Saturday, 4 February 2023
NEWSFEED

"วัคซีนโมเดอร์นา" ล็อตแรกถึงไทยกลาง ต.ค.นี้ องค์การเภสัชกรรม ทยอยส่งสัปดาห์ละ 3 แสนกว่าโดส ยันส่งมอบตามลำดับการสั่งซื้อกับผู้ผลิต โรงพยาบาลเอกชนมั่นใจ มีวัคซีนฉีดให้ผู้สั่งจองแน่นอน

องค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ได้จัดประชุมติดตามความคืบหน้าการส่งมอบวัคซีนโมเดอร์นา ร่วมกับบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จํากัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายและนำเข้าวัคซีนโมเดอร์นา และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน โดยบริษัทซิลลิคฯ ได้แจ้งความคืบหน้าว่าด้วยกฎเกณฑ์การส่งมอบที่ต้องดำเนินการตามแนวทางของบริษัทผู้ผลิตต่างชาติและเป็นแนวทางเดียวกันกับทุกประเทศที่สั่งซื้อวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความต้องการวัคซีนจำนวนมาก

โดยวัคซีนโมเดอร์นา จำนวน 1,958,400 ล้านโดส ผู้ผลิตจะสามารถส่งมอบล็อตแรกถึงไทยประมาณกลางเดือนตุลาคมนี้ และจะทยอยส่งสัปดาห์ละ 3 แสนกว่าโดส ต่อเนื่องทุกสัปดาห์จนครบในไตรมาส 4 ปี 2564 ส่วนที่เหลืออีกกว่า 3 ล้านโดส บริษัทจะได้เร่งทยอยส่งมอบจนจบดีลไม่เกินเดือนมีนาคม 2565

ทั้งนี้ในแต่ละครั้งที่ส่งมอบ บริษัทซิลลิคฯ จะส่งวัคซีนให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อทำการตรวจสอบคุณภาพตามกระบวนการ โดยใช้เวลาอีก 3-5 วัน ก่อนกระจายวัคซีนไปยังโรงพยาบาลเอกชนต่อไป

ในส่วนของการจัดสรรจำนวนวัคซีนที่บริษัทซิลลิคฯ นำเข้ามาในแต่ละครั้ง องค์การเภสัชกรรมจะจัดสรร ตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของยอดโควต้าที่มีการจองเข้ามาเป็นหลัก ทั้งในส่วนของโรงพยาบาลเอกชนและสภากาชาดไทย โดยจะมีการแจ้งให้โรงพยาบาลทราบล่วงหน้า เพื่อให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งกำหนดเวลาบริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนที่สั่งจองต่อไป

บริษัทซิลลิคฯ ยังได้ยืนยันว่า การดำเนินงานร่วมกับองค์การเภสัชกรรมและสมาคมโรงพยาบาลเอกชนในการนำเข้าและส่งมอบวัคซีนวัคซีนโมเดอร์นา นับเป็นพันธสัญญาแรกในประเทศไทย ดังนั้นกำหนดการส่งมอบจึงเป็นไปตามลำดับการสั่งซื้อกับผู้ผลิต (First Come First Serve) โรงพยาบาลเอกชนจึงมั่นใจได้ว่าจะมีวัคซีนฉีดให้ผู้สั่งจองตามกำหนดการตามแผนแน่นอน

องค์การเภสัชกรรม และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ติดตามความคืบหน้าการนำเข้าวัคซีนจากบริษัทซิลลิคฯ อย่างต่อเนื่อง และหลังจากนี้จะได้กระชับการติดตามให้มากขึ้นเนื่องจากใกล้เวลาการส่งมอบ ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องดำเนินงานในกระบวนการอีกหลายอย่าง 

อีกทั้งได้พยายามเร่งรัดให้บริษัทซิลลิคฯ ส่งมอบวัคซีนทางเลือกมาให้บริการกับประชาชนไทยให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยบริษัทซิลลิคฯ จะรายงานข้อมูลความคืบหน้าให้องค์การเภสัชกรรมและสมาคมโรงพยาบาลเอกชนทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้แจ้งความคืบหน้าให้สาธารณชนรับทราบต่อไป



