Saturday, 4 February 2023
NEWSFEED

ชม “จันทรุปราคาเต็มดวง” ในวันลอยกระทงกันนะปีนี้

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ  เผย ในวัน “ลอยกระทง 2565” 8 พฤศจิกายนนี้ เตรียมชมปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง ตั้งแต่เวลาประมาณ 15:02 – 20:56 น. (ตามเวลาประเทศไทย
.
โดยสามารถสังเกตได้จากหลายพื้นที่ทั่วโลก ได้แก่ ทวีปยุโรปตอนเหนือและตะวันออก ,ทวีปเอเชีย ,ทวีปออสเตรเลีย ,ทวีปอเมริกาเหนือ ,บางส่วนของทวีปอเมริกาใต้ ,มหาสมุทรแปซิฟิก ,มหาสมุทรแอตแลนติก ,มหาสมุทรอินเดีย , ขั้วโลกเหนือ ,และบางส่วนของขั้วโลกใต้
.
สำหรับประเทศไทย ตรงกับคืนเดือนเพ็ญ และเป็นวันลอยกระทงของปีนี้ด้วย ดวงจันทร์จะโผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเวลา 17:44 น. จึงไม่สามารถสังเกตช่วงแรกของการเกิดปรากฏการณ์ได้ และจะเริ่มเห็นได้ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงพอดี สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าทุกภูมิภาคของประเทศไทย บริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ตั้งแต่เวลา 17:44 น. เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดคราสเต็มดวง จะมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงปรากฏเป็นสีแดงอิฐ จนถึงเวลา 18:41 น. รวมระยะเวลานาน 57 นาที
.
หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นดวงจันทร์ปรากฏเว้าแหว่งบางส่วนและค่อย ๆ ออกจากเงามืดของโลก จนกระทั่งเข้าสู่เงามัวหมดทั้งดวงในเวลา 19:49 น. เปลี่ยนเป็นจันทรุปราคาเงามัวที่สังเกตได้ยาก เนื่องจาก ความสว่างของดวงจันทร์เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสุดท้ายดวงจันทร์จะพ้นจากเงามัวของโลกเวลา 20:56 น. ถือว่าสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาในครั้งนี้โดยสมบูรณ์
.
ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่ดวงจันทร์เต็มดวง หรือช่วงขึ้น 14 – 15 ค่ำ ขณะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงามืดของโลกที่ทอดไปในอวกาศ ผู้สังเกตบนโลกจะมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งไปเรื่อย ๆ จนดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดทั้งดวง และเริ่มมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ออกจากเงามืดของโลก
.
พิเศษกว่าเดิม ! คืนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 สดร. จัดกิจกรรมสังเกตการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงคืนวันลอยกระทง พบกันได้ที่จุดสังเกตการณ์หลักทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่, หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ,หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา ,หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา
.
เวลา 18:00 – 22:00 น. ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 081-8854353
.
ข้อมูล :  NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ


ที่มา https://www.facebook.com/TV5HD1/posts/3284707685113796 
 

ศธ.ปรับ 5 รูปแบบ การเรียนรับเปิดเทอม

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดินหน้าจัดกระบวนการเรียนการสอนใหม่ รองรับเปิดเทอม ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมดึงเด็กนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด
.
(29 ต.ค. 65) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในรายการคุยเรื่องบ้าน คุยเรื่องเมือง คุยทุกเรื่องกับรัฐมนตรี ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่า...
.
ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ส่งผลกระทบให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป โดยเฉพาะระบบการศึกษา เนื่องจากต้องมีการปิดการเรียนการสอน รัฐบาลจึงหาแนวทางโดยจัดวัคซีนมาฉีดให้กับครูเป็นกลุ่มแรก เพื่อให้ทันต่อการเปิดภาคเรียน จากนั้นทยอยนำวัคซีนมาฉีดให้กับเด็ก จนปีการศึกษาที่ผ่านมาสามารถเปิดเรียนได้ถึง 100% 
.
พร้อมกันนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้จัดกระบวนการเรียนการสอน 5 รูปแบบ เพื่อรองรับการเปิดภาคเรียนให้เหมาะสมแต่ละภูมิภาคของประเทศ ได้แก่ การเรียนแบบ On- site, On-Line, On-Air, On-demand และ On-hand 
.
“ขอขอบคุณครูทุกคนที่ช่วยกันจัดกระบวนการเรียนการสอน ทำให้เด็กไม่ขาดกระบวนการเรียนรู้ รวมถึงจัดทำคลิปผ่านสื่อการเรียนการสอนด้วยนวัตกรรมไว้ในแพลตฟอร์ม ‘ครูพร้อม’ เพื่อให้ครูและผู้ปกครองได้เข้าไปศึกษาและทำการสอนเด็ก”
.
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรี ได้มีความเป็นห่วงจากผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงได้จัดสรรงบประมาณให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้กับผู้ปกครองกว่า 2 หมื่นล้าน
.
“หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย และมีการเปิดภาคเรียนแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้ทำความตกลง MOU) ร่วมกับ 7 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง สำรวจเด็กหลุดจากระบบการศึกษา เพื่อนำเด็กนักเรียนดังกล่าว กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด ภายใต้โครงการนำน้องกลับมาเรียน” นางสาวตรีนุช กล่าว


