Wednesday, 28 September 2022
NEWSFEED

นักวิจัยจีนโคลน “หมาป่าอาร์กติก” จุดความหวัง ป้องกันสัตว์สูญพันธุ์

นักวิจัยในจีนโคลนหมาป่าอาร์กติก จุดความหวังว่าข้อโต้เถียงเทคโนโลยีทางพันธุกรรมเพื่อป้องกันสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์
.
วันที่ 20 กันยายน 2565 ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า บริษัทวิจัยในจีน Sinogene Biotechnology ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่งได้เผยร่างโคลนนิ่งหมาป่าตัวเมียที่ชื่อ Maya ซึ่งมีอายุประมาณ 3 เดือน สีเทาน้ำตาล หางเป็นพวง โดยบริษัท Sinogene ร่วมมือกับสวนสนุกขั้วโลก Harbin Polarland เปิดตัวโครงการโคลนหมาป่าอาร์กติกในปี 2020
.
หมี่ จี้ตง ผู้จัดการของบริษัทกล่าวในการแถลงข่าวของสื่อทางการจีนว่า “นี่เป็นหมาป่าอาร์กติกโคลนนิ่งตัวแรกของโลก หลังวิจัยมาร่วม 2 ปี”
.
หมาป่าอาร์กติก หรือที่รู้จักในชื่อหมาป่าสีขาว หรือหมาป่าขั้วโลก เป็นสายพันธุ์ของหมาป่าสีเทาที่อาศัยอยู่ในแถบอาร์กติกของทวีปอเมริกาเหนือของแคนาดา
.
ตามรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลก หมาป่าอาร์กติกไม่ได้อยู่ภายใต้การล่าสัตว์ เนื่องจากอยู่ในบริเวณที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย ตลอดทั้งระบบนิเวศของอาร์กติก ในขณะที่การพัฒนาพื้นที่ในบริเวณของมนุษย์ เช่น ถนนและท่อส่งน้ำ กำลังรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหมาป่าขั้วโลก
.
การสร้างโคลนนิ่งหมาป่าอาร์กติก ชื่อ มายา (Maya) บริษัทใช้เทคนิคย้ายฝากนิวเคลียสของเซลล์ร่างกาย ( somatic cell nuclear transfer) ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์ชาวสกอตใช้ในการสร้างแกะโคลนนิ่งชื่อ ดอลลี่ เมื่อปี 1996
.
กระบวนการแรก นักวิจัยใช้ตัวอย่างผิวหนังจากหมาป่าอาร์กติกดั้งเดิม หรือที่เรียกว่ามายา ฉีดเข้าไปในไข่ของสุนัขเพศเมียและอุ้มโดยแม่ที่อุ้มบุญ นักวิจัยสร้างเอ็มบริโอดังกล่าวได้ 85 ตัว ซึ่งย้ายไปยังมดลูกของบีเกิ้ล 7 ตัว ส่งผลให้มีหมาป่าอาร์กติกที่แข็งแรงหนึ่งตัว
.
เหอ เจิ้นหมิง ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรสัตว์ในห้องปฏิบัติการ สถาบันควบคุมอาหารและยาแห่งชาติจีน กล่าวในเวยป๋อว่า “เทคโนโลยีการโคลนนิ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการป้องกันสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสัตว์ป่าของโลกและการฟื้นฟูสัตว์ใกล้สูญพันธุ์”
.
ทางบริษัท Sinogene กล่าวว่า บริษัทจะเริ่มทำงานร่วมกับสวนสัตว์ปักกิ่ง (Beijing Wildlife Park) เพื่อวิจัยเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้โคลนมากขึ้น รวมทั้งดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์และเพาะพันธุ์สัตว์หายาก และใกล้สูญพันธุ์ในประเทศจีน
.
โกลบอลไทมส์ระบุว่า มายาโคลนอาศัยอยู่กับแม่ที่เป็นตัวแทนสายบีเกิ้ลของเธอ และต่อมาจะอยู่ในฮาร์บิน โพลาร์แลนด์ ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม
.
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิจัยด้านการอนุรักษ์ใช้เทคโนโลยีการโคลนนิ่ง ในมาเลเซีย นักวิจัยได้ใช้เนื้อเยื่อและเซลล์ที่แช่แข็งเพื่อออกลูกให้กำเนิดแรดสุมาตราใหม่ โดยใช้แม่ที่อุ้มบุญ และในช่วงปลายปี 2020 นักวิจัยชาวอเมริกันประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งเฟอเรตเท้าดำ สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์
.
รวมถึงนักวิจัยในออสเตรเลียพยายามโคลนนิ่งเสือแทสเมเนียนที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ที่มีลักษณะคล้ายหมาป่า โดยวิธีแก้ไขเซลล์จากกระเป๋าหน้าท้องเหมือนจิงโจ้
.
ก่อนหน้านี้ในประวัติศาสตร์มีเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งได้ทำลายพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ระหว่าง 70% ถึง 95% ล่าสุดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 นี้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งได้ทำลายล้างเผ่าพันธุ์หลายร้อยสายพันธุ์ผ่านการค้าสัตว์ป่า มลพิษ การสูญเสียถิ่นที่อยู่ และการใช้สารพิษ
.
ผลการศึกษาในปี 2020 พบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของพืชและสัตว์ทั้งหมดอาจเผชิญกับการสูญพันธุ์ในปี 2070 และสิ่งต่าง ๆ อาจเลวร้ายลงหากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความพยายามในการป้องกันการสูญพันธุ์ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นด้วย โดยมีคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมและผลกระทบด้านสุขภาพของการโคลนนิ่งและการแก้ไขยีน
.
กรณีของ Maya นักวิจัยคนหนึ่งเผยกับโกลบอลไทมส์ว่า จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมว่า การโคลนนิ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีการกำหนดแนวทางเพิ่มเติมเพื่อกำหนดการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม


ที่มา https://www.prachachat.net/spinoff/science-technology/news-1056025 
 

ชวนชมนิทรรศการ “ช้างมงคล” จากตำราคชศาสตร์ โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ

กรมศิลปากรโดยกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ จัดนิทรรศการเรื่อง “ช้างมงคล” เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับช้างจากเอกสารโบราณ
.
ข้อมูลนิทรรศการสังเขป ช้าง เป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์กับสังคมมนุษย์มาแต่โบราณกาล แม้โดยธรรมชาติช้างเป็นสัตว์ป่ารูปร่างใหญ่โตมีพละกำลังมากมายมหาศาล แต่ช้างก็มีลักษณะพิเศษเฉพาะ คือ มีอิริยาบถที่สง่างาม เฉลียวฉลาด แข็งแรง อดทน สามารถฝึกสอนให้เรียนรู้ได้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระเจ้าแผ่นดินของไทยในสมัยโบราณ ทรงใช้ช้างเป็นยุทโธปกรณ์สำคัญสำหรับกองทัพ โดยใช้ช้างเป็นส่วนหนึ่งของกำลังพลในการต่อสู้ขณะทำสงคราม ด้วยวิธีการชนกับช้างข้าศึก ใช้แทนกำลังทหารเพื่อทำลายประตูเมือง กำแพงเมือง ป้อม ค่าย บุกไล่ ทำลายทหารในกองทัพข้าศึก ใช้เป็นพาหนะบรรทุกปืนใหญ่ และสิ่งของเครื่องสรรพาวุธยุทโปกรณ์ รวมทั้งสัมภาระต่างๆ การศึกสงครามแต่ละครั้ง ช้างมีส่วนช่วยปกป้องรักษาบ้านเมืองให้พ้นภัย และขยายขอบเขตของอาณาจักรให้กว้างขวางออกไป
.
เมื่อบ้านเมืองเลิกใช้ช้างเพื่อการศึกสงคราม อีกทั้งกรมพระคชบาลของหลวงก็เลิกล้มไป ความรู้เกี่ยวกับช้างจึงหมดความจำเป็นสำหรับกิจการบ้านเมือง เป็นเหตุให้ความต้องการอยากเรียนรู้เรื่องช้างหมดไปด้วย เมื่อขาดการสืบทอดผู้มีความรู้เรื่องช้างก็ลดจำนวนลงเป็นลำดับ ปัจจุบันคนรักช้างได้พยายามฟื้นฟูความรู้เกี่ยวกับช้างมากขึ้น นับเป็นนิมิตอันดีอย่างยิ่งที่มรดกวัฒนธรรมของชาติชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งนี้ เริ่มได้รับความสนใจ มีความพยายามรื้อฟื้นให้มีการเผยแพร่และสืบทอด จึงเป็นที่มาของการจัดนิทรรศการ เรื่อง “ช้างมงคล” มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ 
.
ส่วนที่ 1 นำเสนอความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ในสมัยโบราณที่ใช้เรียกอวัยวะส่วนต่างๆ ของช้าง 
ส่วนที่ 2 จะเป็นความรู้เกี่ยวกับการกำเนิดของช้างมงคลตามตำราคชศาสตร์ที่ปรากฏในเอกสารโบราณว่าช้างศุภลักษณ์ หรือช้างที่มีลักษณะมงคล พร้อมทั้งมีภาพประกอบจากเอกสารโบราณ ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตระกูล คือ 1. ช้างตระกูลอิศวรพงศ์ 2. ช้างตระกูลพรหมพงศ์ 3. ช้างตระกูลวิษณุพงศ์ 4. ช้างตระกูลอัคนิพงศ์ 
ส่วนที่ 3 ทำเนียบนามช้างหลวงประจำรัชกาลในราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ - รัชกาลที่ ๙ พร้อมจัดแสดงเอกสารโบราณที่บันทึกทำเนียบนามช้างสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์  
ส่วนที่ 4 การเปรียบเทียบความแตกต่างลักษณะทางกายภาพและถิ่นฐานระหว่างช้างเอเชียและช้างแอฟริกา
ส่วนที่ 5 การนำเสนอสารคดีเรื่องช้างไทย และการเล่นเกมส์โชคช้าง เป็นการเสี่ยงทายจากตำราโบราณ เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมนิทรรศการได้ร่วมสนุก
.
ผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการหมุนเวียน เรื่อง “ช้างมงคล” ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2565 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์) ณ ห้องวชิรญาณ 2 – 3 อาคาร 2 ชั้น 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ


ที่มา https://siamrath.co.th/n/384606 
 

'น้องหมิว' สาวสูง 92 ซม. นักศึกษาทุน “พระพันปีหลวง” เกียรตินิยมอันดับ 2 เศรษฐศาสตร์บัณฑิต มรภ.บุรีรัมย์