ที่มา: https://mgronline.com/qol/detail/9640000091714

ตำรวจบุกรวบคนร้ายแฝงตัวเป็น Admin Page Facebook “djpoom” หลอกเอาเงินบริจาค ขยายผลพบมีพฤติกรรมในการปลอม PAGE Facebook ที่ LIVE สด ขายสินค้า ผู้เสียหายร่วม 100 ราย ความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท

สืบเนื่องจาก กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย เจ้าหน้าที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ว่าได้มีคนร้ายเข้ามาทำการแฝงตัวเป็น Admin Page “djpoom” ของ “ดีเจภูมิ” ภูมิใจ ตั้งสง่า

โดยคนร้ายทำการหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินทาง Facebook Page “djpoom” ต้องการนำไปบริจาค และคนร้ายได้ปลอมเป็น Admin Page ใน FACEBOOK ที่ทำการ LIVE สด ขายสินค้า จากนั้นจะทำการหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เสียหายและทำการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายไปเข้าบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และโอนต่อไปยังบัญชีที่คนร้ายต้องการ จนมีผู้เสียหายหลายราย   

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าคนร้ายในคดีนี้คือ นายอดิศรฯ จึงได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานและทำการออกหมายจับผู้ต้องหา ในข้อหา  “ฉ้อโกง,ลักทรัพย์และเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นซึ่งมีมาตรการในการป้องกันโดยมิชอบ” ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายอดิศรฯ พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในจังหวัดนนทบุรี จึงได้ทำการขอหมายค้น เข้าตรวจค้น และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงพระนครเหนือ 

โดยจากการตรวจค้นจับกุมครั้งนี้ สามารถตรวจยึดคอมพิวเตอร์และสมุดบัญชีหลายรายการ ที่ผู้ต้องหานำมาใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ทำการสร้าง Page Facebook “รับซื้อบัญชีธนาคาร - บัญชี true wallet รับซื้อในราคาสูง” ต่อมานายวิรุณฯ ได้ติดต่อเข้ามายัง Page และทำการขายบัญชีธนาคารจำนวน 2 บัญชี คือบัญชีธนาคารกรุงไทยและบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมทั้งได้ขายบัญชี กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 2 บัญชี ในราคา 7,000 บาท 

ซึ่งหลังจากที่ นายอดิศร ได้บัญชีมาแล้วก็ได้เข้าไปแฝงตัวปลอมเป็น Admin Page “djpoom” ที่กำลัง LIVE สด ในการหาเงินมาร่วมบริจาคช่วยในสถานการณ์ โควิด-19 และทำการส่งเลขที่บัญชีที่ซื้อมาจากนายวิรุณ ไปยังผู้เสียหาย และให้ผู้เสียหายทำการโอนเงินมาให้ อีกทั้งนายอดิศร ยังมีพฤติการณ์ในการปลอม Facebook Page ที่กำลัง LIVE สด ขายสินค้า และจากนั้นจะทักไปหาผู้เสียหายทางข้อความ และหลอกผู้เสียหายโอนเงินมาให้ โดยอ้างว่าต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม รวมทั้งหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลธนาคารจากผู้เสียหาย และทำการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายไป 

ซึ่งจากการสืบสวนขยายผลพบว่ามีผู้เสียหายร่วม 100 ราย ความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท นายอดิศร ยอมรับว่าได้ทำมาแล้วหลายครั้ง และจากการตรวจสอบพบว่าเคยเป็นผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีฉ้อโกงมาก่อน 

หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสในการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th 

