Saturday, 4 February 2023
SPECIAL NEWS

“แก้มลิง” โครงการชื่อน่ารักของในหลวงรัชกาลที่ 9

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์  ทำให้แผ่นดินไทยร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา ด้วยความที่พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ  จึงเกิดโครงการในพระราชดำริมากถึง 4000 กว่าโครงการ ล้วนเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนชาวไทยทั้งสิ้น  บางโครงการมีชื่อเป็นทางการ แต่บางโครงการก็มีชื่อน่ารักและชวนฉงน จึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อคนรุ่นหลังที่เคยได้ยินชื่อโครงการเหล่านี้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นโครงการอะไร
.
โครงการที่ดังที่สุดเห็นจะเป็นโครงการแก้มลิง   พระราชวังไกลกังวลที่หัวหินนั้นมักมีแขกขนฟูมาเยี่ยมเยียนเสมอ พระองค์สังเกตฝูงลิงและตรัสว่า
.
“ลิงโดยทั่วไป   ถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน   ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม   จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง”
.
นั่นคือจุดกำเนิดของโครงการชื่อน่ารักชื่อโครงการแก้มลิง  โครงการนี้เป็นการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ  มีการแบ่งเป็น 3 ขนาดคือ ใหญ่ กลาง และเล็ก  
.
พระองค์มีพระราชดำริให้จัดหาพื้นที่ลุ่ม บึง สระ เป็นที่รองรับน้ำ    เมื่อฝนตกหนัก  ให้นำน้ำเข้ามาเก็บกักไว้ในแก้มลิงชั่วคราว น้ำฝนจึงไม่ไหลลงสู่ทางระบายน้ำทันที    แต่จะขังไว้ในพื้นที่พักน้ำ เมื่อน้ำในคลองมีสภาพปกติ จึงระบายน้ำออกจากแก้มลิง ซึ่งนอกจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้วยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดน้ำในฤดูแล้งได้ด้วย
.
โครงการแก้มลิงยังช่วยป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในช่วงฤดูแล้ง ไม่ให้น้ำเค็มจากทะเลไหลเข้าสู่แม่น้ำลำคลองและพื้นที่การเกษตร อีกทั้งยังสามารถเก็บกักน้ำจืดไว้ด้านเหนือประตูระบายน้ำ ประชาชนจึงสามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรกรรมอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภคอีกด้วย
.
นอกจากนี้โครงการแก้มลิงยังมีส่วนสำคัญในการบำบัดน้ำเสีย เพราะเมื่อปล่อยน้ำที่กักจากแก้มลิงลงสู่คลองต่างๆ ก็จะไปบำบัด เจือจางน้ำเน่าเสียให้เบาบางลง ก่อนดันลงสู่ทะเล
.
ปัจจุบันมีพื้นที่แก้มลิงขนาดใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพ เหนือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยกำหนดในผังการใช้ที่ดินเป็นพื้นที่เขียวลาย ไม่เหมาะกับการพัฒนา นอกจากนี้ยังมีแก้มลิงเล็กใหญ่กระจายอยู่ทั่ว กรุงเทพ กว่า 20 จุด 
.
นี่คือพระปรีชาชาญของพระองค์   จากข้อสังเกตลิงที่อมกล้วยไว้ในปากจนนำมาสู่โครงการในการแก้ปัญหาอุทกภัยในประเทศไทย และยังคงใช้เป็นแนวทางการแก้ปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบัน
 


 

