Tuesday, 6 December 2022
NEWSFEED

มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา นำศาสตร์พระราชา ผลักดันสุพรรณบุรี สู่เมืองสมุนไพรไทย

ศูนย์การศึกษาอู่ทองฯ มบส.เร่งผลักดันสุพรรณบุรีเมืองสมุนไพร พร้อมทำเอ็มโอยูร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อช่วยด้านการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ
.
รศ.สายัณ พุทธลา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา(มบส.) เปิดเผยว่า ตามที่ ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดี มบส.ได้มอบหมายให้ทางศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี จังหวัดสุพรรณบุรี จัดทำโครงการศูนย์การเรียนรู้ การวิจัย และพัฒนานวัตกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้สมุนไพร ศาสตร์พระราชา และการสร้างเสริมฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงวัย และประชาชนทั่วไปในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 ใน 10 อำเภอ
.
โดยทางศูนย์การศึกษาอู่ทองฯ ได้เข้าไปช่วยชาวบ้านตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ คือการวิเคราะห์ภูมิประเทศต่างๆของแต่ละพื้นที่ว่ามีความสมบูรณ์ในการปลูกพืชสมุนไพรอะไรได้บ้าง ซึ่งพบว่าสมุนไพรพื้นบ้านที่น่าสนใจและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี เช่น ขมิ้น มะกรูด กระชาย ขิง ข่า และตะไคร้ เป็นต้น จากนั้นได้เชิญตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของหมู่บ้านเข้ามาทำงานร่วมกันด้วยการเป็นต้นแบบในการนำร่องปลูกผลผลิตที่เน้นพืชสมุนไพรเป็นหลัก
.
ด้าน ผศ.ดร.ปณิตา แจ้ดนาลาว ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี กล่าวว่า ทางศูนย์การศึกษาอู่ทองฯ ได้เร่งดำเนินงานโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเรื่องการปลูกและแปรรูปสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในครัวเรือนและส่งให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ นำไปใช้ในการรักษาโรค ที่สำคัญยังเป็นการสนองนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาเป็นอีกหน่วยงานหลักในการผลักดันจังหวัดสุพรรณบุรีให้เป็นเมืองสมุนไพร ส่วนการทำงานของศูนย์การศึกษาอู่ทองฯ ในปีงบประมาณ 2565 นั้นได้มีการสานต่อโครงการศูนย์การเรียนรู้ฯ มีการติดตามผลการดำเนินงานที่เข้าไปส่งเสริมว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรบ้าง ผลปรากฏว่าชาวบ้านพอใจที่ทางศูนย์การศึกษาอู่ทองฯ ได้เข้าไปให้ความรู้และส่งเสริมการปลูกสมุนไพรทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้น รวมถึงยังได้มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อใช้ในครัวเรือน เช่น สบู่ ยาหม่อง เครื่องสำอาง และเครื่องดื่ม เป็นต้น แต่ชาวบ้านก็มีความกังวลเรื่องการตลาดว่าพืชสมุนไพรที่ผลิตออกมานั้นจะขายได้หรือไม่ และอยากให้เราช่วยวางแผนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องด้วย
.
“ มบส.ได้มีการวางแผนแก้ปัญหาให้แก่ชาวบ้านไว้แล้ว โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาจะทำบันทึกความร่วมมือ เอ็มโอยูร่วมกับทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุพรรณบุรีในเร็ว ๆ นี้ ที่จะมาช่วยกันส่งเสริมการปลูกสมุนไพรให้มีมาตรฐาน เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการวัตถุดิบจากสมุนไพร การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพร และทางจังหวัดพร้อมให้ใช้โลโก้น้องเหน่อ มาเป็นแบรนด์ในการทำตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ 
.
นอกจากนี้ทางคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มบส.ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยกัญชาและกัญชง เพื่อศึกษาและดำเนินงานวิจัยยา โดยการนำสมุนไพรเศรษฐกิจอย่างกัญชา กัญชงมาผสมผสานกับสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโรคด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องการทำวิจัยคงต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เราก็ตั้งใจที่จะทำอย่างเต็มที่
.
ในปี 2566 เราก็หวังว่าจะได้รับงบฯจากทางจังหวัดสุพรรณบุรี ที่จะมาสานต่องานต่างๆ ทั้ง10 อำเภอ หากไม่ได้รับงบฯจากทางจังหวัด เราก็พอจะมีงบฯจากมหาวิทยาลัยที่จะมาดำเนินงานบ้างในการพัฒนาพื้นที่อำเภออู่ทอง เพื่อปักหมุดนำร่องให้เห็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบก่อน ส่วนอีก9 อำเภอเราก็ไม่ได้ปิดกัน หากได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากจังหวัดสุพรรณบุรี ก็จะสามารถทำงานได้อย่างทั่วถึง ที่ผ่านมาผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีให้การสนับสนุนและร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อชาวสุพรรณบุรี” ผศ.ดร.ปณิตา กล่าว