กรมควบคุมโรค พร้อมให้การสนับสนุนฉีดวัคซีนไฟเซอร์ กลุ่มเด็กนักเรียนอายุ 12 ปีขึ้นไป ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 นี้ เตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอม ยันวัคซีนมีความปลอดภัยและมีจำนวนเพียงพอ

การแถลงข่าวและเสวนาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียน 2/2564 สถานศึกษาปลอดภัยเด็กได้รับวัคซีนถ้วนหน้า นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยมีภูมิคุ้มกันโรคอย่างเพียงพอ ดำเนินชีวิตอยู่กับโรคโควิด 19 ได้ โรงเรียนทุกแห่งเปิดเทอม นักเรียนสามารถไปเรียนหนังสือได้ตามปกติ การฉีดวัคซีนจะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด 

ซึ่งกรมควบคุมโรคพร้อมให้การสนับสนุนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ในกลุ่มนักเรียนตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและนโยบายของรัฐบาล  

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อไปว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ขึ้นทะเบียน และอนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์ ฉีดในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปได้ ซึ่งแผนการจัดหาวัคซีนในเดือนตุลาคมที่จะได้รับวัคซีนรวมทั้งสิ้นประมาณ 24 ล้านโดส รวมกับวัคซีนซิโนฟาร์มจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์อีกจำนวน 6 ล้านโดส รวมเป็น 30 ล้านโดส 

ซึ่งในจำนวนนี้มีวัคซีนของไฟเซอร์ จำนวน 8 ล้านโดส ตามมติที่ประชุมของของ ศบค. เมื่อวันที่ศุกร์ที่ 10 กันยายน 2564 มีมติให้จัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 4.8 ล้านโดส ให้กับกลุ่มนักเรียนอายุ 12-17 ปีทั่วประเทศ  

ทั้งนี้ กำหนดให้บริการฉีดวัคซีน ผ่านสถาบันการศึกษาดังนี้ คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดรัฐบาลและเอกชน สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนพระปริยัติธรรม สถาบันการศึกษาปอเนาะ และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่มีผู้มีอายุ 12 ปีขึ้นไป กำลังศึกษาอยู่ เป็นต้น 

โดยกรมควบคุมโรคจะหารือกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อวางแผนจัดระบบความพร้อมก่อนฉีดโดยเร็ว  ทั้งนี้ ผู้ปกครองต้องแสดงความจำนงให้นักเรียนในปกครองฉีดวัคซีนโควิด 19 ล่วงหน้า  

“การฉีดวัคซีนโควิด 19 จะคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยเป็นหลัก วัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยขณะนี้ ทุกตัวผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลกและขึ้นทะเบียนรับรองจาก อย. จึงขอให้ผู้ปกครองนักเรียน ทุกคนมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยได้ กระทรวงสาธารณสุขจะทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการตามนโยบายการฉีดวัคซีนให้เด็กถ้วนหน้าให้ดีที่สุด ยึดประโยชน์ของผู้ปกครองและประชาชนไทยทุกคนเป็นสำคัญ” นายแพทย์โอภาสกล่าว


ที่มา: https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=20605&deptcode=

อว. ประชุมคณบดีคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ ขอบคุณแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ของ อว. พร้อมเห็นชอบผลิตแพทย์เพิ่มหลังโควิด-19 ตั้งเป้าในปี 2565 – 2570 จะต้องผลิตแพทย์เพิ่มขึ้น 13,318 คน

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. ได้ประชุมหารือร่วมกับคณบดีคณะแพทยศาสตร์จากทั่วประเทศ เรื่อง การผลิตแพทย์ในอนาคตของประเทศไทย ที่อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ถนนโยธี กรุงเทพฯ 

หลังการประชุม ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เปิดเผยว่า การประชุมคณบดีคณะแพทยศาสตร์ 23 แห่งจากทั่วประเทศ ตนได้นำคำขอบคุณในนามคนไทยและรัฐบาล รวมทั้งเสียงชื่นชมและให้กำลังใจมาส่งมอบให้แก่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ของ อว. ที่ทำหน้าที่แนวหน้า ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่เพื่อรักษาชีวิตคนไทยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  