ปริศนา Moai ( โมไอ) รูปสลักยักษ์แห่งเกาะอีสเตอร์

โมไอ(moai) ยักษ์แห่งเกาะอีสเตอร์ เกาะอีสเตอร์เป็นแผ่นดินขนาดเล็กที่คนอาศัยอยู่ได้ซึ่งอยู่ไกลที่สุดในโลก แผ่นดินที่ใกล้ที่สุดคือชิลีทางทิศตะวันออก 2,300 ไมล์ เป็นเกาะรูปสามเหลี่ยม ประกอบด้วยภูเขาไฟสามลูกที่อยู่ใกล้กัน มีเนื้อที่ 66 ตารางไมล์
.
ราโน รารากู-เป็นปล่องภูเขาไฟรูปกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 600 หลา รอบบริเวณนั้นทั้งด้านนอกด้านในมีรูปแกะสลักหิน 397 รูป  ออกแบบเชิงสัญลักษณ์แทนร่างมนุษย์ผู้ชาย ไร้ขา หูยาว ส่วนใหญ่สูงราว 15 - 20 ฟุต ใหญ่สูงถึง 70 ฟุต หนักตั้งแต่ 10 - 270 ตันตั้งกระจายอยู่โดยรอบ
.
มองเห็นเส้นทางลำเลียงออกจากปล่องภูเขาไฟ ผ่านช่องบริเวณขอบปล่องภูเขาไฟ กว้าง 25 ฟุต แยกเป็นสามสายไปทางทิศ เหนือ ใต้ ตะวันตก ซึ่งยาวถึง 9 ไมล์สู่ชายฝั่งทะเล ระหว่างทางมีรูปสลักอีก 97 รูป วางกระจัดกระจายตามแนวเส้นทาง
จนกระทั่งถึงแนวชายฝั่งที่เป็นที่ตั้งของฐานหินราว 300 แห่ง และรูปสลักอีก 393 รูป (เมื่อไม่กี่สิบปีก่อนมีจำนวนมากล้มระเนระนาดอยู่เหมือนถูกทำให้แตกหักโดยเจตนา ดังจะกล่าวถึงสาเหตุในตอนท้าย) รวมทั้งเกาะมีรูปสลัก(moai) 887 รูป
.
ในปี 1994 นักโบราณคดียกรูปที่ล้มอยู่ 15 รูปให้ตั้งตรงขึ้น โดยใช้ปั้นจั่นซึ่งยกได้ 55 ตัน แต่รูปใหญ่สุดบริเวณนั้น หนัก 88 ตัน
.
รูปสลักหินส่วนหนึ่งยังติดอยู่กับหิน-ไม่ได้สกัดออกมา บางรูปสลักไว้คร่าว ๆ เหมือนภาพสเก็ต บางรูปสลักแล้วยังทิ้งอยู่ด้านล่างในปล่องภูเขาไฟ รูปไม่เสร็จรวมแล้วประมาณเกือบครึ่งของจำนวนรูปทั้งหมด(887)พื้นดินบริเวณแหล่งหินเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ทั้งเสียม สิ่ว และค้อน วางระเกะระกะข้างรูปแกะสลักที่ค้างคา มีการขุดร่องไว้โดยรอบสำหรับใช้เป็นที่ยืนทำงานของช่างแกะสลัก ใต้รูปสลักรูปหนึ่งพบเศษกระดูกนิ้วมือมนุษย์ “คงจะพลาดตอนเคลื่อนย้ายรูปสลัก?”
.
ชาวยุโรปที่พบเกาะนี้คนแรกคือ จาค็อบ ร็อกเกอวีน นักสำรวจชาวดัทช์ พบเกาะแห่งนี้ในวันอีสเตอร์ (5 เมษายน 1722) จึงตั้งชื่อเกาะว่าอีสเตอร์ เขามาถึงด้วยเรือยุโรปขนาดใหญ่ที่ออกจากชิลีโดยใช้เวลา 17 วัน และเจอชาวโพลีนีเชียนบนเกาะ ที่มีเรือแคนูลำเล็ก ๆ นั่งได้คนสองคน-แถมเรือรั่วต้องพายไปวิดไป ดังนั้นจากที่เห็น-ร็อกเกอวีนจึงเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ว่าบรรพบุรุษคนเหล่านี้มาถึงเกาะไกลที่สุดในโลกนี้ได้อย่างไร เมื่อดูจากรูปร่างที่ผอมกะหร่องยิ่งสงสัยหนักว่า แล้วพวกเค้ายกรูปสลักเหล่านั้นให้ตั้งตรงได้ยังไงเว้ย!!!
.
คำนวณแบบชาวยุโรป การยกหินหนักขนาดนั้นด้วยแรงคนจำต้องใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ท่อนซุงขนาดใหญ่  เชือกที่ยาวและแข็งแรง แต่บนเกาะเห็นแต่ต้นหญ้าแห้งที่เหี่ยวเฉาแห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้ที่สูงเกิน 10 ฟุตแม้แต่ต้นเดียว--นี่มันเกาะหญ้าแห้งชัด ๆ แล้วก็ยังมีการแกะสลัก ขนย้าย ยกรูป ใหญ่ขนาดนั้น มากมายขนาดนั้น จำเป็นต้องมีสังคมที่ซับซ้อน ประชากรมากพอ สภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ที่ต้องเลี้ยงปากท้องช่างหรือศิลปิน และแรงงาน ดังนั้นต้องมีการเกษตรขนาดใหญ่รองรับด้วยแต่จากภาพที่เห็น ชาวเกาะนี้ผอมแห้งเหมือนขาดอาหาร-มีประชากรหลักพัน สัตว์เลี้ยงมีแต่ไก่ ส่วนสัตว์พื้นเมืองมีแต่แมลง
.
เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป นับสามศตวรรษต่อมา ชาวยุโรปจำนวนมากจึงไม่เชื่อว่าชาวโพลินีเขียนซึ่ง"เป็นคนป่าเถื่อนอย่างแท้จริง"จะสามารถสร้างสรรค์รูปสลักและฐานหินเหล่านี้ขึ้นมาได้(ที่จริงฐานหนักกว่ารูปสลักเสียอีก)
.
นักโบราณคดีชี้ว่าจากการคำนวณอายุของถ่านไม้และกระดูกปลาโลมาด้วยเทคนิคเรดิโอคาร์บอน-พบว่าช่วงเวลาที่มนุษย์มาตั้งถิ่นฐานบนเกาะอีสเตอร์เป็นครั้งแรกน่าจะอยู่ราวค.ศ. 900 เคยมีประชากรสูงสุดประมาณ 6,000 - 30,000 คน
ต่อมามีไข้ทรพิษจากชาวยุโรปที่มาเยือนระบาด ปี 1770 และ 1836  ซึ่งคร่าชีวิตประชากรส่วนใหญ่ ปี 1862-3 มีเรือค้าทาสจากเปรูมาจับประชากรไป 1,500 คน
.
จากการสำรวจ เกาะอีสเตอร์โบราณถูกแบ่งเป็นอาณาเขต 11 - 12 แห่ง แต่ละแห่งเป็นของคนกลุ่มหนึ่งหรือเชื้อสายตระกูลหนึ่ง แต่ยังคงเป็นหนึ่งเดียวด้านศาสนาภายใต้หัวหน้าสูงสุดคนเดียวกัน แต่ละกลุ่มจะต่อสู้กันอย่างสันติด้วยการประชันฝีมือในการสร้างฐานหิน(ahu)และรูปสลัก(moai) (ตัวอย่างที่เห็นรูปสลักรูปหนึ่งสูงถึง 70 ฟุต หนัก 270 ตัน) เมื่อคำนวณอายุจากคราบออบซิเดียนที่ติดอยู่บริเวณผิวหน้าหิน และข้อมูลอีกบางอย่าง ช่วงเวลาการสร้างอาฮูจะอยู่ที่ช่วงปี ค.ศ. 1000 - 1600 เป็นส่วนใหญ่
.
ยุคหลัง ๆ ชาวเกาะเพิ่มปูเกา(pukao)หรือหินรูปทรงกระบอกสีแดงเพื่อทำเป็นหมวกให้โมไอ-ซึ่งมีหมวกบางลูกหนักถึง 12 ตัน อยู่บนหัวรูปสลักที่สูง 32 ฟุต จนฝรั่งบางคนที่เห็นถึงกับครางว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวเป็นแน่แท้ (แต่การทดลองชี้ว่ารูปสลักและหมวกน่าจะถูกยกขึ้นพร้อมกัน) ปูเกามีไม่ถึงร้อยอันติดตั้งบนเฉพาะรูปสลักใหญ่ ๆ ในยุคปลายเท่านั้น (เพื่อแสดงถึงความเหนือกว่า-ทำได้ยากกว่าคู่แข่ง? นักประวัติศาสตร์สันนิษฐาน) มันเกิดขึ้นเพราะชาวเกาะอีสเตอร์ที่อยู่โดดเดี่ยวหลุดโลกไม่มีเกมอื่นให้เล่น!!!?
.
นักโบราณคดีทดลองโดยเรียงไม้ซุงที่เรียกว่าบันไดแคนู แล้วให้คนลากรูปสลักไปบนเลื่อน ใช้คน 70 คนลากรูปสลักหนัก 12 ตันวันละ 5 ชม. ได้ 9 ไมล์(สุดถนนปลายเกาะ)ใน 1 สัปดาห์ แต่งานนี้ต้องใช้ไม้จำนวนมหาศาลเพื่อให้เป็นบันได และเชือกก็ต้องทำจากต้นไม้แล้วบนเกาะไม่เห็นมีต้นไม้!!?? ต้องหาคำตอบกันต่อ
.
มีการใช้เทคนิคการวิเคราะห์เรณู ซึ่งได้แก่การนำแท่งตะกอนในลุ่มน้ำขังมาตรวจสอบ แล้วส่องดูละอองเรณูว่ามีพืชพันธุ์ใดบ้าง เขาพบพืชจำพวกปาล์มเป็นจำนวนหลายพันธุ์มาก ทั้งที่บนเกาะไม่มีแม้แต่ต้นเดียว และพบฟอสซิลรอยต้นปาล์มที่ฝังอยู่ในลาวามีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 7 ฟุต—ใหญ่ที่สุดในโลกที่เคยพบ พบไม้ที่ถูกเผาเป็นถ่าน 16 ชนิด ปาล์มสูญพันธุ์ 21 ชนิด พบกระดูกนกบก 6 ชนิด กระดูกนกทะเล 25 ชนิด--(แสดงความสมบูรณ์ของอาหารในอดีต-ก่อนที่ชาวอีสเตอร์ในยุคหลังจะอดอยากถึงขั้นกินเนื้อกันเอง)พบก้างปลาจำนวนมากในยุคแรก ๆ  และน้อยลงเรื่อย ๆ ในยุคหลัง(แสดงว่าเขาตัดต้นไม้จนไม่เหลือทำเรือออกหาปลาในทะเลลึก หรือแม้แต่หนีไปจากเกาะ ถ้ารู้ว่ามีที่อื่นในโลก)
.
การตัดไม้ทำลายป่าเริ่มราวปี ค.ศ.900 และหมดเกลี้ยงก่อนปี 1722 ที่ร็อกเกอร์วีนเดินทางมาถึง เพื่อสนับสนุนศาสนารูปสลัก!!!! ก้างปลาและกระดูกปลาใหญ่หายไปจากกองขยะ(ที่นักโบราณคดีขุด)ตั้งแต่ปี 1500 เพราะเกาะนี้เป็นเขตภูเขาไฟที่ทะเลลึกชัน-เมื่อมีแต่เรือไม่ถึงสิบฟุตก็หากินได้แค่ชายฝั่ง การเกษตรก็พัง-เกิดความแห้งแล้ง-หลังจากต้นไม้ต้นสุดท้ายถูกโค่นทิ้ง ประชากรอดอยากถึงขั้นกินกันเอง (พบกระดูกมนุษย์ในกองขยะรุ่นหลัง ๆ ในสภาพถูกทุบเพื่อดูดไขกระดูก) ตอนหลังก็เริ่มทำลายรูปสลักกันโดยทำให้ล้มลงมาจากฐานใส่ก้อนหินใหญ่ที่วางรับเพื่อให้แตกหัก
.
ในปี 1774 กัปตันคุกมาเจอและอธิบายภาพของชาวเกาะว่า "ตัวเล็ก ผอมบาง ขี้ตื่น และเต็มไปด้วยความทุกข์จนน่าสังเวช"
.
เครดิตภาพ:กูเกิ้ล
เรื่อง: จาก Collapse ของJared Diamond 