ที่มา https://www.komchadluek.net/news/education/533711 
 

ศธ.เตรียมเสนอ ยูเนสโก ยกย่อง ‘ในหลวง ร.9’ เป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าของโลก

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2565 ที่ผ่านมา น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ มอบหมายให้นายอรรถพล สังขวาสี รักษาราชการแทนปลัด ศธ. ไปจัดข้อมูลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเสนอให้องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ประกาศยกย่องเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าของโลก
.
เนื่องจากพระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนชาวไทย และในวันที่ 5 ธันวาคม 2570 จะเป็น วาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย
.
ด้าน นายอรรถพล กล่าวว่า เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา ที่ประชุมยูเนสโกประกาศยกย่องพระนามสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นบุคคลสำคัญของโลก ตามที่ประเทศไทยเสนอ
.
โดยคาดว่าภายในต้นปี 2566 จะเฉลิมฉลอง ในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และในปีถัดไป ศธ.จะเสนอพระนามในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อประกาศยกย่องเป็นบุคคลทรงคุณค่าของโลก
.
เนื่องจากพระองค์ท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน ทั้งยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานับประการเพื่อปวงชนชาวไทย ตั้งแต่ดินถึงฟ้า ไม่ว่าจะเป็น การแก้ปัญหาเรื่องดินในการทำการเกษตร และโครงการพระราชดำริฝนหลวง เพื่อสร้างฝนเทียม สำหรับบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำในการเกษตร
.
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนส่งเรื่องดังกล่าวให้น.ส.ตรีนุชเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ ครม.เสนอเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักพระราชวัง เพื่อกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสนอพระนามในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นบุคคลผู้ทรงคุณค่าของโลก และจะแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อเสนอข้อมูล และเหตุผลในการเสนอชื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ยูเนสโกประกาศเป็นบุคคลทรงคุณค่าของโลกต่อไป


ที่มา https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_7320146 
 

สหรัฐชวนไทย ลงนาม MOU ไซเบอร์ ป้องอาชญากรรมออนไลน์เด็ก

สหรัฐอเมริกา สนใจ ลงนาม MOU Cyber ไทย หวังดึงกลุ่มลงทุนเข้าไทย 
.
การนี้นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม และ นาย อะเลฮันโดร มาโยกัส  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา  ร่วมหารือเเลกเปลี่ยน ทางด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระหว่างร่วมงาน Singapore international Cyber week  ณ ประเทศสิงคโปร์  
.
ซึ่ง นาย อะเลฮันโดร มาโยกัส  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา  ได้ระบุว่าทางสหรัฐอเมริกา สนใจที่จะลงนาม MOU กับประเทศไทย ในเรื่องความร่วมมือด้านการป้องกันภัยไซเบอร์ หรือ Cyber security  เเละมุ่งเน้น ไปที่วิธีจัดการอาชญากรรมออนไลน์ที่เกี่ยวกับเยาวชนและต้องการให้คนไทยได้รับการฝึกอบรมเรื่อง Cyber security โดยเรียนรู้จากสถาบัน  Idaho National Laboratory ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียง ของสหรัฐอเมริกา  
.
นอกจากนี้สหรัฐอเมริกา ยังเน้นย้ำเรื่องการป้องกัน scams ซึ่งทางสหรัฐอเมริกามีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ เพื่อไม่ให้คนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์เหล่านี้อีก      
.
ขณะที่ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม ได้กล่าวเชิญให้บริษัทในสหรัฐอเมริกามาลงทุนเรื่องการตั้งธุรกิจดิจิทัลในประเทศไทยซึ่งตอนนี้กำลังเติบโตไปได้ด้วยดี   
.
ทั้งนี้ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม ยังได้พบกับ การหอการค้า สหรัฐอเมริกา พร้อมกับบริษัททางด้าน Cyber security ประมาณ 40 บริษัทที่ให้ความสนใจลงทุนในไทยด้วย


ที่มา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม
 

มหาวิทยาลัยจากจีนแผ่นดินใหญ่ 7 แห่ง ติดโผ 100 อันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก

เมื่อวันพุธ (12 ต.ค.) ที่ผ่านมา นิตยสารไทมส์ ไฮเออร์ เอดูเคชัน (THE) ของสหราชอาณาจักร เปิดเผยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ประจำปี 2023 ซึ่งพบว่ามีมหาวิทยาลัยจากจีนแผ่นดินใหญ่ 7 แห่ง ติดใน 100 อันดับแรก เพิ่มขึ้นจาก 6 แห่งเมื่อปีก่อน
.
มหาวิทยาลัยชิงหัว และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ติดอันดับที่ 16 และ 17 ตามลำดับ ขณะที่มหาวิทยาลัยอีก 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน และมหาวิทยาลัยหนานจิง
.
ฟิล บาตี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความรู้ของนิตยสาร เผยว่า แม้กลุ่มมหาวิทยาลัยฝั่งตะวันตกจะยังคงครองอันดับต้นๆ ในการจัดอันดับปีนี้ ทว่ากลุ่มมหาวิทยาลัยเอเชียตะวันออกและตะวันออกกลางต่างกำลังไต่อันดับขึ้นมาเช่นกัน
.
บาตีคิดว่าความก้าวหน้าดังกล่าวถือเป็นข่าวดีสำหรับทั่วโลก พร้อมเสริมว่าการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงกำลังเปิดกว้างทั่วโลก และช่วยลดการเกิดภาวะสมองไหล (Brain Drain) หรือการย้ายถิ่นฐานของเหล่าหัวกะทิจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาลงได้
.
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกปีนี้ ครอบคลุมมหาวิทยาลัย 1,799 แห่งจาก 104 ประเทศและภูมิภาค ทำให้กลายเป็นหนึ่งในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีขนาดใหญ่และหลากหลายที่สุด โดยประเมินจากผลการปฏิบัติงาน 5 ด้าน ได้แก่ การสอน การวิจัย ผลงานทางวิชาการที่ได้รับการอ้างอิง ความเป็นสากล และรายได้ทางอุตสาหกรรม
.
อนึ่ง มหาวิทยาลัยสองอันดับแรกของโลกในปีนี้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตามลำดับ ส่วนมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดครองอันดับ 3 ร่วมกัน


ที่มา https://mgronline.com/china/detail/9650000098660 
 

นุติ หุตะสิงห นิสิตจุฬา ฯ แชมป์ “FameLab Thailand 2022”

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเวทีเฟ้นหา นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ในโครงการแข่งขัน FameLab Thailand 2022 รอบชิงชนะเลิศ ขึ้น ผลปรากฏว่า
.
นายนุติ หุตะสิงห นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการนำเสนอในหัวข้อ “A piece of cake – sugar reduction technique in food without compromising the taste quality by uneven distribution of sugar” พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน FameLab International Competition (Online) ในงาน Cheltenham Science Festival 2022 ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 ต่อไป
.
ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า โครงการแข่งขัน “FameLab Thailand 2022” จัดขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ โดยโครงการนี้จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของนักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์ไปอย่างสิ้นเชิง มุ่งเน้นการสื่อสารที่ทำให้วิทยาศาสตร์เข้าใจง่ายน่าสนใจสำหรับประชาชนทั่วไปให้เกิดความตระหนักรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ โดยหวังว่าเวทีนี้จะสร้างเครือข่ายของกลุ่มนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ในสังคม และพร้อมจะสร้างบุคลากรด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เพื่อที่จะได้ก้าวต่อไปเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพให้กับประเทศไทยและระดับนานาชาติต่อไป
.
สำหรับการแข่งขันฯ ในรอบชิงชนะเลิศ มีผู้ผ่านรอบคัดเลือกจากทั่วประเทศจำนวน 11 คน เพื่อมานำเสนอและสื่อสารเรื่องราวหัวข้องานวิจัย หรือ เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและน่าติดตามภายในเวลา 3 นาที ซึ่งได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน คือ ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ , คุณเดวิด โทมัส อุปทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ มาร่วมตัดสินในการแข่งขันฯ ดังกล่าว  โดยมีผลการแข่งขันฯ รอบชิงชนะเลิศ ดังนี้
.
รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัลรวม 25,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน FameLab International Competition ในงาน Cheltenham Science Festival 2022 ได้แก่ นายนุติ หุตะสิงห นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากการนำเสนอในหัวข้อ “A piece of cake – sugar reduction technique in food without compromising the taste quality by uneven distribution of sugar”
.
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัลรวม 15,000 บาท ได้แก่ นางสาวปาณิสรา หมวดสง นักศึกษาแพทย์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จากการนำเสนอในหัวข้อ “Epigenetics : Lights can be switched on and off...can our genes too?”
.
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัลรวม 10,000 บาท ได้แก่ นายพิชญุตม์ ธนัญชยะกุล นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาเคมีอินทรีย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จากการนำเสนอในหัวข้อ “How to ship hydrogen across an ocean”
.
รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล เงินรางวัลละ 5,000 บาท ได้แก่
1. นายธนกฤต ศรีวิลาศ เจ้าของเพจ The Principia จากการนำเสนอในหัวข้อ “Electric Vehicle... is it green?”
2. นายณัฐพล คงสิบ นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากการนำเสนอในหัวข้อ “Ohmic heating technique to harden quickly geopolymer for fixing the holes on the road.”
.
ดร.กรรณิการ์ ทิ้งท้ายแสดงความยินดี “ขอชื่นชมทุกคนที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ผู้เข้าแข่งขันทุกท่าน การแข่งขันนี้ถือเป็นประสบการณ์สำคัญของทุกคนที่จะได้เข้ามาสู่วงการของนักสื่อสารวิทยาศาสตร์เป็นตัวแทนในการสื่อสารให้ผู้คนและสังคมได้เข้าใจถึงเรื่องราวของวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้นและนำไปสู่การสร้างสังคมวิทยาศาสตร์ที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต”