เปิดใจสาวพิการตัวเล็กบุรีรัมย์ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร  เศรษฐศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เผยตั้งความหวังอยากรับปริญญาตั้งแต่เด็ก พ่อ แม่ เพื่อนๆ เป็นแรงใจจนประสบผลสำเร็จ
.
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า  ได้เดินทางไปพบ นางสาววราภรณ์ สร้อยเสน หรือน้องหมิว อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10/3 หมู่ 3 ต.ทุ่งวัง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ที่สวมครุยเพื่อเตรียมตัวเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 17-26 กันยายน 2565 ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในการพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้ โดยในวันนี้ เป็นการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ ปริญญาเอก โท ตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ จำนวน 4,525 คน ที่หอประชุมมหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร
.
นางสาววราภรณ์ สร้อยเสน หรือน้องหมิว เปิดเผยว่า ตนเกิดมาไม่สมประกอบ มีความพิการที่ขาและนิ้วมือ โดยมีความสูงเพียง 92 ซม. อยู่ที่บ้านกับบิดา มารดา น้องชายและน้องสาวรวม 5 ชีวิต ในสมัยที่ตนเป็นเด็ก ได้เห็นข่าวการรับปริญญาจึงเกิดความฝันว่าตัวเองก็อยากรับปริญญาบ้าง แต่จากข้อจำกัดทางด้านร่างกายและสุขภาพ ทางบ้านจึงบอกให้อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องไปเรียน ซึ่งตนเชื่อว่าไปเรียนได้ มารดาก็เลยไปส่งเข้าเรียนชั้นอนุบาล ก็ได้เพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ ไปรับ - ส่ง ไปโรงเรียนบางครั้งก็ได้พ่อและแม่เป็นแขนขาให้ ซึ่งด้วยความรบเร้าอยากเรียนต่อ ทางบ้านจึงยินยอมให้ไปเรียน จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และคิดว่าทำอย่างไรจะได้รับพระราชทานปริญญาเหมือนเช่นคนอื่นตามที่ได้ตั้งใจไว้ ซึ่งก็รบเร้ากับมารดาอีกจนท่านใจอ่อน จากนั้นได้ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ แต่แม่ไม่มีเงินส่งให้เรียน ความฝันว่าจะได้เรียนก็พังสลายลง
.
น้องหมิว เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า ตนกลับไปนอนคิดอยู่หลายตลบ สุดท้ายจึงได้ตัดสินใจเขียนจดหมายไปถึงสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอพระราชทานทุนการศึกษา ซึ่งตอนนั้นได้แต่ภาวนาให้จดหมายไปถึงสำนักราชเลขาธิการ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงพระประชวร  แต่ต่อมาก็ได้รับหนังสือตอบกลับจาก กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง ระบุว่า”จะส่งเรียนจนจบระดับปริญญา”ความรู้สึกตอนนั้นดีใจจนบอกไม่ถูก รู้ซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้
.
ในวันนี้ ความสำเร็จก็มาถึง ความใฝ่ฝันว่าจะได้รับปริญญาก็เป็นจริง ด้วยความอดทนและวิริยะอุตสาหะ เรียนอย่างตั้งใจจนสามารถได้เกียรตินิยมอันดับ 2 แต่ความตั้งใจยังไม่หมด อยากจะเรียนในระดับปริญญาโท ซึ่งจากกำลังจากจากพ่อ แม่ เพื่อนฝูงที่ช่วยมาตลอด คิดว่าความฝันจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


ที่มา https://siamrath.co.th/n/384466 
 

สวทช. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย พัฒนา 3 พืชสมุนไพรนำร่อง คือ ขิง ไพล และฟ้าทะลายโจร

สวทช. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย ให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 5.2 หมื่นล้านบาท โดยร่วมมือกับภาคการศึกษา พัฒนา 3 พืชสมุนไพรนำร่อง คือ ขิง ไพล และฟ้าทะลายโจร
.
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ไทยมีสมุนไพรกว่า 10,000 ชนิด โดยร้อยละ 15.5 ของชนิดสมุนไพร นำมาใช้ประโยชน์ได้ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม โดยก่อนสถานการณ์โควิดมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประเทศไทยขยายตัวถึง 5.2 หมื่นล้านบาท  
.
ล่าสุด สวทช.ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “การยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม: ด้านพืช สมุนไพร” สนับสนุนการวิจัยพัฒนา ทดสอบ สาธิต และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
.
โดยเป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัด มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อเพิ่มศักยภาพให้เกษตรกรสามารถผลิตพืชสมุนไพรให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้จะนำร่องกับพืชสมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ ขิง ไพล และฟ้าทะลายโจร 
.
และเบื้องต้นมีเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ มหาสารคามและร้อยเอ็ด ให้ความสนใจนำร่องผลิตพืชสมุนไพรจำนวน 497 ราย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเกษตรกรที่อยู่ในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ประกอบกับรัฐบาลได้กำหนดให้นโยบาย BCG Economy เป็นวาระแห่งชาติ จึงเป็นโอกาสดีที่จะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เกิดโมเดลเศรษฐกิจฐานชีวภาพที่มีการใช้ประโยชน์จากการหมุนเวียนทรัพยากรไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสร้างงานและรายได้ให้กับเกษตรกร โดยไม่ทอดทิ้งปัญหาสิ่งแวดล้อมไว้ข้างหลัง 


ที่มา https://www.tnnthailand.com/news/wealth/125464/ 
 

“ทำดี ได้ดี” น้องบาส ฮีโร่ ช่วย น.ร.โดนไฟดูด มทร.ธัญบุรี มอบทุนเรียน พร้อมดูแลที่พักจนจบ ป.ตรี