ที่มา https://www.facebook.com/groups/283213715860116/permalink/1032899104224903 
 

นครศรีธรรมราช เมืองโบราณเก่าแก่แห่งแหลมมลายู

จังหวัดนครศรีธรรมราช
"...เป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในแหลมมลายู   มีชื่อเรียกในศิลาจารึกว่า ตามพรลิงค์    และมีชื่อเรียกในตำนานต่าง ๆ เช่น นครดอนพระ   ศรีธรรมนคร   ศิริธรรมราช เป็นต้น 
.
ชาวตะวันตกสมัยก่อน เรียกว่า Ligor   ตัวเมืองเดิมของนครศรีธรรมราชนั้น เล่ากันว่า   ตั้งอยู่ที่เขาวัง ต.ลานสะกา อ.ลานสะกา จ.นครศรีธรรมราช   ต่อมา ได้ย้ายมาตั้งที่ หาดทรายแก้ว
.
ในตอนที่เมืองนครศรีธรรมราชมีอำนาจมากนั้น มีเรื่องราวที่ควรกล่าว คือ    ได้แบ่งการปกครองเมืองขึ้น เป็นทำนอง 12 นักษัตร ตามปูมโหร ให้ใช้ตรารูปสัตว์ประจำปี เป็นตราของเมืองขึ้นนั้น ๆ คือ 
1 เมืองสาย (บุรี) ถือตราหนู (ชวด)
2 เมืองปัต (ตานี) ถือตราวัว (ฉลู)
3 เมืองกะลันตัน ถือตราเสือ (ขาล)
4 เมืองปะหัง ถือตรากระต่าย (เถาะ)
5 เมืองไทร (บุรี) ถือตรางูใหญ่ (มะโรง)
6 เมืองพัทลุง ถือตรางูเล็ก (มะเส็ง)
7 เมืองตรัง ถือตราม้า (มะเมีย)
8 เมืองชุมพร ถือตราแพะ (มะแม)
9 เมืองบันไทยสมอ ถือตราลิง (วอก)
10 เมืองสอุเลา ถือตราไก่ (ระกา)
11 เมืองตะกั่ว ถลาง ถือตราหมา (จอ)
12 เมืองกระ (บุรี) ถือตราหมู (กุน)
.
ในสมัยสุโขทัย ปรากฏตามศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ว่า เมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองประเทศราช ขึ้นกับกรุงสุโขทัย
.
ถึงสมัยอยุธยา ปรากฏในกฎมนเทียรบาลว่า   เมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองชั้นพระยามหานคร   โดยแยกเอาเมืองอุยองตะหนะ เมืองมะละกา เมืองมลาญุ เมืองวรวารี ออกจากแคว้น   ยกขั้นเป็นเมืองกษัตริย์ ถวายต้นไม้ทองเงิน   เมืองนครศรีธรรมราชจึงเป็นเมืองหน้าด่าน คุ้มครองดินแดนส่วนต่าง ๆ ทางใต้ 
.
ต่อมา ปรากฏในศักดินาทหารผังเมือง ซึ่งตราใน พ.ศ. 1919 ว่า   เมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเอก เทียบเท่าเมืองพิษณุโลก   เมืองนครศรีธรรมราช คงเป็นเมืองเอกมาตลอดสมัยอยุธยา
.
เมืองนครศรีธรรมราช สมัยกรุงรัตนโกสิทร์ตอนต้น มีหัวเมืองขึ้น ตั้งแต่เมืองชุมพรลงไปจนถึงเมืองสะลังงอเขต แคว้นมลายู   ภายหลังเมื่อ พ.ศ. 2335 แยกเมืองสงขลาออกจากนครศรีธรรมราช ให้ปกครองเมืองปัตตานี กะลันตัน ตะรังกานู   ส่วนเมืองนครศรีธรรมราชให้ปกครองเมืองไทรบุรี และหัวเมืองตกมหาสมุทรอินเดียทั้งหมด    ต่อมา พระยากะลันตันกับพระยาตะรังกานูวิวาทกัน จึงโปรดเกล้าฯให้โอนเมืองกะลันตัน มาขึ้นนครศรีธรรมราชตามเดิม
.
ครั้นถึง พ.ศ. 2439 จัดการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล โปรดเกล้าฯให้แยกหัวเมืองทางปักษ์ใต้ คือมณฑลชุมพรและมณฑลนครศรีธรรมราช ตั้งที่ว่าการที่ เมืองสงขลา 
.
ต่อมาในรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯให้ตั้งตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้ขึ้นใน พ.ศ. 2458 เพื่อปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้งหมด   ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ลงไป กับจัดตั้งกองทหารรักษาวังขึ้นที่ จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 1 กองพัน    เมืองนครศรีธรรมราชสังกัดขึ้นแก่อุปราชปักษ์ใต้ ซึ่งตั้งที่ทำการอยู่ ณ เมืองสงขลา   อุปราชปักษ์ใต้มีตำแหน่งอยู่ 10 ปี ก็ยุบตำแหน่ง แล้วยุบกองทหารรักษาวังใน พ.ศ. 2469 ด้วย
.
เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงให้ยุบมณฑลนครศรีธรรมราชลง เมื่อ พ.ศ. 2476 คงเหลือแต่ จ.นครศรีธรรมราช
.
เมืองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ในระยะย่านกลางที่ชาวต่างประเทศ อาศัยผ่านไปมา   จึงเป็นเมืองมีความเจริญมาแต่โบราณ และยังเป็นเมืองที่ได้รักษาแบบแผนพิธีการต่าง ๆ เช่น   พิธีตรุษ เป็นต้นไว้ได้   จนถึงกับมีคำกล่าวว่า   ทางกรุงเทพฯ ได้ตำราพิธีตรุษไปจากเมืองนครฯ   ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ได้ทรงอธิบายไว้ มีความว่า   เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างพระนครแล้ว มีพระราชประสงค์จะทรงฟื้นขนบธรรมเนียมราชการให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเรียกกันว่า "ครั้งบ้านเมืองดี"   จึงโปรดให้สืบหาตำรับตำราราชการต่าง ๆ ซึ่งยังมีฉบับเหลืออยู่   ทั้งให้ไต่ถามผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการ รู้ขนบธรรมเนียมในกรุงศรีอยุธยา รวบรวมตำรากับความรู้ของคนเก่า    ตรวจชำระ ตั้งเป็นลัทธิธรรมเนียมในกรุงรัตนโกสินทร์   
.
ส่วนการพระราชพิธีสงฆ์ ตกอยู่ในหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (สี) เดิมอยู่วัดพระเจ้าพนัญเชิง เมื่อเสียกรุง หนีพม่าลงไปอาศัยอยู่ ณ เมืองนครศรีธรรมราช ได้เคยเห็นเจ้านครทำพิธีตรุษ เมื่อจะจัดระเบียบพระราชพิธีตรุษ ที่เมืองนครศรีธรรมราชในกรุงเทพฯ จึงให้เรียกตำราพิธีตรุษที่เมืองนครศรีธรรมราช เข้ามาสอบกับตำราที่มีอยู่ในกรุงธนบุรี พระสังฆราชก็มีลิขิตบอกลักษณะพิธีตรุษเช่นเจ้านครเคยทำ ณ เมืองนครศรีธรรมราช เข้ามายังพระครูปลัดสมเด็จพระสังฆราช
.
เมื่อสมเด็จพระสังฆราช ได้ตำราพิธีตรุษเมืองนครศรีธรรมราชมาแล้ว คงเทียบทานกับกระบวนการพิธีตรุษที่ทำครั้งกรุงธนบุรี   ชำระแก้ไขให้เป็นยุติตามที่เห็นว่าถูกต้อง   แล้วถวายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย จึงโปรดเกล้าฯให้ตั้งเป็นตำราพระราชพิธีสำหรับพระนคร   
.
พิธีตรุษ ณ เมืองนครศรีธรรมราชได้ทำต่อมาจนถึงรัชกาลที่ 5 เมื่อพระรัตนธัชมุนี (ม่วง) เป็นเจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้อำนวยการพิธี เคยให้พระสงฆ์ชาวนคร สวดภาณวารและภาณยักษ์ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฟังทำนอง..." 
ความตอนหนึ่งในหนังสืออักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2507
•    รวบรวมหลักฐานการเขียนแผนที่ จากแผนที่ของกรมแผนที่ทหาร   
•    เส้นทางรถยนต์และหมายเลขประจำถนน จากแผนที่ของกรมทางหลวงแผ่นดิน   
•    เส้นแบ่งเขตการปกครอง จากแผนที่ของกระทรวงมหาดไทย 
.
อำนวยการเขียน พ.อ.พูนพล อาสนจินดา
เขียนโดย จ.ส.อ.เสนาะ อาภาวิลาศ, จ.ส.อ.วิเชียร บุตรเปี่ยม , จ.ส.ท.ประทิน มีศีล และจ.ส.ท.เฉลิม คุ้มมณี
เริ่มเขียนรวบรวมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2506 ถึงเดือนมิถุนายน 2507
หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
ด้วยความภาคภูมิใจรากเหง้าบ้านเกิดเมืองนอน คนเมืองคอน


ที่มา https://www.facebook.com/pornpichit.samaktham/posts/5852650131425588 
 

นักเรียนอังกฤษคนแรกของไทย จบแค่มัธยมแต่ยับยั้งกองเรืออังกฤษยิงถล่มกรุงเทพได้ !!!

