในช่วงวัยทารกของ เจมส์ วินเซอร์ เขากลายเป็นที่รักของคนในครอบครัวอย่างมาก เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระบิดาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษว่า เจมส์เป็นเด็กทารกที่น่ารัก น่ากอดมากๆ และทั้งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และ ท่านหญิงโซฟี ก็ตั้งใจที่จะเลี้ยงบุตร ธิดา ให้เติบโตขึ้นอย่างเด็กๆทั่วไป ด้วยการขอพระราชทานอนุญาตจากควีน เอลิซาเบธที่ 2 ขอสละฐานันดร "เจ้าชาย" "เจ้าหญิง" ของบุตร ธิดาของท่าน รวมถึงให้ละคำนำหน้าชื่อด้วยอักษรย่อ  "H.R.H" ( His Royal Highness) ที่ใช้นำหน้าชื่อพระบรมวงศานุวงศ์ระดับเจ้าฟ้า 
.
ซึ่งท่านหญิงโซฟี ผู้เป็นมารดาให้เหตุผลว่า ต้องการเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตพร้อมตระหนักในหน้าที่ว่าจำเป็นต้องประกอบสัมมาชีพเพื่อดูแลครอบครัวให้ได้เหมือนคนทั่วไป ส่วนฐานันดรศักดิ์ จะให้สิทธิลูกๆ เป็นคนตัดสินใจเองเมื่อบรรลุนิติภาวะ 

แต่ทั้งนี้ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดำรงพระอิสริยยศเป็นเอิร์ลแห่งเวสเซกซ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางของอังกฤษที่มีการสืบทอดทายาทได้ ดังนั้น เจมส์ วินเซอร์ จึงได้รับตำแหน่งเป็น "ไวส์เคาท์ เซเวิร์น" ในฐานะที่เป็นทายาทของเอิร์ล นั่นเอง
.
ปัจจุบัน  เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น ศึกษาในโรงเรียน Eagle House School ที่ตั้งอยู่ภายในราชมณฑลบาร์กเชอร์  และช่วงเวลาที่ผ่านมา เจมส์ วินเซอร์ แทบไม่เคยเปิดเผยตนออกสื่อในอังกฤษ จึงทำให้ชาวอังกฤษไม่คุ้นหน้าของพระราชนัดดาองค์เล็กพระองค์นี้นัก แม้ว่า ไวส์เคาท์ เซเวิร์น และ เลดี้ หลุยส์ จะร่วมงานพิธีสำคัญของราชวงศ์หลายงาน อาทิ งานอภิเษกสมรสของเจ้าชายแฮรี่ และ เมแกน มาร์เคิล หรืองานฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
.
แต่มาวันนี้ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชน ก็อาจทำให้ชาวอังกฤษได้พบเห็น ไวส์เคาท์หนุ่มน้อยบนหน้าสื่อมาก รวมถึงบทบาทหน้าที่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัววินเซอร์ แม้จะไม่ได้ทรงพระยศเป็น "เจ้าชาย" ก็ตาม


อ้างอิง 
Independent UK
The People
Wikipedia
 

ปัญหาเด็ก-เยาวชนในยุคจอมพลสฤษดิ์ กระทำความผิดเพราะอยากมีข่าวบนนสพ.

ปัญหาเด็กและเยาวชน ปัญหาอันน่าตระหนกของสังคมไทย ซึ่งปัจจุบันมีทั้งเรื่องของการใช้ความรุนแรง วัตถุนิยม การรวมตัวเป็นแก๊งอันธพาล แต่คุณรู้ไหม ? เมื่อย้อนกลับไปเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้วปัญหาเด็กและเยาวชนก็รุนแรงไม่แพ้กัน และทำไปเพราะอยากมีหน้า มีตาอยู่บนสื่อ ไม่ต่างจากการมีหน้า มีตา อยู่บนโซเชียลมีเดียในปัจจุบันเลยทีเดียว 
.
เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า รัฐบาลสฤษดิ์ถือเป็นรัฐบาลในฝันของเหล่าอนุรักษนิยมที่เชื่อมั่นในเสถียรภาพของบ้านเมืองอันสงบราบคาบ ทั้งยังจงรักภักดีหาใครเสมอเหมือน แตกต่างจากยุคก่อนหน้าและยุคหลังสฤษดิ์ที่รัฐบาลอ่อนแอเกิดความวุ่นวายจลาจล ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชนชั้นนําและชนชั้นผู้ได้ประโยชน์เอง
.
ปัญหาอันดับหนึ่งที่แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็รู้สึกว่าถูกคุกคามไปด้วยนั้นก็คือ การดํารงอยู่ของฝ่ายซ้ายในนามของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ส่วนปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลวิตกไม่แพ้กันก็คือ ปัญหาเด็กและเยาวชน
.
ในยุคที่สื่อสารมวลชนขยายตัวและมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการขายข่าว จากข่าวการเมืองมาเป็นข่าว “อาชญากรรม” ยิ่งทําให้ประเด็นดังกล่าวเป็นที่รับรู้และตระหนักกันในวงกว้าง เช่น ข่าวการรวมกลุ่มของอันธพาลวัยรุ่นเชียงใหม่เป็นแก๊งที่ชื่อว่า “แก๊งอินทรีขาว” จนเกิดการเลียนแบบเป็น “แก๊งอินทรีแดง” “แก๊งอินทรีเหลือง” ขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ  ในปี 2501, เด็กวัยรุ่นอยุธยาขว้างระเบิดใส่ในเวทีงานวางศิลาฤกษ์พิพิธภัณฑสถานของจังหวัดในปีเดียวกัน
.
หรือที่เป็นข่าวครึกโครมในปี 2504 เมื่อนักเรียนชายฟาดกระเป๋าใส่นักเรียนหญิงที่ตนเองพยายามจะ “แทะโลม” แต่นักเรียนหญิงไม่พอใจถึงกับ “บ้วนน้ำลายใส่” แรงฟาดทําให้ระเบิดที่อยู่ในกระเป๋าเกิดระเบิดขึ้น นักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิดตัดคอหวิดขาด เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
.
เหตุการณ์ดังกล่าวร้ายแรงมากจนหนังสือพิมพ์รายงานว่า จอมพลประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “เรื่องนี้เห็นจะต้องรุนแรงที่สุด ถึงแม้จะไม่ถึงมาตรา 17 แต่ก็ต้องรุนแรงเต็มที่ที่จะลงโทษเยาวชนได้” ปัญหาดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงจนถึงขั้นมีผู้เสนอผ่านหนังสือพิมพ์ให้รางวัล 2 ล้านสําหรับผู้ที่สามารถแก้ปัญหาเยาวชนได้ภายใน 3 เดือน
.
ขณะที่งานวิจัยก็พบว่าเยาวชน “เสื่อมลงมากทั้งทาง กาย วาจา ใจ เช่น พูดจาหยาบคาย ไม่สุภาพอ่อนโยน ชอบเที่ยวเตร่ไปในทางที่ไม่ดี ชอบสูบบุหรี่ แต่งกายไม่สุภาพ จิตใจฟุ้งซ่าน หรือคิดแต่ทางเพ้อฝันไม่ดีงาม มักก่อเหตุวุ่นวาย ทะเลาะวิวาทแบ่งสีแบ่งชั้น” 
.
โดยชี้เหตุแห่งปัญหาว่ามาจากครอบครัวที่ไม่เอาใจใส่ และอิทธิพลจากสื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก โดยเฉพาะสื่อตะวันตกอันได้แก่ ภาพยนตร์ ที่มักเป็นที่เลียนแบบกัน การวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อการคุมเข้มเรื่องพื้นที่ของเด็กทางกายภาพ ตั้งแต่เรือนร่างไปจนถึงพื้นที่ทางสังคมต่าง ๆ นานา
.
จากการวิจัยในคดีเด็กและเยาวชนที่จัดทําในปี 2509 พบคดีอาญาในเด็กและเยาวชนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นลักทรัพย์ ทําร้ายร่างกาย วิ่งราวชิงทรัพย์ พกอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน กระทําอนาจาร ข่มขืนกระทําชําเรา การพนัน มั่วสุม ก่อการจลาจล รักในวัยเรียน และไปในสถานที่อโคจร
.
เมื่อเทียบกับต้นทศวรรษ 2500 แล้วปัญหากลับขยายตัวไปมากแม้รัฐจะได้มีความตื่นตัวที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปแล้วก็ตาม สิ่งที่เพิ่มเติมมาจากเดิมก็คือ เด็กไปเที่ยวเตร่ในสถานที่อโคจร ได้แก่ โรงแรม โมเต็ล โรงหนัง สนามม้า สนามมวย สนามโบว์ลิ่ง ตลอดจนไนต์คลับ อันเนื่องมาจากการขยายตัวของสถานบันเทิงที่มากับช่วงสงครามเวียดนาม
.
งานวิจัยชิ้นหลังนี้ชี้สาเหตุว่ามาจากการเพิ่มของจํานวนประชากร และการอพยพจากชนบทเข้าสู่เมืองหลวง รวมไปถึงปัญหาของการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ทั่วถึงทําให้ค่าครองชีพสูง ที่น่าสนใจก็คือ ข้อกล่าวหาอันแสนจะยอดนิยมนั่นคือ การชี้ว่าสื่อมวลชนยังเป็นตัวร้ายในการเผยแพร่สิ่งยั่วยุทางกามารมณ์และอาชญากรรม จากคดีระเบิดจนนักเรียนหญิงเสียชีวิต จอมพลประภาส จารุเสถียร ได้ให้ความเห็นขณะนั้นว่า “หนังสือพิมพ์นั่นแหละเป็นเหตุหนึ่ง ฉะนั้นผมจึงขอร้องเป็นการส่วนตัว อย่าลงข่าวรูปเยาวชนต่อไปอีกเลย เด็กบางคนอยากเก่งมีรูปในหน้าหนังสือพิมพ์ ก็เลยพากันทําผิด”
.
และที่น่าสนใจก็คือว่า ขณะที่รัฐบาลเปิดรับการเข้ามาของทหารอเมริกันในสงครามเวียดนาม การไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างประเทศเช่นนั้น กลับกลายเป็นปมที่ชนชั้นนําไทยรู้สึกว่าเป็นภัยและขัดกับวัฒนธรรม ไทย ในงานวิจัยครั้งนี้ได้มีการสะท้อนปัญหาสังคมอันเนื่องมาจากปัจเจกภาพมากขึ้น ได้แก่ ความเห็นแก่เงินเป็นสําคัญ ที่ทําให้ครอบครัวแตกแยก คนยึดถือหลัก “ทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่ว” น้อยลง เด็กขาดศรัทธาต่อคุณงามความดี จึงก่อให้เกิดอาชญากรรม การวิเคราะห์ปัญหาครั้งนี้ทําให้เห็นมิติที่สลับซับซ้อนขึ้นว่าปัญหาเด็กและเยาวชนเป็นผลกระทบจากการพัฒนาซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สําคัญ
.
จากการวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลอํานาจนิยมสมัยนั้นจึงมีคําตอบไปอยู่ที่การเน้นความเข้มงวดของ กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การพิจารณาให้บังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเด็กและนักเรียน พ.ศ. 2481 ให้ประกาศใช้ทั่วประเทศทุกจังหวัดช่วงปี 2504 กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบนักเรียน บังคับให้ใช้มาตรฐานอย่างเดียวกันทั่วประเทศ โดยให้เริ่มใช้ในสิ้นปีการศึกษา 2505 เพื่อป้องกันการประพฤติเหลวไหล
.
รวมไปถึงการแต่งกายอันรุ่มร่ามไม่เหมาะสม กวดขันเรื่องความประพฤติที่ไม่สมควรของนักเรียนทั้งชายและหญิงตามร้านกาแฟและเต้นรําอัน “ผิดกิริยาที่ดีของคนไทย” รวมถึงการแต่งกายตามแบบดาราภาพยนตร์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “เสื้อผ้าประหลาด” และการใช้ถ้อยคําไม่น่าฟังในที่สาธารณะ
.
หรือการห้ามเด็กและเยาวชนจัดรายการสถานีวิทยุ อันนํามาซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทายชื่อเพลง ทายชื่อผู้ร้อง หรือการขอเพลง ซึ่งฝ่ายรัฐเห็นว่าไม่เหมาะสมกับสภาพของนักเรียน ไม่นับว่าบางครั้งนําไปสู่การทะเลาะวิวาทเสื่อมเสีย บทลงโทษนั้นร้ายแรงถึงขั้นที่ผู้ใดฝ่าฝืน อาจมีโทษสถานหนักถึงกับให้ออกจากสถานศึกษา
.
นี่คือการจํากัดพฤติกรรมผ่านเรือนร่างและการจํากัดกิจกรรมในที่สาธารณะของเด็กและเยาวชน ในสังคมที่ผู้ใหญ่มีความอดทนต่ำต่อเสรีภาพในการแสดงออกของเด็กและเยาวชน การตระหนกถึงปัญหาโดยไม่แยกแยะในการจัดการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น จึงนํามาซึ่งการใช้อํานาจในการบังคับและปิดกั้นการแสดงออกเอาเสียดื้อ ๆ
.
อย่างไรก็ตาม นอกจากไม้แข็งที่รัฐได้นํามาใช้ปิดกั้นความเหลวไหลของเด็กและเยาวชนแล้ว รัฐยังใช้ไม้นวมไปพร้อม ๆ กันด้วย นั่นคือการสร้างความเป็นเด็กในอุดมคติที่จะเป็นกําลังสําคัญของชาติในอนาคต


ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_43949 
 

สวทช. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย พัฒนา 3 พืชสมุนไพรนำร่อง คือ ขิง ไพล และฟ้าทะลายโจร

สวทช. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย ให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 5.2 หมื่นล้านบาท โดยร่วมมือกับภาคการศึกษา พัฒนา 3 พืชสมุนไพรนำร่อง คือ ขิง ไพล และฟ้าทะลายโจร
.
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ไทยมีสมุนไพรกว่า 10,000 ชนิด โดยร้อยละ 15.5 ของชนิดสมุนไพร นำมาใช้ประโยชน์ได้ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม โดยก่อนสถานการณ์โควิดมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประเทศไทยขยายตัวถึง 5.2 หมื่นล้านบาท  
.
ล่าสุด สวทช.ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “การยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม: ด้านพืช สมุนไพร” สนับสนุนการวิจัยพัฒนา ทดสอบ สาธิต และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
.
โดยเป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัด มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อเพิ่มศักยภาพให้เกษตรกรสามารถผลิตพืชสมุนไพรให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้จะนำร่องกับพืชสมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ ขิง ไพล และฟ้าทะลายโจร 
.
และเบื้องต้นมีเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ มหาสารคามและร้อยเอ็ด ให้ความสนใจนำร่องผลิตพืชสมุนไพรจำนวน 497 ราย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเกษตรกรที่อยู่ในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ประกอบกับรัฐบาลได้กำหนดให้นโยบาย BCG Economy เป็นวาระแห่งชาติ จึงเป็นโอกาสดีที่จะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เกิดโมเดลเศรษฐกิจฐานชีวภาพที่มีการใช้ประโยชน์จากการหมุนเวียนทรัพยากรไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสร้างงานและรายได้ให้กับเกษตรกร โดยไม่ทอดทิ้งปัญหาสิ่งแวดล้อมไว้ข้างหลัง 