รมว.อว. กล่าวต่อว่า อว. มีโรงเรียนแพทย์กว่า 23 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งต่างก็เป็นโรงเรียนแพทย์ที่ได้มาตรฐานในระดับโลก ที่ผ่านมาสามารถผลิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงให้กับประเทศมาโดยตลอด แต่ก็ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในยามที่เกิดวิกฤติ เราจึงเตรียมแผนที่จะผลิตแพทย์เพิ่มขึ้น 

โดยตั้งเป้าในปี 2565 – 2570 จะต้องผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นให้ได้อีก 13,318 คน ซึ่งคาดว่าหากดำเนินการได้ตามนี้ จะทำให้สัดส่วนของแพทย์ต่อประชากรจากเดิมในปัจจุบัน คือ แพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 1,600 คน จะดีขึ้นเป็นแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากร 1,000 คน ซึ่งจะเป็นการยกระดับการแพทย์และการสาธารณสุขไทย

“อว. จะผลิต “แพทย์สายพันธุ์ใหม่” เป็นการแพทย์ไทยยุคใหม่หลังโควิด ที่ผสมผสานทั้งแพทย์ตะวันตกและตะวันออก โควิดเป็นแรงผลักดันที่ทำให้การเตรียมแพทย์ การผลิตแพทย์ต้องเปลี่ยนไป โดยแพทย์สายพันธุ์ใหม่จะต้องรู้ทั้งด้านไอที ระบาดวิทยา การป้องกันโรค รู้รอบตัว รู้กว้างและรู้ลึก ทั้งไฮเทค (High Tech) และไฮทัช (High Touch) หรือเก่งทั้งด้านเทคนิคและมีความเข้าอกเข้าใจผู้ป่วยด้วย” ดร.เอนก กล่าว


ที่มา: https://www.mhesi.go.th/index.php/en/news-and-announce-all/news-all/executive-ps-news/4414-2021-09-10-09-55-49.html?fbclid=IwAR1ideq9yPXWFR9AQhw4vll0K1RXZ_C-E4KDryW9tPdA4lnhNOAViRBzAdE
.

ครม. อนุมัติงบกลาง 946.31 ล้าน ให้สภากาชาดไทยซื้อวัคซีนโมเดอร์นา 1 ล้านโดส ฉีดให้ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มที่มีปัญหาด้านสุขภาพหรือมีปัญหาในการเข้าถึงบริการ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน 946.31 ล้านบาทให้กับสภากาชาดไทย สำหรับใช้ในโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 Moderna ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายโดยไม่คิดมูลค่า 

ซึ่งทางบริษัท ชิลลิค ฟาร์มา จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนในการจัดหาและกระจายวัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นาในประเทศไทย เพื่อให้สามารถส่งมอบวัคซีนงวดแรกได้ในต้นปี 2565

ทั้งนี้ สภากาชาดไทยได้มีนโยบายในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐ ด้วยการให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน 

ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยชุดธารน้ำใจและชุดธารน้ำใจฝ่าวิกฤตโควิด-19 การจัดตั้งหน่วยครัวเคลื่อนที่สภากาชาดไทยในจังหวัดต่างๆ การสนับสนุนการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในแต่ละจังหวัดด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าห่ม หน้ากากผ้า แอลกอฮอล์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ 


ร่วมกับภาครัฐในการจัดหน่วยบริการฉีดวัคซีน การจัดบริการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้าน (Home Isolation) และการส่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดและอาสาสมัครไปช่วยสนับสนุนการฉีดวัคซีนทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภูมิภาค 

รวมถึงการจัดทำโครงการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางโดยไม่คิดมูลค่า ด้วยการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 Moderna โดยสภากาชาดไทยดำเนินการเองส่วนหนึ่ง และให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมดำเนินการด้วย โดยจะเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 เป็นต้นไป