ขุนนางท่านนี้ก็คือ เจ้าพระยาภาสกรณ์วงศ์ (พร บุนนาค) บุตรคนเล็กของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะท่านเกิดที่ชุมพรในปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ ขณะที่บิดายังเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้ไปสักเลกหรือเกณฑ์ทหารที่นั่น แต่พอโตขึ้นมีคนเรียกสั้นๆว่า “พร” ท่านจึงสมัครใจที่จะมีชื่อสั้นแบบนี้
.
เมื่ออายุ ๖ ขวบบิดาถึงแก่พิราลัย จึงอยู่ในอุปการะของพี่ชายคนโต คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากพระอาจารย์แก้ว วัดประยุรวงศาวาส พออายุ ๑๕ มีการเปิดประเทศต้อนรับอารยธรรมตะวันตกในรัชกาลที่ ๔ ต้องการคนที่รู้ขนบธรรมเนียมของชาวยุโรปมาก พี่ชายจึงส่งท่านไปเรียนที่อังกฤษแบลคฮีท ใกล้กรุงลอนดอน แต่แค่ ๓ ปีพออ่านออก เขียนได้ พูดคล่องก็ต้องกลับมา เพราะบุตรชายคนโตของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ คือ เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นราชทูตไปทวีปยุโรปและไม่มีล่ามประจำตัว ท่านจึงต้องกลับมารับหน้าที่ล่าม เข้ารับราชการเป็น นายราชาณัตยานุหาร ทำหน้าที่ราชเลขานุการสำหรับเชิญกระแสรับสั่งไปเจรจากับต่างประเทศแทนหม่อมราโชทัย ซึ่งถึงอนิจกรรมในปีนั้น
.
ในขณะรับราชการเป็นนายราชาณัตฯ ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนภาษาไทยจากตำราของพระยาศรีสุนทรโวหาร(ฟัก สาลักษณ์) และตำราภาษาอังกฤษจากต่างประเทศ เป็นผู้ตั้งโรงเรียนภาษาอังกฤษสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ และโรงเรียนภาษาไทยในกรมทหารมหาดเล็ก
.
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้รับโปรดเกล้าฯเป็น จมื่นศรีสรรักษ์ หัวหมื่นมหาดเล็ก และในปี ๒๔๑๖ ได้เลื่อนขึ้นเป็น พระยาภาสกรวงศ์ ขณะที่อายุเพียง ๒๒ ปี มียศทางทหารเป็นนายพันโท ราชวัลลภรักษาพระองค์ โดยเป็นผู้เสนอจัดตั้งกองทหารมหาดเล็กขึ้นเป็นครั้งแรก ตามแบบอย่างกองทหารมหาดเล็กของพระเจ้ากรุงอังกฤษ ทั้งยังรับตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์ด้วย ในปี ๒๔๓๕ จึงได้เลื่อนขึ้นเป็น เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เสนาบดีกระทรวงธรรมการคนแรก เนื่องจากท่านนอกจากมีความรู้ภาษาอังกฤษอย่างดีแล้ว ยังแตกฉานภาษาไทยด้วย และเมื่อมีการตั้งสภารัฐมนตรีขึ้น ท่านก็เป็นผู้แปลรัฐธรรมนูญของอังกฤษขึ้นถวาย และได้รับหน้าที่เป็นเลขาธิการสภารัฐมนตรี
.
ในรัชการที่ ๕ นี้ ได้มีการตั้งกระทรวงทบวงกรมขึ้นเป็นครั้งแรก จัดระบบราชการขึ้นใหม่หมด พระยาภาสกรวงศ์ก็มีส่วนอย่างมากในการหาแบบแผนเหล่านี้มาถวาย
.
ต่อมาในปี ๒๔๓๕ มีพระราชพิธีโสกันต์พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ซึ่งต่อมาก็คือรัชกาลที่ ๖ ตามราชประเพณีเมื่อโสกันต์แล้วพระเจ้าลูกยาเธอจะต้องเสด็จขึ้นไปบนเขาไกรลาส ที่พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่บ้างบน โดยมีขุนนางระดับเจ้าพระยานำเสด็จ แต่ครั้งนี้ทรงให้พระยาภาสกรแต่งตัวเป็นเทวดาแล้วเป็นผู้นำเสด็จ พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งกับกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิธาดา เสนาบดีกระทรวงมุรธาธรว่า ให้เลื่อนพระยาภาสกรวงศ์ขึ้นเป็นเจ้าพระยาเดี๋ยวนี้
.
แต่หลังจากพิธีไม่นาน ในปี ๒๔๓๕ ก็เกิดกรณี ร.ศ.๑๑๒ ที่ฝรั่งเศสเอาเรือรบบุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงไม่มีการทำพิธีประกาศแต่งตั้งพระยาภากรวงศ์เป็นเจ้าพระยา จนเหตุการณ์บ้านเมืองสงบ จึงมีพระราชโองการแต่งตั้งในวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๓๘ หลังจากผ่านการโปรดเกล้าฯด้วยพระโอษฐ์มา ๓ ปีกว่า
.
ในปี ๒๔๒๒ ขณะที่เป็นพระยาภาสกรวงศ์ ท่านได้รับหน้าที่ทำงานสำคัญของชาติ เมื่อไทยเกิดขัดแย้งกับกงสุลอังกฤษ ความจริงก็เป็นแค่เรื่องครอบครัว เนื่องจากมิสเตอร์น็อกซ์ กงสุลอังกฤษผู้นี้เป็นอดีตครูฝึกทหารของวังหน้า และได้รับพระราชทานเมียไทยจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ลูกสาวของมิสเตอร์น็อกซ์คนหนึ่งได้แต่งงานกับพระปรีชากลการ ผู้สำเร็จวิชาวิศวกรจากสก็อตแลนด์ และได้รับหน้าที่ไปคุมเหมืองทองที่กบินทร์บุรี แต่ส่งเงินเข้าคลังไม่ครบ พระปรีชาฯ ยังใช้ชีวิตหรูหราในสังคมฝรั่งซึ่งล้วนเป็นนักล่าเมืองขึ้น ทั้งยังตอนแต่งงานถือเป็นลูกเขยกงสุลมหาอำนาจจึงไม่ขออนุญาตตามระเบียบปฏิบัติของราชการที่ว่า พระบรมวงศานุวงศ์หรือขุนนางตั้งแต่ระดับคุณพระขึ้นไป จะแต่งงานกับชาวต่างประเทศ จะต้องกราบทูลให้ทรงพระกรุณาเสียก่อน อีกทั้งยังพาเมียลงเรือฮันนีมูนไปลอยลำที่หน้าพระราชวังบางปะอิน ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่โดยไม่ขึ้นไปเฝ้า ขุนนางข้าราชการทั้งหลายต่างมองว่าการกระทำของพระปรีชาฯนี้เป็นการย่ำยีเกียรติยศและของแผ่นดิน
.
ต่อมาพระปรีชาฯถูกร้องเรียนว่าเกณฑ์ราษฎรดำน้ำลงไปขุดต่อเพื่อสร้างท่าเรือของเหมืองทอง คนไหนดำไม่ทนก็ให้เอาถ่อกดคอไว้ไม่ให้โผล่ จนมีคนตายไปหลายคน และยังทำทารุณกับคนงานที่ทำไม่ถูกใจต่างๆนานา พระเจ้าอยู่หัวจึงให้นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ที่ประชุมมีความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นคดีร้ายแรงจึงเรียกพระปรีชาฯ ให้เข้ามาแล้วจำตรวนคุมขังไว้ ทำให้มิสเตอร์น็อกซ์โกรธมาก และคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์อยู่เบื้องหลัง เพราะขัดแย้งกับมิสเตอร์น็อกซ์มาตลอด แม้ตอนนั้นจะพ้นตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปแล้วก็ตาม จึงไปพบสมเด็จเจ้าพระยาที่บ้านและยื่นคำขาดให้ปล่อยลูกเขยของตัวทันที มิฉะนั้นจะเรียกเรือรบให้เข้ามาบอมบ์กรุงเทพฯ แล้วจะจับตัวท่านเป็นประกันจนกว่าจะปล่อยตัวลูกเขย
.
กงสุลอังกฤษไม่ได้ขู่แต่ปาก แต่ได้เขียนโทรเลขไปถึงกองเรืออังกฤษที่ฮ่องกง โดยฝากเรือเมล์ให้ไปส่งที่สิงคโปร์ เพราะกรุงเทพฯ ยังไม่มีโทรเลข เลยทำให้ข่าวนี้แพร่ไปทั่ว ก่อความแตกตื่นขึ้นทั่วเมือง มีการอพยพออกนอกเมืองกันโกลาหล คณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเห็นว่าไม่ควรปล่อยให้มิสเตอร์น็อกซ์ฝ่ายเดียว ควรจัดคณะทูตไปเจรจากับอังกฤษโดยตรง สมเด็จพระปิยะมหาราชทรงแต่งตั้งพระยาภาสกรวงศ์เป็นราชทูต มีมีจมื่นสราภัยสฤษดิ์ (เจิม แสงชูโต) ซึ่งต่อมาก็คือ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็นอุปทูต
.
เมื่อไปถึงสิงคโปร์ พระยาภาสกรณ์วงศ์ได้โทรเลขไปถึงถึง พระสยามธุรพาหะ (ดี. เค. เมซัน) กงสุลกิตติมศักดิ์สยามประจำกรุงลอนดอน ให้แจ้งเรื่องกับ ลอร์ดซอลส์เบอรี เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศของอังกฤษ ทราบเรื่องว่าคณะราชทูตสยามกำลังเดินทางมาพบ และขอให้ระงับการกระทำของมิสเตอร์น็อกซ์ไว้ ฉะนั้นก่อนที่คณะราชทูตสยามจะออกจากสิงคโปร์ก็ได้รับโทรเลขตอบจากพระสยามธุรพาหะว่า กระทรวงต่างประเทศอังกฤษมีคำสั่งให้เรือรบอังกฤษระงับการเดินทางเข้าน่านน้ำสยามแล้ว แต่เมื่อคณะทูตออกจากสิงคโปร์ เรือรบอังกฤษได้มาถึงกรุงเทพฯในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๓๒๒ และไม่ได้แจ้งให้กรมท่าทราบตามธรรมเนียม แต่ก็ยังไม่กล้าปฏิบัติการใดๆ
.
เมื่อไปถึงกรุงลอนดอน ได้พบลอร์ดซอลล์เบอรี่และได้เฝ้าควีนวิคตอเรียแต่เรื่องก็ยังเงียบหาย เพราะขณะนั้นอังกฤษกำลังมีปัญหาในอาณานิคมหลายแห่ง พระยาสยามธุรพาหะจึงใช้กำลังภายในพาคณะราชทูตสยามไปพบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษที่มีความมักคุ้นกันเป็นการส่วนตัว ส.ส.อังกฤษจึงนำเรื่องนี้ตั้งเป็นกระทู้เข้าสภา ทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศเรียกมิสเตอร์น็อกซ์กลับอังกฤษโดยด่วน ไม่ให้ยุ่งกับสยามอีกต่อไป
.
นี่ก็เป็นผลงานครั้งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของขุนนางผู้จบแค่มัธยมมาจากอังกฤษ