ที่มา https://www.tnnthailand.com/news/wealth/125464/ 
 

“ยะลา” จังหวัดผังเมืองสวย อันดับ 1 ของไทย อันดับ 23 ของโลก

“ใต้สุดแดนสยาม เมืองงามชายแดน” บ่งบอกถึงความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดยะลาได้เป็นอย่างดี ความงามประการแรกที่ใครหลาย ๆ คนคำนึงถึง คงไม่พ้นเมืองที่มีผังสวยที่สุดของประเทศไทย จากการที่เทศบาลนครยะลาได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทย ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการพิจารณาในส่วนของโซนเอเชียและแปซิฟิค เมื่อปี พ.ศ.2546 จนผ่านการตัดสินชนะเลิศจากกรรมการตัดสินชุดใหญ่ของ UNESCO ได้รับรางวัล UNESCO Cities และมีเว็บไซต์ชื่อดัง จัดอันดับ "ยะลา" ให้เป็นผังเมืองที่ดีที่สุด อันดับที่ 23 ของโลกในปี 2560 และนับได้ว่าเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย 
.
การวางแผนผังเมืองมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นเครื่องมือหนึ่งในฐานะกฎหมายที่มีบทบาทในการกำหนดประเภทการที่ดินและกิจกรรมต่าง ๆของมนุษย์ และเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคตอีกด้วย หากไม่มีการวางผังเมืองก็จะทาให้เกิดปัญหาต่างๆ กับเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเจริญเติบโตอย่างไร้ทิศทางของเมือง ปัญหาชุมชมแออัด ปัญหาทางด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาการป้องกันภัยธรรมชาติ และยังยากต่อการวางแผนนโยบายการพัฒนาต่อยอด เมืองในอนาคตอีกด้วย
.
วางผังเมืองก่อนจะเป็นเมือง :  เมืองยะลา เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองใหญ่ในประเทศไทยที่มีการวางผังเมืองตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อร่างสร้างเมือง สมัยที่ชุมชนเมืองยะลายังเป็นชุมชนขนาดเล็กเกาะตัวอยู่ใกล้สถานีรถไฟ รายล้อมด้วยสวนยางและป่าไม้ การตัดถนนจึงดำเนินการไปในพื้นที่สวนและป่าเป็นส่วนใหญ่ จุดเริ่มต้นของการวางผังเมืองยะลา การวางผังเมืองยะลานั้นริเริ่มโดยพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) อดีตข้าหลวงคนที่ 10 ของจังหวัดยะลา (พ.ศ.2456-2458) ซึ่งเมื่อลาออกจากราชการแล้วได้รับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองยะลาถึงสองสมัย (พ.ศ.2480-2488)
.
พระรัฐกิจวิจารณ์ได้ร่วมกับสหาย ข้าราชการ วางผังเมืองยะลาโดยได้รับการเสนอแนะจากแผนกผังเมือง กรมโยธาเทศบาล วางผังเมือง ยะลา โดยเรียกว่า ผังเค้าโครงเมืองยะลา ปี 2485 โดยพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) มีการวางแผนการกำหนดพื้นที่การใช้ที่ดินในเขตเมือง และการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ภายในเมือง ในการริเริ่มดำเนินงาน พระรัฐกิจวิจารณ์และสหายข้าราชการ ได้ร่วมกันหาศูนย์กลางของเมืองแล้วจึงปักหลักก้อนใหญ่และมีก้อนหินไว้เป็นเครื่องหมาย ซึ่งภายหลังได้เป็นที่ตั้งของศาลหลักเมือง และได้วางแผนผังเมืองเป็น วงเวียนรอบศูนย์กลางเมือง ทั้งสิ้น 3 วง โดยเตรียมที่ดินในบริเวณนี้ไว้เป็นสถานที่ราชการ คือ บริเวณวงในสุด เป็นสถานที่ราชการต่าง ๆ เช่น ศาลากลาง จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานที่ดิน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วงเวียนที่สอง คือ บ้านพักข้าราชการ และวงเวียนที่สาม ซึ่งเป็นวงเวียนสุดท้ายเป็นที่ตั้งของ โรงเรียน สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และที่อยู่อาศัยของประชาชน
.
มีการสร้างถนนเข้ามายังศูนย์กลางเมืองที่เรียกว่า กิโลศูนย์ และตัดถนนสายต่าง ๆ กว่าทั่วทั้งเมืองยะลา ถนนพิพิธภักดี เริ่มจากสถานีรถไฟยะลาไปยังกิโลศูนย์ ถนนสุขยางค์ จากหอนาฬิกาไปถึงกิโลศูนย์ ถนนสิโรรสจากสถานีรถไฟยะลาถึงหน้าโรงพยาบาล ปัจจุบันถนนพิพิธภักดีและถนนสิโรรสเป็นถนนสายเอกของเทศบาลเมือง มีความสวยงาม ถนนพิพิธภักดี ซึ่งเป็นถนนคู่ มีทางเดินเท้าและช่องทางจักยาน และปลูกต้นประดู่เรียงรายไว้ตามเกาะกลาง และมีการตัดถนนสายย่อย ๆเป็นรูปสี่เหลี่ยมหมากรุก ได้แก่ ถนนยะลา ถนนไชยจรัส ถนนรัฐกิจ ถนนประจิน ถนนพังงา และถนนรวมมิตร เป็นต้น การตัดถนนเหล่านี้ได้ยึดหลักเกณฑ์ที่ว่าในการวางผังเมืองและตัดถนนได้แบ่งตัดซอยให้หลังบ้านชนกันแต่ห่าง 4 เมตร สำหรับ เป็นที่วางขยะ ถังขยะและสะดวกต่อการดับเพลิง 
.
กำหนดรูปแบบการใช้ที่ดินไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม : ผังเค้าโครงเมืองยะลา ปี 85 โดยพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) ซึ่งถือว่า เป็นการวางแผนผังเมืองยุคแรกๆ ของประเทศไทยนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า พระรัฐกิจวิจารณ์ ไม่ได้เน้นเพียงแค่รูปแบบที่มี ความสวยงามของ ผังเมืองเท่านั้น แต่ยังได้จัดสรร จัดประเภทการใช้ที่ดินเข้าเป็นหมวดหมู่เดียวกัน โยการกำหนดรูปแบบ และการใช้ที่ดินในเมืองยะลา แบ่งไว้อย่างชัดเจน เป็น 6 ประเภท ซึ่งเป็นแนวทางในการต่อยอดพัฒนาเมืองเรื่อยมาจนถึง ปัจจุบัน ดังต่อไปนี้
.
ประเภทที่ 1 พื้นที่สถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ พื้นที่สถาบันราชการของเมืองยะลานั้นจะวางอยู่ บริเวณศาลหลักเมือง และวงเวียนหลักทั้งสามวงเวียน และถนนสิโรรส
.
ประเภทที่ 2 พื้นที่โล่งและนันทนาการ และการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เมืองยะลานั้นได้รับสมญานามว่า เมืองแห่งสวน  ซึ่งทั่วทั้งเมืองยะลา ประกอบด้วยสวนและนันทนาการต่าง ๆ ดังนี้
•    สวนขวัญเมือง (พรุบาโกย) สร้างบนพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 207 ไร่ ประกอบด้วย สวน สนามกีฬา สนามแข่งขันนกเขาชวาเสียง ซึ่งเป็นสนามมาตรฐานที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และชายหาดจำลอง 
•    สวนศรีเมือง เป็นสวนที่สร้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และคันกั้นน้าริมแม่น้ำปัตตานี เริ่มต้นจาก บริเวณตลาดเมือง ใหม่ถึงบริเวณสะพานข้ามทางรถไฟ เป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร สร้างแล้ว เสร็จปี พ.ศ. 2546
•    สวนสาธารณะบ้านร่ม แหล่งพักผ่อนหย่อนใจริมน้ำบ้านสะเตง เป็นอีกหนึ่งสวนสาธารณะใจกลาง เมืองของเทศบาลนครยะลา ประกอบด้วยต้นไม้นานาพรรณและศาลาริมน้ำรูปทรงที่มีเอกลักษณ์ของ พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
•    สวนสาธารณะสนามช้างเผือก (สนามโรงพิธีช้างเผือก) มีพื้นที่ 80 ไร่ เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายช้างเผือก "พระเศวตสุรคชาธาร" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2511 ภายในสวนสาธารณะมีศาลากลางน้ำ รูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ และสนามกีฬาในร่มขนาดใหญ่ที่ใช้จัดกิจกรรม ต่าง ๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ 
•    สวนมิ่งเมือง สวนกิจกรรมเพื่อเยาวชนประกอบไปด้วยสวนย่อย ๆ 4 สวน ได้แก่ สวนมิ่งเมือง หรือ บาโร๊ะบารู 1-4 สวนสาธารณะมิ่งเมืองมีความยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร โดยสวนมิ่งเมือง 4 เป็นสวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  ภายในสวนประกอบด้วย สนามฟุตบอลหญ้าเทียม และสนามเด็กเล่น 
•    ศูนย์เยาวชนยะลา ประกอบไปด้วยสนามขนาดใหญ่เพื่อใช้รองรับการจัดงานสำคัญๆระดับจังหวัด ซึ่งในยาม ปกติชาวเมืองยะลาจะใช้เล่นฟุตบอล ออกกำลังกาย และยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ฟิตเนสของเทศบาล นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ อุทยานการเรียนรู้ยะลา (TK PARK YALA) ซึ่งเป็นอุทยานการเรียนรู้แห่งแรกในส่วนภูมิภาค
•    สนามกีฬาชุมชนจารู เป็นที่ตั้งของสนามฟุตบอลหญ้าเทียมขนาดมาตรฐานแห่งเดียวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีสเตเดียม ถือว่าเป็นสนามกีฬาที่มีความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาทั้งในระดับจังหวัด และภูมิภาค
•    บึงแบเมาะ บึงแบเมาะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณชุมชนตลาดเก่า ติดกับเขาตูม และค่าย สิรินธร บึงแบเมาะถือว่าเป็นบึงที่มีความสำคัญของเมือง ในฐานะเป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำขนาด ใหญ่ และนอกจากนี้ทางเทศบาลยังมีนโยบายพัฒนาบึงให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และนันทนาการ
.
ประเภทที่ 3 พื้นที่พาณิชยกรรม ตั้งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน โดยมีถนนสายสำคัญๆ ของเมืองล้อมรอบ ได้แก่ ถนนสิโรรส ถนนพิพิธภักดี ถนนสุขยางค์ โดยชาวยะลามักเรียกพื้นที่พาณิชยกรรมว่า “สายกลาง” นอกจากนี้ เมืองยะลายังมีตลาดขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง ได้แก่ ตลาดเมืองใหม่ ตลาด สดผังเมืองสี่ ตลาดนัดเสรี ตลาดเช้า และตลาดหลังสถานีรถไฟบริเวณถนนวิฑูรอุทิศ ย่านตลาดเก่ากระจายอยู่ทั่วทุกมุมเมือง
.
ประเภทที่ 4 พื้นที่ที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง ซึ่งประชากรจะอาศัยอยู่ หนาแน่นบริเวณเขตพาณิชยกรรม และลดลงเรื่อยๆ จนกระทั้งกระทั้งเข้าพื้นที่เมืองสะเตงนอก โดยพื้นที่ ประชากรหนาแน่นน้อย (สีเหลือง) จะล้อมรอบพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นปานกลาง (สีส้ม)
.
ประเภทที่ 5 พื้นที่เกษตรกรรม อยู่บริเวณขอบนอกของเมือง และประเภทที่ 6 พื้นที่อุตสาหกรรมและคลังสินค้า ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ตลาดเก่า และถนน เทศบาล 1 โดยพื้นที่อุตสาหกรรมและคลังสินค้านั้นพบได้น้อยมากในเขตเมืองยะลา
.
จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของการวางผังเมืองยะลาคือ การจัดการวางแผนผังเมืองตั้งแต่ก่อนการเป็นเมืองทำให้เมืองยะลา ง่ายต่อการวางแผนนโยบายการพัฒนาเมือง และระบบบริการสาธารณูปโภคที่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวเมืองยะลา บรรยากาศของเมืองมีความรื่นรมย์สวยงาม มีการให้ความสำคัญกับสวนในลักษณะอุทยานนคร ซึ่งเป็นเรื่องน่าทึ่งมากในวิสัยทัศน์อันยาวไกล และเป็นคุณูปการในการพัฒนาต่อยอดเมืองยะลา ได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน


ที่มา https://yala.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/234 
 

“ทำดี ได้ดี” น้องบาส ฮีโร่ ช่วย น.ร.โดนไฟดูด มทร.ธัญบุรี มอบทุนเรียน พร้อมดูแลที่พักจนจบ ป.ตรี

น้องบาส นศ.วิทยาลัยเทคนิค ปวส.แผนกเทคนิคคอมพิวเตอร์ เข้าช่วยเหลือเด็กโดนไฟดูด ได้รับข่าวดี หลัง รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประสงค์มอบทุนการศึกษาและดูแลเรื่องที่พักให้น้องบาสเรียนจนจบปริญญาตรี
.
จากกรณีเกิดฝนตกหนักนานกว่า 2 ชม.เมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ย. ทำให้น้ำท่วมถนนเกือบทุกสายในเขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยเฉพาะถนนโพศรี หน้าสำนักงานที่ดินจังหวัด ถนนศรีสุขหน้าโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล และถนนศรีชมชื่นหลังโรงเรียนสตรีราชินูทิศ เกิดน้ำท่วมสูงเกือบ 50 ซม. การจราจรติดหนัก ผู้ปกครองที่มารับลูกๆ กลับบ้านต้องหนีน้ำท่วมกันอย่างทุลักทุเล และเวลาประมาณ 17.00 น.เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
.
เมื่อเกิดเหตุไฟดูด ด.ช.ชยุต เลยชัยภูมิ อายุ 12 ปี หรือน้องโซดา นักเรียนชายโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ชั้น ม.1/5 ต่อมามีนายอรรคชัย อาจอุดม อายุ 19 ปี หรือบาส นศ.วิทยาลัยเทคนิค ปวส.แผนกเทคนิคคอมพิวเตอร์ ขี่รถผ่านมาและรถจักรยานยนต์เครื่องดับ เห็นน้องโซดาถูกไฟดูดจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที แม้ตัวเองจะถูกไฟดูดด้วย แต่ทั้งสองคนก็รอด ท่ามกลางเสียงชื่นชมยกให้น้องบาสเป็นฮีโร่ คนแห่ชมกันทั้งเมือง
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ก.ย.มีรายงานว่า ทางเพจ “Udon iNFo” ได้รายงานความคืบหน้ากรณี “น้องบาส” ว่า
.
“รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ตั้งอยู่เลขที่ 39 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12110 ท่านได้ติดต่อผ่านทางเพจ Udon iNFo ให้ช่วยประสานน้องบาสและทางครอบครัว ท่านมีความประสงค์มอบทุนการศึกษาและดูแลเรื่องที่พักให้น้องบาส หรือ นายอรรถชัย อาจอุดม (ฮีโร่คนเก่ง) เรียนจนจบปริญญาตรี โดยอยู่ในความดูแลของทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
.
ทั้งนี้ ทางเพจฯ ต้องขอขอบพระคุณ รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด ที่มอบทุนการศึกษาและโอกาสในการศึกษาต่อให้แก่ "น้องบาส" หรือ นายอรรถชัย อาจอุดม 
.
ทางเพจได้ประสานและพูดคุยกับทางน้องแล้ว น้องบาสสนใจที่จะศึกษาต่อ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพจ Udon iNFo จะอัปเดตความคืบหน้าอีกครั้ง”
 