ที่มา: https://mgronline.com/politics/detail/9640000091153

สิ้นสุดการรอคอย Apple เปิดตัว iPhone 13 ใหม่อย่างเป็นทางการ เปิดให้สั่งจองในไทย 1 ต.ค. ก่อนวางขาย 8 ต.ค. รวมถึง iPad 9 iPad mini 6 และ Apple Watch 7

สำหรับ iPhone 13 แอปเปิลยังคงเลือกใช้ดีไซน์เดิมกับรุ่นก่อนหน้า แต่มีการปรับปรุงเล็กน้อยในส่วนของกล้องหลัง iPhone 13 mini และ iPhone 13 มาจัดเรียงในแนวทแยงแทน จากเดิมที่วางกล้องอยู่ในระนาบเดียวกัน ส่วนรุ่น iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ยังคงจัดเรียงกล้องเหมือนเดิม
 


จุดที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการลดขนาดของ FaceID ลง 20% ทำให้รอยบากบริเวณจอแสดงผลมีขนาดเล็กลง โดยทั้ง 4 รุ่นยังมากับขนาดหน้าจอเท่าเดิม คือ iPhone 13 mini 5.4 นิ้ว และ iPhone 13 ขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้ว ทั้งคู่ใช้จอ Super Retina XDR ที่เป็น OLED เช่นเดิม

ในขณะที่ iPhone 13 Pro ขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้ว และ iPhone 13 Pro Max ขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว จะมากับหน้าจอ Super Retina XDR พร้อมนำเทคโนโลยี Pro Motion ช่วยให้รองรับอัตราการแสดงผล (Refresh Rate) 120 Hz ซึ่งถือเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ในเวลานี้
 


กล้องหลักใน iPhone 13 และ iPhone 13 mini ยังคงเป็นเลนส์คู่ 12 ล้านพิกเซล คือเลนส์ไวด์ ที่นำระบบกันสั่นเช่นเดียวกับ iPhone 12 Pro มาให้ใช้งาน พร้อมเซ็นเซอร์กล้องขนาดใหญ่ขึ้น 1.7 um f/1.6 ช่วยให้รับแสงได้เพิ่มขึ้นถึง 47% และเลนส์มุมกว้าง f/2.4 ให้มุมมอง 120 องศา ระยะเลนส์ 13 มิลลิเมตร
 


ส่วนในรุ่น Pro และ Pro Max ที่มีมาให้ 3 เลนส์ คือเลนส์ไวด์ เซ็นเซอร์ขนาด 1.9 um ปรับรูรับแสงกว้างขึ้นเป็น f/1.5 เลนส์มุมกว้าง f/1.8 และเลนส์ซูม ระยะ 77 มิลลิเมตร ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนของระบบกันสั่นให้มีความนิ่งขึ้น เมื่อรวมกับเซ็นเซอร์ LiDAR ช่วยให้มีความแม่นยำในการโฟกัสสูง เพิ่มโหมด Cinematic ช่วยเรื่องการถ่ายวิดีโอสำหรับมืออาชีพ

กล้องหน้า TrueDepth เป็นอีกจุดที่มีการพัฒนาขึ้น จากการที่ทำให้เซ็นเซอร์ FaceID มีขนาดเล็กลง เมื่อทำงานร่วมกับกล้องหน้า 12 ล้านพิกเซล จะช่วยเสริมในแง่ของการถ่ายภาพ Portrait ที่ช่วยละลายหลังได้มากขึ้น และรองรับการวิดีโอคอลตามยุค

ภายในมีการอัปเกรดชิปเซ็ตมาใช้ Apple A15 Bionic ที่ให้ความเร็วในการประมวลผลเร็วขึ้น เพิ่ม GPU เป็น 5 คอร์ รองรับการเชื่อมต่อทั้ง 5G ที่ตัวเครื่องรองรับทั้ง eSIM และนาโนซิมการ์ด WiFi 6 ตัวเครื่องยังรองรับชาร์จเร็ว 20W แต่ยังคงไม่แถมอะเดปเตอร์มาให้ในกล่องเช่นเดิม
 