ที่มา https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000097863 
 

‘เดจาวู’ การหาคำตอบ ที่ (เกือบ) อธิบายได้ ทางวิทยาศาสตร์ ???

เคยไหม? กับความรู้สึกแสนพิศวงว่าเราเคยอยู่ในเหตุการณ์นั้นมาก่อน ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงชีวิตเราแม้แต่ครั้งเดียว ความรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่ที่เคยไปครั้งแรกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน รวมถึงบทสนทนากับคนที่เพิ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรก แต่ดันรู้สึกแสนคุ้นเคย คล้ายคลึงว่าเราสองเคยคุยกันมาก่อนเสียอย่างนั้น! เหตุการณ์แปลกๆเช่นนี้ถูกเรียกว่า ‘เดจาวู (déjà vu)’ หรือในภาษาฝรั่งเศสมีความหมายว่า ‘เคยเห็นมาแล้ว (already seen)’ ปรากฏการณ์นี้สร้างความมึนงงแก่บรรดานักปรัชญา นักประสาทวิทยา และนักวิทยาศาสตร์ มานานหลายร้อยปี
.
นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1800 ทฤษฎีต่างๆเกี่ยวกับสาเหตุของเดจาวูเริ่มมีปรากฏให้เห็นเรื่อย ๆ คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าเกิดจากความผิดปกติทางจิตหรือจัดอยู่ในอาการหนึ่งของผู้ที่มีปัญหาทางสมอง รวมถึงอาจเป็นความผิดปกติของความทรงจำ แต่สมมติฐานที่ว่ามายังไม่ใกล้เคียงกับคำตอบที่สามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ปริศนาเดจาวู เริ่มถูกอธิบายได้แล้ว !
.
ในปี 2003 นักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งนามว่า ‘Alan Brown’ ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปรากฎการณ์เดจาวูตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ข้อมูลต่างๆที่เขารวบรวมได้ส่วนใหญ่ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ เช่น เรื่องราวในอดีตชาติ หรือ พลังจิต แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีงานวิจัยที่เผยว่าคนธรรมดาทั่วไปอย่างเราๆ ต่อให้ไม่ใช่ผู้วิเศษ หรือมีพลังเหนือมนุษย์ ราว 2 ใน 3 เคยประสบกับเหตุการณ์เดจาวูทั้งนั้น!
.
ซึ่งจากบรรดาเอกสารต่างๆที่ Brown ได้รวบรวม เขาได้ค้นพบข้อมูลบางอย่างที่สามารถอธิบายปรากฎการณ์เดจาวูด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้ Brown ชี้ว่าสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นทำให้คนเห็นเหตุการณ์เดจาวูคือสถานที่ เหตุการณ์ หรือบทสนทนาที่เชื่อมโยงกับปูมหลัง รวมถึงยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองด้วย
.
การค้นพบคำตอบของ Brown ถือว่าเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา และทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนสนใจที่จะทดลองเรื่องนี้ในแล็บจิตวิทยาเพื่อดูว่าผลลัพธ์จะเป็นเฉกเช่นที่ Brown ว่าไว้หรือไม่
.
ศาสตราจารย์ในภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโคโลราโด ‘Anne Cleary’ ได้เผยแพร่บทความผ่าน The Conversation เกี่ยวกับงานวิจัยเรื่องเดจาวูของเธอที่ต่อยอดมาจากสิ่งที่ Brown เคยศึกษาไว้ก่อนแล้ว เธอและทีมวิจัยเริ่มทำการทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐานที่บ่งชี้ว่าเดจาวูสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลนั้นสัมผัสได้ถึงความคล้ายคลึงเชิงพื้นที่ระหว่างเหตุการณ์ในปัจจุบันกับความทรงจำในอดีตที่อาจถูกลืม ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่าสมมติฐานของเกสตัลต์ (Gestalt familiarity hypothesis)
.
Anne กล่าวว่าเหตุการณ์ที่คนๆ หนึ่งรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่แห่งหนึ่งทั้งที่ไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน เหตุผลที่ทำให้รู้สึกแบบนั้นอาจเกิดจาก Layout ของการตกแต่งสถานที่ เช่นการวางเฟอร์นิเจอร์ หรือการตกแต่งภายใน ที่มีความคล้ายคลึงกับประสบการณ์ในอดีตของบุคคลนั้น
.
เธอและทีมวิจัยจึงได้ทดลองโดยการใช้เทคนิค VR หรือ virtual reality ฉายภาพเหตุการณ์และสถานที่ให้กับผู้เข้าร่วมวิจัย โดยบางฉากอาจจัดสถานที่ให้มี Layout คล้ายกับสิ่งที่ผู้ร่วมวิจัยเคยเห็น บางฉากอาจสร้างให้แตกต่างไปเลย
.
ผลลัพธ์ที่ได้เป็นไปตามคาด ปรากฎการณ์เดจาวูมีแนวโน้มเกิดได้สูงเมื่อบุคคลหนึ่งพบกับสถานที่ที่มีความคล้ายคลึงกับสถานที่ที่เคยไปในอดีต แต่ความทรงจำนั้นแสนเลือนรางจนแทบจำไม่ได้ แม้คำตอบจากงานวิจัยนี้จะเป็นที่น่าพึงพอใจและสามารถอธิบายเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นทีมวิจัยยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ยังอาจมีปัจจัยอื่นซึ่งในขณะนี้ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ ปรากฎการณ์เดจาวูจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบปัจจัยร่วมอื่นๆที่เป็นไปได้
.
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ก็ได้พยายามค้นคว้าคำตอบของเหตุการณ์นี้อยู่เรื่อย ๆ เราอาจต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าในอนาคตจะมีคำตอบว้าว ๆ แบบไหนมาคลายข้อสงสัยสุดพิศวงให้เราได้อีกบ้าง