ที่มา https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000089612 
 

จีนพบ "แร่ชนิดใหม่" จากดวงจันทร์ โปร่งใสไร้สีสัน

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน และสำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งประเทศจีน ร่วมประกาศว่า คณะนักวิทยาศาสตร์จีนได้ค้นพบแร่ธาตุชนิดใหม่จากดวงจันทร์ ผ่านการวิจัยตัวอย่างจากดวงจันทร์ที่เก็บโดยภารกิจฉางเอ๋อ-5 (Chang’e-5) ของจีน
.
ต่งเป่าถง รองผู้อำนวยการสำนักงานกล่าวว่าแร่ดังกล่าวเป็นแร่ชนิดใหม่ที่จีนค้นพบจากดวงจันทร์ครั้งแรก และเป็นแร่ชนิดที่ 6 ที่มนุษย์ค้นพบ โดยการค้นพบครั้งใหม่นี้ทำให้จีนเป็นประเทศที่ 3 ของโลกที่ค้นพบแร่ชนิดใหม่จากดวงจันทร์
.
แร่ชนิดใหมีชื่อว่า ฉางเอ๋อไซต์-(วาย) (Changesite-(Y)) เป็นผลึกที่เรียงเป็นแนวโปร่งใสไร้สีสัน โดยถูกค้นพบจากการวิเคราะห์อนุภาคหินบะซอลต์จากดวงจันทร์ของทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยธรณีวิทยายูเรเนียมปักกิ่ง ซึ่งอยู่ในเครือของบริษัทนิวเคลียร์แห่งชาติจีน
.
ทั้งนี้ คณะกรรมการว่าด้วยแร่ธาตุใหม่ การตั้งชื่อ และการจำแนกประเภทของสมาคมแร่วิทยานานาชาติ ได้อนุมัติให้ฉางเอ๋อไซต์-(วาย) เป็นแร่ชนิดใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว
.
รายงานข่าวจาก : สำนักข่าวซินหัว


ที่มา https://mgronline.com/china/detail/9650000086947 
 

“ค้างคาว” ปีศาจราตรี สัตว์ผู้มากไปด้วยประโยชน์เกินคาด

ในอดีตเมื่อ 500 ปีก่อน เวลานักท่องเที่ยวชาวยุโรปเดินทางไปเยือน แคว้น Transylvania ในประเทศ Romania เมื่อกลับถึงบ้านเกิด พวกเขามักจะมีเรื่องเล่าให้คนที่ไม่เคยไปทัศนาจรได้ฟังว่า หมู่บ้านแถบนั้นมีผีดิบที่ชอบออกล่าเหยื่อในเวลากลางคืน โดยใช้เขี้ยวที่แหลมคมขย้ำที่คอเหยื่อจนเป็นแผล แล้วดื่มเลือดสด ๆ จากนั้นผีดิบก็จะแปลงตัวเป็นค้างคาวบินหายลับไปในความมืด ครั้นเมื่อเหยื่อสิ้นชีวิต ในที่สุดเหยื่อก็จะกลายเป็นสาวกในคาถาของผีดิบตนนั้น
.
ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์แนวนี้ ได้ชักนำให้นักประพันธ์ชาวอังกฤษชื่อ Bram Stoker เขียนนวนิยายเรื่อง “Dracula” ในปี 1897 ซึ่งมีเนื้อหาว่า Count Dracula เป็นขุนนางที่อาศัยอยู่ในปราสาทร้างบนยอดเขาสูงที่มีหมอกปกคลุมตลอดเวลา และท่าน Count ชอบออกหาเหยื่อในเวลากลางคืน โดยได้แปลงกายเป็นค้างคาว เพื่อไปดูดเลือดของสตรี นวนิยายเรื่องนี้ได้รับความนิยมมาก จนถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่เนื้อหามีหลากหลายอรรถรส เช่น ไสยศาสตร์ การปลอมแปลงตัว ความลึกลับ และการทารุณเหยื่อ เป็นต้น
.
ความนิยมชมชอบในนวนิยายเรื่องนี้ ตลอดระยะเวลาร่วม 85 ปีที่ผ่านไป ได้ชักนำให้นักประวัติวรรณกรรมชื่อ Paul Dukes ต้องการจะรู้ที่มาของเรื่องบันดาลใจซึ่งได้ชักนำให้ Stoker เรียบเรียงเรื่อง “Dracula” และได้รายงานผลเมื่อปี 1982 ว่า ท่าน Count Dracula คือ เจ้าชาย Vlad ที่ 3 แห่งแคว้น Transylvania พระองค์ทรงเป็นทรราชผู้โหดร้ายและโหดเหี้ยมเยี่ยงสัตว์ป่า ทรงมีพระราชบิดา คือ พระเจ้า Dracul (ที่แปลว่าปีศาจ) ดังนั้นพระราชบุตรจึงมีพระนามว่า Dracula (ปีศาจน้อย) หลังจากที่พระราชบิดาเสด็จสวรรคตแล้ว Dracula ก็ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แทน และทรงสร้างทุรกรรมไว้มากมาย จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นตำนาน ให้ผู้คนได้เล่าขานกันมาตราบจนวันนี้ เช่น เวลาทรงกริ้วใคร ก็จะให้ทหารเอาไม้แหลมเสียบแทงทางทวารของคนนั้นอย่างช้า ๆ โดยไม่ให้ตายในทันที จากนั้นก็นำศพไปปักประจานนอกกำแพงเมือง และให้ตัดแขนหรือขาของนักโทษ หรือให้นำคนทรยศไปเผาทั้งเป็น ในขณะที่เหยื่อกำลังดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด Dracula จะทรงเสวยพระกระยาหารอย่างสำราญพระทัย ในที่สุดเมื่อถึงปี 1462 สุลต่าน Mohammed ที่ 2 แห่งอาณาจักรตุรกี ได้ทรงยกทัพบุกแคว้น Transylvania เมื่อจับท่าน Count Dracula ได้ พระองค์ก็ทรงโปรดให้สำเร็จโทษ 
.
สำหรับประเด็นการดื่มเลือดสดๆ ของคนนั้น Paul Dukes สันนิษฐานว่า Bram Stoker คงรู้ว่า ในยุคกลาง บรรดากษัตริย์ในยุโรปตะวันออกมีประเพณีนิยมรูปแบบหนึ่ง คือ โปรดการอภิเษกสมรสระหว่างพระประยูรญาติ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ ซึ่งมีผลทำให้เกิดความผิดปกติใน gene ของทายาท จนหลายคนได้ล้มป่วยเป็นโรค Erythropoietic protoporphyria ซึ่งทำให้ร่างกายผลิตโปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดแดง (porphyrin) ไม่ทัน ผิวหนังจึงแตกและมีเลือดไหล แพทย์จึงต้องให้คนป่วยดื่มเลือดสด ๆ เข้าร่างกายเพื่อทดแทนเลือดที่เสียไป และ Bram Stoker ก็คงรู้เช่นกันว่า โลกมีค้างคาวดูดเลือด (vampire bat) ที่ชอบดูดเลือดวัว ควาย ม้า ยิ่งกว่าเลือดคน ซึ่งการเขียนนวนิยายให้ผีดิบกับค้างคาวมีความเชื่อมโยงกันเช่นนี้ เป็นการกล่าวหาค้างคาวทุกชนิดในโลกและทุกสายพันธุ์ว่าเป็นสัตว์ปีศาจ แต่ในความเป็นจริงค้างคาวส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย แต่กลับทำคุณประโยชน์ให้มนุษย์เสียอีก จะมีก็แต่ค้างคาวแวมไพร์ที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ (เช่นที่ Trinidad และ Venezuela) ซึ่งมีรายงานว่าได้กัดชาวบ้านจนล้มป่วย ทำให้มีไข้สูง ปวดศีรษะ ตัวร้อน จนในที่สุดก็ขยับแขนขาไม่ได้ คือ เป็นอัมพฤกษ์ ครั้นพยายามจะกินและกลืนอาหารก็ทำไม่ได้อีก เพราะร่างกายมีอาการเหมือนป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า จนในที่สุดคนๆ นั้นก็ตาย
.
การเป็นสัตว์ปีกที่ชอบออกหาอาหารในเวลากลางคืน และการที่สังคมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นลบมากมาย ได้ทำให้ค้างคาวเป็นสัตว์ลึกลับที่ไม่มีใครสนใจมาก จนกระทั่งปี 1793 โลกก็มีบุคคลคนแรกที่ได้ศึกษาธรรมชาติของค้างคาวอย่างจริงจัง เขาคือ Lazzaro Spallanzani แห่งเมือง Reggio nell Emilia ในประเทศอิตาลี ซึ่งได้สังเกตเห็นว่า ขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือใต้แสงเทียน แม้เทียนไขจะดับ แต่ค้างคาวที่อยู่ในห้องก็ยังสามารถบินไป-มาในห้องได้ โดยไม่บินชนฝาผนังแต่อย่างใด Spallanzani จึงทดลองจับค้างคาวมาสวมหัวด้วยถุงผ้า และพบว่า สไตล์การบินของค้างคาวมีความขลุกขลักเล็กน้อย คือบินได้ แต่ไม่ดี ความสงสัยในความสามารถด้านการบินของค้างคาวจึงมีว่า ค้างคาวสามารถเห็นในที่มืดได้อย่างไร เพราะถ้ามันไม่ใช้ตาดูเส้นทางการบิน แล้วมันใช้อวัยวะใดในการดู Spallanzani จึงควักลูกตาทั้งสองข้างของค้างคาวออก (ในสมัยนั้น ยังไม่มีกฎห้ามทำการทดลองที่ทารุณสัตว์) แต่ค้างคาวก็ยังบินได้ดี