 

 


นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มความจุในรุ่น Pro เป็น 1TB ทำให้ทั้ง iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max จะมีตัวเลือกความจุเพิ่มเป็น 128 GB 256 GB 512 GB และ 1 TB ราคาเริ่มต้น 38,900 บาท และ 42,900 บาท ขณะที่ iPhone 13 mini และ iPhone 13 ปรับความจุไปเริ่มที่ 128 GB 256 GB และ 512 GB ในราคาเริ่มต้น 25,900 บาท และ 29,900 บาท ตามลำดับ
 
 

 


iPhone 13 และ iPhone 13 mini มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี คือ ชมพู น้ำเงิน ดำมิดไนท์ เงินสตาร์ไลท์ และแดง ส่วน iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มากับ 4 สี คือ กราไฟต์ ทอง เงิน และสีฟ้า Sierra Blue ซึ่งเป็นสีใหม่

***iPad 9 ปรับปรุงประสิทธิภาพรับการใช้งานที่ดีขึ้น


 
นอกเหนือจากการเปิดตัว iPhone แอปเปิล มีการเปิดตัว iPad รุ่นที่ 9 ในดีไซน์เดิมหน้าจอ 10.2 นิ้ว โดยหันมาใช้ชิปประมวลผล Apple A13 Bionic ทำให้ตัวเครื่องเร็วกว่ารุ่นก่อนหน้า 20% และเมื่อเทียบกับ Chrombook ที่ขายดีที่สุดในตลาดจะแรงกว่าถึง 3 เท่า และแรงกว่าแอนดรอยด์แท็บเล็ตถึง 6 เท่า ที่สำคัญยังรองรับ Apple Pencil ในการใช้งานเช่นเดิม

iPad รุ่นที่ 9 ยังมีการปรับปรุงกล้องหน้า 12 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 122 องศา พร้อมฟีเจอร์ Center Stage ที่เปิดตัวครั้งแรกพร้อม iPad Pro มาให้ใช้งานบน iPad รองรับการใช้งานทั้ง FaceTime และแอปพลิเคชันประชุมออนไลน์ รวมถึงแอปโซเชียลมีเดียต่างๆ


 

iPad 9 รุ่น Wi-Fi จะเปิดให้สั่งซื้อในราคาเริ่มต้น 11,400 บาท และรุ่น Wi-Fi + Cellular เริ่มต้นที่ 16,400 บาท ในสีเงินและสีเทาสเปซเกรย์ iPad ใหม่เริ่มต้นที่ความจุ 64GB มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 2 เท่า และยังมีตัวเลือก 256GB วางจำหน่ายเช่นกัน

***iPad mini ทรงเดียวกับ iPad Pro

 


 

อีกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มแท็บเล็ต คือ iPad mini ปรับปรุงดีไซน์ใหม่มาใช้ทรงเหลี่ยมเช่นเดียวกับใน iPad Pro และ iPad Air ในขนาดหน้าจอ Liquid Retina ขนาด 8.3 นิ้ว จากรุ่นเดิม 7.9 นิ้ว ขนาดตัวเครื่องยังพกพาง่ายเช่นเดิม ตัวเครื่องประมวลผลเร็วขึ้น 40% และประมวลผลภาพเร็วขึ้น 80% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

ตัวเครื่องมาพร้อมชิปเซ็ตใหม่ Apple A15 Bionic เช่นเดียวกับใน iPhone 13 มีพอร์ต USB-C ให้ใช้งาน รองรับ Apple Pencil 2nd มีกล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รองรับการเชื่อมต่อ 5G