ที่มา https://www.posttoday.com/post-next/people-behavior/1767 
 

แผ่นจารึกฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ กับความหมายอันงดงามสมพระเกียรติ

เผยความหมาย พระบรมรูป ร. 9 งดงาม สมพระเกียรติ ขนาด 4 เท่าของพระองค์จริง ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ ณ พื้นที่ทรงอุทิศให้เป็นสวนสาธารณะ มีภูมิสถาปัตย์ตามแบบอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อถวายเป็นพระเกียรติให้ปรากฏแผ่ไพศาลสืบไป
.
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีขนาดความสูง 7.41 เมตร หรือขนาด 4 เท่าของพระองค์จริง ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หันพระพักตร์ไปทางพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ถนนศรีอยุธยา 
.
หล่อด้วยโลหะสำริด ฐานพระบรมรูปตั้งอยู่บนลานรูปไข่ ส่วนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นผังแปดเหลี่ยม ตามคติพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ อันเป็นสัญลักษณ์เบื้องแรกแห่งการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
.
ส่วนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ทั้ง 8 เหลี่ยม มีแผ่นจารึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อนำพาประเทศชาติอยู่ดีมีสุข อันก่อให้เกิดความผูกพันและความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเอกลักษณ์สำคัญของไทยที่ไม่มีชาติใดเสมอเหมือน ทั้งนี้ คำจารึกทั้ง 8 ด้าน ประกอบด้วย
.
แผ่นจารึกที่ 1 ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพ วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 เสด็จสวรรคต วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2556 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวิโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี มาทรงประกอบพิธิเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2565
.
แผ่นจารึกที่ 2 ด้านทิศตะวันออก พระราชาผู้ทรงธรรม
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ
'เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม'
.
เมื่อวันที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ตามโบราณขัตติยราชประเพณี ทรงหลั่งทักษิโณทก ตั้งพระราชสัตยาธิษฐานว่าจะทรงบำเพ็ญสรรพราชกรณียกิจด้วยทศพิธราชธรรม ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ ทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายและกำลังพระสติปัญญาเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่อาณาประชาราษฎร์ สมดังพระราชปณิธานที่พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยไว้ทุกประการ
.
แผ่นจารึกที่ 3 ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ กลางใจราษฎร์ 
'ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้คือ การที่ได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือคนไทยทั้งปวง'
.
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องถิ่นทุรกันดารทั่วพระราชอาณาจักร ทำให้ทรงใกล้ชิดกับพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงเห็นถึงปัญหาความทุกข์ยากของราษฎร จึงทรงศึกษาหาวิธีแก้ไข นำมาซึ่งโครงการอันเนืองมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ด้วยทรงมุ่งหมายให้พสกนิกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การอุทิศพระองค์ทรงงานด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎรตลอดรัชสมัย ก่อให้เกิดความผูกพันและความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเอกลักษณ์สำคัญของไทยที่ไม่มีชาติใดเสมอเหมือน
.
แผ่นจารึกที่ 4 ด้านทิศใต้ ปราชญ์ของแผ่นดิน
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นนักคิดและนักปฏิบัติ พระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล อันเกิดจากการทรงงานหนักและต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ทรง ‘เข้าใจ’ ‘เข้าถึง’ ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำมาหาเลี้ยงชีพของราษฎร เกิดเป็นแนวพระราชดำริด้านการเกษตร ‘การเกษตรตามหลักทฤษฎีใหม่’ อันเป็นแนวทางการบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังพระราชทานแนวพระราชดำริ ‘หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง’ เพื่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิต โดยเน้นการพึ่งพาตนเอง บนพื้นฐานของความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีคุณธรรม
.
แผ่นจารึกที่ 5 ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ พระภูมินทร์บริบาล 
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา พระอัจฉริยภาพในศาสตร์แขนงต่าง ๆ ที่ทรงประยุกต์ใช้กับการพัฒนาประเทศทุกๆ ด้านของพระองค์ เปรียบประดุจเป็น 'พลังแห่งแผ่นดิน เป็น 'ภูมิคุ้มกัน' 
.
นำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืน พระราชกรณียกิจเพื่อการพัฒนาและเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศ ครอบคลุมทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข การคมนาคม การชลประทาน การศึกษา เทคโนโลยี ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งการเจริญทางพระราชไมตรีกับนานาประเทศ
.
แผ่นจารึกที่ 6 ด้านทิศตะวันตก นวมินทร์โลกกล่าวขาน 
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณ อาทิ อัครศิลปิน พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย พระบิดาแห่งฝนหลวง พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย พระบิดาแห่งการอนุรักษ์มรดกไทย พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน นอกจากนี้ ได้มีการถวายพระนามด้วยความจงรักภักดี อาทิ กษัตริย์เกษตร กษัตริย์นักพัฒนา และกษัตริย์นักกีฬา พระเกียรติคุณของพระองค์
.
ไม่เพียงแต่เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ใจคนไทยทั้งชาติเท่านั้น หากแต่ยังปรากฎชัดต่อสายตานานาอารยประเทศอีกด้วย ทรงได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลหลากหลายสาขาจากสถาบันและองค์กรต่างประเทศ เช่น ‘รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์’ ที่องค์การสหประชาชาติทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ในฐานะที่ทรงเป็นนักคิด และทรงมีคุณูปการต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นับเป็นเกียรติภูมิอันสูงสุดของประเทศชาติและชาวไทยทั้งปวง
.
แผ่นจารึกที่ 7 ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สืบสาน รักษา และต่อยอด 
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชจริยวัตรอันงดงาม ทรงเป็นต้นแบบแห่งความเพียรในการทำความดี และทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติและประชาชน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงน้อมนำมาเป็นพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’ ในการมุ่งมั่นทำความดีเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ และความวัฒนาสถาพรของประเทศชาติสืบไป
.
แผ่นจารึกที่ 8 ด้านทิศเหนือ บรมราชสดุดี 
เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้น ณ พื้นที่ซึ่งทรงอุทิศให้เป็นสวนสาธารณะ มีภูมิสถาปัตย์ตามแบบอย่าง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อถวายเป็นพระเกียรติยศให้ปรากฎแผ่ไพศาลสืบไปตลอดนิรันดร์กาล


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/royal/1031654 
 

อาชีพสุจริต ไม่ต้องอาย นักศึกษาป.เอก ม.ดังของจีน ทำงานรับจ้างส่งอาหาร หาเลี้ยงครอบครัว