ประจวบกับในเวลานั้น Charles Jurine ซึ่งเป็นเพื่อนชาวสวิสของ Spallanzani ที่เขียนจดหมายติดต่อกันเป็นประจำได้เสนอให้ Spallanzani ทดลองอุดหูทั้งสองข้างของค้างคาวด้วยไขมัน และก็ได้พบว่าค้างคาวที่ถูกอุดหูสามารถบินได้ระยะทางสั้น ๆ แล้วตกลงบนพื้น Spallanzani จึงสรุปว่า ค้างคาวใช้หูของมัน เพื่อช่วยในการบิน
.
ลุถึงปี 1794 Spallanzani จึงได้ตัดสินใจยกระดับการทดลองของตน โดยใช้ประชากรค้างคาวจำนวนมากขึ้น และได้ปีนขึ้นไปถึงยอดหอคอยของมหาวิหารแห่งเมือง Pavia เพื่อจับค้างคาวมา 52 ตัว แล้วควักลูกตาออก จากนั้นก็ปล่อยให้มันบินหนีไป อีก 4 วันต่อมา เมื่อค้างคาวบินกลับมาที่หอคอย เขาก็ตามจับมันมาได้ 48 ตัว ครั้นเมื่อผ่าท้องของค้างคาวเหล่านี้ออกดู ก็พบว่ามีแมลงอยู่เต็ม นั่นแสดงว่า แม้ค้างคาวจะตาบอด มันก็ยังสามารถหาอาหารได้ และได้ใช้หูในการบินหาอาหาร Spallanzani จึงได้ชื่อว่า เป็นมนุษย์ค้างคาวคนแรกของโลกที่ได้ศึกษา จนพบความสามารถด้านนี้ของค้างคาว นอกจากจะได้พบว่า ค้างคาวใช้หูในการ “ดู” แล้ว Spallanzani ก็ยังได้ทดลองเรื่อง เนื้อค้างคาวสามารถรักษาโรคเก๊าท์ โรคเรื้อน โรคมะเร็งตับ และโรคไขข้ออักเสบได้หรือไม่ด้วย
.
ความจริงโลกเคยมีนักชีววิทยาที่ได้ศึกษาธรรมชาติของค้างคาวมาก่อน Spallanzani เขาคือ ท่านผู้เฒ่า Pliny (ค.ศ.23-69) ซึ่งเป็นปราชญ์โรมัน ที่คิดว่าค้างคาวเป็นนก เพราะมีปีกสามารถบินได้ และยังมีอายุยืนอีกด้วย แต่ Carl Linnaeus (ค.ศ. 1707-1778) นักชีววิทยาชาวสวีเดน ผู้เป็นบิดาของวิชาอนุกรมวิธาน (taxonomy) ได้เสนอความเห็นในปี 1758 ว่าค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ดังนั้นค้างคาวจึงมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับหนูยิ่งกว่านก Linnaeus ยังได้พบอีกว่า โลกมีค้างคาวอยู่ 3 สปีชีส์ และได้รายงานผลการศึกษานี้ในวารสาร “Systema Naturae” แต่ปัจจุบันเรารู้ว่า ค้างคาวมีกว่า 1,400 สปีชีส์ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดเดียวของโลกที่บินได้
.
ในปี 1938 นักชีววิทยาชาวอเมริกันชื่อ Donald Griffin กับ G.W. Pierce จาก มหาวิทยาลัย Harvard ในสหรัฐอเมริกา ได้พยายามหาคำตอบว่า ค้างคาว “เห็น” สิ่งต่าง ๆ ในที่มืดสนิทได้อย่างไร และได้พบว่าค้างคาวสามารถปล่อยคลื่นที่มีความถี่ตั้งแต่ 20,000-130,000 hertz ได้ แล้วใช้คลื่นความถี่สูง (ultrasonic) นี้ เป็นเรดาร์ส่วนตัวของมัน โดยส่งคลื่นไปกระทบสิ่งกีดขวาง แล้วรับฟังเสียงสะท้อน ดังนั้นถ้าไม่มีคลื่นสะท้อนกลับ นั่นแสดงว่าเส้นทางการบินของค้างคาวไม่มีอุปสรรคใด ๆ แต่ถ้ามันได้รับคลื่นสะท้อน ค้างคาวก็จะรู้ทันทีว่า สิ่งที่สะท้อนคลื่นกลับมา เป็นสิ่งมีชีวิตหรือไร้ชีวิต เป็นสัตว์ขนาดใหญ่หรือเล็ก และเป็นสัตว์อะไร อยู่ไกลจากมันเพียงใด เป็นศัตรูหรือเป็นมิตร และถ้าเป็นศัตรู มันก็จะสามารถบินหนีได้ทัน
.
ความจริงกระบวนการใช้เสียงสะท้อนบอกตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ (echolocation) นี้ ไม่เพียงแต่ค้างคาวเท่านั้นที่รู้จักใช้ สัตว์อื่น ๆ เช่น โลมา วาฬ ช้าง และนกบางชนิดก็ใช้เช่นกัน ส่วนมนุษย์นั้นใช้เทคนิค sonar เพื่อสำรวจท้องทะเลลึก จับปลา และสร้างอุปกรณ์นำทางคนตาบอด ซึ่งก็ใช้หลักการ echolocation แบบเดียวกับค้างคาว แต่หลังค้างคาวหลายสิบล้านปี และพบว่าถ้าเพิ่มความถี่ของคลื่น (ลดความยาวคลื่น) ก็จะได้ยินเสียงสะท้อนชัดขึ้น และตามปกติเสียงสะท้อนในอากาศจะได้ยินชัดกว่าเสียงสะท้อนในน้ำ ทั้งนี้เพราะน้ำดูดกลืนพลังงานเสียงได้ดีกว่าอากาศนั่นเอง
.
โดยทั่วไปหูคนปกติมักจะได้ยินเสียง เวลามีคลื่นเสียงมาตกกระทบแก้วหู ความดันเสียงจะทำให้เยื่อแก้วหู (eardrum) เลื่อนตัวไปเป็นระยะทางประมาณ 1 นาโนเมตร สำหรับคนหูดี แม้จะเป็นคนหูไวสักปานใดก็ยังนับว่าช้ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับความไวของหูช้างหรือหูค้างคาว เพราะเราจะไม่ได้ยินเสียงที่สัตว์เหล่านี้คุยกันเลย จนอาจจะทำให้มันคิดไปว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนหูหนวกก็เป็นได้ ตามปกติหูคนจะได้ยินเสียงที่มีความถี่ตั้งแต่ 20-20,000 hertz และสุนัขจะได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงขึ้นไปคือตั้งแต่ 20,000-130,000 hertz ด้านโลมาก็สามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่ตั้งแต่ 20-150,000 hertz จึงนับว่ามีความสามารถดีกว่าหูคนถึง 7 เท่า
.
นอกจากค้างคาวจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดเดียวเท่านั้นที่บินได้แล้ว ค้างคาวยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่บริโภคเลือดเป็นอาหารด้วย โดยเฉพาะค้างคาว vampire (Desmodus rotundus) ซึ่งชอบกินเลือดของสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น วัว หมู กวาง ม้า ฯลฯ และเวลาดูดเลือด มันจะใช้ฟันขูดเนื้อเยื่อที่ผิวของเหยื่อตรงที่ไม่มีขนปกคลุมจนเป็นแผล แล้วใช้ประสาทรับรู้ (sensor) ซึ่งอยู่ที่ริมฝีปากด้านบนของมันรับรังสี infrared ที่เลือดเปล่งออกมา ซึ่งจะบอกให้รู้ว่าเส้นเลือดอยู่ ณ ที่ใดในตัวเหยื่อ ดังนั้นเมื่อรู้ตำแหน่งของเส้นเลือดแล้ว มันก็จะฝังเขี้ยวลงไป แล้วปล่อยน้ำลายออกมาในเวลาเดียว ขณะที่มันดูดเลือดไป ๆ สารประกอบที่มีในน้ำลายของมันจะทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้เลือดแข็งตัว (anticoagulant) และแพทย์ได้ใช้ความรู้นี้ในการสร้างยารักษาอาการ stroke ของคน และหลังจากที่ได้ดูดเลือดไปประมาณ 25 มิลลิลิตรแล้ว ค้างคาวก็จะอิ่ม และจะบินต่อไปไม่ไหว จึงต้องนอนพัก จนกระทั่งเลือดบางส่วนถูกย่อยไป มันจึงบินต่อไปได้อีก
.
ในการบินหาเหยื่อ ค้างคาวใช้ทั้งหูดู ใช้จมูกดมกลิ่น ใช้สายตาในการเห็น และใช้ระบบประสาทที่ริมฝีปากรับรังสี infrared สัตว์อื่น ๆ เช่น งูเหลือมก็สามารถรับรังสี infrared ที่เปล่งออกมาจากเหยื่อที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียสได้ แม้เหยื่อนั้นจะอยู่ห่างจากมันถึง 20 เซนติเมตรก็ตาม
.
ในขณะที่เทคนิค echolocation และ infrared sensor ได้ช่วยให้ค้างคาว วาฬ ฯลฯ สามารถติดตามและไล่ล่าหาเหยื่อได้ เหล่าสัตว์ที่เป็นเหยื่อก็ได้พัฒนาตัวมัน เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องตกเป็นอาหารของสัตว์เหล่านี้ โดยเฉพาะแมลง ด้วง ผีเสื้อราตรี ที่มีปีก ซึ่งจะสั่นสะเทือนมากเวลาได้รับคลื่น ultrasonic จากค้างคาว ทันทีที่ปีกสั่นมาก สัตว์ที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ก็จะรู้ตัว และรีบบินหนีไปจากทิศที่มันได้รับคลื่น ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างจากค้างคาวเป็นระยะทางถึง 40 เมตร มันก็สามารถบินหนีเอาตัวรอดได้ หรือถ้าสัญญาณคลื่นที่มันได้รับมีความแรงขึ้น ๆ ตลอดเวลา นั่นแสดงว่าค้างคาวกำลังบินใกล้เข้ามา ๆ แมลงก็จะหุบปีกลงทันที เป็นการทิ้งตัวลงพื้น หรือไม่มันก็จะบินวนขึ้นในแนวดิ่ง หรือกระพือปีกอย่างไม่เป็นจังหวะ เพื่อกลบเกลื่อนเอกลักษณ์ของตัวมัน ไม่ให้ค้างคาวรู้ว่ามันเป็นแมลงชนิดอะไร บางแมลงก็ใช้วิธีส่งคลื่นกลับออกมารบกวนคลื่น ultrasonic ของค้างคาว เพื่อเตือนค้างคาวให้รู้ว่าเนื้อของมันเป็นพิษ
.
ความสามารถของค้างคาวในการฆ่าแมลงที่เป็นศัตรูของพืชได้หลายชนิด ได้ทำให้ชาวไร่อ้อย ถั่ว ข้าวโพด องุ่น ฯลฯ ในรัฐ Texas, Georgia, Hawaii, California รักค้างคาวมาก จนบางคนได้สร้างบ้านในค้างคาวอาศัยอยู่ในไร่ของตน เพื่อให้ค้างคาวกินแมลงที่จะมาทำลายต้นพืชที่ชาวไร่ปลูก
.
แต่ในสถานที่อื่น เช่นที่ Mexico ชาว Mexican กลับไม่ชอบค้างคาว เพราะคิดว่าค้างคาวนำโรคมาให้ จึงวางระเบิดถ้ำที่ค้างคาวอาศัย แต่เมื่อได้รู้ว่ามีค้างคาวบางชนิดชอบกินน้ำหวานจากดอก agave และการกระทำเช่นนี้ได้ช่วยผสมเกษรของดอกให้ชาว Mexican ได้นำผลไปทำเหล้า tequila ซึ่งเป็นเครื่องดื่มประจำชาติ ค้างคาวก็ได้รับการพิทักษ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
.
ความน่าสนใจในตัวค้างคาวได้บังเกิดอีกเมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อนักวิจัยได้พบว่า ค้างคาวเป็นพาหะนำไวรัสโรคหลายชนิด เช่น Ebola, SARS, MERS และ COVID-19 ฯลฯ ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ เพราะถ้าใครเป็นโรคนี้ การระบาดของโรคก็จะตามมาอย่างกว้างขวาง ความน่าอัศจรรย์ของค้างคาว คือ ทั้ง ๆ ที่มันมีไวรัสมัจจุราชหลายชนิดในตัว แต่มันกลับไม่เป็นอะไรเลย และสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานตั้งแต่ 3-10 เท่าของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน เช่น ค้างคาว Bandt ที่มีอายุนานถึง 41 ปี
.
ในอดีตนักชีววิทยาเคยคิดว่า การที่เป็นเช่นนี้ เพราะค้างคาวชอบจำศีล ชอบอาศัยอยู่ในที่ ๆ ไม่มีศัตรูมาคุกคาม และทั้ง ๆ ที่สถานที่นั้นมีอุณหภูมิต่ำ จนไวรัสแพร่พันธุ์ยาก มาบัดนี้ นักชีววิทยากำลังมุ่งศึกษาค้างคาว เพื่อหาเคล็ดลับที่จะทำให้คนสามารถมีไวรัสได้ แต่ไม่ป่วยเป็นโรค และมีอายุยืน
.
นักชีววิทยา James Wood จากมหาวิทยาลัย Cambridge ในอังกฤษ ได้พบว่า 60-80% ของค้างคาวกินผลไม้ที่มีอายุมากกว่า 10 ปี จะมี antibody ในตัวที่สามารถสู้ lyssavirus ได้ ซึ่งไวรัสชนิดนี้ทำให้คนเป็นโรคกลัวน้ำ ด้าน Kate Baker จาก Sanger Institute ที่มหาวิทยาลัย Cambridge ก็ได้พบว่า ค้างคาวที่มีเชื้อ Ebola ในตัว สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 1 ปี โดยไม่เป็นอะไร ในขณะที่คนแอฟริกันนับหมื่นคนต้องล้มป่วย ทันทีเมื่อได้รับไวรัส Ebola
.
ตามปกติเวลาเราฉีดเชื้อไวรัสให้แก่สัตว์ สัตว์ตัวนั้นจะล้มป่วย แต่ค้างคาวกลับไม่เป็นอะไร คือ ไม่มีแม้แต่อาการไข้ และ Linfa Wang จาก National University of Singapore ก็ได้เปรียบเทียบ genome ของค้างคาวกินผลไม้กับค้างคาวกินแมลง และพบว่า gene ของมันมีประสิทธิภาพในการต่อต้านการทำลาย DNA ดังนั้นมันจึงมีภูมิคุ้มกันในการรักษาอาการอักเสบ และการที่มันเป็นเช่นนี้ได้ คงเป็นเพราะหัวใจของค้างคาวสามารถเต้นได้เร็วกว่า 1,000 ครั้ง/นาที ดังนั้นเวลามันบิน อัตราการเผาผลาญพลังงานในตัวมันจะเพิ่มขึ้นถึง 34 เท่า mitochondria ในเซลล์ของมันจึงน่าจะมีการวิวัฒนาการ เพื่อให้สามารถบินได้ไกล และทำให้มันสามารถสยบพิษของไวรัสได้
.
ข้อมูลนี้ได้ใช้แนะให้นักวิจัยศึกษา gene ของค้างคาว เพื่อให้รู้เหตุผลว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้มันมีอายุยืน และอะไรที่ทำให้มันสามารถอยู่ร่วมกับไวรัส Ebola, SARS, MERS และ COVID-19 ฯลฯ ได้ โดยไม่ป่วยเป็นโรคใดๆ
.
ดังนั้นแทนที่เราจะกลัวค้างคาว เราจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะมันมิใช้สัตว์ปีศาจอีกต่อไป แต่เป็นสัตว์ประโยชน์ เพราะช่วยฆ่าแมลงที่มาทำลายพืช และช่วยให้มนุษย์รู้วิธีที่จะสามารถอยู่ร่วมกับโรคร้ายต่าง ๆ โดยไม่ล้มป่วยเลยได้
.
ผู้เขียน : ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ 


