Wednesday, 28 September 2022
SPECIAL NEWS

รู้จัก เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระราชนัดดาองค์เล็กสุดของควีน เอลิซาเบธที่ 2

หลังจากที่เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าชายแฮรี่  นำขบวนพระราชนัดดาอีก 6 พระองค์ในสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 เข้าพิธีประทับยืนสงบนิ่งเฝ้าหีบพระบรมศพ ณ เวสต์มินส์เตอร์ ฮอลล์ ในกรุงลอนดอน ในวันที่ 17 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา สาธารณชนชาวอังกฤษได้จับตามองมาที่ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระโอรสองค์ที่ 2 ของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งเวสเซ็กส์ และพระราชนัดดาองค์เล็กสุดของควีน เอลิซาเบธที่ 2 เป็นพิเศษ 
.
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ยังทรงพระเยาว์ วัยเพียง 14 ปี มีความน่าเอ็นดู แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความสงบนิ่ง สุขุมเกินวัย ในการประกอบราชพิธีสำคัญระดับชาติ ร่วมกับ พระญาติที่สูงกว่าทั้งวัยวุฒิ และยศถาบรรดาศักดิ์กว่าได้อย่างดีเยี่ยม จนเป็นที่ประทับใจชาวอังกฤษเป็นจำนวนมากที่ได้ชมพิธีผ่านสื่อ 
.
และทำให้ระลึกถึงอดีตเจ้าชายวิลเลียม ในวัย 15 พรรษา ในงานพิธีศพของเจ้าหญิงไดอาน่า ที่จัดขึ้นในวันที 6 กันยายน พ.ศ. 2540 ว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกับ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น อยู่ไม่น้อย
.
วันนี้ เรามาทำความรู้จัก เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น พระราชนัดดาองค์องค์น้อยที่กลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชนอังกฤษในวันนี้กันดีกว่า 
.
 เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น มีชื่อจริงเต็มๆว่า "เจมส์ อเล็กซานเดอร์ ฟิลิป ธีโอ" และใช้นามสกุล "เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์" สื่อมวลชนมักเรียกชื่อแบบย่อว่า "เจมส์ วินเซอร์" ปัจจุบัน ดำรงพระยศเป็น "ไวส์เคาท์ เซเวิร์น" นับเป็นทายาทลำดับที่ 14 ของราชวงศ์อังกฤษ  เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่เมืองเซอร์รีย์  บิดา คือ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ซึ่งเป็นพระโอรสองค์สุดท้องของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 มารดา คือ ท่านหญิง โซฟี เฮเลน ไรนส์-โจนส์ 
.
ซึ่งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และ ท่านหญิง โซฟี มีธิดาองค์ต่อ คือ เลดี้ หลุยส์ อายุ 18 ปี และกำลังเข้าศึกษาต่อสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ที่ University of St. Andrews ในสกอตแลนด์ ในภาคการศึกษาฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ 
.
ในช่วงวัยทารกของ เจมส์ วินเซอร์ เขากลายเป็นที่รักของคนในครอบครัวอย่างมาก เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระบิดาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษว่า เจมส์เป็นเด็กทารกที่น่ารัก น่ากอดมากๆ และทั้งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และ ท่านหญิงโซฟี ก็ตั้งใจที่จะเลี้ยงบุตร ธิดา ให้เติบโตขึ้นอย่างเด็กๆทั่วไป ด้วยการขอพระราชทานอนุญาตจากควีน เอลิซาเบธที่ 2 ขอสละฐานันดร "เจ้าชาย" "เจ้าหญิง" ของบุตร ธิดาของท่าน รวมถึงให้ละคำนำหน้าชื่อด้วยอักษรย่อ  "H.R.H" ( His Royal Highness) ที่ใช้นำหน้าชื่อพระบรมวงศานุวงศ์ระดับเจ้าฟ้า 
.
ซึ่งท่านหญิงโซฟี ผู้เป็นมารดาให้เหตุผลว่า ต้องการเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตพร้อมตระหนักในหน้าที่ว่าจำเป็นต้องประกอบสัมมาชีพเพื่อดูแลครอบครัวให้ได้เหมือนคนทั่วไป ส่วนฐานันดรศักดิ์ จะให้สิทธิลูกๆ เป็นคนตัดสินใจเองเมื่อบรรลุนิติภาวะ 

แต่ทั้งนี้ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดำรงพระอิสริยยศเป็นเอิร์ลแห่งเวสเซกซ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางของอังกฤษที่มีการสืบทอดทายาทได้ ดังนั้น เจมส์ วินเซอร์ จึงได้รับตำแหน่งเป็น "ไวส์เคาท์ เซเวิร์น" ในฐานะที่เป็นทายาทของเอิร์ล นั่นเอง
.
ปัจจุบัน  เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น ศึกษาในโรงเรียน Eagle House School ที่ตั้งอยู่ภายในราชมณฑลบาร์กเชอร์  และช่วงเวลาที่ผ่านมา เจมส์ วินเซอร์ แทบไม่เคยเปิดเผยตนออกสื่อในอังกฤษ จึงทำให้ชาวอังกฤษไม่คุ้นหน้าของพระราชนัดดาองค์เล็กพระองค์นี้นัก แม้ว่า ไวส์เคาท์ เซเวิร์น และ เลดี้ หลุยส์ จะร่วมงานพิธีสำคัญของราชวงศ์หลายงาน อาทิ งานอภิเษกสมรสของเจ้าชายแฮรี่ และ เมแกน มาร์เคิล หรืองานฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
.
แต่มาวันนี้ เจมส์ วินเซอร์ ไวส์เคาท์ เซเวิร์น ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชน ก็อาจทำให้ชาวอังกฤษได้พบเห็น ไวส์เคาท์หนุ่มน้อยบนหน้าสื่อมาก รวมถึงบทบาทหน้าที่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัววินเซอร์ แม้จะไม่ได้ทรงพระยศเป็น "เจ้าชาย" ก็ตาม


อ้างอิง 
Independent UK
The People
Wikipedia
 

ปัญหาเด็ก-เยาวชนในยุคจอมพลสฤษดิ์ กระทำความผิดเพราะอยากมีข่าวบนนสพ.

ปัญหาเด็กและเยาวชน ปัญหาอันน่าตระหนกของสังคมไทย ซึ่งปัจจุบันมีทั้งเรื่องของการใช้ความรุนแรง วัตถุนิยม การรวมตัวเป็นแก๊งอันธพาล แต่คุณรู้ไหม ? เมื่อย้อนกลับไปเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้วปัญหาเด็กและเยาวชนก็รุนแรงไม่แพ้กัน และทำไปเพราะอยากมีหน้า มีตาอยู่บนสื่อ ไม่ต่างจากการมีหน้า มีตา อยู่บนโซเชียลมีเดียในปัจจุบันเลยทีเดียว 
.
เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า รัฐบาลสฤษดิ์ถือเป็นรัฐบาลในฝันของเหล่าอนุรักษนิยมที่เชื่อมั่นในเสถียรภาพของบ้านเมืองอันสงบราบคาบ ทั้งยังจงรักภักดีหาใครเสมอเหมือน แตกต่างจากยุคก่อนหน้าและยุคหลังสฤษดิ์ที่รัฐบาลอ่อนแอเกิดความวุ่นวายจลาจล ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชนชั้นนําและชนชั้นผู้ได้ประโยชน์เอง
.
ปัญหาอันดับหนึ่งที่แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็รู้สึกว่าถูกคุกคามไปด้วยนั้นก็คือ การดํารงอยู่ของฝ่ายซ้ายในนามของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ส่วนปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลวิตกไม่แพ้กันก็คือ ปัญหาเด็กและเยาวชน
.
ในยุคที่สื่อสารมวลชนขยายตัวและมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการขายข่าว จากข่าวการเมืองมาเป็นข่าว “อาชญากรรม” ยิ่งทําให้ประเด็นดังกล่าวเป็นที่รับรู้และตระหนักกันในวงกว้าง เช่น ข่าวการรวมกลุ่มของอันธพาลวัยรุ่นเชียงใหม่เป็นแก๊งที่ชื่อว่า “แก๊งอินทรีขาว” จนเกิดการเลียนแบบเป็น “แก๊งอินทรีแดง” “แก๊งอินทรีเหลือง” ขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ  ในปี 2501, เด็กวัยรุ่นอยุธยาขว้างระเบิดใส่ในเวทีงานวางศิลาฤกษ์พิพิธภัณฑสถานของจังหวัดในปีเดียวกัน
.
หรือที่เป็นข่าวครึกโครมในปี 2504 เมื่อนักเรียนชายฟาดกระเป๋าใส่นักเรียนหญิงที่ตนเองพยายามจะ “แทะโลม” แต่นักเรียนหญิงไม่พอใจถึงกับ “บ้วนน้ำลายใส่” แรงฟาดทําให้ระเบิดที่อยู่ในกระเป๋าเกิดระเบิดขึ้น นักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิดตัดคอหวิดขาด เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
.
เหตุการณ์ดังกล่าวร้ายแรงมากจนหนังสือพิมพ์รายงานว่า จอมพลประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “เรื่องนี้เห็นจะต้องรุนแรงที่สุด ถึงแม้จะไม่ถึงมาตรา 17 แต่ก็ต้องรุนแรงเต็มที่ที่จะลงโทษเยาวชนได้” ปัญหาดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงจนถึงขั้นมีผู้เสนอผ่านหนังสือพิมพ์ให้รางวัล 2 ล้านสําหรับผู้ที่สามารถแก้ปัญหาเยาวชนได้ภายใน 3 เดือน
.
ขณะที่งานวิจัยก็พบว่าเยาวชน “เสื่อมลงมากทั้งทาง กาย วาจา ใจ เช่น พูดจาหยาบคาย ไม่สุภาพอ่อนโยน ชอบเที่ยวเตร่ไปในทางที่ไม่ดี ชอบสูบบุหรี่ แต่งกายไม่สุภาพ จิตใจฟุ้งซ่าน หรือคิดแต่ทางเพ้อฝันไม่ดีงาม มักก่อเหตุวุ่นวาย ทะเลาะวิวาทแบ่งสีแบ่งชั้น” 
.
โดยชี้เหตุแห่งปัญหาว่ามาจากครอบครัวที่ไม่เอาใจใส่ และอิทธิพลจากสื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก โดยเฉพาะสื่อตะวันตกอันได้แก่ ภาพยนตร์ ที่มักเป็นที่เลียนแบบกัน การวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อการคุมเข้มเรื่องพื้นที่ของเด็กทางกายภาพ ตั้งแต่เรือนร่างไปจนถึงพื้นที่ทางสังคมต่าง ๆ นานา
.
จากการวิจัยในคดีเด็กและเยาวชนที่จัดทําในปี 2509 พบคดีอาญาในเด็กและเยาวชนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นลักทรัพย์ ทําร้ายร่างกาย วิ่งราวชิงทรัพย์ พกอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน กระทําอนาจาร ข่มขืนกระทําชําเรา การพนัน มั่วสุม ก่อการจลาจล รักในวัยเรียน และไปในสถานที่อโคจร
.
เมื่อเทียบกับต้นทศวรรษ 2500 แล้วปัญหากลับขยายตัวไปมากแม้รัฐจะได้มีความตื่นตัวที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปแล้วก็ตาม สิ่งที่เพิ่มเติมมาจากเดิมก็คือ เด็กไปเที่ยวเตร่ในสถานที่อโคจร ได้แก่ โรงแรม โมเต็ล โรงหนัง สนามม้า สนามมวย สนามโบว์ลิ่ง ตลอดจนไนต์คลับ อันเนื่องมาจากการขยายตัวของสถานบันเทิงที่มากับช่วงสงครามเวียดนาม
.
งานวิจัยชิ้นหลังนี้ชี้สาเหตุว่ามาจากการเพิ่มของจํานวนประชากร และการอพยพจากชนบทเข้าสู่เมืองหลวง รวมไปถึงปัญหาของการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ทั่วถึงทําให้ค่าครองชีพสูง ที่น่าสนใจก็คือ ข้อกล่าวหาอันแสนจะยอดนิยมนั่นคือ การชี้ว่าสื่อมวลชนยังเป็นตัวร้ายในการเผยแพร่สิ่งยั่วยุทางกามารมณ์และอาชญากรรม จากคดีระเบิดจนนักเรียนหญิงเสียชีวิต จอมพลประภาส จารุเสถียร ได้ให้ความเห็นขณะนั้นว่า “หนังสือพิมพ์นั่นแหละเป็นเหตุหนึ่ง ฉะนั้นผมจึงขอร้องเป็นการส่วนตัว อย่าลงข่าวรูปเยาวชนต่อไปอีกเลย เด็กบางคนอยากเก่งมีรูปในหน้าหนังสือพิมพ์ ก็เลยพากันทําผิด”
.
และที่น่าสนใจก็คือว่า ขณะที่รัฐบาลเปิดรับการเข้ามาของทหารอเมริกันในสงครามเวียดนาม การไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างประเทศเช่นนั้น กลับกลายเป็นปมที่ชนชั้นนําไทยรู้สึกว่าเป็นภัยและขัดกับวัฒนธรรม ไทย ในงานวิจัยครั้งนี้ได้มีการสะท้อนปัญหาสังคมอันเนื่องมาจากปัจเจกภาพมากขึ้น ได้แก่ ความเห็นแก่เงินเป็นสําคัญ ที่ทําให้ครอบครัวแตกแยก คนยึดถือหลัก “ทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่ว” น้อยลง เด็กขาดศรัทธาต่อคุณงามความดี จึงก่อให้เกิดอาชญากรรม การวิเคราะห์ปัญหาครั้งนี้ทําให้เห็นมิติที่สลับซับซ้อนขึ้นว่าปัญหาเด็กและเยาวชนเป็นผลกระทบจากการพัฒนาซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สําคัญ
.
จากการวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลอํานาจนิยมสมัยนั้นจึงมีคําตอบไปอยู่ที่การเน้นความเข้มงวดของ กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การพิจารณาให้บังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเด็กและนักเรียน พ.ศ. 2481 ให้ประกาศใช้ทั่วประเทศทุกจังหวัดช่วงปี 2504 กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบนักเรียน บังคับให้ใช้มาตรฐานอย่างเดียวกันทั่วประเทศ โดยให้เริ่มใช้ในสิ้นปีการศึกษา 2505 เพื่อป้องกันการประพฤติเหลวไหล
.
รวมไปถึงการแต่งกายอันรุ่มร่ามไม่เหมาะสม กวดขันเรื่องความประพฤติที่ไม่สมควรของนักเรียนทั้งชายและหญิงตามร้านกาแฟและเต้นรําอัน “ผิดกิริยาที่ดีของคนไทย” รวมถึงการแต่งกายตามแบบดาราภาพยนตร์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “เสื้อผ้าประหลาด” และการใช้ถ้อยคําไม่น่าฟังในที่สาธารณะ
.
หรือการห้ามเด็กและเยาวชนจัดรายการสถานีวิทยุ อันนํามาซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทายชื่อเพลง ทายชื่อผู้ร้อง หรือการขอเพลง ซึ่งฝ่ายรัฐเห็นว่าไม่เหมาะสมกับสภาพของนักเรียน ไม่นับว่าบางครั้งนําไปสู่การทะเลาะวิวาทเสื่อมเสีย บทลงโทษนั้นร้ายแรงถึงขั้นที่ผู้ใดฝ่าฝืน อาจมีโทษสถานหนักถึงกับให้ออกจากสถานศึกษา
.
นี่คือการจํากัดพฤติกรรมผ่านเรือนร่างและการจํากัดกิจกรรมในที่สาธารณะของเด็กและเยาวชน ในสังคมที่ผู้ใหญ่มีความอดทนต่ำต่อเสรีภาพในการแสดงออกของเด็กและเยาวชน การตระหนกถึงปัญหาโดยไม่แยกแยะในการจัดการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น จึงนํามาซึ่งการใช้อํานาจในการบังคับและปิดกั้นการแสดงออกเอาเสียดื้อ ๆ
.
อย่างไรก็ตาม นอกจากไม้แข็งที่รัฐได้นํามาใช้ปิดกั้นความเหลวไหลของเด็กและเยาวชนแล้ว รัฐยังใช้ไม้นวมไปพร้อม ๆ กันด้วย นั่นคือการสร้างความเป็นเด็กในอุดมคติที่จะเป็นกําลังสําคัญของชาติในอนาคต


ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_43949 
 

“ยะลา” จังหวัดผังเมืองสวย อันดับ 1 ของไทย อันดับ 23 ของโลก

“ใต้สุดแดนสยาม เมืองงามชายแดน” บ่งบอกถึงความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดยะลาได้เป็นอย่างดี ความงามประการแรกที่ใครหลาย ๆ คนคำนึงถึง คงไม่พ้นเมืองที่มีผังสวยที่สุดของประเทศไทย จากการที่เทศบาลนครยะลาได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทย ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการพิจารณาในส่วนของโซนเอเชียและแปซิฟิค เมื่อปี พ.ศ.2546 จนผ่านการตัดสินชนะเลิศจากกรรมการตัดสินชุดใหญ่ของ UNESCO ได้รับรางวัล UNESCO Cities และมีเว็บไซต์ชื่อดัง จัดอันดับ "ยะลา" ให้เป็นผังเมืองที่ดีที่สุด อันดับที่ 23 ของโลกในปี 2560 และนับได้ว่าเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย 
.
การวางแผนผังเมืองมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นเครื่องมือหนึ่งในฐานะกฎหมายที่มีบทบาทในการกำหนดประเภทการที่ดินและกิจกรรมต่าง ๆของมนุษย์ และเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคตอีกด้วย หากไม่มีการวางผังเมืองก็จะทาให้เกิดปัญหาต่างๆ กับเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเจริญเติบโตอย่างไร้ทิศทางของเมือง ปัญหาชุมชมแออัด ปัญหาทางด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาการป้องกันภัยธรรมชาติ และยังยากต่อการวางแผนนโยบายการพัฒนาต่อยอด เมืองในอนาคตอีกด้วย
.
วางผังเมืองก่อนจะเป็นเมือง :  เมืองยะลา เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองใหญ่ในประเทศไทยที่มีการวางผังเมืองตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อร่างสร้างเมือง สมัยที่ชุมชนเมืองยะลายังเป็นชุมชนขนาดเล็กเกาะตัวอยู่ใกล้สถานีรถไฟ รายล้อมด้วยสวนยางและป่าไม้ การตัดถนนจึงดำเนินการไปในพื้นที่สวนและป่าเป็นส่วนใหญ่ จุดเริ่มต้นของการวางผังเมืองยะลา การวางผังเมืองยะลานั้นริเริ่มโดยพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) อดีตข้าหลวงคนที่ 10 ของจังหวัดยะลา (พ.ศ.2456-2458) ซึ่งเมื่อลาออกจากราชการแล้วได้รับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองยะลาถึงสองสมัย (พ.ศ.2480-2488)
.
พระรัฐกิจวิจารณ์ได้ร่วมกับสหาย ข้าราชการ วางผังเมืองยะลาโดยได้รับการเสนอแนะจากแผนกผังเมือง กรมโยธาเทศบาล วางผังเมือง ยะลา โดยเรียกว่า ผังเค้าโครงเมืองยะลา ปี 2485 โดยพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) มีการวางแผนการกำหนดพื้นที่การใช้ที่ดินในเขตเมือง และการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ภายในเมือง ในการริเริ่มดำเนินงาน พระรัฐกิจวิจารณ์และสหายข้าราชการ ได้ร่วมกันหาศูนย์กลางของเมืองแล้วจึงปักหลักก้อนใหญ่และมีก้อนหินไว้เป็นเครื่องหมาย ซึ่งภายหลังได้เป็นที่ตั้งของศาลหลักเมือง และได้วางแผนผังเมืองเป็น วงเวียนรอบศูนย์กลางเมือง ทั้งสิ้น 3 วง โดยเตรียมที่ดินในบริเวณนี้ไว้เป็นสถานที่ราชการ คือ บริเวณวงในสุด เป็นสถานที่ราชการต่าง ๆ เช่น ศาลากลาง จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานที่ดิน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วงเวียนที่สอง คือ บ้านพักข้าราชการ และวงเวียนที่สาม ซึ่งเป็นวงเวียนสุดท้ายเป็นที่ตั้งของ โรงเรียน สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และที่อยู่อาศัยของประชาชน
.
มีการสร้างถนนเข้ามายังศูนย์กลางเมืองที่เรียกว่า กิโลศูนย์ และตัดถนนสายต่าง ๆ กว่าทั่วทั้งเมืองยะลา ถนนพิพิธภักดี เริ่มจากสถานีรถไฟยะลาไปยังกิโลศูนย์ ถนนสุขยางค์ จากหอนาฬิกาไปถึงกิโลศูนย์ ถนนสิโรรสจากสถานีรถไฟยะลาถึงหน้าโรงพยาบาล ปัจจุบันถนนพิพิธภักดีและถนนสิโรรสเป็นถนนสายเอกของเทศบาลเมือง มีความสวยงาม ถนนพิพิธภักดี ซึ่งเป็นถนนคู่ มีทางเดินเท้าและช่องทางจักยาน และปลูกต้นประดู่เรียงรายไว้ตามเกาะกลาง และมีการตัดถนนสายย่อย ๆเป็นรูปสี่เหลี่ยมหมากรุก ได้แก่ ถนนยะลา ถนนไชยจรัส ถนนรัฐกิจ ถนนประจิน ถนนพังงา และถนนรวมมิตร เป็นต้น การตัดถนนเหล่านี้ได้ยึดหลักเกณฑ์ที่ว่าในการวางผังเมืองและตัดถนนได้แบ่งตัดซอยให้หลังบ้านชนกันแต่ห่าง 4 เมตร สำหรับ เป็นที่วางขยะ ถังขยะและสะดวกต่อการดับเพลิง 
.
กำหนดรูปแบบการใช้ที่ดินไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม : ผังเค้าโครงเมืองยะลา ปี 85 โดยพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) ซึ่งถือว่า เป็นการวางแผนผังเมืองยุคแรกๆ ของประเทศไทยนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า พระรัฐกิจวิจารณ์ ไม่ได้เน้นเพียงแค่รูปแบบที่มี ความสวยงามของ ผังเมืองเท่านั้น แต่ยังได้จัดสรร จัดประเภทการใช้ที่ดินเข้าเป็นหมวดหมู่เดียวกัน โยการกำหนดรูปแบบ และการใช้ที่ดินในเมืองยะลา แบ่งไว้อย่างชัดเจน เป็น 6 ประเภท ซึ่งเป็นแนวทางในการต่อยอดพัฒนาเมืองเรื่อยมาจนถึง ปัจจุบัน ดังต่อไปนี้
.
ประเภทที่ 1 พื้นที่สถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ พื้นที่สถาบันราชการของเมืองยะลานั้นจะวางอยู่ บริเวณศาลหลักเมือง และวงเวียนหลักทั้งสามวงเวียน และถนนสิโรรส
.
ประเภทที่ 2 พื้นที่โล่งและนันทนาการ และการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เมืองยะลานั้นได้รับสมญานามว่า เมืองแห่งสวน  ซึ่งทั่วทั้งเมืองยะลา ประกอบด้วยสวนและนันทนาการต่าง ๆ ดังนี้
•    สวนขวัญเมือง (พรุบาโกย) สร้างบนพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 207 ไร่ ประกอบด้วย สวน สนามกีฬา สนามแข่งขันนกเขาชวาเสียง ซึ่งเป็นสนามมาตรฐานที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และชายหาดจำลอง 
•    สวนศรีเมือง เป็นสวนที่สร้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และคันกั้นน้าริมแม่น้ำปัตตานี เริ่มต้นจาก บริเวณตลาดเมือง ใหม่ถึงบริเวณสะพานข้ามทางรถไฟ เป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร สร้างแล้ว เสร็จปี พ.ศ. 2546
•    สวนสาธารณะบ้านร่ม แหล่งพักผ่อนหย่อนใจริมน้ำบ้านสะเตง เป็นอีกหนึ่งสวนสาธารณะใจกลาง เมืองของเทศบาลนครยะลา ประกอบด้วยต้นไม้นานาพรรณและศาลาริมน้ำรูปทรงที่มีเอกลักษณ์ของ พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
•    สวนสาธารณะสนามช้างเผือก (สนามโรงพิธีช้างเผือก) มีพื้นที่ 80 ไร่ เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายช้างเผือก "พระเศวตสุรคชาธาร" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2511 ภายในสวนสาธารณะมีศาลากลางน้ำ รูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ และสนามกีฬาในร่มขนาดใหญ่ที่ใช้จัดกิจกรรม ต่าง ๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ 
•    สวนมิ่งเมือง สวนกิจกรรมเพื่อเยาวชนประกอบไปด้วยสวนย่อย ๆ 4 สวน ได้แก่ สวนมิ่งเมือง หรือ บาโร๊ะบารู 1-4 สวนสาธารณะมิ่งเมืองมีความยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร โดยสวนมิ่งเมือง 4 เป็นสวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  ภายในสวนประกอบด้วย สนามฟุตบอลหญ้าเทียม และสนามเด็กเล่น 
•    ศูนย์เยาวชนยะลา ประกอบไปด้วยสนามขนาดใหญ่เพื่อใช้รองรับการจัดงานสำคัญๆระดับจังหวัด ซึ่งในยาม ปกติชาวเมืองยะลาจะใช้เล่นฟุตบอล ออกกำลังกาย และยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ฟิตเนสของเทศบาล นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ อุทยานการเรียนรู้ยะลา (TK PARK YALA) ซึ่งเป็นอุทยานการเรียนรู้แห่งแรกในส่วนภูมิภาค
•    สนามกีฬาชุมชนจารู เป็นที่ตั้งของสนามฟุตบอลหญ้าเทียมขนาดมาตรฐานแห่งเดียวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีสเตเดียม ถือว่าเป็นสนามกีฬาที่มีความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาทั้งในระดับจังหวัด และภูมิภาค
•    บึงแบเมาะ บึงแบเมาะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณชุมชนตลาดเก่า ติดกับเขาตูม และค่าย สิรินธร บึงแบเมาะถือว่าเป็นบึงที่มีความสำคัญของเมือง ในฐานะเป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำขนาด ใหญ่ และนอกจากนี้ทางเทศบาลยังมีนโยบายพัฒนาบึงให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และนันทนาการ
.
ประเภทที่ 3 พื้นที่พาณิชยกรรม ตั้งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน โดยมีถนนสายสำคัญๆ ของเมืองล้อมรอบ ได้แก่ ถนนสิโรรส ถนนพิพิธภักดี ถนนสุขยางค์ โดยชาวยะลามักเรียกพื้นที่พาณิชยกรรมว่า “สายกลาง” นอกจากนี้ เมืองยะลายังมีตลาดขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง ได้แก่ ตลาดเมืองใหม่ ตลาด สดผังเมืองสี่ ตลาดนัดเสรี ตลาดเช้า และตลาดหลังสถานีรถไฟบริเวณถนนวิฑูรอุทิศ ย่านตลาดเก่ากระจายอยู่ทั่วทุกมุมเมือง
.
ประเภทที่ 4 พื้นที่ที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง ซึ่งประชากรจะอาศัยอยู่ หนาแน่นบริเวณเขตพาณิชยกรรม และลดลงเรื่อยๆ จนกระทั้งกระทั้งเข้าพื้นที่เมืองสะเตงนอก โดยพื้นที่ ประชากรหนาแน่นน้อย (สีเหลือง) จะล้อมรอบพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นปานกลาง (สีส้ม)
.
ประเภทที่ 5 พื้นที่เกษตรกรรม อยู่บริเวณขอบนอกของเมือง และประเภทที่ 6 พื้นที่อุตสาหกรรมและคลังสินค้า ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ตลาดเก่า และถนน เทศบาล 1 โดยพื้นที่อุตสาหกรรมและคลังสินค้านั้นพบได้น้อยมากในเขตเมืองยะลา
.
จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของการวางผังเมืองยะลาคือ การจัดการวางแผนผังเมืองตั้งแต่ก่อนการเป็นเมืองทำให้เมืองยะลา ง่ายต่อการวางแผนนโยบายการพัฒนาเมือง และระบบบริการสาธารณูปโภคที่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวเมืองยะลา บรรยากาศของเมืองมีความรื่นรมย์สวยงาม มีการให้ความสำคัญกับสวนในลักษณะอุทยานนคร ซึ่งเป็นเรื่องน่าทึ่งมากในวิสัยทัศน์อันยาวไกล และเป็นคุณูปการในการพัฒนาต่อยอดเมืองยะลา ได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน


ที่มา https://yala.prd.go.th/th/content/category/detail/id/60/iid/234 
 

“ค้างคาว” ปีศาจราตรี สัตว์ผู้มากไปด้วยประโยชน์เกินคาด

ในอดีตเมื่อ 500 ปีก่อน เวลานักท่องเที่ยวชาวยุโรปเดินทางไปเยือน แคว้น Transylvania ในประเทศ Romania เมื่อกลับถึงบ้านเกิด พวกเขามักจะมีเรื่องเล่าให้คนที่ไม่เคยไปทัศนาจรได้ฟังว่า หมู่บ้านแถบนั้นมีผีดิบที่ชอบออกล่าเหยื่อในเวลากลางคืน โดยใช้เขี้ยวที่แหลมคมขย้ำที่คอเหยื่อจนเป็นแผล แล้วดื่มเลือดสด ๆ จากนั้นผีดิบก็จะแปลงตัวเป็นค้างคาวบินหายลับไปในความมืด ครั้นเมื่อเหยื่อสิ้นชีวิต ในที่สุดเหยื่อก็จะกลายเป็นสาวกในคาถาของผีดิบตนนั้น
.
ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์แนวนี้ ได้ชักนำให้นักประพันธ์ชาวอังกฤษชื่อ Bram Stoker เขียนนวนิยายเรื่อง “Dracula” ในปี 1897 ซึ่งมีเนื้อหาว่า Count Dracula เป็นขุนนางที่อาศัยอยู่ในปราสาทร้างบนยอดเขาสูงที่มีหมอกปกคลุมตลอดเวลา และท่าน Count ชอบออกหาเหยื่อในเวลากลางคืน โดยได้แปลงกายเป็นค้างคาว เพื่อไปดูดเลือดของสตรี นวนิยายเรื่องนี้ได้รับความนิยมมาก จนถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่เนื้อหามีหลากหลายอรรถรส เช่น ไสยศาสตร์ การปลอมแปลงตัว ความลึกลับ และการทารุณเหยื่อ เป็นต้น
.
ความนิยมชมชอบในนวนิยายเรื่องนี้ ตลอดระยะเวลาร่วม 85 ปีที่ผ่านไป ได้ชักนำให้นักประวัติวรรณกรรมชื่อ Paul Dukes ต้องการจะรู้ที่มาของเรื่องบันดาลใจซึ่งได้ชักนำให้ Stoker เรียบเรียงเรื่อง “Dracula” และได้รายงานผลเมื่อปี 1982 ว่า ท่าน Count Dracula คือ เจ้าชาย Vlad ที่ 3 แห่งแคว้น Transylvania พระองค์ทรงเป็นทรราชผู้โหดร้ายและโหดเหี้ยมเยี่ยงสัตว์ป่า ทรงมีพระราชบิดา คือ พระเจ้า Dracul (ที่แปลว่าปีศาจ) ดังนั้นพระราชบุตรจึงมีพระนามว่า Dracula (ปีศาจน้อย) หลังจากที่พระราชบิดาเสด็จสวรรคตแล้ว Dracula ก็ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แทน และทรงสร้างทุรกรรมไว้มากมาย จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นตำนาน ให้ผู้คนได้เล่าขานกันมาตราบจนวันนี้ เช่น เวลาทรงกริ้วใคร ก็จะให้ทหารเอาไม้แหลมเสียบแทงทางทวารของคนนั้นอย่างช้า ๆ โดยไม่ให้ตายในทันที จากนั้นก็นำศพไปปักประจานนอกกำแพงเมือง และให้ตัดแขนหรือขาของนักโทษ หรือให้นำคนทรยศไปเผาทั้งเป็น ในขณะที่เหยื่อกำลังดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด Dracula จะทรงเสวยพระกระยาหารอย่างสำราญพระทัย ในที่สุดเมื่อถึงปี 1462 สุลต่าน Mohammed ที่ 2 แห่งอาณาจักรตุรกี ได้ทรงยกทัพบุกแคว้น Transylvania เมื่อจับท่าน Count Dracula ได้ พระองค์ก็ทรงโปรดให้สำเร็จโทษ 
.
สำหรับประเด็นการดื่มเลือดสดๆ ของคนนั้น Paul Dukes สันนิษฐานว่า Bram Stoker คงรู้ว่า ในยุคกลาง บรรดากษัตริย์ในยุโรปตะวันออกมีประเพณีนิยมรูปแบบหนึ่ง คือ โปรดการอภิเษกสมรสระหว่างพระประยูรญาติ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ ซึ่งมีผลทำให้เกิดความผิดปกติใน gene ของทายาท จนหลายคนได้ล้มป่วยเป็นโรค Erythropoietic protoporphyria ซึ่งทำให้ร่างกายผลิตโปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดแดง (porphyrin) ไม่ทัน ผิวหนังจึงแตกและมีเลือดไหล แพทย์จึงต้องให้คนป่วยดื่มเลือดสด ๆ เข้าร่างกายเพื่อทดแทนเลือดที่เสียไป และ Bram Stoker ก็คงรู้เช่นกันว่า โลกมีค้างคาวดูดเลือด (vampire bat) ที่ชอบดูดเลือดวัว ควาย ม้า ยิ่งกว่าเลือดคน ซึ่งการเขียนนวนิยายให้ผีดิบกับค้างคาวมีความเชื่อมโยงกันเช่นนี้ เป็นการกล่าวหาค้างคาวทุกชนิดในโลกและทุกสายพันธุ์ว่าเป็นสัตว์ปีศาจ แต่ในความเป็นจริงค้างคาวส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย แต่กลับทำคุณประโยชน์ให้มนุษย์เสียอีก จะมีก็แต่ค้างคาวแวมไพร์ที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ (เช่นที่ Trinidad และ Venezuela) ซึ่งมีรายงานว่าได้กัดชาวบ้านจนล้มป่วย ทำให้มีไข้สูง ปวดศีรษะ ตัวร้อน จนในที่สุดก็ขยับแขนขาไม่ได้ คือ เป็นอัมพฤกษ์ ครั้นพยายามจะกินและกลืนอาหารก็ทำไม่ได้อีก เพราะร่างกายมีอาการเหมือนป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า จนในที่สุดคนๆ นั้นก็ตาย
.
การเป็นสัตว์ปีกที่ชอบออกหาอาหารในเวลากลางคืน และการที่สังคมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นลบมากมาย ได้ทำให้ค้างคาวเป็นสัตว์ลึกลับที่ไม่มีใครสนใจมาก จนกระทั่งปี 1793 โลกก็มีบุคคลคนแรกที่ได้ศึกษาธรรมชาติของค้างคาวอย่างจริงจัง เขาคือ Lazzaro Spallanzani แห่งเมือง Reggio nell Emilia ในประเทศอิตาลี ซึ่งได้สังเกตเห็นว่า ขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือใต้แสงเทียน แม้เทียนไขจะดับ แต่ค้างคาวที่อยู่ในห้องก็ยังสามารถบินไป-มาในห้องได้ โดยไม่บินชนฝาผนังแต่อย่างใด Spallanzani จึงทดลองจับค้างคาวมาสวมหัวด้วยถุงผ้า และพบว่า สไตล์การบินของค้างคาวมีความขลุกขลักเล็กน้อย คือบินได้ แต่ไม่ดี ความสงสัยในความสามารถด้านการบินของค้างคาวจึงมีว่า ค้างคาวสามารถเห็นในที่มืดได้อย่างไร เพราะถ้ามันไม่ใช้ตาดูเส้นทางการบิน แล้วมันใช้อวัยวะใดในการดู Spallanzani จึงควักลูกตาทั้งสองข้างของค้างคาวออก (ในสมัยนั้น ยังไม่มีกฎห้ามทำการทดลองที่ทารุณสัตว์) แต่ค้างคาวก็ยังบินได้ดี