เหมิง เว่ย นักศึกษาระดับปริญญาเอก ในภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ทางภาคตะวันออกของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศ ได้แชร์เรื่องราวของเขาผ่านโลกโซเชียลจีน ที่กำลังกลายเป็นกระแสถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้ 
.
โดย เหมิง เว่ย ยอมรับอย่างไม่อายว่า ตอนนี้เขาจำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงาน part-time เป็นพนักงานรับจ้างส่งอาหาร ควบคู่กับการดูแลลูกชายที่กำลังป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และยังต้องทำวิจัยเพื่อจบปริญญาเอกตามความฝัน
.
เหมิง เว่ย สามารถเข้าเรียนปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงได้ ในปี 2014 แต่ยังไม่สามารถจบหลักสูตรได้ เนื่องจากปริญญานิพนธ์ของเขายังไม่ผ่าน  ต่อมาไม่นาน ลูกชายของเขาล้มป่วย และตรวจพบว่ามีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ที่เป็นเคสหายาก ทำให้เขาต้องนำเงินเก็บทั้งหมดในชีวิตมาใช้รักษาลูก
.
จึงเป็นสาเหตุที่ เหมิง เว่ย ต้องหางานที่ทำให้เขาสามารถเลี้ยงครอบครัวได้ โดยไม่ต้องทิ้งการเรียน และมาลงตัวที่พนักงานส่งอาหาร 
.
แต่หลังจากที่เรื่องราวของเขาถูกแชร์ออกไปในโลกออนไลน์ มีชาวเนตจีนหลายคนชื่นชมในความพยายามของเขา แต่ก็มีไม่น้อยที่สงสัยว่า เป็นนักศึกษาปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศ ยอมลงมาทำงานรับจ้างส่งอาหาร ไม่อายหรือ? 
.
เหมิง เว่ย ก็ได้ตอบคำถามนี้อย่างชัดเจนว่า เขาไม่ได้รู้สึกอายอะไรที่ต้องมาทำงานรับจ้าง งานที่ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิสูงขนาดนี้ เพราะเขาคิดว่าถ้าเป็นงานอาชีพสุจริต ก็ไม่จำเป็นต้องอาย แต่สิ่งที่ทำให้เขาเขินนิดหน่อยก็คือ ทำไมเรียนมาถึง 8 ปีแล้วป่านนี้ยังเรียนไม่จบ 
.
ซึ่ง เหมิง เว่ย ก็มองโลกในแง่ดีว่า มีนักศึกษาระดับมหาบัณฑิตจีนจำนวนมากมาย ที่เรียนนานพอๆกับเขาก็ยังไม่จบ แต่จะมีนักศึกษาปริญญาเอกสักกี่คนที่ออกมายอมรับว่า พร้อมทำงานส่งอาหาร หาเงินมาเป็นค่ารักษาลูก
.
และการขยายระยะเวลาเรียนในระดับปริญญาโท-เอก ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสถาบันของจีน จากสถิติที่สำรวจในปี 2012 พบว่า มีนักศึกษาระดับมหาบัณฑิตขึ้นไปจำเป็นต้องเลื่อนแผนการจบการศึกษาออกไปมากถึง 60%    ทำให้มีนักศึกษาจำนวนไม่ถึงครึ่ง ที่สามารถเรียนจบได้ตามแผน 
.
สาเหตุที่ต้องขยายระยะเวลาเรียน สืบเนื่องจากความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพของปริญญานิพนธ์ ของสถาบันการศึกษาของจีน ยิ่งอยู่ในระดับท็อปของประเทศ ล้วนขึ้นชื่อในเรื่องการสอบเข้ายาก แต่จบยากยิ่งกว่า  
.
ดังนั้น เคสของ เหมิง เว่ย จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่ชาวเน็ตจีนรู้สึกทึ่งคือ เขายอมกัดฟันเรียนต่อ เพราะการได้รับปริญญาเอกเป็นความฝันของเขา แม้ต้องมีภาระหน้าที่ในฐานะพ่อมากมาย 
.
และไม่อายที่จะต้องทำงานรับจ้างส่งอาหาร ที่บางคนดูแคลนว่าไม่เหมาะสมกับวุฒิการศึกษาของเขา แต่ก็มีชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชม ว่าไม่มีงานใดที่ควรถูกมองว่าต่ำต้อย ถ้าทำแล้วสามารถรักษาเป้าหมายในชีวิต และ เป็นการคุณพ่อที่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ทำเลย และอวยพรให้เขาบรรลุเป้าหมาย ได้จบปริญญาเอก สมดังตั้งใจในเร็ววันนี้ 


อ้างอิง : 
South China Morning Post
World Today News
 

มหัศจรรย์ศาสตร์พระราชา ‘หลุมขนมครก’กักน้ำไม่พึ่งเขื่อน

เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2565 พระปัญญาวชิรโมลี เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ได้โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "พระปัญญาวชิรโมลี นพพร" ถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ว่า ...
.
มหัศจรรย์ของศาสตร์พระราชา
.
น้ำท่วมไม่ใช่ไสยศาสตร์
.
ปริมาณน้ำฝน 1,580 มิลลิเมตรต่อปี ในพื้นที่ 35 ไร่ ที่โครงการพระราชทานโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง ได้ทำหนอง และคลองไส้ไก่รองรับปริมาณน้ำฝนเก็บไว้ใช้หน้าแล้ง ผลที่ตามมาคือน้ำที่เคยท่วมขัง 3-4 วัน แห้งไปในทันทีหลังฝนหยุดตกด้วยธนาคารน้ำใต้ดิน เป็นแหล่งกักน้ำสมชื่อธนาคารน้ำจริง ๆ หรือจะบอกว่า “เข็มขัดสั้น” ก็ได้เพราะคาดไม่ถึงว่าจะได้ผลขนาดนี้ นี่คือการแก้น้ำท่วมโดยไม่ไหลไปท่วมที่อื่น
.
ถ้าทุกที่เก็บน้ำฝนที่มาทุกปีในพื้นที่ของตนเองจะไม่มีน้ำไหลลงไปในแม่น้ำไปท่วมขังในเมืองใหญ่ต่างคนต่างเก็บโดยไม่ต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อเก็บน้ำ แต่สร้างแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กตามหลักทฤษฎีใหม่ของพ่อหลวงร. 9 ที่พระองค์ประทานไว้ว่าเป็น “หลุมขนมครก” 
.
หรือจะเก็บในพื้นที่นา ในประเทศไทยมีพื้นที่นาประมาณ 73 ล้านไร่ ถ้าทำคันนาทองคำให้สูงเก็บน้ำในที่นาที่ระดับ 80 ซม. จะสามารถเก็บน้ำได้ 9 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำที่เก็บในเขื่อนทั้งประเทศที่เก็บน้ได้ประมาณ 7.7 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร
.
ว่าจะเขียนยาว ๆ กลัวคนขี้เกียจอ่าน เอาเท่านี้แล้วกันเพราะถ้าพูดเรื่องแก้ภัยแล้วก็จะยาวไปอีกเดี๋ยวจะลืมว่าวันนี้พายุเข้าน้ำท่วมอีสานกัน


ที่มา : https://www.facebook.com/100003202213034/posts/pfbid0KNoeQVNfTpkHvfxL5BumTd96PfjxaXLi64HbDqbgwbSiDYTBkS82zTgnTx9Ksaifl/?sfnsn=mo 
 

Dragon Tower Hanoi งานออกแบบระดับโลก ที่ไร้คนลงทุนสร้าง

Dragon Tower Hanoi งานออกแบบสุดล้ำ แรงบันดาลใจจากแหล่งเที่ยวธรรมชาติเวียดนาม และเป็นอาคารที่ยาวที่สุดในโลก แต่โปรเจคล่ม เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าภาพสร้างให้!?
.
เป็นข่าวดังในแวดวงนักออกแบบและสถาปัตยกรรมอยู่ไม่น้อย สำหรับ “Dragon Tower Hanoi” โปรเจคสุดอลังการโดยกลุ่มสถาปนิกจาก UAE - Dewan Architects + Engineers ร่วมกับ TTA ที่คว้ารางวัล Global Design & Architecture Design Awards 2022 ในหมวด Mix-Used
.
อาคารแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็น “อาคารที่ยาวที่สุดในโลก" โดยมีขนาด 700,000 ตร.ม. จัดให้มีโถงต้อนรับสำหรับแขกผู้มีเกียรติ บุคคลสำคัญ รัฐมนตรี ห้องประชุม พื้นที่สาธารณะ สถานรับเลี้ยงเด็ก ห้องสมุด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ศูนย์การเรียนรู้ อ่างเก็บน้ำ ฯลฯ
.
ตัวอาคารประกอบด้วยสองส่วน ชั้นล่างเป็นสำนักงานออกแบบเป็นรูปมังกร โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Fairy Mountain หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางธรรมชาติของเวียดนาม ระเบียงเชื่อมกับจัตุรัสหลัก ที่มีอ่างเก็บน้ำ ซึ่งสถาปนิกได้รับแรงบันดาลใจจากทิวเขาในภูมิภาคซาปา ซึ่งโดดเด่นด้วยหุบเขาลึกของนาขั้นบันไดมีอ่างเก็บน้ำสำหรับป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝน ช่วยเพิ่มการระบายอากาศตามธรรมชาติ และควบคุมอุณหภูมิ
.
ความทะเยอทะยานของการสร้างอาคารที่ยาวที่สุดในโลก ยังอยู่ที่ "ส่วนหัวมังกร" ที่ยกสูงขึ้น หัวของมังกรประกอบเป็นหอคอย ซึ่งเป็นส่วนทางเข้าสำหรับรัฐมนตรี แขกพิเศษ และบุคคลสำคัญที่มาเยี่ยมเยียน นอกจากนี้ยังเป็นอาคารที่สูงที่สุดในพื้นที่ที่จะสร้างความโดดเด่นให้กรุงฮานอย
.
โครงการนี้เป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์อันยาวนานของเวียดนามและความทะเยอทะยานในอนาคต โดยฮานอยเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ พลังของตำนานราชามังกรสะท้อนให้เห็นในศูนย์ราชการและศูนย์รวมการใช้งานแบบผสมผสานนี้สะท้อนถึงสังคมเวียดนาม เสริมสร้างเอกลักษณ์ประจำชาติ
.
อย่างไรก็ตาม ประเด็นของรางวัลและการออกแบบอาคาร เป็นเรื่องถกเถียงกันในเวียดนามพอสมควร เพราะการประกวดออกแบบข้างต้นไม่ได้ระบุว่าองค์กรหรือหน่วยงานใดที่มีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการ หรือ จะเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือไม่
.
มีสถาปนิกชาวเวียดนามเผยว่า การออกแบบอาคารนั้นไม่มีความหมายทางด้านกฎหมายใดๆ และในแง่ศิลปะสถาปัตยกรรมระดับโลก ก็ควรพิจารณาว่าใครเป็นผู้จัดรางวัล เพราะรางวัลการออกแบบบางครั้งก็จัดโดยองค์กรที่ไม่รู้จักเพียงเพื่อเก็บเงินจากผู้เข้าแข่งขัน และมีจุดประสงค์เพื่อโฆษณาเท่านั้น
.
ในขณะเดียวกัน Tran Ngoc Chinh ประธานสมาคมการวางแผนการพัฒนาเมืองเวียดนาม กล่าวว่า การออกแบบอาคารที่เพิ่งได้รับรางวัลระดับนานาชาตินั้น มีข่าวว่าเคยเข้าร่วมประกวดการออกแบบสำนักงานใหญ่ของหน่วยงานของฮานอยเมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่ได้รับการพิจารณา ดังนั้น ภาครัฐไม่มีแผนที่จะสร้างอาคารนี้
.
จากข้อเท็จจริงข้างต้น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมหลายคนแนะนำว่า ผู้คนควรเชื่อในข้อมูลของโครงการที่สามารถสร้างขึ้นได้จริงเท่านั้น และในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องยากมากที่จะมีหอคอย หรือตึกที่ยาวที่สุดในโลกในฮานอยที่ออกแบบดังกล่าว เพราะมันไม่เข้ากับบริบทของเมืองฮานอย
.
สุดท้ายแล้ว โปรเจคตึกมังกรยาวที่สุดในโลก ก็น่าจะเป็นโปรเจคที่ไม่เกิดขึ้นได้จริง แต่ก็นับว่าสร้างกระแส และสีสันด้านการออกแบบให้กับเวียดนามได้ไม่น้อย