ที่มา : โลกวิทยาการ https://mgronline.com/science/detail/9650000089035 
 

"ตี้เดียวฮู้เรื่อง" มช. สร้างปรากฏการณ์ใหม่ 9.9 สู่เป้าหมายมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม

สร้างปรากฏการณ์ใหม่ 9.9  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดตัวเว็บไซต์ ให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงนโยบาย และติดตามการบริหาร สู่เป้าหมายมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ประเดิมศูนย์บริการนักศึกษา"ตี้เดียวฮู้เรื่อง" และเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมเสนอแนวทางพัฒนามหาวิทยาลัย  
.
เมื่อวันที่ 9 ก.ย.(เดือน9) 2565 ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)  ร่วมกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างปรากฏการณ์ใหญ่ของมหาวิทยาลัย เปิดตัวช่องทางเข้าถึงนโยบายแผน 13 ผ่านแพลตฟอร์มใหม่เว็บไซต์ https://policy13.cmu.ac.th/ 
.
โดยเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ทั้ง 92 นโยบาย ใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ นวัตกรรมเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Biopolis) นวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ (Medicopolis) ล้านนาสร้างสรรค์ (Creative Lanna) การจัดการศึกษา (Educational) การวิจัยและนวัตกรรม (Research and Innovation) และการบริหารจัดการองค์กรเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ (CMU Excellence Management)
.
พร้อมกันนี้ เว็บไซต์ดังกล่าวยังมีจุดเด่น คือเป็นช่องทางรับฟังทุกความเห็น ข้อเสนอแนะ จากสมาชิกประชาคมมช.ทุกภาคส่วน  ทั้งยังสามารถติดตามสถานะการดำเนินงาน ของแผนนโยบายจากทีมบริหารได้ทันที   
.
ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เป้าหมายในการบริหาร ปี พ.ศ. 2569 เพื่อให้วิสัยทัศน์ในแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ 13 ที่สภามหาวิทยาลัยได้ให้ความเห็นชอบ สามารถบรรลุได้ ขอตั้งเป้าหมายในการบริหารในระย: 4 ปี (2565-2569) อย่างท้าทาย ด้วยการใช้เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ของแผนฯ 13 ปี พ.ศ. 2570
.
•    ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก โดย Time Higher Education University Impact Ranking (THE UIR) อยู่ใน 50 อันดับแรกของโลก 
•    ผลการประเมิน Socio-Economic Impact มากกว่า 60,000 ล้านบาท 
•    ผลการประเมินคุณภาพองค์กรตามเกณฑ์ Thailand Quality Award อยู่ในระดับ Thailand Quality Class Plus (Innovation) (TQC+ (Innovation) 
.
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยได้จัดทำแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) ขึ้น เป็นแผนกลยุทธ์ ที่มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยรวม ให้ตอบสนองต่อเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ และความต้องการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในระดับพื้นที่และประเทศ อาทิ นักศึกษา ผู้เรียน ผู้ใช้บัณฑิต ชุมชน สังคม องค์กรของรัฐและเอกชนที่เป็นผู้ใช้ผลงานทางวิชาการและวิจัย เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยและประเทศสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
.
จากวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการมุ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่รับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม และการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย ภายใต้การบริหารงานของคณะผู้บริหารใหม่ พร้อมเดินหน้าเต็มกำลัง ในการยกระดับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ตอกย้ำการดำเนินงานแผนนโยบายด้วย 9 โปรเจคหลักนำร่อง (Quick Win) ที่สำคัญ จำเป็น เร่งด่วน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ที่พร้อมพัฒนาเพื่อชาว มช. 
.
การยกระดับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม เป็นโจทย์ท้าทายที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย โดยนำความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในการแก้ปัญหา และพัฒนาการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะนวัตกรรมทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยมีความจำเป็นต้องพัฒนา เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Educational Innovation)
.
ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเร่งกระบวนการ ในการผลักดันการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัย ได้แก่ นักวิจัย เครื่องมือวิจัย องค์ความรู้ งานวิจัยภูมิปัญญา ให้นำไปสู่การใช้งานจริงเพื่อสร้างนวัตกรรม ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) การสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ (ทั้งที่เป็น Hi-Tech Startup และ Hi-Touch Startup)
.
รวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมและชุมชน (Social Innovation) ที่ต่อยอดความสำเร็จของการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม สามารถส่งต่อนวัตกรรมไปสร้างความเข้มแข็ง และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับภาคประชาชน บนพื้นฐานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างนวัตกรรมระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
.
อันจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่บรรลุวิสัยทัศน์ของการเป็น "มหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม สามารถสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญและมีความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก"
.
มช. มีการเปิดตัว 9 นโยบาย Quick Win ที่สำคัญได้แก่ 1.ยกระดับ 100 เทคโนโลยี จากงานวิจัยสู่เส้นทางนวัตกรรม 2.ต่อยอด 50 ความร่วนมือจากงานวิจัยสู่เส้นทางสร้างชื่อ มช.บนเวทีโลก 3.ปักหมุด 99 งานวิจัยผลกระทบสูงเตรียมความพร้อมใช้งานจริง4.บุคลากร มช. คุณภาพชีวิตดี มีประกันสุขภาพให้ 5.เพิ่มจุดรอรถไฟฟ้า36 สถานี ครอบคลุม 3 แคมปัส 6.ปั้น 99 ผู้นำการเปลี่ยนแปลง Social change agents เพื่อแก้ปัญหาสังคม 7.นักศึกษา มช. เงินหาย เงินหมด ไม่อดข้าว   Token to care  8.มอบโอกาสที่เท่าเทียม สมัครเรียน มช. ฟรี และ 9.ชาว มช. สุขภาพดี มีศูนย์ฯ ไผ่ล้อม พร้อมดูแล
.
ทั้งนี้ ยังจัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จากพลังนักศึกษาและบุคลากร มช. เพื่อเปิดโอกาสให้ร่วมเสนอแนวทางพัฒนามหาวิทยาลัยแก่คณะผู้บริหาร พร้อมกิจกรรมเปิดตัวศูนย์บริการนักศึกษา “ตี้เดียว ฮู้เรื่อง” (SDD One Stop Service) ณ บริเวณลานอาคารองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อ.มช.) ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัย ระยะที่ 13 ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับนักศึกษาได้แบบจุดเดียวจบครบทุกเรื่อง  