ที่มา https://thestatestimes.com/post/2022102917 
 

เมื่อพื้นที่สถานีรถไฟใต้ดิน ถูกนำมาใช้เป็นฟาร์มผักกาด

หลายท่านอาจเคยใช้งานรถไฟใต้ดินกันมาบ้าง ย่อมมีความรู้สึกต่อการคมนาคมประเภทนี้แตกต่างกันไป แต่ไต้หวันกำลังจะผลักดันสถานีรถไฟใต้ดินไปอีกขั้น เมื่อมีการเปลี่ยนสถานีรถไฟให้กลายเป็นฟาร์มผักกาด
.
ปัจจุบันที่ดินถือเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดโดยเฉพาะในประเทศขนาดเล็ก หลายแห่งขาดแคลนพื้นที่ทำให้ที่ดินมีราคาสูงจนยากจะจับต้อง แนวทางการใช้งานจึงจำเป็นต้องดึงศักยภาพของที่ดินผืนนั้นออกมาให้ถึงขีดสุด เพื่อไม่ให้มูลค่าที่กำลังสูงขึ้นทุกวันนี้สูญเปล่า นั่นทำให้หลายประเทศเริ่มนำพื้นที่ในตัวเมืองมาใช้งานให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะล่าสุดเมื่อไต้หวันกำลังเปลี่ยนพื้นที่ในรถไฟใต้ดินให้กลายเป็นแปลงการเกษตร
.
สำหรับเมืองหรือมหานครขนาดใหญ่หนึ่งในสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือสถานีรถไฟใต้ดิน หลายประเทศรวมถึงไทยเองก็มีใช้งานในทุกวันนี้ โดยเฉพาะในเมืองที่ต้องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้คุ้มค่า แต่ล่าสุดไต้หวันกำลังจะก้าวล้ำไปอีกขั้น กับการเปลี่ยนพื้นที่ในสถานีรถไฟใต้ดินเป็นฟาร์มการเกษตร
.
แนวคิดนี้เกิดขึ้นในสถานี Nanjing Fuxing ของเมืองไทเป บริษัท Unimicron Technology ได้ทำการสร้างฟาร์มแนวตั้งจากเทคโนโลยีอันล้ำหน้า โดยการควบคุมความชื้น อุณหภูมิ และปริมาณแสงจากหลอด LED ก่อเกิดเป็นสวนผักกาดที่ไม่ต้องใช้ดิน ภายในสถานีรถไฟใต้ดินขนาด 40 ตารางเมตร
.
ข้อดีของฟาร์มนี้คือการควบคุมปัจจัยในการเพาะปลูกรอบด้าน ช่วยให้ผลผลิตเจริญงอกงามโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยาฆ่าแมลงหรือสารกำจัดศัตรูพืช และด้วยการควบคุมเข้มงวดแม้แต่การคัดกรองด้านอากาศ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีไข่แมลงหรือสารพิษเข้ามาเจือปนผักที่เรารับประทานอีกต่อไป
.
ข้อดีอีกประการของฟาร์มแนวตั้งนี้คือ ไม่จำเป็นต้องใช้ดินเพื่อการเพาะปลูกให้พืชเจริญเติบโต อาศัยเพียงปุ๋ยและแร่ธาตุที่ต้องการมาละลายในน้ำสะอาดด้วยอัตราส่วนที่พอเหมาะ นอกจากเพื่อการเกษตรแล้ว ที่นี่จะถูกจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เด็กนักเรียนเข้ามาศึกษาเพิ่มเติมอีกด้วย
.
ถือเป็นแนวคิดในการสร้างฟาร์มรูปแบบใหม่เพื่อให้เข้ากับชุมชนเมือง รวมถึงเป็นการพัฒนาฟาร์มอัจฉริยะอีกด้วย แนวคิดฟาร์มแนวตั้ง หรือ ฟาร์มอัจฉริยะ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะไต้หวันที่เป็นดินแดนเกาะอาณาเขตไม่กว้างนัก มีทรัพยากรที่ดินเพียง 36,197 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่มีประชากรถึง 23.57 ล้านคน จึงเริ่มมีแนวคิดเพื่อพัฒนาที่ดินที่มีอยู่เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มากขึ้น
.
ฟาร์มอัจฉริยะคือ การอาศัยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีผลต่อพืชผลทางการเกษตร โดยใช้ทรัพยากรที่ดินและแรงงานในปริมาณน้อยให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงเป็นการดึงดูดคนหนุ่มสาวให้กลับมาสนใจงานภาคการเกษตรมากขึ้น
.
โดยฟาร์มแนวตั้งในสถานีรถไฟใต้ดินนี้ สามารถสร้างผลผลิตผักกาดหอมได้ราว 36 กิโลกรัม/สัปดาห์ โดยปัจจุบันมีการเก็บข้อมูลต่อเนื่องเพื่อศึกษาและวิเคราะห์หาแนวทางเพิ่มผลผลิต อีกทั้งยังมีแนวคิดในการขยายพืชเพาะปลูกไปยังมะเขือเทศ พริกหยวก และบร็อคโคลี่ ที่ค่อนข้างให้ผลลัพธ์ที่ดีเมื่อมีการทดลองปลูกในแนวตั้ง
.
น่าเสียดายที่ในปัจจุบันปริมาณพืชที่สามารถปลูกได้ด้วยกรรมวิธีนี้มีจำกัดเพียงไม่กี่ชนิด พืชพันธุ์หลายประเภทไม่เหมาะสมในการปลูกด้วยกรรมวิธีแบบนี้นัก จากข้อจำกัดทั้งปริมาณสารอาหารและพื้นที่ ปัจจุบันการเพาะปลูกพืชชนิดอื่นจึงอยู่ระหว่างการวิจัยพัฒนาเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป
.
แนวคิดฟาร์มแนวตั้ว/ฟาร์มอัจฉริยะทำไมจึงสำคัญ ?  แน่นอนคำตอบแรกจากข้อจำกัดด้านพื้นที่โดยเฉพาะดินแดนที่มีพื้นที่จำกัดไม่สอดคล้องต่อประชากร เมื่อไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกอาหารออกไปได้นี่จึงเป็นแนวทางที่จำเป็น แต่หลายประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่เองก็ให้ความสนใจ และพัฒนาฟาร์มอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารจนหลายท่านอาจสงสัยว่าทำไม ? 
.
สาเหตุมาจากสถานการณ์ของโลกและมนุษยชาติที่กำลังเดินหน้ามุ่งตรงเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอาหารอย่างชัดเจน
.
ดังที่เราทราบกันว่าประชากรโลกทุกวันนี้แม้หลายประเทศจะประสบปัญหาเด็กเกิดใหม่ แต่เมื่อมองในภาพรวมประชากรทั่วโลกทวีจำนวนขึ้นทุกวัน โดยปัจจุบันโลกมีประชากรราว 7 พันล้านคน คาดว่าในปี 2050 ประชากรโลกอาจถึง 9 พันล้านราย ซึ่งจะทำให้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารยิ่งร้ายแรง
.
สำหรับประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตอาหารเพียงพออาจไม่เดือดร้อน แต่หลายประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกไม่เพียงพอเริ่มมองเห็นปัญหา การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตทางอาหารและการสร้างฟาร์มอัจฉริยะทั้งหลายจึงเกิดขึ้น เพื่อรองรับความต้องการด้านอาหารในอนาคต
.
อีกทั้งปัจจุบันข้อมูลจากสหประชาชาติประเมินว่า ผืนดินกว่า 40% ทั่วโลกอยู่ในภาวะทรุดโทรม ไม่สามารถนำมาใช้เพาะปลูกอย่างได้ผล จากผลของกิจกรรมมากมายของมนุษย์ทั้งการทำฟาร์ม, สร้างเขื่อน, สร้างที่อยู่อาศัย, ทำเหมือง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ลดพื้นที่ผลิตอาหารซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ในอนาคต
.
นอกจากที่ดินเสื่อมโทรมและจำนวนประชากรแล้วยังมีเหตุไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งสภาพอากาศแปรปรวนส่งผลให้ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นทุกปี ภัยพิบัติในอนาคตที่อาจส่งผลเป็นวงกว้าง หรือแม้แต่สงครามซึ่งอาจทำลายพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรจนอาจกลายเป็นความเสี่ยงได้เช่นกัน
.
ฟาร์มอัจฉริยะ หรือ ฟาร์มแนวตั้ง จึงอาจเป็นทางออกของปัญหาเพื่อให้เราใช้ทุกตารางนิ้วอย่างคุ้มค่า
.
หลายท่านอาจรู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องไกลตัว ฟาร์มอัจฉริยะอาจไม่มีประโยชน์ต่อประเทศที่ไม่ขาดแคลนอาหารมากนัก แต่อย่างน้อยการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรให้ก้าวหน้า ก็ช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตให้สูงขึ้น ถือเป็นหัวใจสำคัญที่บรรดาเกษตรกรต้องการเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตและกำไรให้กับภาคการเกษตร
.
ดังนั้นการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีนี้จึงไม่มีทางเป็นเรื่องสูญเปล่าและควรเกิดขึ้นในทุกประเทศบนโลก