สำหรับราคาในประเทศไทย iPad mini รุ่น Wi-Fi จะเปิดให้สั่งซื้อในราคาเริ่มต้น 17,900 บาท และรุ่น Wi-Fi + Cellular เริ่มต้นที่ 23,400 บาท iPad mini ใหม่ รุ่นความจุ 64GB และ 256GB มาในสีชมพู สีสตาร์ไลท์ สีม่วง และสีเทาสเปซเกรย์

***Apple Watch 7 จอใหญ่ขึ้น

 
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในงานครั้งนี้คือนาฬิกาอัจฉริยะอย่าง Apple Watch รุ่นที่ 7 ให้มีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้น 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และขอบจอบางลง 40% ปรับปรุงให้ตัวเครื่องแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ด้วยมาตรฐาน IP6X พร้อมพัฒนาระบบชาร์จให้เร็วขึ้น 33% สามารถชาร์จได้ 80% ภายในเวลา 45 นาที

Apple Watch 7 ตัวเรือนมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 41 มม. และ 45 มม. รุ่นเริ่มต้นวัสดุอะลูมิเนียมมีให้เลือก 5 สี ที่ใช้วัสดุอะลูมิเนียม คือสีเทาสเปซเกรย์ สีเงิน สีเขียว สีแดง และสีน้ำเงิน
 

ทั้งนี้ Apple Watch 7 จะวางจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้ ในราคาเริ่มต้น 399 เหรียญ พร้อมกับยุติการจำหน่าย Watch 6 แต่ยังคงวางจำหน่าย Apple Watch 3 และ Apple Watch SE ต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกในราคาที่ประหยัดขึ้นเริ่มต้น 199 เหรียญ


ที่มา: https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9640000091341

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศเปิดรับสมัครนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 เพิ่มเติมในระบบ TCAS65 รอบที่ 2 เปิดรับนักศึกษาเพิ่มอีก 3 โควตา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศเปิดรับสมัครสอบ แพทย์จุฬาฯ ปีการศึกษา 2565 รอบที่ 2 โดยมีโควตาดังต่อไปนี้

1.) โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มแพทย์เพื่อชุมชน

2.) โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มลดความเหลื่อมล้ำ

3.) โครงการโอลิมปิกวิชาการ (ชีววิทยา)


 

 

รานละเอียดเพิ่มเติมคลิก :
https://admission.md.chula.ac.th/index_th.html
https://admission.md.chula.ac.th/admission2565.pdf.

โรงเรียนของรัฐในนครนิวยอร์กเริ่มทยอยเปิดให้นักเรียนกลับเข้ามาศึกษาในโรงเรียนหลังจากปิดไป 1 ปี ด้วยสาเหตุของสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วทุกมุมโลก

เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2564 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน โรงเรียนของรัฐในนครนิวยอร์ก เปิดเทอมให้นักเรียนกลับเข้าชั้นเรียนเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี หลังปิดไปตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว ตามมาตรการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้นักเรียนต้องเรียนออนไลน์เป็นเวลานาน 

สำหรับโรงเรียนรัฐในนครนิวยอร์ก ถือเป็นระบบการศึกษาของรัฐขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา โดยมีนักเรียนอยู่ในระบบประมาณ 1 ล้านคน

ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐสังกัดเทศบาลนครนิวยอร์กเกือบทั้งหมดจากจำนวนประมาณ 300,000 คน ได้รับคำสั่งให้กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบในสำนักงานด้วย ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ต้องฉีดวัคซีนครบแล้ว หรือต้องผ่านการตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 ทุกสัปดาห์


ที่มา : https://www.naewna.com/inter/601988

คำคมบาดใจจาก "แบมแบม สมาชิกวง GOT7" ความผิดพลาด คือ สิ่งทำให้เราโตขึ้น !