ที่มา https://www.komchadluek.net/news/education/533467 
 

อาจารย์ ม.มหิดลแนะแนว 5 วิธี สอบภาษาอังกฤษให้ผ่านเกณฑ์

อาจารย์สอนภาษาอังกฤษมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี แนะแนวทาง 5 วิธี สอบภาษาอังกฤษให้ผ่านเกณฑ์  มุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้เยาวชนไทยเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อชีวิตก้าวไกลสู่สากล 
.
ในโลกยุคปัจจุบัน หากต้องการพัฒนาตนเอง เพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพ และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนสนับสนุนให้เปิดประสบการณ์การใช้ชีวิตและการทำงานในระดับสากล ดังนั้นความรู้ด้าน “ภาษาอังกฤษ” โดยฉพาะด้านการสื่อสารจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเป็นภาษาสากลที่ใช้สื่อสารกับผู้คนต่างชาติต่างภาษา และการสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน  ก็จะเป็นการการันตีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในระดับสากล ให้กับตัวเราได้อีกด้วย 
.
อาจารย์ ดร.นิธิมา สุทะพินธ์ อาจารย์สอนรายวิชาภาษาอังกฤษ สังกัดสาขาวิทยาศาสตร์และศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ได้เปิดเผยว่า “เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา สาขาวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี  การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษาได้รับข้อมูลจากการแชร์ประสบการณ์และตอบคำถามเกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยมหิดล (MU-ELT) และการเข้าร่วมโครงการอบรมภาษาอังกฤษเข้มข้นสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ช่องทาง Live สด ผ่านสื่อสังคมออนไลน์  https://fb.watch/fPHg9iHRim/?mibextid=ma8js8  Facebook Fan Page เพื่อการศึกษา สาขา SLA Mahidol University, Kanchanaburi Campus  และเปิดโอกาสให้กับผู้สนใจทั่วไปได้รับชมด้วย
.
โดยครั้งนี้มีนักศึกษา ชั้นปีที่ 3 จากสาขาวิชาต่าง ๆ มาร่วมพูดคุย แชร์ประสบการณ์ การเตรียมตัว เคล็ดลับ เรื่องการเรียนและกลยุทธ์วิธีการ สอบวัดระดับภาษาอังกฤษและเรียนในโครงการอบรมภาษาอังกฤษเข้มข้นสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีให้ผ่านก่อนเรียนจบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ กับนักศึกษารวมทั้งผู้ที่สนใจจะสอบภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการเรียนและการทำงาน  และเป้าหมาย ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาระดับปริญญาตรี ของมหาวิทยาลัยมหิดล ต้องสอบผ่านเกณฑ์การประเมินความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดตามเกณฑ์ เพื่อสำเร็จการศึกษา จึงมีการจัดการสอบ MU-ELT มหาวิทยาลัยจะจัดสอบทุกภาคการศึกษา นักศึกษาสามารถสอบได้หลายครั้งจนกว่าจะได้คะแนนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด โดยได้ แนะนำวิธีการ หลัก ๆ 5 วิธี ดังนี้   
.
1. ทำความเข้าใจลักษณะข้อสอบให้ละเอียดว่าข้อสอบเน้นวัดผลอะไรบ้าง ข้อสอบแบ่งออกเป็นกี่ส่วน เวลาการในการทำข้อสอบ รู้จำนวนข้อ และวิธีการทำข้อสอบ เช่น เป็นการสอบแบบ Computer-Based แบบ Internet-Based หรือแบบ Paper-Based เพื่อเตรียมตัวฝึกฝนให้ดีก่อนเข้าห้องสอบ
.
2. สำหรับข้อสอบฟัง ควรใช้เวลาฝึกฝนที่ยาวนาน เน้นฝึกโดยสม่ำเสมอ ฟังภาษาอังกฤษจากหลายแหล่งและหลายสำเนียงเพื่อให้เกิดความคุ้นชิน ซึ่งสามารถฟังเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจเพื่อทำให้สามารถฟังได้นานขึ้น แล้วแบ่งเวลาบางส่วนไปฝึกทำข้อสอบฟังด้วย
.
3. สำหรับข้อสอบไวยากรณ์และข้อสอบคำศัพท์ เน้นฝึกทำข้อสอบบ่อยๆ นำคำศัพท์ที่พบมาฝึกฝนและหาคำอธิบายเกี่ยวกับไวยากรณ์เพิ่มเติมจากหนังสือหรือคลิปสอนภาษาอังกฤษอื่นๆ ส่วนข้อสอบอ่านควรอ่านคำถามก่อนที่จะเริ่มอ่านบทอ่านจะช่วยลดเวลาในการอ่านและสามารถทำข้อสอบได้ทันเวลา
.
4. การฝึกฝนทำข้อสอบภาษาอังกฤษควรใช้เวลาฝึกด้วยตัวเองและแบ่งเวลาทำข้อสอบไปพร้อมเพื่อนๆ ด้วย ซึ่งเพื่อนจะช่วยเป็นกำลังใจให้กันและกัน ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และเพื่อนจะมีการปรึกษาเพื่อช่วยกันหาคำตอบจะทำให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
.
5. สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ควรเตรียมพร้อมให้ดีก่อนสอบแต่เนิ่น ๆ แต่เมื่อใกล้สอบควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงก่อนสอบ ศึกษาเส้นทางการเดินทางไปห้องสอบเพื่อจะเผื่อเวลาการเดินทางไม่ต้องร้อนรนก่อนสอบ ศึกษาข้อปฏิบัติในการสอบให้ดี เตรียมเอกสารและอุปกรณ์ให้พร้อม และไม่ควรลืมเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย เพราะการที่เราต้องต่อสู้กับความรู้สึกหนาวในห้องสอบมีผลต่อคะแนนมาก ๆ เนื่องจากสภาวะทางกายที่จะอาจเป็นอุปสรรคในการทำข้อสอบ”
.
นักศึกษา หรือ นักเรียน บุคคลทั่วไปที่ สนใจเรียนรู้ภาษาอังกฤษ สามารถติดตามกลยุทธ์ เคล็ดลับดี ๆ หรือขอคำปรึกษาได้ ที่ ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์  Facebook เพจ SLA Mahidol University, Kanchanaburi Campus ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์และมีกิจกรรมน่าสนใจเกี่ยวกับภาษาอังกฤษให้ร่วมสนุกอย่างต่อเนื่อง