ที่มา https://www.posttoday.com/post-next/innovation/2063 
 

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน”สะกดทัพ” กับเบื้องหลัง ฉาก-ประติมากรรม สุดอัศจรรย์

การสร้างฉากและประติมากรรมประกอบการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ  ตอน”สะกดทัพ” ปีนี้ ได้พัฒนาให้อลังการมากขึ้น   นอกจากมีส่วนสำคัญยิ่งกับการแสดงโขนและช่วยให้คนดูมีความรู้สึกและจินตนาการไปกับเรื่องราว  ยังมีส่วนสำคัญในการสืบสานงานศิลปกรรมช่างไทยทุกแขนงด้วย
.
ก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จะโลดแล่นบนเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยปลายเดือนตุลาคมนี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ชวนชมห้องปฏิบัติงานสร้างฉากโขนสะกดทัพ  ณ อาคารเรียน-รู้-เรื่อง-โขน ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จ.พระนครศรีอยุธยาโดยมีอาจารย์สุดสาคร ชายเสม ผู้ออกแบบและควบคุมการสร้างประติมากรรม และเครื่องประกอบฉาก พาชมเบื้องหลังการจัดสร้างประติมากรรมยักษ์หนุมานแปลงกายสุดยิ่งใหญ่ ที่เหล่าช่างฝีมือมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กว่า 50 ชีวิต  จัดทำด้วยความมุ่งมั่น  รวมถึงงานจิตรกรรมฉากที่ทีมเพาะช่างเกือบ 20 คน บรรจงรังสรรค์ ภายใต้การนำทีมของอาจารย์วิชัย รักชาติ ผู้ดูแลการเขียนฉาก
.
อาจารย์สุดสาคร ชายเสม   กล่าวว่า การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน”สะกดทัพ” มีความคืบหน้างานฉากและประติมากรรมประกอบการแสดงโขน 95%  มีฉากไฮไลท์ที่แตกต่างจากเดิม เนื่องจากเป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ได้แก่ ฉากหนุมานแผลงฤทธิ์ แปลงร่างใหญ่ยักษ์ 4 พักตร์ 8 กร สูงเทียมฟ้า ประติมากรรมหนุมานแปลงกายอ้างอิงมาจากภาพจิตรกรรมวัดพระแก้วและภาพหนุมานแปลงกายจากตู้พระธรรมโบราณสมัยอยุธยา  พร้อมมีเทคนิคพิเศษในการออกแบบกลไกให้เคลื่อนไหวได้เพื่อให้เป็นไปตามบทพระราชนิพนธ์  ที่หนุมานใช้มือจับแมลงภู่ในหุบเขาไร้รักแล้วขยี้จนตาย ไมยราพที่ฝากดวงใจไว้ในแมลงภู่ก็ขาดใจตายในที่สุดจากนั้นหนุมานช่วยพระรามที่ถูกขังไว้ในดงตาล เข้าสู่ฉากสุดท้ายเหล่าเทพมาชุมนุมยินดี
.
“เหตุที่เลือกฉากจบ ตอน”สะกดทัพ” ตามบทพระราชนิพนธ์ร.1 เพราะมีความพิเศษตอนที่หนุมานใช้มือขยี้แมลงภู่ ห้ามกระพริบตา  นอกจากนี้ ยังได้โชว์หนุมานขนาดใหญ่สูงถึง 7.50 เมตร  ถือเป็นประติมากรรมหนุมานที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ยิ่งกว่านั้นเด็กๆ ชอบฉากหนุมานมาก” อาจารย์สุดสาคร ย้ำไฮไลท์
.
นอกจากนี้ อาจารย์สุดสาครเผยมีฉากที่เคยสร้างความประทับใจอย่าง ฉากหนุมานอมพลับพลา ขนาดใหญ่ สูง 8.50 เมตร ซึ่งนำโครงสร้างเดิมนำกลับซ่อมบำรุงปรับปรุงใหม่ให้อลังการและมีความคงทนถาวรมากขึ้น เพื่อนำกลับมาใช้อีกครั้ง ฉากกึ่งถาวรนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้งานศิลปกรรมฉากให้กับคนรุ่นหลัง ซึ่งตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระพันปีหลวงสัมฤทธิ์แล้วในการฟื้นฟูโขน ฟื้นฟูศิลปะราชสำนัก ตระกูลช่างหลวง ชาติไทยเรารักษาเก่ง เป็นสิ่งที่เราประสบความสำเร็จ สมเด็จพระพันปีหลวงพระวิสัยทัศน์กว้างไกล
.
“ การสร้างสรรค์งานฉากและประติมากรรมประกอบการแสดงโขนเป็นความตั้งใจถวายพระเกียรติพระองค์ท่าน  งานฉากทั้งรูปแบบและความงดงามเป็นตัวเล่าเรื่องและขยายจินตนาการของผู้ชมที่เคยฝันไว้ในบทพระราชนิพนธ์ออกมาเป็นจริง  ช่วยขยายความท่าร่ายรำตัวละครโขนอยู่ในเหตุการณ์อะไร  สร้างรสนิยมให้ผู้ชมในการชมศิลปะการแสดงในราชสำนักชั้นสูง เพิ่มอรรถรส และความตื่นเต้นให้กับคนดู  เช่น ฉากเขาชนกัน ซึ่งหนุมานต้องฝ่าด่านภูเขาไฟที่ร้อนระอุ นอกจากงานฉาก ยังมีเทคนิคแสง สี เสียง ทำงานร่วมกัน โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ถือว่าสมบูรณ์ที่สุดแล้ว อยากให้คนไทยได้มาชมพระอัจฉริยะภาพของสมเด็จพระพันปีหลวง รวมถึงมาให้กำลังให้คนทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง  “ อาจารย์สุดสาคร กล่าว
.
การสร้างฉากที่จะดึงดูดสายตาผู้ชมโขน ตอน”สะกดทัพ” อาจารย์สุดสาคร เล่าว่า  ฉากออกแบบและเขียนใหม่เกือบทั้งหมดระดมช่างฝีมือดีมาช่วยกันสร้างสรรค์ฉากให้สวยสมบูรณ์แบบ โดยมีฉากใหญ่ 4 ฉาก เช่น ฉากเขาชนกัน ฉากป่าตาล ฉากป่าทึบ ฉากม่านพระ และฉากขา ซึ่งเป็นฉากย่อย
.
ความพิเศษเป็นฉากม่านพระจัดทำขึ้นใหม่แทนฉากเดิมที่ทอด้วยพรมของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต  ซึ่งชำรุดเสียหายไปหมดแล้ว โดยฉากม่านพระใช้ผ้าทอไร้รอยต่อจากประเทศจีน สูง 12 เมตร ยาว 20 เมตร ออกแบบภายใต้แนวคิดการจัดงานพิธีที่ต้องอัญเชิญพระพุทธเจ้า และทวยเทพทุกพระองค์  อาทิ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระภรตมุนี พระพิฆเนศวร พระวิษณุกรรม พระประโคนธรรพ พระอาทิตย์ พระจันทร์ เป็นต้น  นับเป็นฉากที่ต้องใช้ความปราณีตในการจัดทำ มีความยาก วาดด้วยลายรดน้ำสีทองบนพื้นสีดำ ใช้เวลาทำเพียง 1 สัปดาห์ นับเป็นอีกความอัศจรรย์ของงาน และเป็นความสิริมงคลกับผู้ชม
.
“ ฉากออกแบบให้มีความประสานกับนาฏศิลป์โขนละครที่จะแสดง รวมถึงได้แรงบันดาลใจจากจิตรกรรมฝาผนังชั้นครู เพื่อให้คนไทยเห็นคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมที่ครูบาอาจารย์สั่งสมงานศิลปกรรมให้กับลูกศิษย์ได้ใช้สร้างงานจนทุกวันนี้ ซึ่งงานเขียนฉากทีมศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ รับผิดชอบทุกปี  ตนมีแนวคิดจัดทำหนังสือกว่าจะเป็นการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในอนาคต “ อาจารย์สุดสาคร กล่าว
.
ความวิจิตรบนเวทีนอกจากฉากและประติมากรรม ยังมีความวิจิตรเครื่องโขนที่เตรียมสะกดทุกสายตา ทั้งพัสตราภรณ์ เครื่องแต่งกายโขน และถนิมพิมพาภรณ์ เครื่องประดับตกแต่ง ซึ่งจัดทำโดยช่างฝีมือรุ่นใหม่ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่มีทักษะฝีมือและความเชี่ยวชาญมากว่า 10 ปี ครั้งนี้ มีการสร้างเครื่องแต่งกายของไมยราพและตัวโขนอื่นๆเพิ่มอีกกว่า 100 ชุด เพื่อให้พัสตราภรณ์งดงามสมการรอคอยโขนมากว่า 3 ปี  

สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน”สะกดทัพ” กำหนดจัดแสดงวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 5 ธันวาคม 2565 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จฯ มาทอดพระเนตรการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในวันที่ 28 ต.ค.นี้


ที่มา https://www.thaipost.net/news-update/245213/ 
 

"ม.วลัยลักษณ์" ได้รับการจัดอันดับโลกครั้งแรก จาก World University Rankings โดย Times Higher Education

เมื่อเร็วๆนี้ Times Higher Education ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก World University Rankings 2023 ผ่านเว็บไซต์ https://www.timeshighereducation.com ผลปรากฏว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับการจัดอันดับโลกแล้ว โดยจัดให้อยู่ในอันดับที่ 1501+ ของโลก จากมหาวิทยาลัยทั้งหมด 26,000 แห่งทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 11 ของประเทศไทย จากมหาวิทยาลัย 18 แห่งที่ผ่านเงื่อนไขและได้รับการจัดอันดับในปีนี้
.
โดยก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เคยได้รับการจัดอันดับจาก THE Impact Ranking ปี 2021 อยู่ในอันดับที่ 600-800 ของโลก อันดับที่ 15 ของไทย ได้รับการจัดอันดับจาก QS Asia University Rankings อันดับที่ 19 ของไทย และได้รับการจัดอันดับจาก SCImago อยู่ในอันดับที่ 422 ของโลก อันดับที่ 9 ของไทย
.
ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์  รักษาการแทนอธิการบดีม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ม.วลัยลักษณ์ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัยแนวหน้าของโลก(Frontier Research University) ตามนโยบายของกระทรวงอว. ม.วลัยลักษณ์ได้พัฒนาผลงานวิจัยให้มีคุณภาพ คณาจารย์ทุกคนได้ร่วมกันขับเคลื่อนการวิจัยอย่างเข้มข้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนผลงานวิจัยมากขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยปีล่าสุดมีมากกว่า 700 บทความ
.
ที่สำคัญผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Scopus Q1,Q2 กว่า 82% อยู่ในอันดับ 3 ของประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของอาจารย์ผู้สอน และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตผลงานวิจัยของเราจะมีจำนวนมากขึ้น มีคุณภาพสูงขึ้น การอ้างอิงก็จะมีจำนวนสูงขึ้นตามไปด้วย
.
“ม.วลัยลักษณ์ได้รับการจัดอันดับโลก World University Rankings จาก Times Higher Education เป็นครั้งแรก ถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจร่วมกันพวกเราชาววลัยลักษณ์ ที่ได้ร่วมกันทำงานกันอย่างหนัก มุ่งมั่นตั้งใจจนประสบผลสำเร็จมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตามเรายังคงมุ่งมั่นเพื่อก้าวต่อไป วันนี้มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับโลกแล้ว หากผลงานวิจัยของเรามีจำนวนมากขึ้นเชื่อมั่นว่าอันดับโลกจะขยับดีขึ้นต่อไป”ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าว