ประจวบกับในเวลานั้น Charles Jurine ซึ่งเป็นเพื่อนชาวสวิสของ Spallanzani ที่เขียนจดหมายติดต่อกันเป็นประจำได้เสนอให้ Spallanzani ทดลองอุดหูทั้งสองข้างของค้างคาวด้วยไขมัน และก็ได้พบว่าค้างคาวที่ถูกอุดหูสามารถบินได้ระยะทางสั้น ๆ แล้วตกลงบนพื้น Spallanzani จึงสรุปว่า ค้างคาวใช้หูของมัน เพื่อช่วยในการบิน
.
ลุถึงปี 1794 Spallanzani จึงได้ตัดสินใจยกระดับการทดลองของตน โดยใช้ประชากรค้างคาวจำนวนมากขึ้น และได้ปีนขึ้นไปถึงยอดหอคอยของมหาวิหารแห่งเมือง Pavia เพื่อจับค้างคาวมา 52 ตัว แล้วควักลูกตาออก จากนั้นก็ปล่อยให้มันบินหนีไป อีก 4 วันต่อมา เมื่อค้างคาวบินกลับมาที่หอคอย เขาก็ตามจับมันมาได้ 48 ตัว ครั้นเมื่อผ่าท้องของค้างคาวเหล่านี้ออกดู ก็พบว่ามีแมลงอยู่เต็ม นั่นแสดงว่า แม้ค้างคาวจะตาบอด มันก็ยังสามารถหาอาหารได้ และได้ใช้หูในการบินหาอาหาร Spallanzani จึงได้ชื่อว่า เป็นมนุษย์ค้างคาวคนแรกของโลกที่ได้ศึกษา จนพบความสามารถด้านนี้ของค้างคาว นอกจากจะได้พบว่า ค้างคาวใช้หูในการ “ดู” แล้ว Spallanzani ก็ยังได้ทดลองเรื่อง เนื้อค้างคาวสามารถรักษาโรคเก๊าท์ โรคเรื้อน โรคมะเร็งตับ และโรคไขข้ออักเสบได้หรือไม่ด้วย
.
ความจริงโลกเคยมีนักชีววิทยาที่ได้ศึกษาธรรมชาติของค้างคาวมาก่อน Spallanzani เขาคือ ท่านผู้เฒ่า Pliny (ค.ศ.23-69) ซึ่งเป็นปราชญ์โรมัน ที่คิดว่าค้างคาวเป็นนก เพราะมีปีกสามารถบินได้ และยังมีอายุยืนอีกด้วย แต่ Carl Linnaeus (ค.ศ. 1707-1778) นักชีววิทยาชาวสวีเดน ผู้เป็นบิดาของวิชาอนุกรมวิธาน (taxonomy) ได้เสนอความเห็นในปี 1758 ว่าค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ดังนั้นค้างคาวจึงมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับหนูยิ่งกว่านก Linnaeus ยังได้พบอีกว่า โลกมีค้างคาวอยู่ 3 สปีชีส์ และได้รายงานผลการศึกษานี้ในวารสาร “Systema Naturae” แต่ปัจจุบันเรารู้ว่า ค้างคาวมีกว่า 1,400 สปีชีส์ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดเดียวของโลกที่บินได้
.
ในปี 1938 นักชีววิทยาชาวอเมริกันชื่อ Donald Griffin กับ G.W. Pierce จาก มหาวิทยาลัย Harvard ในสหรัฐอเมริกา ได้พยายามหาคำตอบว่า ค้างคาว “เห็น” สิ่งต่าง ๆ ในที่มืดสนิทได้อย่างไร และได้พบว่าค้างคาวสามารถปล่อยคลื่นที่มีความถี่ตั้งแต่ 20,000-130,000 hertz ได้ แล้วใช้คลื่นความถี่สูง (ultrasonic) นี้ เป็นเรดาร์ส่วนตัวของมัน โดยส่งคลื่นไปกระทบสิ่งกีดขวาง แล้วรับฟังเสียงสะท้อน ดังนั้นถ้าไม่มีคลื่นสะท้อนกลับ นั่นแสดงว่าเส้นทางการบินของค้างคาวไม่มีอุปสรรคใด ๆ แต่ถ้ามันได้รับคลื่นสะท้อน ค้างคาวก็จะรู้ทันทีว่า สิ่งที่สะท้อนคลื่นกลับมา เป็นสิ่งมีชีวิตหรือไร้ชีวิต เป็นสัตว์ขนาดใหญ่หรือเล็ก และเป็นสัตว์อะไร อยู่ไกลจากมันเพียงใด เป็นศัตรูหรือเป็นมิตร และถ้าเป็นศัตรู มันก็จะสามารถบินหนีได้ทัน
.
ความจริงกระบวนการใช้เสียงสะท้อนบอกตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ (echolocation) นี้ ไม่เพียงแต่ค้างคาวเท่านั้นที่รู้จักใช้ สัตว์อื่น ๆ เช่น โลมา วาฬ ช้าง และนกบางชนิดก็ใช้เช่นกัน ส่วนมนุษย์นั้นใช้เทคนิค sonar เพื่อสำรวจท้องทะเลลึก จับปลา และสร้างอุปกรณ์นำทางคนตาบอด ซึ่งก็ใช้หลักการ echolocation แบบเดียวกับค้างคาว แต่หลังค้างคาวหลายสิบล้านปี และพบว่าถ้าเพิ่มความถี่ของคลื่น (ลดความยาวคลื่น) ก็จะได้ยินเสียงสะท้อนชัดขึ้น และตามปกติเสียงสะท้อนในอากาศจะได้ยินชัดกว่าเสียงสะท้อนในน้ำ ทั้งนี้เพราะน้ำดูดกลืนพลังงานเสียงได้ดีกว่าอากาศนั่นเอง
.
โดยทั่วไปหูคนปกติมักจะได้ยินเสียง เวลามีคลื่นเสียงมาตกกระทบแก้วหู ความดันเสียงจะทำให้เยื่อแก้วหู (eardrum) เลื่อนตัวไปเป็นระยะทางประมาณ 1 นาโนเมตร สำหรับคนหูดี แม้จะเป็นคนหูไวสักปานใดก็ยังนับว่าช้ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับความไวของหูช้างหรือหูค้างคาว เพราะเราจะไม่ได้ยินเสียงที่สัตว์เหล่านี้คุยกันเลย จนอาจจะทำให้มันคิดไปว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนหูหนวกก็เป็นได้ ตามปกติหูคนจะได้ยินเสียงที่มีความถี่ตั้งแต่ 20-20,000 hertz และสุนัขจะได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงขึ้นไปคือตั้งแต่ 20,000-130,000 hertz ด้านโลมาก็สามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่ตั้งแต่ 20-150,000 hertz จึงนับว่ามีความสามารถดีกว่าหูคนถึง 7 เท่า
.
นอกจากค้างคาวจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดเดียวเท่านั้นที่บินได้แล้ว ค้างคาวยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่บริโภคเลือดเป็นอาหารด้วย โดยเฉพาะค้างคาว vampire (Desmodus rotundus) ซึ่งชอบกินเลือดของสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น วัว หมู กวาง ม้า ฯลฯ และเวลาดูดเลือด มันจะใช้ฟันขูดเนื้อเยื่อที่ผิวของเหยื่อตรงที่ไม่มีขนปกคลุมจนเป็นแผล แล้วใช้ประสาทรับรู้ (sensor) ซึ่งอยู่ที่ริมฝีปากด้านบนของมันรับรังสี infrared ที่เลือดเปล่งออกมา ซึ่งจะบอกให้รู้ว่าเส้นเลือดอยู่ ณ ที่ใดในตัวเหยื่อ ดังนั้นเมื่อรู้ตำแหน่งของเส้นเลือดแล้ว มันก็จะฝังเขี้ยวลงไป แล้วปล่อยน้ำลายออกมาในเวลาเดียว ขณะที่มันดูดเลือดไป ๆ สารประกอบที่มีในน้ำลายของมันจะทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้เลือดแข็งตัว (anticoagulant) และแพทย์ได้ใช้ความรู้นี้ในการสร้างยารักษาอาการ stroke ของคน และหลังจากที่ได้ดูดเลือดไปประมาณ 25 มิลลิลิตรแล้ว ค้างคาวก็จะอิ่ม และจะบินต่อไปไม่ไหว จึงต้องนอนพัก จนกระทั่งเลือดบางส่วนถูกย่อยไป มันจึงบินต่อไปได้อีก
.
ในการบินหาเหยื่อ ค้างคาวใช้ทั้งหูดู ใช้จมูกดมกลิ่น ใช้สายตาในการเห็น และใช้ระบบประสาทที่ริมฝีปากรับรังสี infrared สัตว์อื่น ๆ เช่น งูเหลือมก็สามารถรับรังสี infrared ที่เปล่งออกมาจากเหยื่อที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียสได้ แม้เหยื่อนั้นจะอยู่ห่างจากมันถึง 20 เซนติเมตรก็ตาม
.
ในขณะที่เทคนิค echolocation และ infrared sensor ได้ช่วยให้ค้างคาว วาฬ ฯลฯ สามารถติดตามและไล่ล่าหาเหยื่อได้ เหล่าสัตว์ที่เป็นเหยื่อก็ได้พัฒนาตัวมัน เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องตกเป็นอาหารของสัตว์เหล่านี้ โดยเฉพาะแมลง ด้วง ผีเสื้อราตรี ที่มีปีก ซึ่งจะสั่นสะเทือนมากเวลาได้รับคลื่น ultrasonic จากค้างคาว ทันทีที่ปีกสั่นมาก สัตว์ที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ก็จะรู้ตัว และรีบบินหนีไปจากทิศที่มันได้รับคลื่น ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างจากค้างคาวเป็นระยะทางถึง 40 เมตร มันก็สามารถบินหนีเอาตัวรอดได้ หรือถ้าสัญญาณคลื่นที่มันได้รับมีความแรงขึ้น ๆ ตลอดเวลา นั่นแสดงว่าค้างคาวกำลังบินใกล้เข้ามา ๆ แมลงก็จะหุบปีกลงทันที เป็นการทิ้งตัวลงพื้น หรือไม่มันก็จะบินวนขึ้นในแนวดิ่ง หรือกระพือปีกอย่างไม่เป็นจังหวะ เพื่อกลบเกลื่อนเอกลักษณ์ของตัวมัน ไม่ให้ค้างคาวรู้ว่ามันเป็นแมลงชนิดอะไร บางแมลงก็ใช้วิธีส่งคลื่นกลับออกมารบกวนคลื่น ultrasonic ของค้างคาว เพื่อเตือนค้างคาวให้รู้ว่าเนื้อของมันเป็นพิษ
.
ความสามารถของค้างคาวในการฆ่าแมลงที่เป็นศัตรูของพืชได้หลายชนิด ได้ทำให้ชาวไร่อ้อย ถั่ว ข้าวโพด องุ่น ฯลฯ ในรัฐ Texas, Georgia, Hawaii, California รักค้างคาวมาก จนบางคนได้สร้างบ้านในค้างคาวอาศัยอยู่ในไร่ของตน เพื่อให้ค้างคาวกินแมลงที่จะมาทำลายต้นพืชที่ชาวไร่ปลูก
.
แต่ในสถานที่อื่น เช่นที่ Mexico ชาว Mexican กลับไม่ชอบค้างคาว เพราะคิดว่าค้างคาวนำโรคมาให้ จึงวางระเบิดถ้ำที่ค้างคาวอาศัย แต่เมื่อได้รู้ว่ามีค้างคาวบางชนิดชอบกินน้ำหวานจากดอก agave และการกระทำเช่นนี้ได้ช่วยผสมเกษรของดอกให้ชาว Mexican ได้นำผลไปทำเหล้า tequila ซึ่งเป็นเครื่องดื่มประจำชาติ ค้างคาวก็ได้รับการพิทักษ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
.
ความน่าสนใจในตัวค้างคาวได้บังเกิดอีกเมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อนักวิจัยได้พบว่า ค้างคาวเป็นพาหะนำไวรัสโรคหลายชนิด เช่น Ebola, SARS, MERS และ COVID-19 ฯลฯ ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ เพราะถ้าใครเป็นโรคนี้ การระบาดของโรคก็จะตามมาอย่างกว้างขวาง ความน่าอัศจรรย์ของค้างคาว คือ ทั้ง ๆ ที่มันมีไวรัสมัจจุราชหลายชนิดในตัว แต่มันกลับไม่เป็นอะไรเลย และสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานตั้งแต่ 3-10 เท่าของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน เช่น ค้างคาว Bandt ที่มีอายุนานถึง 41 ปี
.
ในอดีตนักชีววิทยาเคยคิดว่า การที่เป็นเช่นนี้ เพราะค้างคาวชอบจำศีล ชอบอาศัยอยู่ในที่ ๆ ไม่มีศัตรูมาคุกคาม และทั้ง ๆ ที่สถานที่นั้นมีอุณหภูมิต่ำ จนไวรัสแพร่พันธุ์ยาก มาบัดนี้ นักชีววิทยากำลังมุ่งศึกษาค้างคาว เพื่อหาเคล็ดลับที่จะทำให้คนสามารถมีไวรัสได้ แต่ไม่ป่วยเป็นโรค และมีอายุยืน
.
นักชีววิทยา James Wood จากมหาวิทยาลัย Cambridge ในอังกฤษ ได้พบว่า 60-80% ของค้างคาวกินผลไม้ที่มีอายุมากกว่า 10 ปี จะมี antibody ในตัวที่สามารถสู้ lyssavirus ได้ ซึ่งไวรัสชนิดนี้ทำให้คนเป็นโรคกลัวน้ำ ด้าน Kate Baker จาก Sanger Institute ที่มหาวิทยาลัย Cambridge ก็ได้พบว่า ค้างคาวที่มีเชื้อ Ebola ในตัว สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 1 ปี โดยไม่เป็นอะไร ในขณะที่คนแอฟริกันนับหมื่นคนต้องล้มป่วย ทันทีเมื่อได้รับไวรัส Ebola
.
ตามปกติเวลาเราฉีดเชื้อไวรัสให้แก่สัตว์ สัตว์ตัวนั้นจะล้มป่วย แต่ค้างคาวกลับไม่เป็นอะไร คือ ไม่มีแม้แต่อาการไข้ และ Linfa Wang จาก National University of Singapore ก็ได้เปรียบเทียบ genome ของค้างคาวกินผลไม้กับค้างคาวกินแมลง และพบว่า gene ของมันมีประสิทธิภาพในการต่อต้านการทำลาย DNA ดังนั้นมันจึงมีภูมิคุ้มกันในการรักษาอาการอักเสบ และการที่มันเป็นเช่นนี้ได้ คงเป็นเพราะหัวใจของค้างคาวสามารถเต้นได้เร็วกว่า 1,000 ครั้ง/นาที ดังนั้นเวลามันบิน อัตราการเผาผลาญพลังงานในตัวมันจะเพิ่มขึ้นถึง 34 เท่า mitochondria ในเซลล์ของมันจึงน่าจะมีการวิวัฒนาการ เพื่อให้สามารถบินได้ไกล และทำให้มันสามารถสยบพิษของไวรัสได้
.
ข้อมูลนี้ได้ใช้แนะให้นักวิจัยศึกษา gene ของค้างคาว เพื่อให้รู้เหตุผลว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้มันมีอายุยืน และอะไรที่ทำให้มันสามารถอยู่ร่วมกับไวรัส Ebola, SARS, MERS และ COVID-19 ฯลฯ ได้ โดยไม่ป่วยเป็นโรคใดๆ
.
ดังนั้นแทนที่เราจะกลัวค้างคาว เราจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะมันมิใช้สัตว์ปีศาจอีกต่อไป แต่เป็นสัตว์ประโยชน์ เพราะช่วยฆ่าแมลงที่มาทำลายพืช และช่วยให้มนุษย์รู้วิธีที่จะสามารถอยู่ร่วมกับโรคร้ายต่าง ๆ โดยไม่ล้มป่วยเลยได้
.
ผู้เขียน : ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ 