"ตอนที่เราทำเรื่องผิดพลาด เราอาจจะเครียด แต่หลังจากนั้น เราจะคิดได้ว่า ทำไมเราต้องเศร้าขนาดนั้น ในเมื่อความผิดพลาด จะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราโตขี้น"

แบมแบม GOT7

เจเจ กฤษณภูมิ ยุติบทบาทการเป็นศิลปิน ค่ายนาดาว มิวสิค หลังจากที่มีการเจรจาตัดสินใจ ขอออกไปหาประสบการณ์ เรียนรู้การทำงานเพลงในสไตล์ที่สนใจ และเหมาะกับตัวเองมากขึ้น

“เจเจ กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม” ประกาศยุติบทบาทศิลปินกับทางบริษัท นาดาว มิวสิค จำกัด หลังจากที่มีการเจรจาตัดสินใจ โดยเจเจขอออกไปหาประสบการณ์ เรียนรู้การทำงานเพลงในสไตล์ที่สนใจ และเหมาะกับตัวเองมากขึ้น ส่วนโปรเจ็กต์ JAYLERR x Ice Paris จำเป็นที่จะต้องยุติลง แต่ “เจเจ” ยังคงเป็นนักแสดงภายใต้สังกัด นาดาว บางกอก ตามเดิม

รวมถึงงานเพลงที่ได้รับไว้ก่อนหน้านี้ ทางนาดาว บางกอก และนาดาว มิวสิค จะยังคงดูแล และประสานงานต่อจนสำเร็จเรียบร้อย

 


 

“เจเจ” ได้ออกมาชี้แจงเหตุผลที่ตัดสินใจ ยุติการเป็นศิลปินของค่ายนาดาวมิวสิคผ่านทางอินสตราแกรมส่วนตัวโดยมีเนื้อหาต่อไปนี้

 “สวัสดีครับ หลายๆ คนน่าจะเห็นประกาศอย่างเป็นทางการจากทางนาดาวแล้ว ผมเลยอยากถือโอกาสนี้ในการขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่อยู่ในนาดาวมิวสิค ที่ให้การสนับสนุน และผลักดันผมมาตลอด ทั้งพี่ย้ง พี่โป พี่เบล สุพล และพี่โฟร์ และพี่ๆ ในทีมนาดาวมิวสิค

ถ้าที่ผ่านมา ผมทำสิ่งเหล่านี้คนเดียว ผมไม่สามารถพัฒนามาเป็นผมอย่างทุกวันนี้ได้ แน่นอน ขอบคุณพี่ๆ จากใจจริงครับ ขอบคุณ ไอซ์ ที่ตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยกัน ไอซ์ไม่เคยทิ้งผมไปไหน คอยให้กำลังใจ คอยให้คำปรึกษา คอยช่วยเหลือกันในทุกสถานการณ์ ตั้งแต่ทำ JAYLERR x Ice Paris จนถึงวันนี้

ผมก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมว่า ผมสนุกและรู้สึกปลอดภัยที่สุดเวลาอยู่บนเวทีกับไอซ์ ในวันที่ผมตัดสินใจว่าจะออกจากนาดาวมิวสิค ไอซ์ก็เข้าใจและเคารพในการตัดสินของผมอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง หวังว่าวันหนึ่ง เมื่อเราเติบโตขึ้น เก่งขึ้น เราจะได้อยู่บนเวทีร่วมกันอีกครับ สุดท้ายขอบคุณแฟนๆ ทุกคน ที่สนับสนุนผมตลอดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นพาร์ตศิลปิน

การตัดสินใจครั้งนี้ ถือว่าเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตผม ถ้าถามว่าผมเสียดายช่วงเวลาที่ผ่านมามั้ย ผมตอบได้เต็มปากเลยว่า ผมไม่เสียดาย เพราะตลอดเวลาที่ได้ทำเพลงในนาดาวมิวสิค ผมทั้งสนุก ได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ ได้ใช้เวลาดีๆ ไปกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนหลังจากนี้ ผมจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่านี้ให้ได้ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจในการตัดสินใจของผมในครั้งนี้ และซัพพอร์ตผมต่อไปครับ ขอบคุณครับ”

 

 

       

 


ที่มา : 
IG : jaylerr 
IG : nadaomusic 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top