ที่มา https://www.komchadluek.net/news/education/533906 
 

'สภาวะล่องลอย' อีกหนึ่งภัยเงียบจาก 'การติดมือถือ' ของคน GENZ

ทุกวันนี้หลายคนคงคุ้นเคยกับ 'โนโมโฟเบีย' (No mobile phone phobia) หรือโรคกลัวการขาดโทรศัพท์มือถือ ที่สะท้อนผ่านความกระวนกระวาย เครียด หงุดหงิด มีอาการคลื่นไส้และเหงื่อออกตามร่างกาย อาการของเเต่ละคนที่เป็นโรคขึ้นอยู่กับระดับการติดโทรศัพท์มือถือของเเต่ละบุคคลว่าจะแสดงอาการออกมามากน้อยแตกต่างกัน
.
แต่อาการที่ว่านั้น ดูเล็กไปเลย เมื่อเทียบกับสภาวะใหม่ของคนติดมือถือยุคนี้ที่กำลังเผชิญอยู่แบบไม่รู้ตัว โดยเรื่องนี้ ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...
.
ไม่นานมานี้ การวิจัยที่อิตาลีได้ค้นพบว่า อาการ 'ติดมือถือ' ก่อให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า Flow Experience หรือ อาการล่องลอยหมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรบางอย่างจนลืมเวลา ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์แบบยับยั้งตัวเองไม่ได้ 
.
โดยการทดลองนี้ทำกับกลุ่ม Gen Z แต่ก็น่าเชื่อได้ว่าคนเจนอื่นก็อาจจะมีผลคล้าย ๆ กัน แต่ผู้ใหญ่ที่มีงานและภารกิจอื่น หรือมีวุฒิภาวะและความยับยั้งชั่งใจมากกว่า อาจมีโอกาสน้อยลงกว่า Gen Z
.
ผู้วิจัยสรุปว่า คนที่ใช้มือถือในทางไม่สร้างสรรค์ จะใช้มือถือเพื่อควบคุมความรู้สึกทางลบของตัวเอง (เช่น ความเบื่อ หรือหาความสนุกเพลิดเพลิน ตื่นเต้น) เพื่อนำไปสู่สภาวะล่องลอย และเชื่อมต่อไปยังพฤติกรรมช็อปแหลกแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว (และนักการตลาดสมัยนี้ก็สรรหาสิ่งจูงใจมาล่อหลอกตลอดเวลาเสียด้วย) 
.
ส่วนตัวเชื่อว่า ถ้ามาวิจัยกับคนไทย น่าจะได้ผลที่สูงยิ่งกว่าอิตาลี (เพราะคนไทยใช้มือถือและช็อปออนไลน์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก)


ที่มา https://thestatestimes.com/post/2022102607 
 

"เหลืองปิยะรัตน์" พืชชนิดใหม่ของโลก ค้นพบโดยนักวิจัย มช.

นักวิจัย "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่" ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก “เหลืองปิยะรัตน” ที่ จ.นราธิวาส พืชหายากในวงศ์กระดังงา ดอกสวยงามและมีกลิ่นหอม แต่หายากและเสี่ยงสูญพันธุ์ วางแผนวิจัยต่อด้านเภสัชเวทและเภสัชวิทยาเพื่อเป็นพืชสมุนไพรรักษาโรค
.
หลังจากค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุลมหาพรหม ซึ่งได้รับพระราชทานนาม “พรหมจุฬาภรณ์” เมื่อปี 2562 ล่าสุด นักวิจัยสังกัดภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ เชาวสกู และนักศึกษาระดับปริญญาเอก ได้แก่ นางสาวฉัตรธิดา วิยา (สาขาวิชาชีววิทยา) และนางสาวอานิสรา ดำทองดี (สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์) พร้อมทั้งนายนายกิติศักดิ์ อ๋องย่อง และนายอับดุลรอแม บากา นักวิจัยอิสระ
.
ได้ร่วมกันศึกษาตัวอย่างพืชจากอำเภอจะแนะ และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส โดยบูรณาการข้อมูลสัณฐานวิทยาและวิวัฒนาการชาติพันธุ์เชิงโมเลกุลเข้าด้วยกัน พบว่า เป็น พืชชนิดใหม่ของโลก ในวงศ์กระดังงา (Annonaceae) จำนวน 1 ชนิด คือ เหลืองปิยะรัตน์
.
เหลืองปิยะรัตน์ มีชื่อวิทยาศาสตรว่า Phaeanthuspiyae Wiya, Aongyong & Chaowasku โดยตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น นักวิจัยอาวุโสผู้ริเริ่มการศึกษาพืชวงศ์กระดังงาในประเทศไทย และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Taiwania ปีที่ 66 ฉบับที่ 4 หน้าที่ 509-516 พ.ศ. 2564
.
โดยงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยอนุกรมวิธานและวิวัฒนาการชาติพันธุ์ของพรรณไม้วงศ์กระดังงาในประเทศไทยที่หายากและยังไม่เป็นที่รู้จัก เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
.
เหลืองปิยะรัตน์ มีลักษณะเด่น คือ เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 เมตร มีก้านดอกยาว กลีบดอกชั้นนอกมีขนาดเล็กคล้ายกลีบเลี้ยง กลีบดอกชั้นในเมื่อเจริญเต็มที่จะมีสีเหลืองเข้ม ที่โคนกลีบมีสีม่วงอมน้ำตาล ดอกมีกลิ่นหอม ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อยมีเมล็ดเดียว เมื่อสุกสีแดงสด
.
จากการสำรวจพบเหลืองปิยะรัตน์เพียงไม่กี่ต้นในหย่อมป่าดิบชื้นที่ถูกรบกวน ซึ่งรายล้อมไปด้วยสวนยางและสวนผลไม้ สุ่มเสี่ยงที่จะถูกแผ้วถางจนสูญพันธุ์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันอนุรักษ์ไว้ ก่อนที่จะไม่เหลือให้ชนรุ่นหลังได้ชื่นชมและศึกษา
.
นอกจากเหลืองปิยะรัตน์แล้ว ในประเทศไทยยังพบพืชสกุล Phaeanthus อีก 1 ชนิด คือ หัวลิง ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phaeanthus Iucidus Oliv. โดยพบที่จังหวัดนราธิวาสและยะลา
.
“เหลืองปิยะรัตน์มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นไม้ดอกไม้ประดับได้ เนื่องจากมีดอกที่สวยงามและมีกลิ่นหอม นอกจากนี้พบว่าผู้คนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้พืชสกุล Phaeanthus ชนิดอื่น ๆ เป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคตา ดังนั้นอาจพัฒนาเหลืองปิยะรัตน์เป็นพืชสมุนไพรได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมทางด้านเภสัชเวทและเภสัชวิทยาต่อไป” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/health/education/1033980 
 