ที่มา : โลกวิทยาการ https://mgronline.com/science/detail/9650000089035 
 

มิสทิฟฟานี่ 2018 รับปริญญา ด้วยมุมมอง การเคารพกฎระเบียบ

เรียกว่าเป็นวันสำคัญของสาวเก่งและแฟนๆ นางงามกันอย่างมากมายเลยทีเดียว ที่ เอสม่อน กัญญ์วรา แก้วจีน เจ้าของตำแหน่ง มิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์สปี 2018 ได้จบการศึกษาและเตรียมตัวเป็นบัณฑิตป้ายแดงเป็นที่เรียบร้อย
.
ล่าสุดนั้น เอสม่อน กัญญ์วรา ได้มีการโพสต์ เรื่องราวความน่ายินดีในการที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี และที่สำคัญเธอยังได้รับการรับเลือกจากมหาวิทยาลัยให้เป็นบัณฑิตดีเด่นอีกด้วย โดยเธอได้ระบุในโพสต์ว่า
.
"ขอบคุณทางมหาลัยสวนดุสิตมากๆ นะคะที่ให้เกียรติหนูได้เป็นบัณฑิตดีเด่น

ในส่วนของการแต่งกายเข้ารับเอสม่อนทราบและรับรู้ในเรื่องของการแต่งชายเข้ารับเป็นอย่างดียินยอมและเข้าใจในกฎข้อบังคับต่างๆของทางมหาลัยครอบครัวรับรู้และเข้าใจจึงตัดสินใจเข้ารับปริญญาบัตรในครั้งนี้

ต่างคนต่างมุมมอง ไม่ว่าจะอยู่สังคมไหนการเคารพกฎระเบียบต่างๆจะทำให้เราอยู่ในสังคมได้ง่ายดีขึ้น"
.
หลังจากที่เธอได้โพสต์เรื่องราวที่น่ายินดีบนเฟซบุ๊กของเธอ ก็เรียกว่ามีแฟนๆ นางงามได้เข้ามาแสดงความยินดีให้กับเธอกันอย่างมากมาย แถมยังชมด้วยว่าไม่ว่าจะลุคไหนเธอก็ดูดีและวางตัวได้เหมาะสมทุกลุคเลยทีเดียว
.
ซึ่งจากรณีนี้ นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ชื่นชม เอสม่อน โดย ระบุว่า...
.
“ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน การเคารพกฎระเบียบต่าง ๆ จะทำให้เราอยู่ในสังคมง่ายขึ้น”

นี่คือทัศนคติที่ถูกต้องและจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่น่าชื่นชมของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไปอย่างแท้จริง


ที่มา https://www.sanook.com/campus/1411715/ 
 

การเปลี่ยนพระบรมฉายาลักษณ์ บนเหรียญกษาปณ์อังกฤษ

ด้วยรัชสมัยที่ยาวนานถึง 70 ปีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 สร้างความผูกพัน และภาพจำของ ควีนเอลิซาเบธ อย่างลึกซึ้งมาในสังคมอังกฤษมานาน และเชื่อได้ว่าชาวอังกฤษทุกคนเคยพกพระบรมฉายาลักษณ์ของ ควีนเอลิซาเบธ ติดกระเป๋าไว้ ในรูปแบบของ ธนบัตร และ เหรียญ ในสกุลเงินอังกฤษ ที่ใช้อยู่ทั่วไป 
.
ตามประเพณีของอังกฤษ ธนบัตร และเหรียญเงิน จะต้องมีพระบรมฉายาลักษณ์บนเงินตรา ที่จะต้องเปลี่ยนรูปใหม่ เมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาล เมื่อเป็นเช่นนี้ ธนบัตร และ เหรียญเงินรุ่นใหม่ของอังกฤษจะเริ่มเปลี่ยนมาใช้พระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3  ที่อาจทำให้ชาวอังกฤษหลายคนรู้สึกใจหายไม่น้อย ซึ่งเชื่อได้ว่าเหรียญตราในรัชสมัยของ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 จะกลายเป็นของสะสมของใครหลายคน
.
ตามประวัติศาสตร์ของอังกฤษในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ช่วงปี ค.ศ. 1649 ได้มีการกำหนดรูปแบบการประทับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดินลงบนเหรียญตราของอังกฤษ ว่าจะต้องหันคนละด้านกับรัชกาลก่อน 
.
อย่างเช่น เหรียญตราในรัชสมัยของพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระบิดาของ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 พระบรมฉายาลักษณ์จะหันพระพักตร์ไปทางด้านซ้าย ส่วนเหรียญในสมัยของ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 จึงต้องหันไปทางด้านขวา ดังนั้น เหรียญในสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประมุของค์ถัดไป ก็จะหันพระพักตร์กลับไปทางด้านซ้ายอีกครั้ง
.
ซึ่งเหรียญที่ออกในสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 ตลอดช่วงเวลาครองราชย์ 70 ปี มีการเปลี่ยนพระบรมฉายาลักษณ์มาแล้วถึง 5 รุ่น 
.
พระบรมฉายาลักษณ์รุ่นแรก เป็นภาพจากผลงาน ของ แมรี กิลลิค ศิลปินแกะสลักหินที่มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ ที่นำมาใช้เป็นแบบของเหรียญควีนเอลิซาเบธ ที่ 2 ที่ในปีที่เริ่มต้นรัชสมัย ค.ศ. 1952 
.
ต่อมาในปี 1968 มีการเปลี่ยนพระบรมฉายาลักษณ์ใหม่ โดยใช้ภาพถ่ายของ อาร์โนลด์ มาชิน ศิลปินและนักออกแบบชาวอังกฤษ นอกจากนี้เขายังรับหน้าที่ออกแบบแสตมป์รูปพระพักตร์ของ ควีนเอลิซาเบธที่  2 อีกด้วย 
.
พระบรมฉายาลักษณ์รุ่นที่ 3 เป็นผลงานของ ราฟาเอล มาร์คลุฟ ศิลปินชาวอังกฤษ เชื้่อสายยิว ซึ่ง ราฟาเอล มาร์คลุฟ ได้สลัก "RDM" ชื่อย่อของเขาไว้บริเวณฐานพระศอด้านล่างด้วย โดยเหรียญรุ่นนี้ออกใช้ครั้งแรกในปี 1985
.
เหรียญรุ่นที่ 4 เป็นผลงานจากภาพวาดของ เอียน แรงค์-แบรดลีย์ ซึ่งชนะการประกวดที่จัดขึ้นโดยโรงกษาปณ์แห่งสหราชอาณาจักร และนำมาออกเป็นเหรียญในปี 1998 ซึ่ง เอียน แรงค์-แบรดลีย์ ได้ใส่ชื่อย่อ "IRB" บนผลงานของเขาเช่นกัน

พระบรมฉายาลักษณ์รุ่นที่ 5 ที่เป็นรุ่นสุดท้ายของรัชกาลเป็นผลงานของ โจดี้ คลาค นักออกแบบที่อายุน้อยที่สุดที่เคยออกแบบงานเหรียญให้แก่ โรงกษาปณ์แห่งสหราชอาณาจักร และมีอักษรย่อ "JC" ในผลงานเหรียญของเธอด้วย  เหรียญรุ่นที่ 5 นี้ออกใช้ในปี ค.ศ. 2015 จนถึงปัจจุบัน
.
และนี่ก็เป็นพระบรมฉายาลักษณ์หลักที่เคยใช้ประทับบนเหรียญเงินที่ใช้ทั่วไปในอังกฤษตลอดรัชกาล ก่อนที่จะเลือนหายจากอังกฤษไปตามกาลเวลา 
.
แต่สำหรับนักสะสม ถือว่าเป็นไอเท็มที่ต้องตามล่าหาให้ครบ ไม่ใช่เพียงเพราะมูลค่าของตัวเหรียญเท่านั้น แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าทางจิตใจ ที่ทำให้หวนระลึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เคยขึ้นในยุคแห่งสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 นั่นเอง 


อ้างอิง
The Independent UK
Change Checker
Wikipedia
 

บัลมอรัล บ้านตราบลมหายใจสุดท้าย ปราสาทแห่งความรักและอิสระของควีนเอลิซาเบธที่ 2

ว่ากันว่าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ไม่เคยมีความสุขมากไปกว่าตอนที่พระองค์ประทับอยู่ที่ปราสาทบัลมอรัล บนที่ราบสูงสกอตติช
.
ที่ดินอันกว้างขวาง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นทุ่งนา ป่าไม้ และพื้นที่การเกษตรกว่า 125,000 ไร่ เป็นสมบัติของราชวงศ์อังกฤษ ตั้งแต่เจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทรงซื้อปราสาทหลังนี้จากตระกูลฟาร์เคอสัน เมื่อปี 2395
.
เจ้าชายอัลเบิร์ต ทรงเป็นพระปิตามหัยยิกา (ปู่ทวด) ของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ราชวงศ์วินเซอร์ใช้ประสาทบัลมอรัลเป็นบ้านพักฤดูร้อนมานานแล้ว ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จมาประทับที่นี่ทุกปี ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม
.
ณ ที่แห่งนี้ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระเหมือนเด็กผู้หญิง รวมถึงจับปลาแซลมอน สะกดรอยตามกวาง และร่วมเต้นรำกับชาวบ้าน
.
บัลมอรัลยังเป็นสถานที่ที่ความรักของราชินีอังกฤษกับลูกพี่ลูกน้องผู้ห้าวหาญ เริ่มผลิบาน หลังการอภิเษกสมรส ทั้งสองพระองค์ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักผ่อน ร่วมกับพระราชโอรส พระราชธิดา และพระราชนัดดา ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อันแสนวุ่นวาย
.
“ข้าพเจ้าคิดว่าบัลมอรัลเป็นสถานที่ที่เราตั้งตารอที่จะมา” ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ตรัสเมื่อปี 2535
.
“มันค่อนข้างดีเลยทีเดียวที่จะได้อยู่อย่างสันโดษ หลังจากต้องใช้ชีวิตไม่อยู่กับที่ การได้นอนบนเตียงเดิมเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี”
.
ตอนนี้สมาชิกในครอบครัวของพระองค์ได้เสด็จมายังสถานที่อันเป็นที่รักแห่งนี้อีกครั้ง แต่คราวนี้พวกเขามาเพื่อบอกลา ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตอย่างสงบที่ปราสาทบัลมอรัล ขณะมีพระชนมายุ 96 พรรษา รายล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นที่รัก ณ สถานที่แห่งนี้
.
ทริปประจำปีของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ที่บัลมอรัล เป็นไฮไลต์ของปีสำหรับพระองค์ ตั้งแต่ช่วงที่พระองค์ยังเป็นเด็กสาว ชีวิตของพระองค์เปลี่ยนไปขณะมีพระชนมายุ 10 พรรษา เมื่อพระบิดาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ทำให้พระองค์ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ ระหว่างที่พระองค์เตรียมการสำหรับอนาคต บัลมอรัลเป็นเพียงที่แห่งเดียวที่พระองค์สามารถเป็นเด็กธรรมดาได้
.
“ทุกพระองค์ตั้งตารอตลอดทั้งปี บัลมอรัลมักเป็นสถานที่สำคัญในปฏิทินของราชวงศ์” มารีออน ครอว์ฟอร์ด เขียนไว้ในหนังสือชีวิตประวัติ The Little Princesses ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ทรงพบกับเจ้าชายฟิลิป พระสวามี ในงานสมรสเมื่อปี 2477
.
หลังจากนั้นเจ้าชายฟิลิปก็กลายเป็นแขกประจำที่บัลมอรัล ความรักของทั้งสองพระองค์เบ่งบานบนที่ราบสูงสกอตติชอันขรุขระ “ทั้งสองพระองค์ออกไปพร้อมกับปืนและไปปิกนิกด้วยกัน แต่ไม่ค่อยได้อยู่กันตามลำพังมากนัก” ครอว์ฟอร์ดกล่าว
.
“บางครั้งเจ้าชายฟิลิปจะพาควีนเอลิซาเบธที่ 2 ออกไปขับรถ และบางครั้งทั้งคู่ก็จะออกไปที่สวนหลังดื่มชา” เจ้าชายฟิลิปเล่าให้ผู้เขียนชีวประวัติ “อิงกริด สจ๊วต” ฟังว่า ที่บัลมอรัลในปี 2489 ทั้งสองพระองค์เริ่มคุยกันเรื่องการเสกสมรส
.
“ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งหนึ่งจะนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ข้าพเจ้าเริ่มคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เมื่อปี 2489 และไปที่บัลมอรัล” เจ้าชายฟิลิปกล่าว “ตอนนั้นคงเป็นช่วงที่เราเริ่มคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง และถึงกับพูดถึงมัน”
.
ทั้งคู่หมั้นกันที่บัลมอรัลเมื่อสิ้นสุดฤดูร้อน แต่เลื่อนการประกาศต่อสาธารณะออกไป กระทั่งควีนเอลิซาเบธที่ 2 มีพระชนมายุครบ 21 พรรษา หรือในปีถัดมา
.
กล่าวกันว่าความยิ่งใหญ่ของบัลมอรัลนั้นทำให้ผู้มาเยือนครั้งแรกค่อนข้างตกตะลึง ด้วยป้อมปราการ, ห้องนอน 52 ห้อง, ระเบียงที่มีลมพัดเย็นยะเยือก, พรมตาหมากรุก และผนังที่เต็มไปด้วยเขากวาง ดูเป็นสถานที่ที่น่าเกรงขาม ทุกเช้าจะมีคนเป่าปี่ใต้หน้าต่างห้องบรรทมของราชินี
.
“มีการรักษาสถานที่ไว้เช่นในยุคของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก” ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ตรัส
.
เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะต้องปรากฏตัวที่บัลมอรัลในช่วงสุดสัปดาห์ปีละครั้ง แต่ไม่ใช่นายกฯทุกคนที่ชอบที่นี่ มีรายงานว่า “มาร์กาเร็ต แทตเชอร์” เรียกปราสาทแห่งนี้ว่า “สถานล้างบาปผู้ตาย” และ “จอห์น เมเยอร์” พบว่าการเล่นปี่ทุกเช้าเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดอย่างไม่รู้จบ ขณะที่เขาพยายาม โทร.หาผู้นำโลกคนอื่น ๆ
.
“โทนี แบลร์” กล่าวถึงการเดินทางเยือนบัลมอรัลประจำปีของเขาว่า “เป็นการผสมผสานที่ลงตัว ระหว่างความน่าสนใจ ความเหนือจริง และความแปลกประหลาดอย่างที่สุด”
.
แต่ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วยความโอ่อ่าของกษัตริย์ แบลร์กลับได้รับชัยชนะในเกมสบาย ๆ ของราชวงศ์
.
เขาเล่าว่า พระราชินีทรงยืนกรานให้นายกรัฐมนตรีทุกคนร่วมเล่นเกมประจำครอบครัวในห้องนั่งเล่น พร้อมกับดื่มเครื่องดื่มรสเข้ม พระองค์ยังทรงสั่งให้เจ้าชายฟิลิปเป็นผู้ทำบาร์บีคิวอีกด้วย
.
“คุณคิดว่าผมพูดเล่นเหรอ เปล่าเลย ผมไม่ได้พูดเล่น” เขาเผยในบันทึกความทรงจำ