ที่มา https://www.naewna.com/likesara/686093 
 

รื้อหนังสือเก่าทิ้ง ไม่ใส่หน้ากากอนามัย อาจป่วยปอดติดเชื้อเพราะเชื้อราเข้าปอด

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์อุทาหรณ์ เตือนภัยใกล้ตัวเคสผู้ป่วยที่ได้รื้อหนังสือเก่าๆที่บ้านไปทิ้ง สุดท้ายพบว่ามีอาการป่วย ปอดติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อราที่อยูในหนังสือเก่าเข้าสู่ปอด
.
ผู้ป่วยชายอายุ 79 ปีเตรียมย้ายบ้านที่บางแค กทม.ไปอยู่คอนโด ให้คนในบ้าน 2 คนรื้อหนังสือเก่าๆที่เก็บสะสมไว้มากกว่า 20 ปี กระดาษหนังสือเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเพื่อนำไปทิ้ง และเก็บไว้เพียงบางเล่ม ผู้ป่วยนั่งอยู่ในห้องหนังสือเป็นเวลา 2 ชั่วโมงขณะรื้อหนังสือ โดยไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2565 หลังจากนั้น 9 วันเริ่มมีไข้ ไอแห้งๆ เหนื่อยบ้าง
.
ผู้ป่วยเป็นโรคเส้นประสาทอักเสบแบบระยะเรื้อรัง (Chronic inflammatory demyelinating polyradiculoneuropathy หรือ CIDP หรือโรคซีไอดีพี) ทำให้แขนขาชาและอ่อนแรง 3 เดือน กำลังรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ขนาดสูงและยากดภูมิเซลเซ็ป (cellcept) ตรวจร่างกาย มีไข้ อุณหภูมิ 38.1 องศาเซลเซียส ฟังเสียงปอดปกติ เอกซเรย์ปอดผิดปกติทั้ง 2 ข้าง ทำคอมพิวเตอร์สแกนปอด พบโพรงเล็กๆในบริเวณปอดที่มีปื้นสีขาวหลายตำแหน่งในปอดทั้ง 2 ข้าง
.
ส่องกล้องเข้าไปดูในปอด พบเสมหะสีขาวเล็กน้อย ส่งเสมหะที่ดูดจากหลอดลมไปตรวจ ย้อมพบเชื้อราสาย ไม่พบวัณโรค เพาะเชื้อราขึ้นแอสเปอร์จิลลัส ฟูมิกาทัส (aspergillus fumigatus) และ aspergillus spp อีกตัวหนึ่งไม่ทราบสปีชี่ส์ ส่งน้ำล้างปอดวัดระดับ bronchial aspergillus galactomannan ให้ผลบวก ยืนยันการติดเชื้อรา aspergillus
.
สรุป : ผู้ป่วยรายนี้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากกินยาสเตียรอยด์และยากดภูมิ ติดเชื้อรา aspergillus จากการสูดดมหายใจสปอร์ของเชื้อรา aspergillus ที่เจริญงอกอยู่ในเนื้อกระดาษที่ชื้นของหนังสือเก่าๆลอยออกมาในอากาศขณะหนังสือถูกรื้อ เข้าไปในปอด ทำให้เกิดโรคแอสเปอร์จิลโลสิส ปอดติดเชื้อราแอสเปอร์จิลลัสชนิดรุกราน (invasive pulmonary aspergillosis)
.
ให้การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อรา ชนิดกินวอริโคนาโซล (voriconazole) คนไข้ค่อยๆดีขึ้น คนที่ช่วยย้ายหนังสือ ไม่มีใครป่วย ถึงจะสูดดมสปอร์ของเชื้อรา เพราะสุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี
.
คำแนะนำ : ขอให้คนที่ร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัว มีภูมิคุ้มกันต่ำ ใส่หน้ากากอนามัยเวลารื้อหนังสือเก่าๆในบ้าน หรือทางที่ดีที่สุด หลีกเลี่ยงอยู่ในห้องที่กำลังรื้อหนังสือ เพราะอาจหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าปอด ทำให้ติดเชื้อราในปอดได้