ไปวิจัยที่ “จีน” ดีกว่า เมื่อทุน “ญี่ปุ่น” ช้าเหลือเกิน

ญี่ปุ่นใช้เงินทุนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ‘ไม่ส่งเสริม’ ให้นักวิจัยหนุ่มสาวอยากทำงานในประเทศ
.
หนังสือพิมพ์ ‘อาซาฮี ชิมบุน’ ของญี่ปุ่น เผยแพร่รายงานล่าสุดที่ระบุว่า นักวิชาการวัยหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นกำลังเลือกย้ายมาทำการวิจัยที่มหาวิทยาลัยของจีน เพื่อโอกาสทางอาชีพที่ก้าวหน้ากว่า
.
หนังสือพิมพ์ยกกรณี นายโมโตยูกิ ฮัตโตริ นักวิชาการหนุ่ม เลือกเดินทางออกจากญี่ปุ่นเมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อรับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น นครเซี่ยงไฮ้ ตะวันออกของจีน
.
ฮัตโตริ ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างและหน้าที่ของตัวลำเลียงสารผ่านเข้าออกเซลล์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเมื่อ 7 ปีก่อน เขาต้องการตั้งห้องปฏิบัติการของตัวเองให้เร็วที่สุด แต่กระบวนการนี้ในญี่ปุ่นใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี เขาจึงตัดสินใจย้ายมาจีน
.
สาเหตุข้อหนึ่งคือ ญี่ปุ่นใช้ระบบเงินทุนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ส่งเสริมให้นักวิจัยหนุ่มสาวอยากทำงานในประเทศ ขณะที่ภูมิทัศน์ทางวิชาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในจีน ทำให้นักวิชาการหนุ่มสาวญี่ปุ่นคิดตัดสินใจมาจีนได้เร็วขึ้น
.
ฮัตโตริบอกว่า สิ่งสำคัญสำหรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์คือการมีนักวิชาการจำนวนมากในหลากหลายด้าน รัฐบาลจีนสนับสนุนมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานทางวิชาการ เรื่องนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ที่นี่ (จีน) มีประสิทธิภาพกว่า
.
ภาพและข้อมูล จาก...Xinhua | Young Japanese scholars are moving to China for better opportunities: Asahi Shimbun | https://english.news.cn/.../e3c43d0cb8364fc3b33b3a.../c.html 


ที่มา https://www.facebook.com/ChinaReportAseanThailand/posts/533252322142900 
 

ธุรกิจฝังศพรักษ์โลก สร้างประโยชน์ให้กับธรรมชาติ

จะดีไหม? หากการตายของเรานั้นสร้างประโยชน์ให้กับธรรมชาติ การฝังศพแบบดั้งเดิมใช้สารเคมีที่เป็นพิษ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ ร่วมกับเหล็ก และคอนกรีต ซึ่งเป็นการใช้พลังงานจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ต้นไม้ในป่าก็ต้องการน้ำ ปุ๋ย แสงแดด และมนุษย์เราก็กำลังรณรงค์ให้ปลูกป่าแก้ปัญหาโลกร้อนมากขึ้น
.
บริษัท Transcend จึงผุดไอเดียธุรกิจ “สุสานปลูกป่า” มีแนวความคิดว่า ในเมื่อคนเราก็หาพื้นที่ว่างเพื่อทำสุสานและปลูกป่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้น ก็เอามารวมกันด้วยการทำให้ร่างกายของมนุษย์ที่เสียชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ ให้กลายเป็นสารอาหารที่สำคัญแก่ต้นไม้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อการย่อยสลาย 
.
ซึ่งแต่ละศพถูกปลูกไว้ใต้ต้นไม้โดยตรง กลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ในขณะที่มันสลายตัว และเมื่อต้นไม้เหล่านี้เติบโตขึ้นก็จะช่วยฟอกอากาศที่เราหายใจเข้าไปและทำให้อุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลกเย็นลงได้
.
นวัตกรรมนี้เริ่มต้นจากการเลือกชนิดต้นไม้ที่ต้องการจะปลูกเพื่อเป็นต้นไม้ของผู้ตายคนนั้น แทนที่จะเลือกไม้มาทำโลงศพ สำหรับการจัดการกับศพ ก็จะไม่ใช่แค่ฝังลงไป แต่ต้องมีการเตรียมหน้าดิน และแร่ธาตุเพื่อให้การย่อยสลายเหมาะสมที่ต้นไม้สามารถเจริญเติบโตได้ด้วย
.
ทั้งนี้ รูปแบบของการนำไปฝัง จะใช้ผ้าและโลงศพชนิดที่ออกแบบมาพิเศษ เพื่อช่วยเร่งปฏิกิริยาย่อยสลายของศพ และเปลี่ยนไปเป็นสารอินทรีย์ที่ไปช่วยในการเจริญเติบโตของต้นไม้
.
ซึ่งสุสานปลูกป่ายังสามารถประหยัดค่าการฝังศพแบบเดิม ถึง 48% เราไม่ต้องจ้างคนมาดูแลสุสาน แต่จ้างคนเพื่อมาดูแลป่า จากสุสานร้าง ๆ มีแต่คราบหินปูนก็กลายเป็นป่าที่สวยงาม สร้างร่มเงาให้แก่ลูกหลานที่กลับมาเยี่ยมเหล่าอาม่า-อากง
.
เป้าหมายของบริษัทคือ การปลูกต้นไม้ให้ได้ 1.2 ล้านล้านต้นทั่วโลก ซึ่งเป็นจำนวนที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสามารถชดเชยผลกระทบที่เป็นอันตรายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ 
.
นอกจากนี้ หากลูกค้ามีการจองพื้นที่สุสานปลูกป่าสำหรับงานศพในอนาคต บริษัทจะปลูกต้นไม้เพิ่มเติม 1000 ต้นทันที และคาดว่าจะเปิดพื้นที่แห่งแรกบนที่ดินที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าภายในระยะทาง 2 ไมล์จากหัวเมืองใหญ่ ๆ ในปี 2023
.
Transcend ตั้งเป้าถึงการฝังศพแบบใหม่ เพื่อสะท้อนจิตวิญญาณธรรมชาติที่มองว่าความตายไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเริ่มต้นและการให้ชีวิตใหม่