 
.
รศ.ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่าศูนย์บริการนักศึกษา“ตี้เดียว ฮู้เรื่อง : SDD  One Stop Service” เป็นโครงการภายใต้แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัย ระยะที่ 13 เพื่อเอื้อประโยชน์สูงสุดแก่นักศึกษา ได้มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาด้านข้อมูลข่าวสาร ความช่วยเหลือนักศึกษ  าที่กระจายตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ให้รวมอยู่จุดเดียวได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดการเดินทาง เพื่อให้การช่วยเหลือนักศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การยืม - คืนอุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์การจัดกิจกรรม การเบิกจ่ายประกันอุบัติเหตุ การแจ้งของหาย LOST & FOUND การปรึกษาปัญหาทั่วไป และจุดติดต่อเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถติดต่อ ตี้เดียว ฮู้เรื่อง : ศูนย์บริการ SDD One Stop Service ได้ที่ ลานกิจกรรม อ.มช. หรือ โทร. 097-445-296


ที่มา https://www.thansettakij.com/tech/innovation/539985 
 

มิสทิฟฟานี่ 2018 รับปริญญา ด้วยมุมมอง การเคารพกฎระเบียบ

เรียกว่าเป็นวันสำคัญของสาวเก่งและแฟนๆ นางงามกันอย่างมากมายเลยทีเดียว ที่ เอสม่อน กัญญ์วรา แก้วจีน เจ้าของตำแหน่ง มิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์สปี 2018 ได้จบการศึกษาและเตรียมตัวเป็นบัณฑิตป้ายแดงเป็นที่เรียบร้อย
.
ล่าสุดนั้น เอสม่อน กัญญ์วรา ได้มีการโพสต์ เรื่องราวความน่ายินดีในการที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี และที่สำคัญเธอยังได้รับการรับเลือกจากมหาวิทยาลัยให้เป็นบัณฑิตดีเด่นอีกด้วย โดยเธอได้ระบุในโพสต์ว่า
.
"ขอบคุณทางมหาลัยสวนดุสิตมากๆ นะคะที่ให้เกียรติหนูได้เป็นบัณฑิตดีเด่น

ในส่วนของการแต่งกายเข้ารับเอสม่อนทราบและรับรู้ในเรื่องของการแต่งชายเข้ารับเป็นอย่างดียินยอมและเข้าใจในกฎข้อบังคับต่างๆของทางมหาลัยครอบครัวรับรู้และเข้าใจจึงตัดสินใจเข้ารับปริญญาบัตรในครั้งนี้

ต่างคนต่างมุมมอง ไม่ว่าจะอยู่สังคมไหนการเคารพกฎระเบียบต่างๆจะทำให้เราอยู่ในสังคมได้ง่ายดีขึ้น"
.
หลังจากที่เธอได้โพสต์เรื่องราวที่น่ายินดีบนเฟซบุ๊กของเธอ ก็เรียกว่ามีแฟนๆ นางงามได้เข้ามาแสดงความยินดีให้กับเธอกันอย่างมากมาย แถมยังชมด้วยว่าไม่ว่าจะลุคไหนเธอก็ดูดีและวางตัวได้เหมาะสมทุกลุคเลยทีเดียว
.
ซึ่งจากรณีนี้ นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ชื่นชม เอสม่อน โดย ระบุว่า...
.
“ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน การเคารพกฎระเบียบต่าง ๆ จะทำให้เราอยู่ในสังคมง่ายขึ้น”

นี่คือทัศนคติที่ถูกต้องและจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่น่าชื่นชมของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไปอย่างแท้จริง


ที่มา https://www.sanook.com/campus/1411715/ 
 

รู้จัก “ร่องมรสุม” ตัวการสำคัญของ “ฝนตกหนัก”

ในช่วงที่ผ่านมาในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งได้สร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับการดำเนินชีวิต หนึ่งในเหตุผลหลักๆ ก็คือฝนที่ตกหนัก ซึ่งมีปัจจัยจากหลายๆ ด้านจากธรรมชาติ หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ฝนตกหนักในช่วงนี้ก็คือ “ร่องมรสุม” ที่เราจะได้ยินกันบ่อยครั้งจากประกาศของทางกรมอุตุนิยมวิทยา
.
ตัวอย่างประกาศวันที่ 11 ก.ย. 65 “ในช่วงวันที่ 11 - 13 ก.ย. 65 ร่องมรสุมกำลังปานกลางพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง”
.
“ร่องมรสุม” (Monsoon Trough) เป็นโซนหรือแนวแคบ ๆ ที่ลมเทรดหรือลมค้าในเขตร้อนของทั้ง 2 ซีกโลกมาบรรจบกัน คือ ลมค้าตะวันออกเฉียงเหนือของซีกโลกเหนือกับลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ของซีกโลกใต้ มีลักษณะเป็นแนวพาดขวางในทิศตะวันออก - ตะวันตก ในร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุมเป็นบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ มีกระแสอากาศไหลขึ้น-ลงสลับกัน ร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุมจะอยู่ในเขตร้อนใกล้ๆ เส้นศูนย์สูตร และจะมีการเลื่อนขึ้น-ลงตามแนวโคจรของดวงอาทิตย์โดยจะล้าหลังประมาณ 1-2 เดือน ความกว้างของร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุมประมาณ 6 - 8 องศาละติจูด เป็นบริเวณที่มีเมฆมากและฝนตกอย่างหนาแน่น ฉะนั้น เมื่อร่องนี้ประจำอยู่ที่ใดหรือผ่านที่ใดก็จะทำให้ที่นั้นฝนตกอย่างหนาแน่นได้
.
ร่องมรสุมเกิดจาก แนวความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดฝนตก ซึ่งเป็นลักษณะอากาศของประเทศไทย แนวร่องความกดอากาศต่ำจะอยู่ในแนวทิศตะวันตก และทิศตะวันออก ร่องมรสุมจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ เช่น เมื่อดวงอาทิตย์โคจรอ้อมไปทางทิศเหนือ ร่องมรสุมก็จะเคลื่อนที่ตามไปด้วย การเคลื่อนที่ของร่องมรสุมมีผลต่อการเปลี่ยนทิศทางการรับลม เช่น ร่องมรสุมที่เคลื่อนที่ไปทางด้านทิศเหนือ บริเวณที่รับลมทางด้านทิศเหนือจะเปลี่ยนไปเป็นการรับลมจากทางด้านทิศใต้ทันที ร่องมรสุมมีผลต่อการเกิดฝนตกอันเนื่องมาจากสาเหตุข้างต้นคือ ทำให้อากาศบริเวณดังกล่าวยกตัวลอยสูงขึ้น ขยายตัวกลายเป็นเมฆฝน บริเวณร่องมรสุมจึงมักมีเมฆมากและมีฝนตก ส่วนประเทศไทยร่องมรสุมเกิดจากการปะทะกันของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ มีผลทำให้เกิดฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ถ้าแนวชนของร่องมรสุมทั้งสองชนกันยิ่งแคบจะเกิดเป็นพายุฝนฟ้าคะนองได้ง่าย และถ้าเกิดร่องมรสุมนาน จะส่งผลให้เกิดฝนตกนานทำให้เกิดน้ำท่วมได้เช่นกัน
.
ในส่วนของ “มรสุม” นั้นเป็นการหมุนเวียนส่วนหนึ่งของลมที่พัดตามฤดูกาล คือ ลมประจำฤดู เป็นลมแน่ทิศ และสม่ำเสมอ คำว่า "มรสุม” หรือ Monsoon มาจากคำ Mausim ในภาษาอาหรับ แปลว่า “ฤดูกาล” ในครั้งแรกได้นำคำนี้มาใช้เรียกลมที่เกิดในทะเลอาหรับก่อน ลมนี้เป็นลมที่พัดมาจากภาคพื้นทวีปแถบประเทศอาฟกานิสถาน ปากีสถานและตอนเหนือของประเทศอินเดีย ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ทะเลอาหรับ เป็นระยะเวลา 6 เดือน แล้วเปลี่ยนกลับไปในทิศทางตรงข้าม คือ จากทะเลอาหรับเข้าสู่ภาคพื้นทวีปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะเวลา 6 เดือน เช่นกัน ต่อมาได้นำคำนี้ไปใช้เรียกลมที่มีลักษณะอย่างเดียวกันแต่เกิดขึ้นในส่วนอื่นของโลกด้วย
.
สาเหตุใหญ่ๆ ในการเกิดมรสุม คือ เกิดขึ้นเนื่องจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของพื้นดิน และพื้นน้ำทำนองเดียวกับลมบกลมทะเล ในฤดูหนาวอุณหภูมิของดิน ภาคพื้นทวีปเย็นกว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่อยู่ใกล้เคียง อากาศเหนือพื้นน้ำจึงมีอุณหภูมิสูงกว่าและลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน อากาศเหนือทวีปซึ่งเย็นกว่าไหลเข้าไปแทนที่ ทำให้เกิดเป็นลมพัดออกจากทวีป พอถึงฤดูร้อนอุณหภูมิของดินภาคพื้นทวีปร้อนกว่าน้ำในมหาสมุทร เป็นเหตุให้เกิดลมพัดไปในทิศทางตรงกันข้าม
.
และมรสุมหรือลมประจำฤดูที่มีกำลังแรงจัดที่สุด ได้แก่ มรสุมที่เกิดในบริเวณภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย อันเป็นที่ตั้งของประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาว ไทย มาเลเซีย พม่าบังคลาเทศ อินเดียและปากีสถาน โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของมรสุม ลมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มต้นพัดเข้าสู่ภาคกลางของประเทศ ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระยะของฤดูฝน ต่อจากนั้นลมจะแปรปรวน และเริ่มเปลี่ยนเป็นทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณปลายเดือนตุลาคมไปจนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระยะเวลาของฤดูหนาว


ที่มา https://mgronline.com/science/detail/9650000087215 
 

“รถไฟความเร็วสูง” “รถไฟทางคู่ ต่างกันอย่างไร?