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1032235 
 

อังกฤษพบซากวังโบราณ ยุคอาณาจักร East Anglia อายุราว 1,500 ปี

ไม่กี่เดือนก่อน การขุดค้นในพื้นที่มณฑลซัฟฟอล์กจากการร่วมมือของนักโบราณคดี ชาวท้องถิ่นและอาสาสมัครเด็กๆ ได้เผยซากของห้องโถงไม้ที่สันนิษฐานว่าเป็นของกษัตริย์พระองค์แรกแห่งอาณาจักรอีสต์ แองเกลีย
.
แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ถูกค้นพบจากภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่ปีค.ศ.2015 ภายใต้โครงการสำรวจหุบเขาเดเบน (Deben valley) ของสภาเทศมณฑลซัฟฟอล์ก (Suffolk County Council) ทำการเปิดงานขุดค้นตั้งแต่ช่วงหน้าร้อนจนถึงตอนนี้
.
จากการขุดค้นบริเวณทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองซัฟฟอล์ก ในจุดที่เรียกว่า “เรนเดิลแชม” (Rendlesham)ได้เปิดเผยว่ามีการพบห้องโถงทำจากไม้ กำหนดค่าอายุได้ประมาณ 1,500 ปีมาแล้ว ซึ่งตรงกับช่วงอาณาจักรอีสต์ แองเกลีย (East Anglia)
.
สำหรับห้องโถงที่ค้นพบนี้มีขนาดกว้าง 10 ม. ยาว 23 ม. คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของท้องพระโรงที่กษัตริย์องค์แรกของอีสต์ แองเกลียได้ใช้ในการว่าราชการ, ตัดสินคดีความ, รับเครื่องบรรณาการกับต้อนรับทูต, จัดงานเลี้ยง ไปจนถึงการแจกจ่ายของขวัญให้กับบุคคลในอาณาจักร
.
ข้อมูลเรื่องพระราชวังแห่งนี้มีการกล่าวถึงในงานเขียนของนักบุญบีด (Saint Bede) พระอังกฤษประจำอารามเซนต์ปีเตอร์และอารามเซนต์ปอล โบสถ์คริสต์ศาสนาแห่งอาณาจักรนอร์ธัมเบรียแห่งแองเกิลส์ นักบุญบีดเป็นผู้บันทึกเรื่องราวของอังกฤษในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 ลงในหนังสือ “ประวัติศาสตร์คริสตจักรของชาวอังกฤษ” (Ecclesiastical History of the English People) ซึ่งถือว่าเป็นงานชิ้นแรกๆ ในการจารึกประวัติศาสตร์ของอังกฤษ
.
งานเขียนของเขาระบุว่าเรนเดิลแชมเป็นสถานที่ซึ่งกษัตริย์เอเธลโวลด์ (Aethelwold) แห่งอีสต์แองเกลียยืนเป็นสักขีพยานในพิธีการรับบัพติศมาของกษัตริย์สวิตเฮล์ม (Swithelm) แห่งอีสต์แอกซอน (East Saxons) ระหว่างปี ค.ศ. 655 ถึง 663
.
แรนเดิลแชมมีความสำคัญกับอดีตของอังกฤษค่อนข้างมาก เพราะจัดว่าเป็นแหล่งชุมชนที่มีความซับซ้อนและความเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่ง โดยเป็นศูนย์กลางของการปกครองราชวงศ์อังกฤษยุคแรกเริ่ม ทั้งโบราณวัตถุโลหะที่พบก็แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของรูปแบบที่สะท้อนถึงความแตกต่างที่หลากหลายของกลุ่มคนและชนชั้น
.
นอกจากการพบหลักฐานจากยุคแองโกล-แซ็กซัน (Anglo-Saxon) แล้ว ยังพบหลักฐานที่อยู่อาศัยย้อนไปถึงสมัยโรมันและยุคหินใหม่ ราว 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนจะเป็นศูนย์กลางมณฑลหลักของอาณาจักรอีสต์ แองเกลียช่วงปีค.ศ. 570 – 720
.
ไม่ได้มีเพียงแค่ซากของโถงราชวังเท่านั้น แต่การขุดค้นยังเผยให้เห็นคูที่ล้อมรอบพื้นที่ของราชสำนัก ที่ยังคงมีซากของอาหารและงานเลี้ยง เครื่องประดับ ของใช้ส่วนตัว เศษแก้วน้ำและเครื่องปั้นดินเผา
.
เนื่องจากมีแหล่งโบราณคดีซัทตัน ฮู (Sutton Hoo) ซึ่งเป็นสุสานที่มีการฝังศพในเรือสำหรับพวกกษัตริย์ของอีสต์ แองเกลีย นักโบราณคดีจึงคาดหวังว่าอาจจะมีการค้นพบโบราณสถานหรือโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์มากขึ้น
.
โครงการขุดค้นนี้อยู่ภายใต้โครงการใหญ่ “เปิดอดีตแรนเดิลแชม” (The Rendlesham Revealed) ที่กำหนดเป้าหมายการทำงานตั้งแต่ปีค.ศ. 2020-2024 ในการดำเนินการขุดค้นตามแหล่งโบราณคดีที่เคยสำรวจเอาไว้ และจะมีการเผยแพร่รายงานวิจัยชั่วคราวออกมาก่อนในปีค.ศ. 2023
.
หากมีความเคลื่อนไหวอย่างไรเกี่ยวกับโครงการ ทาง ArchaeoGO จะนำมาฝากเพื่อนๆ ในคราวต่อไป