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1032960 
 

“ครอบครัวแหว่งกลาง” ต้นเหตุแห่งปัญหาพฤติกรรมเด็ก

“ถ้าหากไปดูว่าครอบครัวเปราะบางคืออะไร ซึ่งจะพบว่าส่วนใหญ่จะให้คำนิยามว่าเปราะบางที่มาจากสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตใจ เปราะบางจากความยากจน การถูกตีตราจากสังคม และเปราะบางที่มาจากประวัติในอดีต ทว่า เรื่องของการย้ายถิ่นเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ โดยอีกมุมทำให้มีประโยชน์กับเศรษฐกิจในครัวเรือน แต่อีกมุมจะทำมาซึ่งความเปราะบางหรือไม่ เพราะมีคนที่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง และเรื่องการย้ายถิ่นยังส่งต่อรุ่นต่อรุ่น ซึ่งในครอบครัวแหว่งกลางรุ่นปู่ย่าอาจจะเป็นผู้ย้ายถิ่นมาก่อนและส่งต่อถึงรุ่นลูก จึงทำให้รุ่นปู่ย่าต้องเลี้ยงดูรุ่นหลาน”
.
ผศ.ดร.สร้อยมาศ รุ่งมณี อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในวงเสวนา (ออนไลน์) “คิด for คิดส์ Research Roundup 2022 : พลวัตของครอบครัวเปราะบางในสังคมไทยในสถานการณ์โควิด-19” เมื่อเร็วๆ นี้ ถึง “ครอบครัวแหว่งกลาง” อันหมายถึงครอบครัวที่รุ่นพ่อแม่หายไป และคนรุ่นลูกอาศัยกับปู่ย่าตายาย ซึ่งครอบครัวประเภทนี้เพิ่มขึ้นมาในระยะหลังๆ ตามการสำรวจระหว่างปี 2530-2556
.
กล่าวคือ ในขณะที่ครอบครัวขยายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26.5 เป็นร้อยละ 35.7 แต่ในกลุ่มครอบครัวขยายร้อยละ 2.1 เป็นครอบครัวแหว่งกลาง หรือคิดเป็นถึง 1.4 ล้านครัวเรือน ขณะเดียวกัน ยังมีความเปราะบางที่มีการทับซ้อนด้วย ซึ่งใน 1 ครอบครัวอาจไม่ได้มีความเปราะบางประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยจากการลงพื้นที่วิจัยในจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีผู้ย้ายถิ่นจำนวนมากอันดับต้นๆ ของไทย นอกจากนี้ยังลงพื้นที่จังหัดพิษณุโลกที่เป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท และยังลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดตาก ที่มีกลุ่มแรงงานข้ามชาติอีกด้วย
.
พบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 
1.ครอบครัวไทยมีความหลากหลาย-ซับซ้อน-ลื่นไหล เมื่อไปดูครัวเรือนพื้นที่ย้ายถิ่นจึงคำถามว่า “จะรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างไร?” ซึ่งพบว่ามีความซับซ้อนและไม่ค่อยมีความสมบูรณ์ในครอบครัว ที่ไม่สามารถให้คำจำกัดความได้ และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น ไม่ได้เป็นครอบครัวแหว่งกลาง(ปู่ย่าตายายเลี้ยงลูกแทนพ่อแม่) ตลอดไปและไม่ได้เป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว (พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเลี้ยงลูกเพียงลำพัง) ตลอดไป ฉะนั้นความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงข้ามเวลาและข้ามพื้นที่ด้วย
.
2.ความแหว่งกลางในครอบครัวอาจจะไม่ได้ถูกเติมเต็ม เมื่อพูดถึงครอบครัวแหว่งกลางมักนึกถึงการแหว่งหรือการแยกจาก แต่ว่าในสถานการณ์จริงครอบครัวจำนวนมาก มีการย้ายถิ่นกลับมาอยู่รวมกัน โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด-19 จะพบเจอกับแรงงานกลับบ้านเป็นภาพที่ดูเหมือนครอบครัวจะถูกเติมเต็มอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน แต่จริงๆ กลับยิ่งแหว่งกว่าเดิม เช่น ผู้ที่ย้ายออกจากครัวเรือนกลับไปแล้วมีปัญหาสุขภาพกาย จิตใจ และติดยาเสพติด จะยิ่งทำให้แหว่งกว่าเดิม รวมไปถึงพ่อแม่ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกมาและออกจากบ้านไปเป็นเวลานาน เวลากลับมาความสัมพันธ์ในครอบครัวจะไม่เหมือนเดิม
.
3.ไม่รู้ว่าจะนิยามครอบครัวแรงงานข้ามชาติว่าอย่างไร ครอบครัวดังกล่าวอยู่กับสังคมไทยมานานถึง 2-3 ทศวรรษ แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในแง่ของความเป็นครอบครัวมากนักเมื่อเทียบกับในมุมของความเป็นแรงงาน “เนื่องจากบางครอบครัวอยู่ไทยมา 3 รุ่น ซึ่งรุ่นปู่ย่า รุ่นพ่อแม่ และรุ่นลูก เกิดมาคนละที่กันและสถานภาพไม่เหมือนกัน โดยบางทีอยากกลับไปที่บ้านเกิดแล้วแต่กลับไม่ได้เพราะสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตัดสินใจง่ายๆ ว่าจะอยู่หรือจะไป เพราะว่าการตัดสินใจของครอบครัวแรงงานข้ามชาติขึ้นอยู่กับครอบครัวด้วย โดยทั้งหมดของงานวิจัยจะพบว่าผู้ย้ายถิ่นหรือผู้ที่อยู่ในงานวิจัยเป็นการเคลื่อนไหวย้ายกันที่ทำเพื่อครอบครัว ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือนไทยและครัวเรือนแรงงานข้ามชาติ” ผศ.ดร.สร้อยมาศ ระบุ 
.
ขณะที่ บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ขยายความประเด็นครอบครัวแหว่งกลางต่อไปอีกว่า “เมื่อพูดถึงปัญหาของครอบครัวแหว่งกลางซึ่งพ่อแม่ไม่สามารถที่จะดูแลได้อย่างเต็มที่ โดยทั่วไปมักเข้าใจว่าความแหว่งกลางคือพ่อแม่ไม่อยู่ ซึ่งเกิดจากการที่ไปหารายได้ต่างพื้นที่” ไม่ว่าจะเป็นต่างเมืองหรือต่างประเทศ แต่จากการศึกษาพบว่า“ความแหว่งกลางซับซ้อนมากกว่านั้น” เช่น บางทีพ่อแม่ของเด็กไม่ได้ย้ายถิ่นไปไหน แต่มีปัญหาเรื่องของคดีอาชญากรรมที่ต้องจำคุก ปัญหาติดยาเสพติดเรื้อรัง ปัญหาติดการพนัน
.
หรือมีหนี้สินรุงรังที่ไม่สามารถอยู่ดูแลเด็กได้ ยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ขึ้นมาจนปัจจุบัน จึงทำให้เป็นปัญหาต่อเนื่องและทับซ้อนขึ้นจากเดิม นอกจากนี้ประเด็นที่น่าสนใจคือ “การเข้าถึงการศึกษาของกลุ่มเด็กที่อยู่ในครอบครัวเปราะบางทับซ้อน” พบว่า “ปัญหาไม่ใช่การเข้าถึงการศึกษาไม่ได้แต่คือการเตรียมพร้อมในชีวิตประจำวันที่ผู้ปกครองไม่สามารถจัดการได้ ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง” ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก
.