น้องบาส นศ.วิทยาลัยเทคนิค ปวส.แผนกเทคนิคคอมพิวเตอร์ เข้าช่วยเหลือเด็กโดนไฟดูด ได้รับข่าวดี หลัง รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประสงค์มอบทุนการศึกษาและดูแลเรื่องที่พักให้น้องบาสเรียนจนจบปริญญาตรี
.
จากกรณีเกิดฝนตกหนักนานกว่า 2 ชม.เมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ย. ทำให้น้ำท่วมถนนเกือบทุกสายในเขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยเฉพาะถนนโพศรี หน้าสำนักงานที่ดินจังหวัด ถนนศรีสุขหน้าโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล และถนนศรีชมชื่นหลังโรงเรียนสตรีราชินูทิศ เกิดน้ำท่วมสูงเกือบ 50 ซม. การจราจรติดหนัก ผู้ปกครองที่มารับลูกๆ กลับบ้านต้องหนีน้ำท่วมกันอย่างทุลักทุเล และเวลาประมาณ 17.00 น.เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
.
เมื่อเกิดเหตุไฟดูด ด.ช.ชยุต เลยชัยภูมิ อายุ 12 ปี หรือน้องโซดา นักเรียนชายโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ชั้น ม.1/5 ต่อมามีนายอรรคชัย อาจอุดม อายุ 19 ปี หรือบาส นศ.วิทยาลัยเทคนิค ปวส.แผนกเทคนิคคอมพิวเตอร์ ขี่รถผ่านมาและรถจักรยานยนต์เครื่องดับ เห็นน้องโซดาถูกไฟดูดจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที แม้ตัวเองจะถูกไฟดูดด้วย แต่ทั้งสองคนก็รอด ท่ามกลางเสียงชื่นชมยกให้น้องบาสเป็นฮีโร่ คนแห่ชมกันทั้งเมือง
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ก.ย.มีรายงานว่า ทางเพจ “Udon iNFo” ได้รายงานความคืบหน้ากรณี “น้องบาส” ว่า
.
“รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ตั้งอยู่เลขที่ 39 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12110 ท่านได้ติดต่อผ่านทางเพจ Udon iNFo ให้ช่วยประสานน้องบาสและทางครอบครัว ท่านมีความประสงค์มอบทุนการศึกษาและดูแลเรื่องที่พักให้น้องบาส หรือ นายอรรถชัย อาจอุดม (ฮีโร่คนเก่ง) เรียนจนจบปริญญาตรี โดยอยู่ในความดูแลของทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
.
ทั้งนี้ ทางเพจฯ ต้องขอขอบพระคุณ รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด ที่มอบทุนการศึกษาและโอกาสในการศึกษาต่อให้แก่ "น้องบาส" หรือ นายอรรถชัย อาจอุดม 
.
ทางเพจได้ประสานและพูดคุยกับทางน้องแล้ว น้องบาสสนใจที่จะศึกษาต่อ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพจ Udon iNFo จะอัปเดตความคืบหน้าอีกครั้ง”
 


ที่มา https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000089612 
 

จีนพบ "แร่ชนิดใหม่" จากดวงจันทร์ โปร่งใสไร้สีสัน

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน และสำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งประเทศจีน ร่วมประกาศว่า คณะนักวิทยาศาสตร์จีนได้ค้นพบแร่ธาตุชนิดใหม่จากดวงจันทร์ ผ่านการวิจัยตัวอย่างจากดวงจันทร์ที่เก็บโดยภารกิจฉางเอ๋อ-5 (Chang’e-5) ของจีน
.
ต่งเป่าถง รองผู้อำนวยการสำนักงานกล่าวว่าแร่ดังกล่าวเป็นแร่ชนิดใหม่ที่จีนค้นพบจากดวงจันทร์ครั้งแรก และเป็นแร่ชนิดที่ 6 ที่มนุษย์ค้นพบ โดยการค้นพบครั้งใหม่นี้ทำให้จีนเป็นประเทศที่ 3 ของโลกที่ค้นพบแร่ชนิดใหม่จากดวงจันทร์
.
แร่ชนิดใหมีชื่อว่า ฉางเอ๋อไซต์-(วาย) (Changesite-(Y)) เป็นผลึกที่เรียงเป็นแนวโปร่งใสไร้สีสัน โดยถูกค้นพบจากการวิเคราะห์อนุภาคหินบะซอลต์จากดวงจันทร์ของทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยธรณีวิทยายูเรเนียมปักกิ่ง ซึ่งอยู่ในเครือของบริษัทนิวเคลียร์แห่งชาติจีน
.
ทั้งนี้ คณะกรรมการว่าด้วยแร่ธาตุใหม่ การตั้งชื่อ และการจำแนกประเภทของสมาคมแร่วิทยานานาชาติ ได้อนุมัติให้ฉางเอ๋อไซต์-(วาย) เป็นแร่ชนิดใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว
.
รายงานข่าวจาก : สำนักข่าวซินหัว


ที่มา https://mgronline.com/china/detail/9650000086947 
 

"ตี้เดียวฮู้เรื่อง" มช. สร้างปรากฏการณ์ใหม่ 9.9 สู่เป้าหมายมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม

สร้างปรากฏการณ์ใหม่ 9.9  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดตัวเว็บไซต์ ให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงนโยบาย และติดตามการบริหาร สู่เป้าหมายมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ประเดิมศูนย์บริการนักศึกษา"ตี้เดียวฮู้เรื่อง" และเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมเสนอแนวทางพัฒนามหาวิทยาลัย  
.
เมื่อวันที่ 9 ก.ย.(เดือน9) 2565 ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)  ร่วมกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างปรากฏการณ์ใหญ่ของมหาวิทยาลัย เปิดตัวช่องทางเข้าถึงนโยบายแผน 13 ผ่านแพลตฟอร์มใหม่เว็บไซต์ https://policy13.cmu.ac.th/ 
.
โดยเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ทั้ง 92 นโยบาย ใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ นวัตกรรมเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Biopolis) นวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ (Medicopolis) ล้านนาสร้างสรรค์ (Creative Lanna) การจัดการศึกษา (Educational) การวิจัยและนวัตกรรม (Research and Innovation) และการบริหารจัดการองค์กรเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ (CMU Excellence Management)
.
พร้อมกันนี้ เว็บไซต์ดังกล่าวยังมีจุดเด่น คือเป็นช่องทางรับฟังทุกความเห็น ข้อเสนอแนะ จากสมาชิกประชาคมมช.ทุกภาคส่วน  ทั้งยังสามารถติดตามสถานะการดำเนินงาน ของแผนนโยบายจากทีมบริหารได้ทันที   
.
ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เป้าหมายในการบริหาร ปี พ.ศ. 2569 เพื่อให้วิสัยทัศน์ในแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ 13 ที่สภามหาวิทยาลัยได้ให้ความเห็นชอบ สามารถบรรลุได้ ขอตั้งเป้าหมายในการบริหารในระย: 4 ปี (2565-2569) อย่างท้าทาย ด้วยการใช้เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ของแผนฯ 13 ปี พ.ศ. 2570
.
•    ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก โดย Time Higher Education University Impact Ranking (THE UIR) อยู่ใน 50 อันดับแรกของโลก 
•    ผลการประเมิน Socio-Economic Impact มากกว่า 60,000 ล้านบาท 
•    ผลการประเมินคุณภาพองค์กรตามเกณฑ์ Thailand Quality Award อยู่ในระดับ Thailand Quality Class Plus (Innovation) (TQC+ (Innovation) 
.
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยได้จัดทำแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) ขึ้น เป็นแผนกลยุทธ์ ที่มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยรวม ให้ตอบสนองต่อเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ และความต้องการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในระดับพื้นที่และประเทศ อาทิ นักศึกษา ผู้เรียน ผู้ใช้บัณฑิต ชุมชน สังคม องค์กรของรัฐและเอกชนที่เป็นผู้ใช้ผลงานทางวิชาการและวิจัย เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยและประเทศสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
.
จากวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการมุ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่รับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม และการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย ภายใต้การบริหารงานของคณะผู้บริหารใหม่ พร้อมเดินหน้าเต็มกำลัง ในการยกระดับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ตอกย้ำการดำเนินงานแผนนโยบายด้วย 9 โปรเจคหลักนำร่อง (Quick Win) ที่สำคัญ จำเป็น เร่งด่วน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ที่พร้อมพัฒนาเพื่อชาว มช. 
.
การยกระดับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม เป็นโจทย์ท้าทายที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย โดยนำความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในการแก้ปัญหา และพัฒนาการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะนวัตกรรมทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยมีความจำเป็นต้องพัฒนา เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Educational Innovation)
.
ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเร่งกระบวนการ ในการผลักดันการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัย ได้แก่ นักวิจัย เครื่องมือวิจัย องค์ความรู้ งานวิจัยภูมิปัญญา ให้นำไปสู่การใช้งานจริงเพื่อสร้างนวัตกรรม ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) การสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ (ทั้งที่เป็น Hi-Tech Startup และ Hi-Touch Startup)
.
รวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมและชุมชน (Social Innovation) ที่ต่อยอดความสำเร็จของการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม สามารถส่งต่อนวัตกรรมไปสร้างความเข้มแข็ง และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับภาคประชาชน บนพื้นฐานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างนวัตกรรมระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
.
อันจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่บรรลุวิสัยทัศน์ของการเป็น "มหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม สามารถสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญและมีความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก"
.
มช. มีการเปิดตัว 9 นโยบาย Quick Win ที่สำคัญได้แก่ 1.ยกระดับ 100 เทคโนโลยี จากงานวิจัยสู่เส้นทางนวัตกรรม 2.ต่อยอด 50 ความร่วนมือจากงานวิจัยสู่เส้นทางสร้างชื่อ มช.บนเวทีโลก 3.ปักหมุด 99 งานวิจัยผลกระทบสูงเตรียมความพร้อมใช้งานจริง4.บุคลากร มช. คุณภาพชีวิตดี มีประกันสุขภาพให้ 5.เพิ่มจุดรอรถไฟฟ้า36 สถานี ครอบคลุม 3 แคมปัส 6.ปั้น 99 ผู้นำการเปลี่ยนแปลง Social change agents เพื่อแก้ปัญหาสังคม 7.นักศึกษา มช. เงินหาย เงินหมด ไม่อดข้าว   Token to care  8.มอบโอกาสที่เท่าเทียม สมัครเรียน มช. ฟรี และ 9.ชาว มช. สุขภาพดี มีศูนย์ฯ ไผ่ล้อม พร้อมดูแล
.
ทั้งนี้ ยังจัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จากพลังนักศึกษาและบุคลากร มช. เพื่อเปิดโอกาสให้ร่วมเสนอแนวทางพัฒนามหาวิทยาลัยแก่คณะผู้บริหาร พร้อมกิจกรรมเปิดตัวศูนย์บริการนักศึกษา “ตี้เดียว ฮู้เรื่อง” (SDD One Stop Service) ณ บริเวณลานอาคารองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อ.มช.) ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัย ระยะที่ 13 ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับนักศึกษาได้แบบจุดเดียวจบครบทุกเรื่อง  