ที่มา https://mgronline.com/travel/detail/9650000092953 
 

รู้จัก เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระราชนัดดาองค์เล็กสุดของควีน เอลิซาเบธที่ 2

หลังจากที่เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าชายแฮรี่  นำขบวนพระราชนัดดาอีก 6 พระองค์ในสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 เข้าพิธีประทับยืนสงบนิ่งเฝ้าหีบพระบรมศพ ณ เวสต์มินส์เตอร์ ฮอลล์ ในกรุงลอนดอน ในวันที่ 17 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา สาธารณชนชาวอังกฤษได้จับตามองมาที่ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระโอรสองค์ที่ 2 ของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งเวสเซ็กส์ และพระราชนัดดาองค์เล็กสุดของควีน เอลิซาเบธที่ 2 เป็นพิเศษ 
.
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ยังทรงพระเยาว์ วัยเพียง 14 ปี มีความน่าเอ็นดู แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความสงบนิ่ง สุขุมเกินวัย ในการประกอบราชพิธีสำคัญระดับชาติ ร่วมกับ พระญาติที่สูงกว่าทั้งวัยวุฒิ และยศถาบรรดาศักดิ์กว่าได้อย่างดีเยี่ยม จนเป็นที่ประทับใจชาวอังกฤษเป็นจำนวนมากที่ได้ชมพิธีผ่านสื่อ 
.
และทำให้ระลึกถึงอดีตเจ้าชายวิลเลียม ในวัย 15 พรรษา ในงานพิธีศพของเจ้าหญิงไดอาน่า ที่จัดขึ้นในวันที 6 กันยายน พ.ศ. 2540 ว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกับ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น อยู่ไม่น้อย
.
วันนี้ เรามาทำความรู้จัก เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระราชนัดดาองค์องค์น้อยที่กลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชนอังกฤษในวันนี้กันดีกว่า 
.
 เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น มีชื่อจริงเต็มๆว่า "เจมส์ อเล็กซานเดอร์ ฟิลิป ธีโอ" และใช้นามสกุล "เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์" สื่อมวลชนมักเรียกชื่อแบบย่อว่า "เจมส์ วินเซอร์" ปัจจุบัน ดำรงพระยศเป็น "ไวส์เคาท์ เซเวิร์น" นับเป็นทายาทลำดับที่ 14 ของราชวงศ์อังกฤษ  เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่เมืองเซอร์รีย์  บิดา คือ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ซึ่งเป็นพระโอรสองค์สุดท้องของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 มารดา คือ ท่านหญิง โซฟี เฮเลน ไรนส์-โจนส์ 
.
ซึ่งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และ ท่านหญิง โซฟี มีธิดาองค์ต่อ คือ เลดี้ หลุยส์ อายุ 18 ปี และกำลังเข้าศึกษาต่อสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ที่ University of St. Andrews ในสกอตแลนด์ ในภาคการศึกษาฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ 
.
ในช่วงวัยทารกของ เจมส์ วินเซอร์ เขากลายเป็นที่รักของคนในครอบครัวอย่างมาก เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระบิดาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษว่า เจมส์เป็นเด็กทารกที่น่ารัก น่ากอดมากๆ และทั้งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และ ท่านหญิงโซฟี ก็ตั้งใจที่จะเลี้ยงบุตร ธิดา ให้เติบโตขึ้นอย่างเด็กๆทั่วไป ด้วยการขอพระราชทานอนุญาตจากควีน เอลิซาเบธที่ 2 ขอสละฐานันดร "เจ้าชาย" "เจ้าหญิง" ของบุตร ธิดาของท่าน รวมถึงให้ละคำนำหน้าชื่อด้วยอักษรย่อ  "H.R.H" ( His Royal Highness) ที่ใช้นำหน้าชื่อพระบรมวงศานุวงศ์ระดับเจ้าฟ้า 
.
ซึ่งท่านหญิงโซฟี ผู้เป็นมารดาให้เหตุผลว่า ต้องการเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตพร้อมตระหนักในหน้าที่ว่าจำเป็นต้องประกอบสัมมาชีพเพื่อดูแลครอบครัวให้ได้เหมือนคนทั่วไป ส่วนฐานันดรศักดิ์ จะให้สิทธิลูกๆ เป็นคนตัดสินใจเองเมื่อบรรลุนิติภาวะ 

แต่ทั้งนี้ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดำรงพระอิสริยยศเป็นเอิร์ลแห่งเวสเซกซ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางของอังกฤษที่มีการสืบทอดทายาทได้ ดังนั้น เจมส์ วินเซอร์ จึงได้รับตำแหน่งเป็น "ไวส์เคาท์ เซเวิร์น" ในฐานะที่เป็นทายาทของเอิร์ล นั่นเอง
.
ปัจจุบัน  เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น ศึกษาในโรงเรียน Eagle House School ที่ตั้งอยู่ภายในราชมณฑลบาร์กเชอร์  และช่วงเวลาที่ผ่านมา เจมส์ วินเซอร์ แทบไม่เคยเปิดเผยตนออกสื่อในอังกฤษ จึงทำให้ชาวอังกฤษไม่คุ้นหน้าของพระราชนัดดาองค์เล็กพระองค์นี้นัก แม้ว่า ไวส์เคาท์ เซเวิร์น และ เลดี้ หลุยส์ จะร่วมงานพิธีสำคัญของราชวงศ์หลายงาน อาทิ งานอภิเษกสมรสของเจ้าชายแฮรี่ และ เมแกน มาร์เคิล หรืองานฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
.
แต่มาวันนี้ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชน ก็อาจทำให้ชาวอังกฤษได้พบเห็น ไวส์เคาท์หนุ่มน้อยบนหน้าสื่อมาก รวมถึงบทบาทหน้าที่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัววินเซอร์ แม้จะไม่ได้ทรงพระยศเป็น "เจ้าชาย" ก็ตาม


อ้างอิง 
Independent UK
The People
Wikipedia
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top