“บางครอบครัวพ่อแม่ติดยาเสพติดหรือปู่ย่าตายายมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ที่ไม่สามารถพาลูกหลานไปโรงเรียนได้ทั้งที่โรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กอยู่ใกล้ที่พักมาก บางรายอาศัยในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ถนนเข้า-ออกไม่สะดวก หรือเวลาฝนตกน้ำท่วมทำให้ไปโรงเรียนไม่ได้ ฉะนั้นปัญหาเป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน พ่อแม่ที่เป็นแรงงานรับจ้างต้องส่งลูกตอนเช้าแต่ตอนเย็นไปรับไม่ได้ ทำให้ภาระตกอยู่ที่โรงเรียน” บุศรินทร์ กล่าว
.
สอดคล้องกับ ผศ.ดร.วาสนา ละอองปลิว วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกเล่าเรื่องราวที่พบจากการลงพื้นที่ อาทิ 
1.ในพื้นที่บ้านครก ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก พบครอบครัวที่แม่ของเด็กมีลูก 3 คนมีอายุ 3 ขวบ 6 ขวบ และ 20 ปี โดยเป็นเด็กที่มีพ่อคนละคน และลูกคนเล็กคลอดในขณะที่จำคุกเพราะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะฉะนั้นเด็กจึงถูกส่งให้อยู่ในการดูแลของยาย แต่ยายก็มีฐานะยากจนเช่นกันและมีปัญหาสุขภาพด้วย ซึ่งต้องพึ่งพิงรายได้จากสามีใหม่ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเด็ก 
.
และแม้ในเวลาต่อมาแม่ของเด็กจะพ้นโทษออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะดูแลลูกๆ ได้เนื่องจากยังมีพฤติกรรมใช้ยาเสพติด โดยสิ่งที่เด็กเผชิญความเปราะบางคือสุขภาวะของเด็กต่ำกว่าโภชนาการ ซึ่งมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวและเด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ “ทั้งที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่มีศูนย์เด็กเล็กที่ห่างจากบ้านเพียง 1 กิโลเมตร แต่ไม่มีคนที่จะพาเด็กไปที่ศูนย์เด็กเล็ก” อนึ่ง บางครั้งแม่จะพาลูกออกไปข้างนอกด้วย ซึ่งสุ่มเสี่ยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 
.
เมื่อดูถึงสวัสดิการที่เด็กได้รับพบว่า สวัสดิการที่เด็กและผู้ปกครองได้รับ เป็นสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนบุตร สิทธิบัตรสุขภาพถ้วนหน้า และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคนเหล่านี้เข้าถึงสิทธิการเรียนฟรีที่ อบต. จัดให้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียน อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กอายุ 6 ขวบในครอบครัวนี้ ทาง อบต. ได้ประสานงานทีมสหวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์เข้าไปช่วยเหลือและปัจจุบันเด็กคนดังกล่าวอยู่ในการดูแลของบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพิษณุโลก
.
2.ในพื้นที่บ้านหัวทุ่ง ต.บ้านใหม่พัฒนา อ.เกาะคง จ.ลำปาง ครอบครัวนี้เป็นเด็กที่อาศัยกับยายและพ่อแม่แยกทางกัน พ่อเด็กขาดการติดต่อขณะที่แม่ย้ายถิ่นไปต่างจังหวัด ซึ่งแม่เด็กไม่สามารถสนับสนุนทางการเงินให้กับเด็กและยายได้ อีกทั้งเด็กมีปัญหาด้านพัฒนาการและเป็นออทิสติกที่จำเป็นต้องการดูแลเป็นพิเศษ เมื่อดูสวัสดิการที่เด็กและครอบครัวได้รับ พบว่าเป็นสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ ของรัฐ เช่น เบี้ยยังชีพคนพิการ เรียนฟรี และสิทธิบัตรสุขภาพถ้วนหน้า แต่สวัสดิการที่เข้าถึงไม่เพียงพอสำหรับเด็กที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ
.
“เมื่อดูความเปราะบางทั้ง 2 กรณีดังกล่าว พบว่า ภาระในการดูแลเด็กถูกวางไว้บนบ่าครอบครัว ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็ก แต่ว่าภาระในดูแลเด็กไม่ควรจะอยู่ที่ครอบครัวโดยที่หน่วยงานอื่นๆ ไม่ได้ให้การช่วยเหลือ จากครอบครัวที่ศึกษาทั้งหมดจะพบว่า คนในรุ่นพ่อแม่ของเด็กเกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่น และหลายกรณีที่สายสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่ที่ย้ายถิ่นหายไป ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก
.
และคนรุ่นพ่อแม่จำนวนหนึ่งไม่ได้ให้การสนับสนุนต่อการดูแลเด็กและคนรุ่นปู่ย่าตายาย ในส่วนของชุมชนพบว่ามีชุมชนในไทยที่มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพในการดูแลกลุ่มเปราะบางแต่ก็มีชุมชนไม่น้อยที่มีศักยภาพน้อยจนไม่สามารถดูแลกลุ่มเปราะบางได้” ผศ.ดร.วาสนา กล่าว
.
ผศ.ดร.วาสนากล่าวต่อว่า ในส่วนของโรงเรียนซึ่งส่วนใหญ่เด็กจะใช้เวลาที่โรงเรียนค่อนข้างมาก ซึ่งโรงเรียนสามารถมีส่วนในการพัฒนาเด็กและแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาทางพฤติกรรม เป็นต้น ซึ่งข้อค้นพบในงานวิจัยในพื้นที่พบว่า มีเด็กจำนวนหนึ่งที่ครูสังเกตว่ามีปัญหาทางพฤติกรรมและต้องการความช่วยเหลือ ครูจึงประสานงานกับผู้ปกครองและนักจิตวิทยาเพื่อหาทางแก้ไข ซึ่งค่อนข้างจะช่วยเหลือเด็กได้ แต่ปัญหาคือภาระที่ครูต้องทำขึ้นอยู่กับโรงเรียน ฉะนั้นบางโรงเรียนให้ความสำคัญมาก บางโรงเรียนอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว
.
ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในปัจจุบันพบว่ามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ช่วยดูแลเด็กในพื้นที่ แต่บทบาทสำคัญยังไม่เพียงพอ ถึงแม้ อปท.มีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเปราะบางแต่อำนาจหน้าที่ในการดูแลกลุ่มเปราะบางค่อนข้างน้อย ถ้าหาก อปท. สามารถเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการแก้ปัญหาจะเป็นการแก้ปัญหาค่อนข้างดี
.
“จากปัญหากลุ่มเปราะบางที่ได้ศึกษา ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลในเรื่องการจัดสวัสดิการในการดูแลเด็กซึ่งปัจจุบันอาจจะไม่มีกลไกในการดูแลเด็กที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษที่ดีพอนอกจากนี้การดูแลเด็กไม่สามารถแยกออกได้จากความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว เพราะฉะนั้นการส่งเสริมให้พ่อแม่สามารถที่จะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ” ผศ.ดร.วาสนา ฝากทิ้งท้าย


ที่มา https://www.naewna.com/local/687275
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top