“รถไฟความเร็วสูง” เป็นรถไฟที่ถูกออกแบบมาเพื่อการขนส่งผู้โดยสารเท่านั้น มีความเร็วมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่ “รถไฟรางคู่” นั้น หมายถึงรถไฟแบบดั้งเดิม ที่ได้รับการขยายเพิ่มจำนวนรางมากขึ้นเป็น 2 เส้น ซึ่งรถไฟแบบดั้งเดิมนี้ สามารถที่จะขนย้ายได้ทั้งผู้โดยสาร และสินค้าในขบวนเดียวกัน ตามแต่การเชื่อมต่อขบวนรถไฟ
.
ในอดีตที่ผ่านมา การรถไฟของไทย ใช้รถไฟแบบดั้งเดิมทั้งเพื่อการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางวิศวกรรมรถไฟที่เปลี่ยนแปลงไป รถไฟความเร็วสูงได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว และได้รับการยกย่องว่าเป็น “ยานพาหนะแห่งศตวรรษที่ 21” มีความสามารถที่จะขนส่งผู้โดยสารในระยะทางที่ไกลขึ้นได้ ด้วยค่าใช้จ่ายที่สามารถเอื้อมถึง
.
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับโครงข่ายการคมนาคมระบบรางของประเทศ อันจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้า
สำหรับความแตกต่างโดยทั่วไประหว่างรถไฟ และรถไฟความเร็วสูงมีดังนี้
.
ความเร็ว
รถไฟ มีความเร็วสูงสุดที่  100 – 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รถไฟความเร็วสูง มีความเร็วสูงสุดที่  250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
ระยะห่างระหว่างสถานี
ระยะห่างระหว่างสถานีรถไฟ น้อยกว่า สามารถเชื่อมโยงระดับอำเภอต่ออำเภอ
ระยะห่างระหว่างสถานีรถไฟความเร็วสูง มากกว่า เน้นการเชื่อมโยงระหว่างเมืองใหญ่
.
วัตถุประสงค์
รถไฟ ใช้เพื่อการขนส่งผู้โดยสารระยะใกล้ หรือเพื่อการขนส่งสินค้า
รถไฟความเร็วสูง ใช้เพื่อการขนส่งผู้โดยสารระยะกลาง - ไกลเท่านั้น
.
พลังงานต้นกำลัง
รถไฟ สามารถรองรับได้ทั้งหัวจักรดีเซล และหัวจักรไอน้ำ
รถไฟความเร็วสูง ใช้ไฟฟ้าเป็นต้นกำลังขับเคลื่อน
.
ระบบการส่งไฟฟ้า
รถไฟ สามรถขับเคลื่อนได้ด้วยเชื้อเพลิงที่บรรทุกไปกับขบวน ไม่ต้องการระบบการส่ง-จ่ายไฟฟ้า
รถไฟความเร็วสูง ต้องการระบบการส่ง-จ่ายไฟฟ้าตลอดเส้นทาง ซึ่งประเทศไทยเลือกใช้ระบบ กระแสสลับ ขนาด 25 kV AC ความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งเป็นระบบที่รถไฟความเร็วสูงส่วนใหญ่ของโลกเลือกใช้ 
.
#โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงไทย #เชื่อมไทยเชื่อมโลก
#สร้างไทยไปด้วยกัน #ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
#PMOC #ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี


ที่มา https://web.facebook.com/PMOCNEWS/posts/406159095031628 
 

รัฐพิธีพระบรมศพ Queen Elizabeth II การแสดงออกถึงความนับถือจากปวงชนชาวอังกฤษ

เรื่องโดย : อนุดี เซียสกุล อดีต Radio Journalist, วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย
.
รัฐพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ ๒ ของอังกฤษเริ่มขึ้นในวันพุธที่ ๑๔ กันยายนตามเวลาในกรุงลอนดอนคือ ๑๔.๒๒ น.
.
ขบวนเริ่มด้วยทหารรักษาพระองค์ที่เรียกว่า The Household Cavalry, The Grenadier และ Scots Guards ในเครื่องแบบเต็มยศงดงามนำขบวน ตามด้วยรถปืนใหญ่ที่มีแต่ล้อและรางสำหรับวางหีบพระบรมศพ หลังรถพระบรมศพ เป็นขบวนที่นำโดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๓, เจ้าหญิงแอนน์, เจ้าชายแอนดรูว์ และเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เสด็จพระราชดำเนินตาม ในแถวถัดไปคือ เจ้าชายวิลเลียม, เจ้าชายแฮรี่ และพระราชวงศ์ใกล้ชิดพระองค์อื่น ๆ
.
นอกจากพระราชวงศ์แล้ว ในแถวถัดไปเป็นข้าราชบริพารที่สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระราชินีนาถ และข้าราชบริพารของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าชายมกุฎราชกุมารร่วมด้วย ขบวนพระบรมศพไม่ยาวนัก เพื่อให้ท่านเห็นภาพชัดเจน บนหีบพระบรมศพคลุมด้วยธงประจำพระองค์ คือ Royal Standard, มีพระมหามงกุฎ ชื่อ The Imperial State Crown และดอกไม้ที่สมเด็จพระราชินีทรงโปรดวางอยู่บนธงเช่นกุหลาบขาว (เมื่อพระบรมศพขึ้นตั้งในเวสต์มินสเตอร์ฮอลล์ (Westminster Hall) แล้วจะมีลูกโลกและคทา มาวางเพิ่ม)
.
ขบวนพระบรมศพเคลื่อนออกจากพระราชวังบัคกิ้งแฮมตรงตามเวลาที่กำหนด สองข้างทางของถนนที่ชื่อว่า The Mall อันเป็นถนนหน้าพระราชวังเนืองแน่นไปด้วยประชาชนหากแต่เงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าของเหล่าทหารรักษาพระองค์
.
การนำเสด็จพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ ๒ ไปตั้งเป็นรัฐพิธีที่ 'เวสต์มินสเตอร์ ฮอลล์' (Westminster Hall) จะผ่านเส้นทางที่เป็นใจกลางกรุงลอนดอนซึ่งนักท่องเที่ยวจะรู้จักกันดี, เช่นผ่าน ตึกขาวสองข้างทางที่เรียกว่า Whitehall, Horse Guards Arch เข้าสู่ Parliament Square
.
สถานที่ที่เรียกว่า Westminster Hall นี้เป็นห้องโถงที่ใหญ่มากมีเพดานที่สร้างด้วยไม้ขนาดใหญ่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๑ แต่รอดพ้นไฟไหม้มาถึงสองครั้งและที่นี่เคยเป็นพระราชวังมาก่อนคือ Westminster Palace
.
เมื่อขบวนพระบรมศพมาถึงสถานที่ที่จะตั้งแล้ว ทหารพระจำพระองค์ได้เคลื่อนพระบรมศพไปยังแท่นที่ตั้ง, อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี  ซึ่งเทียบได้กับสมเด็จพระสังฆราชได้ทำพิธีทางศาสนาและพระผู้ใหญ่คนอื่น ๆ
.
ภายในห้องโถงนี้มีเหล่าขุนนาง นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน, นักการเมืองระดับสูงจากสกอตแลนด์, เวลส์ และแขกอีกจำนวนมากยืนเรียงรายรอบ ๆ ห้องโถงอย่างเงียบสงบ เมื่อพิธีทางศาสนาและทางทหารเสร็จสิ้นลงแล้ว พิธีสุดท้ายคือ การยืนประจำการเฝ้าพระบรมศพทั้งสี่มุมโดยทหารรักษาพระองค์ซึ่งจะยืนก้มหน้าสงบนิ่งตลอดเวลาจนกว่าจะมีการเคลื่อนพระศพไปประกอบพิธีที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ในวันจันทร์หน้า หากแต่จะมีการผลัดเปลี่ยนตัวคนตามเวลาที่กำหนด
.
หลังจากที่พิธีการต่าง ๆ เสร็จสิ้นลงและพระราชวงศ์เสด็จกลับ ทางการได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระราชินีของเขาโดยเริ่มตั้งแต่เวลาบ่ายห้าโมงเย็นตามเวลาในกรุงลอนดอนตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งตามรายงานข่าวของบีบีซีภาษาอังกฤษบอกว่ามีประชาชนจำนวนมากได้เข้าคิวยาวเหยียดเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรแล้วและรัฐบาลคาดว่าผู้คนที่ต้องการเข้าไปถวายอาลัยอาจใช้เวลารอนานถึง ๓๐ ชั่วโมงทีเดียว
.
สำหรับบรรยากาศตลอดสองข้างทางของขบวนพระบรมศพไปตั้งยังเวสต์มินสเตอร์ฮอลล์(Westminster Hall) เมื่อวานนี้มีประชาชนมาเฝ้าชมเต็มสองข้างทาง อันแสดงถึงความสนใจและระลึกถึงพระประมุขที่ทรงครองราชย์สมบัตินานที่สุดและทรงเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ที่รักและนับถือของคนทั่วไปอย่างแท้จริง
.
ในห้วงเวลาของพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ ๒ นี้ อาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนชาวอังกฤษว่ารู้สึกอย่างไรต่อสถาบันอันเก่าแก่นี้ของพวกเขา
.
อ้างอิง : การถ่ายทอดสดของโทรทัศน์บีบีซี Queen Elizabeth II: A day-by-day guide from now to the funeral, BBC News, HM the Queen: lay-in-state BBC News


ที่มา https://thestatestimes.com/post/2022091505 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top