ที่มา https://archaeogo.org/2022/10/09/hall-of-east-anglia-revealed-in-suffolk/ 
 

พิธีจุดประทีปไต้น้ำมัน วันออกพรรษาของชาวอีสาน

หลังจากที่พระภิกษุสงฆ์ได้อยู่จำพรรษาในอาราม ครบ 3 เดือนตามพระวินัยบัญญัติแล้ว เมื่อถึงวันออกพรรษา ที่เรียกว่า วันมหาปวารณา ชาวพุทธจะถือเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ หลังจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาเพื่อการตรัสอภิธรรมเทศนาโปรดพระมารดาในเทวโลกอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ถ้วนไตรมาส พออออกพรรษาแล้วก็เสด็จมายังโลกมนุษย์โดยเสด็จมาทางบันไดสวรรค์ที่ประตูเมืองสังกัสสะ แคว้นปัญจาละ (รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย) วันที่เสด็จลงจากเทวโลกนั้นเรียกกันว่า “วันเทโวโรหณะ” ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือโบราณเรียกว่า วันพระเจ้าเปิดโลก หมายถึง โลกธาตุทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก สามารถมองเห็นกันได้
.
มูลเหตุนี้เองชาวอีสานจึงมี พิธีจุดประทีปไต้น้ำมันในเวลากลางคืนตั้งแต่ช่วงเวลา 18.00 – 20.00 น. เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเฉลิมฉลองวาระที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ ก่อนถึงวันออกพรรษาชาวบ้านจะไปรวมกันที่วัดเพื่อตั้งหอประทีป เรียกตามแต่ละท้องถิ่นว่า หอประทีป, หอฮุ่งเฮือง, หอไต้น้ำมัน ฯลฯ ตั้งเป็นหอเพียงตา ผนังด้านหลังปิดด้วยฝาไม้ไผ่ขัด ตามต้นเสาประดับด้วยต้นกล้วยต้นอ้อย ประดับดอกไม้ เพื่อใช้วางดวงประทีปทำด้วยลูกตูมกาขาว ภาคอีสานเรียก หมากขี้กา ซึ่งชาวบ้านจะนำมาเจาะรูคว้านเนื้อด้านในออกใส่น้ำมัน พร้อมไส้ทำด้วยฝ้าย (มีลักษณะเหมือนตะเกียง) หรือนำลูกตูมกานำมาผ่าครึ่งขูดเอาเนื้อด้านในออกใส่เทียนไขทำไส้เป็นรูปตีนกา บางท้องถิ่นนำลูกตูมกาคว้านเอาเนื้อและเมล็ดข้างในออก จากนั้นใช้มีดแกะลายต่างๆ อย่างประณีต ส่วนล่างเจาะรูไว้สำหรับสอดเทียนเข้าไปด้านใน เมื่อเวลาจุดเทียนแสงก็จะออกตามลายที่แกะ ทำให้มีความสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง
.
พิธีจุดประทีปไต้น้ำมัน ชาวอีสานจัดประกอบพิธีทั้งหมด 3 วัน คือ วันไต้ประทีปน้อย ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 วันไต้ประทีปใหญ่ ในวันวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 และวันไต้น้ำมันล้างหางประทีป ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันสุดท้าย
.
ตอนเช้าในวันแรม 11 ค่ำ เดือน 11 มีการตักบาตรเทโวโรหณะ ถวายภัตตาหาร รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา บางท้องถิ่นมีการกวนข้าวทิพย์ และถวายต้นปราสาทผึ้งด้วย ถือเป็นงานบุญสำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาวอีสานที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลาย


ที่มา https://www.silpa-mag.com/culture/article_11977 
 

“วันตะดิงจุด” วันออกพรรษาเมียนมากับบริบทที่ต่างกับไทย

ความเหมือนที่แตกต่าง!! ออกพรรษาในเมียนมา 'เข้าวัดทำบุญ-ขอขมาผู้ใหญ่' รากเหง้าที่คงอยู่ แต่ดูเลือนลางห่างจากสังคมไทย
.
ในเดือนตุลาคมนี้เป็นเดือนที่มีวันสำคัญในเมียนมา ซึ่งก็คือ 'วันตะดิงจุด' (Thadingyut) หรือ วันออกพรรษา นั่นเอง ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 9 ตุลาคม ในขณะที่วันออกพรรษาของไทยคือ วันที่ 10 ตุลาคม  
.
เอย่าเชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามว่าทำไมวันพระพม่ากับวันพระไทยไม่ตรงกัน?
.
เหตุผลที่แท้จริงนั้นไม่แน่ชัด แต่เท่าที่เอย่าเคยได้ยินมา เนื่องจากเมียนมาและไทยอยู่คนละเส้นเวลา ทำให้การคำนวณวันตามจันทรคติไม่ตรงกันด้วย แต่บางข้อมูลบอกว่าพม่านั้นใช้การดูวันที่พระจันทร์เต็มดวงจริงไม่ได้คำนวนตามจันทรคติ ดังนั้นทำให้วันพระของพม่าไม่ตรงกับของไทยที่ใช้ระบบการคำนวนตามจันทรคติ ซึ่งทั้ง 2 แหล่งที่เอย่าได้ยินมาก็ถือว่ามีเหตุผลทั้งคู่ตามแต่ทุกท่านแล้วว่าจะเชื่อใคร
.
ย้อนกลับมาที่ วันตะดิงจุด หรือ วันออกพรรษาของคนเมียนมานั้น ตอนเช้าทุกคนจะเดินทางไปวัดทำบุญ ซึ่งสังเกตุได้ว่าตามเจดีย์ทุกที่ในวันนี้จะมีคนแน่นตลอดทั้งวัน และในยามค่ำจะมีการจุดเทียนหรือประทีบที่เจดีย์ และที่บ้านเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการต้อนรับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จกลับมาจากดาวดึงส์ โดยประเพณีการจุดดวงประทีปนี้ไม่ได้มีแค่ในเมียนมาเท่านั้น แต่มีในประเทศรอบข้างบ้านเราด้วยเช่น ลาว เป็นต้น
.
ในวันที่ 15 ค่ำเดือน 11 นี้ในเมียนมาไม่ได้มีตำนานพญานาคพ่นดวงไฟเหมือนที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขง แต่นอกจากการจุดดวงประทีปที่พื้นแล้ว หลายพื้นที่ก็มีการลอยประทีปบนอากาศเช่นกัน เช่น ในรัฐฉาน และบางแห่งก็ลอยดวงประทีปในน้ำเหมือนกับการลอยกระทงของบ้านเราก็มี
.
นอกจากกิจกรรมทางศาสนาแล้วในวันที่ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ วันนี้ยังเป็นวันที่ผู้น้อยไปเยี่ยมผู้หลักผู้ใหญ่และมีพิธีกรรมที่น่ารักอันหนึ่ง คือ พิธีขอขมา โดยพิธีนี้ผู้น้อยหรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่าจะขอขมาผู้ที่มีอายุมากกว่าแลละผู้อาวุโสนอกจากจะอโหสิกรรมให้ในสิ่งที่ผู้น้อยทำผิด ทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม แล้วผู้ใหญ่บางที่ก็แจกเงิน แจกทองให้ผู้น้อยด้วย ซึ่งพิธีนี้นอกจากทำกันในบ้านแล้วยังกระทำกันในที่ทำงานด้วย
.
ประเพณีที่ดีงามเหล่านี้โดยเฉพาะการขอขมาหรือ ในภาษาพม่าเรียกว่า 'กะเด๊าะ' นั้น เป็นพิธีที่หายไปจากสังคมไทย เมื่อการพัฒนาของเมืองเข้ามาแทนที่ซึ่งนอกจากการเข้าวัดทำบุญที่ลดลงในประเทศไทยแล้ว จริยวัตรอันดีงามของคนในอุษาคเนย์อย่างการขอขมาก็หายไปจากสังคมไทยเช่นกัน  
.
แม้เมียนมาจะไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยเงินทอง แต่เขามีความร่ำรวยทางวัฒนธรรมและอารยธรรมที่หยั่งรากลึกและยังอยู่ในคนหมู่มากในเมียนมา บางครั้งเอย่าก็อยากให้มีการปลูกฝังวัฒนธรรมของไทยให้แข็งแรง 
.
รากเหง้าทางวัฒนธรรมของคนไทย ณ วันนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพียงกิจกรรมในงานโรดโชว์ในโรงเรียน หรือแค่สินค้าสำหรับขายให้นักท่องเที่ยวเท่านั้น 
.
ฉะนั้นจะดีแค่ไหน หากเราปลูกฝังวัฒนธรรมอันดีงามของไทยจนมันหยั่งรากลึกและแผ่ออกมาจากการกระทำเหมือนในอดีตที่ต่างชาติเรียกไทยเราว่า 'สยามเมืองยิ้ม' เพราะที่คนไทยเราชอบไปเที่ยวเมียนมา ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า เราชอบวัฒนธรรมของคนเมียนมาไม่ใช่หรือ?...
.
เรื่อง: AYA IRRAWADEE


ที่มา https://thestatestimes.com/post/2022101005 

 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top