 
.
รศ.ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่าศูนย์บริการนักศึกษา“ตี้เดียว ฮู้เรื่อง : SDD  One Stop Service” เป็นโครงการภายใต้แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัย ระยะที่ 13 เพื่อเอื้อประโยชน์สูงสุดแก่นักศึกษา ได้มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาด้านข้อมูลข่าวสาร ความช่วยเหลือนักศึกษ  าที่กระจายตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ให้รวมอยู่จุดเดียวได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดการเดินทาง เพื่อให้การช่วยเหลือนักศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การยืม - คืนอุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์การจัดกิจกรรม การเบิกจ่ายประกันอุบัติเหตุ การแจ้งของหาย LOST & FOUND การปรึกษาปัญหาทั่วไป และจุดติดต่อเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถติดต่อ ตี้เดียว ฮู้เรื่อง : ศูนย์บริการ SDD One Stop Service ได้ที่ ลานกิจกรรม อ.มช. หรือ โทร. 097-445-296


ที่มา https://www.thansettakij.com/tech/innovation/539985 
 

รู้จัก “ร่องมรสุม” ตัวการสำคัญของ “ฝนตกหนัก”

ในช่วงที่ผ่านมาในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งได้สร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับการดำเนินชีวิต หนึ่งในเหตุผลหลักๆ ก็คือฝนที่ตกหนัก ซึ่งมีปัจจัยจากหลายๆ ด้านจากธรรมชาติ หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ฝนตกหนักในช่วงนี้ก็คือ “ร่องมรสุม” ที่เราจะได้ยินกันบ่อยครั้งจากประกาศของทางกรมอุตุนิยมวิทยา
.
ตัวอย่างประกาศวันที่ 11 ก.ย. 65 “ในช่วงวันที่ 11 - 13 ก.ย. 65 ร่องมรสุมกำลังปานกลางพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง”
.
“ร่องมรสุม” (Monsoon Trough) เป็นโซนหรือแนวแคบ ๆ ที่ลมเทรดหรือลมค้าในเขตร้อนของทั้ง 2 ซีกโลกมาบรรจบกัน คือ ลมค้าตะวันออกเฉียงเหนือของซีกโลกเหนือกับลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ของซีกโลกใต้ มีลักษณะเป็นแนวพาดขวางในทิศตะวันออก - ตะวันตก ในร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุมเป็นบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ มีกระแสอากาศไหลขึ้น-ลงสลับกัน ร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุมจะอยู่ในเขตร้อนใกล้ๆ เส้นศูนย์สูตร และจะมีการเลื่อนขึ้น-ลงตามแนวโคจรของดวงอาทิตย์โดยจะล้าหลังประมาณ 1-2 เดือน ความกว้างของร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุมประมาณ 6 - 8 องศาละติจูด เป็นบริเวณที่มีเมฆมากและฝนตกอย่างหนาแน่น ฉะนั้น เมื่อร่องนี้ประจำอยู่ที่ใดหรือผ่านที่ใดก็จะทำให้ที่นั้นฝนตกอย่างหนาแน่นได้
.
ร่องมรสุมเกิดจาก แนวความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดฝนตก ซึ่งเป็นลักษณะอากาศของประเทศไทย แนวร่องความกดอากาศต่ำจะอยู่ในแนวทิศตะวันตก และทิศตะวันออก ร่องมรสุมจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ เช่น เมื่อดวงอาทิตย์โคจรอ้อมไปทางทิศเหนือ ร่องมรสุมก็จะเคลื่อนที่ตามไปด้วย การเคลื่อนที่ของร่องมรสุมมีผลต่อการเปลี่ยนทิศทางการรับลม เช่น ร่องมรสุมที่เคลื่อนที่ไปทางด้านทิศเหนือ บริเวณที่รับลมทางด้านทิศเหนือจะเปลี่ยนไปเป็นการรับลมจากทางด้านทิศใต้ทันที ร่องมรสุมมีผลต่อการเกิดฝนตกอันเนื่องมาจากสาเหตุข้างต้นคือ ทำให้อากาศบริเวณดังกล่าวยกตัวลอยสูงขึ้น ขยายตัวกลายเป็นเมฆฝน บริเวณร่องมรสุมจึงมักมีเมฆมากและมีฝนตก ส่วนประเทศไทยร่องมรสุมเกิดจากการปะทะกันของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ มีผลทำให้เกิดฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ถ้าแนวชนของร่องมรสุมทั้งสองชนกันยิ่งแคบจะเกิดเป็นพายุฝนฟ้าคะนองได้ง่าย และถ้าเกิดร่องมรสุมนาน จะส่งผลให้เกิดฝนตกนานทำให้เกิดน้ำท่วมได้เช่นกัน
.
ในส่วนของ “มรสุม” นั้นเป็นการหมุนเวียนส่วนหนึ่งของลมที่พัดตามฤดูกาล คือ ลมประจำฤดู เป็นลมแน่ทิศ และสม่ำเสมอ คำว่า "มรสุม” หรือ Monsoon มาจากคำ Mausim ในภาษาอาหรับ แปลว่า “ฤดูกาล” ในครั้งแรกได้นำคำนี้มาใช้เรียกลมที่เกิดในทะเลอาหรับก่อน ลมนี้เป็นลมที่พัดมาจากภาคพื้นทวีปแถบประเทศอาฟกานิสถาน ปากีสถานและตอนเหนือของประเทศอินเดีย ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ทะเลอาหรับ เป็นระยะเวลา 6 เดือน แล้วเปลี่ยนกลับไปในทิศทางตรงข้าม คือ จากทะเลอาหรับเข้าสู่ภาคพื้นทวีปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะเวลา 6 เดือน เช่นกัน ต่อมาได้นำคำนี้ไปใช้เรียกลมที่มีลักษณะอย่างเดียวกันแต่เกิดขึ้นในส่วนอื่นของโลกด้วย
.
สาเหตุใหญ่ๆ ในการเกิดมรสุม คือ เกิดขึ้นเนื่องจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของพื้นดิน และพื้นน้ำทำนองเดียวกับลมบกลมทะเล ในฤดูหนาวอุณหภูมิของดิน ภาคพื้นทวีปเย็นกว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่อยู่ใกล้เคียง อากาศเหนือพื้นน้ำจึงมีอุณหภูมิสูงกว่าและลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน อากาศเหนือทวีปซึ่งเย็นกว่าไหลเข้าไปแทนที่ ทำให้เกิดเป็นลมพัดออกจากทวีป พอถึงฤดูร้อนอุณหภูมิของดินภาคพื้นทวีปร้อนกว่าน้ำในมหาสมุทร เป็นเหตุให้เกิดลมพัดไปในทิศทางตรงกันข้าม
.
และมรสุมหรือลมประจำฤดูที่มีกำลังแรงจัดที่สุด ได้แก่ มรสุมที่เกิดในบริเวณภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย อันเป็นที่ตั้งของประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาว ไทย มาเลเซีย พม่าบังคลาเทศ อินเดียและปากีสถาน โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของมรสุม ลมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มต้นพัดเข้าสู่ภาคกลางของประเทศ ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระยะของฤดูฝน ต่อจากนั้นลมจะแปรปรวน และเริ่มเปลี่ยนเป็นทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณปลายเดือนตุลาคมไปจนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระยะเวลาของฤดูหนาว


ที่มา https://mgronline.com/science/detail/9650000087215 
 

“รถไฟความเร็วสูง” “รถไฟทางคู่ ต่างกันอย่างไร?

“รถไฟความเร็วสูง” เป็นรถไฟที่ถูกออกแบบมาเพื่อการขนส่งผู้โดยสารเท่านั้น มีความเร็วมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่ “รถไฟรางคู่” นั้น หมายถึงรถไฟแบบดั้งเดิม ที่ได้รับการขยายเพิ่มจำนวนรางมากขึ้นเป็น 2 เส้น ซึ่งรถไฟแบบดั้งเดิมนี้ สามารถที่จะขนย้ายได้ทั้งผู้โดยสาร และสินค้าในขบวนเดียวกัน ตามแต่การเชื่อมต่อขบวนรถไฟ
.
ในอดีตที่ผ่านมา การรถไฟของไทย ใช้รถไฟแบบดั้งเดิมทั้งเพื่อการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางวิศวกรรมรถไฟที่เปลี่ยนแปลงไป รถไฟความเร็วสูงได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว และได้รับการยกย่องว่าเป็น “ยานพาหนะแห่งศตวรรษที่ 21” มีความสามารถที่จะขนส่งผู้โดยสารในระยะทางที่ไกลขึ้นได้ ด้วยค่าใช้จ่ายที่สามารถเอื้อมถึง
.
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับโครงข่ายการคมนาคมระบบรางของประเทศ อันจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้า
สำหรับความแตกต่างโดยทั่วไประหว่างรถไฟ และรถไฟความเร็วสูงมีดังนี้
.
ความเร็ว
รถไฟ มีความเร็วสูงสุดที่  100 – 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รถไฟความเร็วสูง มีความเร็วสูงสุดที่  250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
ระยะห่างระหว่างสถานี
ระยะห่างระหว่างสถานีรถไฟ น้อยกว่า สามารถเชื่อมโยงระดับอำเภอต่ออำเภอ
ระยะห่างระหว่างสถานีรถไฟความเร็วสูง มากกว่า เน้นการเชื่อมโยงระหว่างเมืองใหญ่
.
วัตถุประสงค์
รถไฟ ใช้เพื่อการขนส่งผู้โดยสารระยะใกล้ หรือเพื่อการขนส่งสินค้า
รถไฟความเร็วสูง ใช้เพื่อการขนส่งผู้โดยสารระยะกลาง - ไกลเท่านั้น
.
พลังงานต้นกำลัง
รถไฟ สามารถรองรับได้ทั้งหัวจักรดีเซล และหัวจักรไอน้ำ
รถไฟความเร็วสูง ใช้ไฟฟ้าเป็นต้นกำลังขับเคลื่อน
.
ระบบการส่งไฟฟ้า
รถไฟ สามรถขับเคลื่อนได้ด้วยเชื้อเพลิงที่บรรทุกไปกับขบวน ไม่ต้องการระบบการส่ง-จ่ายไฟฟ้า
รถไฟความเร็วสูง ต้องการระบบการส่ง-จ่ายไฟฟ้าตลอดเส้นทาง ซึ่งประเทศไทยเลือกใช้ระบบ กระแสสลับ ขนาด 25 kV AC ความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งเป็นระบบที่รถไฟความเร็วสูงส่วนใหญ่ของโลกเลือกใช้ 
.
#โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงไทย #เชื่อมไทยเชื่อมโลก
#สร้างไทยไปด้วยกัน #ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
#PMOC #ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี


ที่มา https://web.facebook.com/PMOCNEWS/posts/406159095031628 
 

รัฐพิธีพระบรมศพ Queen Elizabeth II การแสดงออกถึงความนับถือจากปวงชนชาวอังกฤษ

เรื่องโดย : อนุดี เซียสกุล อดีต Radio Journalist, วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย
.
รัฐพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ ๒ ของอังกฤษเริ่มขึ้นในวันพุธที่ ๑๔ กันยายนตามเวลาในกรุงลอนดอนคือ ๑๔.๒๒ น.
.
ขบวนเริ่มด้วยทหารรักษาพระองค์ที่เรียกว่า The Household Cavalry, The Grenadier และ Scots Guards ในเครื่องแบบเต็มยศงดงามนำขบวน ตามด้วยรถปืนใหญ่ที่มีแต่ล้อและรางสำหรับวางหีบพระบรมศพ หลังรถพระบรมศพ เป็นขบวนที่นำโดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๓, เจ้าหญิงแอนน์, เจ้าชายแอนดรูว์ และเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เสด็จพระราชดำเนินตาม ในแถวถัดไปคือ เจ้าชายวิลเลียม, เจ้าชายแฮรี่ และพระราชวงศ์ใกล้ชิดพระองค์อื่น ๆ
.
นอกจากพระราชวงศ์แล้ว ในแถวถัดไปเป็นข้าราชบริพารที่สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระราชินีนาถ และข้าราชบริพารของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าชายมกุฎราชกุมารร่วมด้วย ขบวนพระบรมศพไม่ยาวนัก เพื่อให้ท่านเห็นภาพชัดเจน บนหีบพระบรมศพคลุมด้วยธงประจำพระองค์ คือ Royal Standard, มีพระมหามงกุฎ ชื่อ The Imperial State Crown และดอกไม้ที่สมเด็จพระราชินีทรงโปรดวางอยู่บนธงเช่นกุหลาบขาว (เมื่อพระบรมศพขึ้นตั้งในเวสต์มินสเตอร์ฮอลล์ (Westminster Hall) แล้วจะมีลูกโลกและคทา มาวางเพิ่ม)
.
ขบวนพระบรมศพเคลื่อนออกจากพระราชวังบัคกิ้งแฮมตรงตามเวลาที่กำหนด สองข้างทางของถนนที่ชื่อว่า The Mall อันเป็นถนนหน้าพระราชวังเนืองแน่นไปด้วยประชาชนหากแต่เงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าของเหล่าทหารรักษาพระองค์
.
การนำเสด็จพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ ๒ ไปตั้งเป็นรัฐพิธีที่ 'เวสต์มินสเตอร์ ฮอลล์' (Westminster Hall) จะผ่านเส้นทางที่เป็นใจกลางกรุงลอนดอนซึ่งนักท่องเที่ยวจะรู้จักกันดี, เช่นผ่าน ตึกขาวสองข้างทางที่เรียกว่า Whitehall, Horse Guards Arch เข้าสู่ Parliament Square
.
สถานที่ที่เรียกว่า Westminster Hall นี้เป็นห้องโถงที่ใหญ่มากมีเพดานที่สร้างด้วยไม้ขนาดใหญ่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๑ แต่รอดพ้นไฟไหม้มาถึงสองครั้งและที่นี่เคยเป็นพระราชวังมาก่อนคือ Westminster Palace
.
เมื่อขบวนพระบรมศพมาถึงสถานที่ที่จะตั้งแล้ว ทหารพระจำพระองค์ได้เคลื่อนพระบรมศพไปยังแท่นที่ตั้ง, อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี  ซึ่งเทียบได้กับสมเด็จพระสังฆราชได้ทำพิธีทางศาสนาและพระผู้ใหญ่คนอื่น ๆ
.
ภายในห้องโถงนี้มีเหล่าขุนนาง นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน, นักการเมืองระดับสูงจากสกอตแลนด์, เวลส์ และแขกอีกจำนวนมากยืนเรียงรายรอบ ๆ ห้องโถงอย่างเงียบสงบ เมื่อพิธีทางศาสนาและทางทหารเสร็จสิ้นลงแล้ว พิธีสุดท้ายคือ การยืนประจำการเฝ้าพระบรมศพทั้งสี่มุมโดยทหารรักษาพระองค์ซึ่งจะยืนก้มหน้าสงบนิ่งตลอดเวลาจนกว่าจะมีการเคลื่อนพระศพไปประกอบพิธีที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ในวันจันทร์หน้า หากแต่จะมีการผลัดเปลี่ยนตัวคนตามเวลาที่กำหนด
.
หลังจากที่พิธีการต่าง ๆ เสร็จสิ้นลงและพระราชวงศ์เสด็จกลับ ทางการได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระราชินีของเขาโดยเริ่มตั้งแต่เวลาบ่ายห้าโมงเย็นตามเวลาในกรุงลอนดอนตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งตามรายงานข่าวของบีบีซีภาษาอังกฤษบอกว่ามีประชาชนจำนวนมากได้เข้าคิวยาวเหยียดเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรแล้วและรัฐบาลคาดว่าผู้คนที่ต้องการเข้าไปถวายอาลัยอาจใช้เวลารอนานถึง ๓๐ ชั่วโมงทีเดียว
.
สำหรับบรรยากาศตลอดสองข้างทางของขบวนพระบรมศพไปตั้งยังเวสต์มินสเตอร์ฮอลล์(Westminster Hall) เมื่อวานนี้มีประชาชนมาเฝ้าชมเต็มสองข้างทาง อันแสดงถึงความสนใจและระลึกถึงพระประมุขที่ทรงครองราชย์สมบัตินานที่สุดและทรงเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ที่รักและนับถือของคนทั่วไปอย่างแท้จริง
.
ในห้วงเวลาของพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ ๒ นี้ อาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนชาวอังกฤษว่ารู้สึกอย่างไรต่อสถาบันอันเก่าแก่นี้ของพวกเขา
.
อ้างอิง : การถ่ายทอดสดของโทรทัศน์บีบีซี Queen Elizabeth II: A day-by-day guide from now to the funeral, BBC News, HM the Queen: lay-in-state BBC News


ที่มา https://thestatestimes.com/post/2022091505 
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top