“พวกเขาสวมถุงมือ แล้วเอามือจุ่มลงไปในอ่างล้างจาน พระราชินีจะถามคุณว่ากินเสร็จหรือยัง ก่อนที่พระองค์จะเก็บจาน แล้วเอาไว้ไปที่อ่างล้างจาน”
.
บัลมอรัลอาจเป็นสถานที่แห่งเดียวที่ควีนเอลิซาเบธที่ 2 สามารถเป็นตัวของพระองค์เองได้อย่างแท้จริง ในขณะที่ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ภายใต้การถูกควบคุมอย่างเคร่งครัด
.
“ฉันคิดว่าพระอัยยิกา (ยาย) มีความสุขที่สุดที่นั่น ฉันคิดว่าพระองค์รักที่นั่นจริง ๆ” เจ้าหญิงยูเชนี กล่าวเมื่อปี 2555
.
“ครอบครัว พวกเราทุกคนอยู่ที่นั่น ที่นั่นเป็นสถานที่ที่งดงามสำหรับการเดินเล่น ปิกนิก มีสุนัขจำนวนมากที่นั่น และมีผู้คนเข้าออกตลอดเวลา”
.
ท่ามกลางการตกแต่งอันโอ่อ่าของปราสาทบัลมอรัล ว่ากันว่าที่นั่นมีเครื่องทำความร้อนไฟฟ้าเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับพระราชินี รวมถึงหมอนที่ปักเป็นคำว่า “ดีที่ได้เป็นราชินี” (It’s good to be Queen)
.
แม้ว่าสถานที่นี้อาจเป็นสถานที่แห่งความทรงจำที่มีความสุขที่สุดของราชวงศ์ แต่บัลมอรัลก็เคยเป็นฉากหลังของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของพวกเขา
.
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2540 ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ทรงตื่นขึ้นในช่วงรุ่งสาง ก่อนจะทราบว่าไดอาน่า อดีตพระชายาของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์
.
ในขณะที่เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รีกำลังบรรทมอยู่ในห้องโถง ควีนเอลิซาเบธที่ 2, เจ้าชายฟิลิป และเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระราชดำเนินไปยังห้องโถงเพื่อรอฟังข่าว เวลา 04.00 น. ผู้ช่วยในพระราชวังเข้ามาแจ้งข่าวกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ว่า พระมารดาของพระโอรสทั้งสอง สิ้นพระชนม์แล้ว
.
สมเด็จพระราชินีฯ ทรงดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยสั่งให้ถอดโทรทัศน์และวิทยุออกจากห้องเลี้ยงเด็กในปราสาท และทรงยืนยันให้เจ้าชายทั้งสองได้บรรทมจนถึงรุ่งเช้า ก่อนที่จะแจ้งข่าวร้ายให้ทั้งสองพระองค์ทราบ
.
ในสถานการณ์ที่สั่นคลอนราชบัลลังก์ พระองค์ตัดสินพระทัยประทับอยู่ที่บัลมอรัล ที่ซึ่งพระองค์สามารถปกป้องพระราชนัดดาทั้งสองได้
.
ประชาชนจำนวนมากรู้สึกหงุดหงิดที่พระราชินีไม่กลับกรุงลอนดอนเพื่อร่วมไว้ทุกข์ให้ไดอาน่า พาดหัวข่าวของเดลีเมล์ถึงกับเขียนว่า “ราชวงศ์วินเซอร์มีหัวใจหรือไม่?” ในขณะที่ยูเคเอ็กซ์เพรสเรียกร้องให้ราชวงศ์ “แสดงให้เราเห็นว่าพวกท่านห่วงใย” ห้าวันหลังการสิ้นพระชนม์ของไดอาน่า ผลสำรวจชี้ว่าคะแนนนิยมของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เริ่มถดถอยลง ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จกลับมายังกรุงลอนดอน
.
“แอนดรูว์ มอร์ตัน” นักเขียนชีวประวัติของราชวงศ์กล่าวว่า พระองค์รู้สึกสั่นคลอนจากความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นภายในอาณาจักรของพระองค์เอง “ที่บัลมอรัล พระองค์ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องพวกนี้ คุณไม่มีทางรู้เลยว่ามันเป็นอย่างไรจนกว่าคุณจะได้อยู่ที่นั่นจริง ๆ” ผู้ช่วยอาวุโสคนหนึ่งอธิบายให้มอร์ตันฟัง
.
สำหรับ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 การได้ปลีกตัวออกมาอยู่ ณ ที่ลี้ภัยแห่งนี้ นับเป็นการได้รับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ในช่วงเวลาวิกฤต การได้เสด็จมายังที่แห่งนี้ได้ขาดหายไปในช่วงเวลาหนึ่ง
.
ในที่สุด พระราชินีซึ่งทรงมีพระชนมายุมากแล้ว และเพิ่งสูญเสียพระสวามีไปไม่นาน ก็จำต้องจากบัลมอรัลไปในปีนี้ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จจากพระราชวังวินด์เซอร์เมื่อเดือนกรกฎาคม เพื่อเดินทางประจำปีมายังบัลมอรัล แม้ว่าปกติแล้วพระองค์จะมีพระราชกรณียกิจยุ่งตลอดช่วงฤดูร้อน แต่ปีนี้พระองค์ทรงยกเลิกการปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะหลายครั้ง
.
นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ “ลิซ ทรัสส์” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 ในรัชสมัยอันยาวนานของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ได้เดินทางไปบัลมอรัลเพื่อสาบานตนรับตำแหน่ง เนื่องจากพระราชินีมีพระพลานามัยไม่แข็งแรงพอจะพระราชดำเนินไปยังกรุงลอนดอน
.
ในภาพถ่ายภายหลังการเข้าเฝ้าของทรัสส์ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ทรงสวมชุดกระโปรงผ้าลายหมากรุกและเสื้อคาร์ดิแกน ซึ่งเป็นชุดที่พระองค์มักสวมระหว่างประทับที่บัลเมอรัล
.
ผู้สื่อข่าวสายวังเผยว่า แม้พระองค์จะทรงมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาสมเด็จพระราชินีฯ ทรงพระราชดำเนินไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ของบัลมอรัลได้ ทั้งยังทรงขี่ม้าได้ด้วย


ที่มา https://www.prachachat.net/world-news/news-1044691 
 

“จีน” เร่งพุ่งเป้า ก้าวขึ้นแท่น ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก

“สวัสดีครับทุกคน ผมออกจากโมดูลแล้ว และรู้สึกดีมาก” นายเฉิน ตง นักบินอวกาศจีน กล่าวระหว่างการทำภารกิจเดินอวกาศ (Spacewalk) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
.
นายเฉิน ตง และนางหลิว หยาง ลูกเรือของยานอวกาศเสินโจว-14 ได้ทำภารกิจนอกยานอวกาศเป็นเวลา 6 ชั่วโมง ในวันศุกร์ที่ 2 ก.ย. ซึ่งถือเป็นการทำภารกิจนอกสถานีอวกาศจีนครั้งที่ 5 และเป็นการทำภารกิจนอกโมดูลห้องปฏิบัติการเวิ่นเทียนครั้งแรก
.
นับตั้งแต่ปี 2563 จีนประสบความสำเร็จในการทำภารกิจอวกาศหลายครั้ง ได้แก่ การส่งโมดูลเทียนเหอ ซึ่งเป็นโมดูลหลักของสถานีอวกาศจีน รวมถึงยานอวกาศเสินโจว-12 และเสินโจว-13 พร้อมลูกเรือ และยานบรรทุกสัมภาระเทียนโจว-2 และเทียนโจว-3 ซึ่งล้วนเป็นความก้าวหน้าที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมอวกาศของจีน
.
ไม่ใช่แค่ในอุตสาหกรรมอวกาศเท่านั้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์จีนได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีหลัก สืบเนื่องจากการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามอย่างไม่ลดละเพื่อบรรลุความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีหลักในสาขาสำคัญ ๆ
.
ระหว่างรับหน้าที่เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางเพื่อการปฏิรูปเชิงลึกรอบด้าน (Central Commission for Comprehensively Deepening Reform) ครั้งที่ 27 นายสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำให้มีการปรับปรุงระบบใหม่สำหรับการระดมทรัพยากรทั่วประเทศเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลัก 
.
ผู้นำจีนกล่าวว่า จีนควรเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรด้านนวัตกรรมตามความต้องการเชิงกลยุทธ์ของประเทศ เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ ปรับปรุงความสามารถเชิงระบบเพื่อจัดการกับปัญหาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญ ตลอดจนบ่มเพาะความได้เปรียบในการแข่งขันและคว้าโอกาสเชิงกลยุทธ์ในภาคส่วนที่มีความสำคัญ
.
“เทคโนโลยีหลักไม่สามารถซื้อหาได้ และไม่ได้มาจากการขอความช่วยเหลือหรือการร้องขอจากผู้อื่น” นายสี จิ้นผิง กล่าวในระหว่างการเยี่ยมชมสถาบันทัศนศาสตร์และกลศาสตร์แม่นยำแห่งซีอาน (Xi'an Institute of Optics and Precision Mechanics) ในปี 2558
.
นับตั้งแต่ปี 2555 ประธานาธิบดีจีนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และการสั่งสมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลัก โดยแรงบันดาลใจจากผู้นำจีนส่งผลให้เทคโนโลยีหลักจำนวนมากมีความก้าวหน้าที่สำคัญ และถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของจีนสู่การบรรลุเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
.
การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลักช่วยตอบสนองความต้องการที่สำคัญของประเทศ โดยโซลูชันล้ำสมัยช่วยสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมากมาย เช่น สะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า และทางรถไฟเสฉวน-ทิเบต นอกจากนี้ การใช้ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซจากพื้นใต้ทะเล การใช้ถ่านหินอย่างสะอาดและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ ยังมีความสำคัญต่อการรับประกันความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
.
ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จีนประสบความสำเร็จมากมายทั้งในด้านวัคซีน ยา และน้ำยาทดสอบ โดยจำนวนยา Class-I ใหม่ที่ได้รับการอนุมัติในจีนเพิ่มขึ้นจาก 5 รายการก่อนปี 2555 เป็น 79 รายการในปัจจุบัน
.
นอกจากนี้ จีนยังประสบความสำเร็จมากมายที่มีอิทธิพลในระดับโลก เช่น จีนได้ทำการสังเกตควอนตัมฮอลล์เอฟเฟกต์ (Quantum Hall Effect) แบบ 3 มิติเป็นครั้งแรกของโลก รวมถึงควบคุมการพับของกราฟีนด้วยความแม่นยำระดับอะตอม และพัฒนา “เทียนจิ” ชิปประมวลผลคล้ายสมองแบบฟิวชันครั้งแรกของโลก
.
เมื่อปีที่แล้ว จีนได้เปิดตัวกล้องโทรทรรศน์วิทยุทรงกลมพื้นที่รับแสงห้าร้อยเมตร (Five-hundred-meter Aperture Spherical Radio Telescope หรือ FAST) ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีพื้นที่รับแสงกว้างที่สุดและมีความไวสูงสุดในโลก สู่สายตานักวิทยาศาสตร์ทุกคน และจนถึงเดือนมิถุนายน กล้องโทรทรรศน์วิทยุดังกล่าวได้ให้บริการสังเกตการณ์แก่โครงการทางวิทยาศาสตร์ 27 โครงการ ใน 14 ประเทศทั่วโลก
.
การเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์วิทยุดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังขยายขอบเขตความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ในการประชุมสมัชชาใหญ่ของสมาชิกสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) และสถาบันบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์จีน (CAE) รวมถึงการประชุมระดับชาติของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน (CAST) เมื่อปีที่แล้ว นายสี จิ้นผิง ได้เรียกร้องให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนช่วยกันส่งเสริมการเปิดกว้าง ความไว้วางใจ และความร่วมมือกับชุมชนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั่วโลก
.
ตลอดจนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการแก้ปัญหาความท้าทายสำคัญที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ ตลอดจนมุ่งมั่นส่งเสริมความสำเร็จของนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ของนานาประเทศและประชากรโลกในวงกว้างมากขึ้น
.
ทั้งนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนระบุว่า จีนได้สร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับ 161 ประเทศและดินแดน ตลอดจนลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 115 ฉบับ อีกทั้งยังเข้าร่วมกลไกพหุภาคีและองค์กรระหว่างประเทศกว่า 200 แห่ง


ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1025568 
 

8 นาฬิกาเคารพธงชาติ วัฒนธรรมสมัยจอมพล ป.

การรณรงค์ “ชาตินิยม” ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่รู้จักกันดีเรื่องหนึ่งคือ การออกประกาศให้ประชาชนเคารพธงชาติ ดังที่ปรากฏภาพคุ้นตาอย่างดีคือ ภาพยืนตรงเคารพธงชาติท่ามกลางบรรยากาศน้ำท่วมในกรุงเทพฯ
.
รัฐบาลในสมัยนั้นได้มีการออก “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ 4 เรื่องการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี” เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2482 มีใจความตอนหนึ่งว่า
.
“ด้วยรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า ธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นสิ่งสำคัญประจำชาติ พึงได้รับความเชิดชูเคารพของชาวไทยทั้งมวล จึงประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ดังต่อไปนี้
.
1. เมื่อได้เห็นการชักธงชาติขึ้น หรือลงจากเสาประจำสถานที่ราชการตามเวลาปกติ หรือได้ยินเสียงแตรเดี่ยว หรือนกหวีดเป่าคำนับ หรือให้อาณัติสัญญาณการชักธงชาติขึ้นหรือลดลง ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบ เครื่องแบบ หรือตามประเพณีนิยม…”
.
การกำหนดรัฐนิยมในลักษณะนี้เป็นความพยายามของรัฐในการสร้างบุคลิกลักษณะนิสัย หรือจิตสำนึกให้ประชาชน เพื่อที่จะสร้างชาติไทยให้มีวัฒนธรรมอันดีงาม ในมุมมองของรัฐนั้น นี่เป็นการสร้างข้อกำหนดความประพฤติต่าง ๆ ที่จะทำให้ชาติไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นชาติที่เจริญแล้ว
.
การเคารพธงชาติก็เป็นการแสดงออกถึงการเคารพนับถือเครื่องหมายแทน “ชาติ” อันเป็นสิ่งที่ควรเคารพอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในวัฒนธรรมไทยนั้น การเคารพต่อธงชาติอันเป็นสิ่งที่เป็นตัวแทนของชาติ เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่คุ้นเคยเท่ากับการทำความเคารพพระมหากษัตริย์ หรือการกราบไหว้พระพุทธรูป ฉะนั้น เมื่อมีการกำหนดให้มีการเคารพธงชาติ รัฐบาลต้องทำการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนปฏิบัติตามมากยิ่งขึ้นด้วย มิใช่แค่ออกประกาศหรือทำให้เป็นกฎหมายเพียงอย่างเดียว
.
การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ที่ว่านั้นทางหนึ่งคือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุกระจายเสียง โดยเฉพาะผ่านทางรายการสนทนาของนายมั่น-นายคง รายการนี้ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งของรัฐบาลจอมพล ป. ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับประชาชน โดยทำหน้าที่ถ่ายทอด ชักชวน และกระตุ้นเตือนประชาชนให้ทำตามนโยบายของรัฐบาล
.
จุดกําเนิดของรายการสนทนาของนายมั่น-นายคงนี้ เริ่มจากเมื่อครั้งรัฐบาลได้จัดงานเฉลิมฉลองวันชาติอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 พระราชธรรมนิเทศ ซึ่งทำงานอยู่ที่กรมโฆษณาการได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากองโฆษณาวันชาติ และได้เลือกนายสังข์ พัธโนทัย เป็นเลขานุการของกองฯ ซึ่งได้คิดรูปแบบรายการเป็นการสนทนาทางวิทยุ โดยสมมตินามผู้พูดเป็น นายมั่น ชูชาติ กับนายคง รักไทย ทำหน้าที่โฆษณาเกี่ยวกับความสำคัญของงานฉลองวันชาติ ฯลฯ แต่เมื่องานฉลองวันชาติ พ.ศ. 2482 สิ้นสุดลง รายการวิทยุรายการนี้ยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง เพื่อเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล จวบจนจอมพล ป. หมดอำนาจเมื่อ พ.ศ. 2487 จึงล้มเลิกรายการไป
.
จอมพล ป. ได้มีส่วนในการกำหนดวางแนวทางและเนื้อหาในการทำรายการสนทนาของนายมั่น-นายคงนี้ด้วย โดยเฉพาะในช่วงหลัง พ.ศ. 2484 ที่ได้มีรายการเป็นประจำทุกวัน
.
วิธีการคือ ก่อนที่จะเริ่มรายการ จอมพล ป. จะส่งเนื้อหาของเรื่องราวที่จะกล่าวถึงในรายการวันนั้นมายังคณะผู้ผลิตรายการ เรียกกันว่า “จดหมายซองเหลือง” ซึ่งจะเขียนเป็นบทความร้อยแก้วธรรมดา จากนั้นพระราชธรรมนิเทศจะแปลงบทร้อยแก้วให้เป็นบทสนทนา โดยที่นายสังข์เป็นผู้จดบันทึกตามคำบอกของพระราชธรรมนิเทศ และวันใดที่จอมพล ป. มิได้ส่งจดหมายซองเหลืองมา คณะผู้ผลิตรายการจะนำเอาเรื่องเก่ามาเล่าซ้ำ โดยดัดแปลงให้เข้ากับเหตุการณ์ประจำวัน
.
ในรายการสนทนาระหว่างนายมั่น-นายคงนั้น เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ ธงชาติ ความสำคัญของธงชาติ และการประดับธงชาติในวันสำคัญต่าง ๆ เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ 
.
ในการประชาสัมพันธ์ให้ประดับธงชาติเนื่องในวันชาตินั้น นายมั่น-นายคง กล่าวไว้ในรายการว่า “ธงชาติไทยย่อมอยู่คู่กับชาติไทย เพราะฉะนั้นในงานฉลองวันชาติ ธงชาติไทยก็จะสะบัดอยู่ทุกหนแห่ง ซึ่งจะทำให้เราร่าเริงและเบิกบานใจไม่มีอะไรเปรียบ ธงชาติอยู่ไหน ใจไทยอยู่ที่นั่น ธงชาติอยู่ที่ไหน เกียรติไทยอยู่ที่นั่น ธงชาติเป็นเครื่องหมายแทนเกียรติอย่างสูงสุดของชาติไทย ธงชาติไทยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะขาดเสียมิได้ในวันชาติ…”
.
รายการสนทนาของนายมั่น-นายคง ยังได้ส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลที่พยายามรณรงค์ประชาสัมพันธ์ชักชวนให้ประชาชนทำการเคารพธงชาติกันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2485 ได้ทำการสนทนาในเรื่องเกี่ยวกับการชักจูงประชาชนให้เคารพธงชาติโดยพร้อมเพรียงกันเกือบทุกวันตลอดทั้งเดือน
.
ในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ชักชวนให้ประชาชนเคารพธงชาตินั้น เริ่มจากการที่คู่สนทนามีความเห็นว่า เรื่องการเคารพธงชาติ ตั้งแต่การประกาศเป็นรัฐนิยม และต่อมาก็ได้เข้าไปอยู่ในกฎหมายแล้วนั้น ยังเห็นผลในการปฏิบัติอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่ ถึงแม้ว่าประชาชนจะรู้จักและยอมรับแล้วว่า ธงเป็นเครื่องหมายสำคัญสูงสุดของความเป็นชาติไทย แต่ในทางปฏิบัติคือ การเคารพธงชาตินั้นบางคนก็ทำอย่างเคร่งครัดบางคนก็ไม่ยอมทำเลย คู่สนทนามีความเห็นว่าไม่ควรปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เพราะ “ถ้าเราหวังจะดำรงความเปนชาติของเราตลอดไป เราจะลืมเรื่องการเคารพทงชาติไม่ได้” จากนั้น จึงเสนอเรื่องการอบรมเรื่องการเคารพธงชาติให้ได้ผลดี ความว่า
.
“ไนวันหนึ่ง ๆ มีเวลาสำคันที่สุดสำหรับการเคารพทงชาติหยู่ 2 เวลาด้วยกัน คือ เวลาชักทงขึ้น ซึ่งทางราชการนิยมเวลา 8.00 น. และการชักทงลงซึ่งนิยมเวลา 18.00 น. ทั้งสองเวลานี้สำคันนัก ถ้าจะไห้ทำกันไห้พรักพร้อม ต้องกำหนดเอา 2 เวลานี้แหละเปนเกนท์”
.
ต่อมา รายการสนทนาของนายมั่น-นายคง ก็ได้เน้นย้ำถึงการเคารพธงชาติประจำวันเช้า-เย็น อีกครั้ง ดังความว่า “เวลา 8.00 น. เปนเวลาชักทงชาติขึ้นสู่เสาทั่วราชอานาจักร เวลานี้แหละเปนเวลาสำคันที่สุดประจำวันของเรา กรมโคสนาการได้ประกาสเชินชวนข้าราชการและประชาชนไนที่ทุกแห่งไปยืนนิ่งระวังตรง เพื่อสแดงความเคารพต่อทงชาติไทยเปนเวลา 5 วินาที หรือจนกว่าการบันเลงเพลงชาติโดยทางวิทยุกะจายเสียงจะได้จบลง หรือจนกว่าสัญญานอื่น ๆ ไนการชักทงชาติได้จบลง”
.
ดังนั้น ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย จะต้องพร้อมใจกันยืนนิ่งเคารพธงชาติในเวลา 8 นาฬิกาของทุกวันโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งรายการสนทนาของนายมั่น-นายคง ยังได้ทำการนัดกับผู้ฟังว่า “เวลา 8.00 น. นับตั้งแต่เช้าวันพรุ่งนี้เปนต้นไป ผู้ที่มีเครื่องรับวิทยุ ก็ขอได้โปรดเปิดไห้ดัง ๆ ด้วย เพื่อเพื่อนบ้านไกล้เรือนเคียง และคนสัญจรไปมาจะได้ยินทั่ว ๆ กัน” เพื่อที่จะได้ทำการเคารพธงชาติพร้อมเพรียงกันทั้งประเทศ
.
นอกจากนี้ นายมั่นได้เรียกร้องให้ยุวชนเป็นผู้นำในการเชิญชวนตักเตือนคนในครอบครัวให้ทำการเคารพธงชาติ ตามคำวิงวอนของจอมพล ป. ที่กระจายเสียงทางวิทยุเรื่อง “ยุวชนช่วยฉันสร้างชาติด้วย” โดยได้ยกเนื้อหาตอนหนึ่งในคำวิงวอนมาอ่าน ความว่า
.
“สิ่งแรกฉันหยากขอไห้ยุวชนช่วยฉันไห้พร้อมเพรียง เมื่อเวลาประกาสให้เคารพทงชาติไห้ทำทุกคนเปนการเคารพชาติที่มีคุนแก่เรา และไห้บอกคนไนบ้านทุกคนทำการเคารพด้วยบอกว่าทงชาติยังหยู่ ชักขึ้นแล้ว เอกราชของไทยยังบุญมั่นขวันยืนดี เราต้องพร้อมไจกันทำการเคารพทั่วทั้งชาติ และไนเวลาเดียวกันแหละ ฉันเชื่อมั่นว่าการเคารพทงชาติคราวหน้านี้จะสำเหร็ดได้ด้วยความรักชาติของยุวชนเปนสำคัน ทำตามนี้เรียกว่ายุวชนสร้างชาติ”
.
*** หมายเหตุ : การสะกดภาษาไทยในบทความนี้ยึดตามต้นฉบับ ซึ่งเป็นใช้ภาษาไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม


ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_68820 
 

“เส้นแกนกลางของปักกิ่ง” เส้นอารยธรรมจีน สู่มรดกวัฒนธรรมโลก

เส้นแกนกลางของปักกิ่ง (The Central Axis of Beijing)  หมายถึงสถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปักกิ่ง โดยเริ่มต้นจากทิศเหนือ คือ หอกลองและหอระฆัง ผ่านใจกลางเมืองสู่ทางทิศใต้ พาดผ่าน พื้นที่สำคัญต่าง ๆ ดังต่อไปนี้  สะพานว่านหนิง ภูเขาจิ่งซาน พระราชวังโบราณ ศาลเจ้าไท่เมี่ยว หอบูชาเส้อจี้ (Imperial Divine Temple)  จัตุรัสเทียนอันเหมิน ประตูเจิ้งหยาง เขตเทียนเฉียว หอไหว้ฟ้า และหอเซียนหนง หรือ หอบูชาการเกษตร ทอดยาวไปจบที่ประตูหย่งติ้ง
.
โดยความยาวของเส้นแกนกลางนี้มีระยะทางประมาณ  7.8 กิโลเมตร ทะลุเมืองเก่าปักกิ่งจากทิศใต้ถึงทิศเหนือ และได้กำหนดผังเมืองของตัวเมืองเก่าของปักกิ่งมาโดยตลอด
.
สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่เหล่านี้ ได้รวบรวมสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า  และเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ ทั้งเป็นสถานที่จัดพิธี และเป็นสัญลักษณ์ ในประวัติศาสตร์จีนนับตั้งแต่ศตวรรษ 13 แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมจีนที่มีเอกลักษณ์ และมีอายุอันยาวนาน
.
หลายปีมานี้ เทศบาลกรุงปักกิ่งได้บูรณะ รับคืนโบราณวัตถุสำคัญและสิ่งก่อสร้างโบราณในสองฝั่งเส้นแกนกลางปักกิ่ง ช่วยเหลือฟื้นฟูและอนุรักษ์เมืองเก่า ปัจจุบัน กำลังดำเนินการยื่นขอมรดกวัฒนธรรมโลกของเส้นแกนกลางปักกิ่ง
.
นายเหลียง ซือเฉิง นักสถาปัตยกรรมจีนเคยประเมินค่าเส้นแกนกลางปักกิ่งว่า เป็นแกนกลางทิศเหนือถึงทิศใต้ที่ยาวที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก โดยความสง่างามพิเศษของกรุงปักกิ่งเกิดจากเส้นแกนกลางเส้นนี้ ฉะนั้น เส้นแกนกลางปักกิ่งเป็นทั้งแกนกลางทางอากาศ และเป็นแกนกลางทางวัฒนธรรม
.
“ผลงานยอดเยี่ยมด้านสถาปัตยกรรมต่างๆ บนเส้นแกนกลางปักกิ่ง มีหลายแห่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เช่น พระราชวังโบราณ ศาลเจ้าไท่เมี่ยว หอไหว้ฟ้า เป็นต้น ล้วนเป็นผลงานชั้นนำในด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบจีน การออกแบบ ขนาดการก่อสร้าง และโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ล้วนสื่อถึงขนบธรรมเนียมและพิธีของจีนตามแนวคิดหลัก ขงจื๊อ” ศาสตราจารย์เจียง โป จากมหาวิทยาลัยซานตง และเป็นรองประธานคณะมนตรีโบราณสถานระหว่างประเทศ แห่งประเทศจีน ได้กล่าวเช่นนี้
.
ในสายตาของศาตราจารย์ สั้น จี้เสียง นายกสมาคมโบราณวัตถุแห่งประเทศจีน และผู้อำนวยการสถาบันพระราชวังโบราณ ในพื้นที่ที่ทอด ยาว 7.8 กิโลเมตรนี้ เป็นโฉมหน้าวัฒนธรรมกลางเมืองที่ผสมผสานถึงระบบนิเวศ เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และสังคม รวม 5 อย่าง มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่กลมกลืน จากแนววิถีอัตลักษณ์ของประชาชนชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงยุคปัจจุบันอย่างน่าอัศจรรย์
.
นายหลี่ว์ โจว ผู้อำนวยการศูนย์มรดกวัฒนธรรมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยชิงหวา และเป็นผู้รับผิดชอบการเรียบเรียงเอกสารยื่นขอมรดกวัฒนธรรมของเส้นแกนกลางปักกิ่ง  กล่าวว่า เส้นแกนกลางปักกิ่งได้เชื่อมต่อมรดกโลก 3 แห่ง สถานที่ของโบราณวัตถุที่ต้องอนุรักษ์ระดับชาติ 11 แห่ง สถานที่โบราณวัตถุระดับเมือง 2 แห่ง และโบราณวัตถุที่โยกย้ายมิได้ที่ยังไม่ได้กำหนดระดับอนุรักษ์ 2 แห่ง ขณะที่บริเวณรอบข้างแกนกลางยังมีโบราณวัตถุระดับต่างๆ อีก 514 แห่ง
.
“เขตอนุรักษ์เส้นแกนกลางปักกิ่ง แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์มรดกและพื้นที่บริเวณรอบข้าง เกือบจะครอบคลุมถึงตรอกซอกซอยทางประวัติศาสตร์ และสิ่งก่อสร้างโบราณทั้งหมดในเมืองเก่าปักกิ่ง” นายหลี่ว์ โจว กล่าว
.
หลายปีมานี้ การยื่นขอเข้าบัญชีรายชื่อมรดกโลกของเส้นแกนกลางปักกิ่งเข้าสู่กระบวนการเร่งดำเนินการ โดยสำนักงานโบราณวัตถุแห่งชาติจีนประกาศยืนยัน “เส้นแกนกลางปักกิ่ง” จะเป็นโครงการยื่นขอมรดกวัฒนธรรมโลกปี 2024 เอกสารยื่นขอกำลังปรับปรุงแก้ไขและแปลเป็นภาษาต่างประเทศอย่างราบรื่น และจะยื่นต่อศูนย์มรดกโลกของยูเนสโกอย่างเป็นทางการก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2023
.
ส่วน “ข้อกำหนดอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเส้นแกนกลางปักกิ่ง” ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนกรุงปักกิ่งแล้ว จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมปีนี้ นับเป็นหลักการทางกฎหมายที่จะคุ้มครองการอนุรักษ์มรดกเส้นแกนกลางปักกิ่งด้วย
.
 นายหลี่ว์ โจว กล่าวว่า “จากกระบวนการยื่นขอเป็นมรดกฯ ของเส้นแกนกลางปักกิ่ง นอกจากจะประชาสัมพันธ์ทางคุณค่าแล้ว กรุงปักกิ่งยังจะส่งเสริมให้ประชาชนสนใจมากขึ้นและเห็นถึงคุณประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมในปัจจุบัน” งานยื่นขออนุรักษ์เส้นแกนกลางปักกิ่งให้เป็นมรดกฯ ได้ส่งเสริมให้ชาวปักกิ่งมีความเห็นถึงคุณค่าด้านวัฒนธรรม เกิดการร่วมแรงร่วมใจทางสังคมที่จะผลักดันให้อนุรักษ์เมืองเก่าด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในส่วนรวม
.
เมื่อเดินในถนนคนเดิน “เฉียนเหมิน” ที่กรุงปักกิ่ง อนุสรณ์สถานที่ตั้งอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม และมักจะดึงดูดสายตาของผู้คนคงจะไม่พ้น หอยิงธนูของประตู “เจิ้งหยาง” หอยิงธนูประตู “เจิ้งหยาง” เพิ่งซ่อมเสร็จสมบูรณ์ หลังดำเนินการเป็นเวลา 1 ปี ได้เปิดตัวด้วยโฉมหน้าใหม่ การซ่อมแซมหอยิงธนูประตูเจิ้งหยางนี้เป็นเพียงหนึ่งในงานอนุรักษ์เส้นแกนกลางปักกิ่งเท่านั้น
.
การรับคืนศาลเจ้าไท่เมี่ยว หอเส้อจี้ หอไหว้ฟ้า ภูเขาจิ่นซาน หอหวงสื่อเฉิง ( หอเก็บเอกสารของพระบรมวงศานุวงศ์ ) และสถานที่อื่นๆ ได้เสร็จสิ้นตามลำดับ
.
ทางตอนใต้ของเส้นแกนหลางปักกิ่งจึงมีทัศนียภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่วนสถาปัตยกรรมโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งในหอกลอง หอระฆัง ประตูเจิ้งหยาง หอเซียนหนง และภูเขาจิ่งซาน ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ เสมือนเป็นการฟื้นฟูโฉมหน้าเมืองเก่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป
.
สะพานว่านหนิงที่สืบทอดจากสมัยราชวงศ์หยวนได้รับการอนุรักษ์ ขณะที่การอนุญาตให้ยานยนต์สัญจรผ่านได้จำกัดน้ำหนักรถและความเร็วของการขับขี่ ภูเขาจิ่นซานได้เปิดหมู่ก่อสร้างของพระที่นั่งโส้วหวงให้กับมวลชนหลังซ่อมแซมเสร็จแล้ว โรงพยาบาลเป่ยไห่และห้างตงเทียนอี้ สิ่งปลูกสร้างยุคสมัยใหม่ได้ลดชั้นก่อสร้างให้น้อยลง เพื่อคงทัศนียภาพของเมืองเก่าเอาไว้ รื้อโรงงานเครื่องจักรสวนพืชในหอไหว้ฟ้า เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เปิดบริการให้ได้เป็น 32,000 ตารางเมตร นี่เป็นผลงานนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ที่เทศบาลกรุงปักกิ่งมุ่งปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ 3 ปีในการอนุรักษ์ “เส้นแกนกลางปักกิ่ง” หลังทุ่มเทกำลังอย่างยิ่งในการปฏิบัติภาระหน้าที่สำคัญ 48 รายการ รวมทั้งการรับคืนโบราณสถาน การอนุรักษ์โบราณวัตถุ การบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
.
“เทศบาลกรุงปักกิ่งได้ปรับปรุงและอนุรักษ์มรดกของเส้นแกนกลางปักกิ่ง และสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้นในทุกด้าน หน่วยงานต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจ มีความคืบหน้าในหลายๆ ด้าน” นายหลิง หมิง รองผู้อำนวยการกรมโบราณวัตถุกรุงปักกิ่งกล่าวว่า “โฉมหน้าเมืองเก่าได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง สิ่งแวดล้อมของเมืองนับวันยิ่งสวยงาม งานอนุรักษ์เส้นแกนกลางปักกิ่งยื่นขอเป็นมรดกวัฒนธรรมโลกได้รับผลประโยชน์รอบด้านแบบสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งการอนุรักษ์โบราณวัตถุและประโยชน์ด้านวัฒนธรรมแก่ประชาชนโดยทั่วไป"
.
ในเรื่องการยื่นขอเข้าในบัญชีรายชื่อมรดกโลกของเส้นแกนกลางปักกิ่งนั้น ทางเทศบาลกรุงปักกิ่งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดย “วัตถุประสงค์หลักในการยื่นขอ คือหวังว่ามรดกวัฒนธรรมสามารถเชื่อมสู่อนาคตด้วยดี โดยกลมกลืนกับชีวิตประจำวันของคนปัจจุบัน” ศาสตราจารย์สั้น จี้เสียง กล่าวเช่นนี้
.
เทศบาลกรุงปักกิ่งจัดกิจกรรมออนไลน์ “ฉันมีส่วนร่วมกับเส้นแกนกลางปักกิ่ง” คนทั่วไปจะสามารถท่องเที่ยวตามเส้นแกนกลางปักกิ่งที่ยาวเป็น 7.8 กิโลเมตร ในรูปแบบดิจิทัล “ออน คลาวด์” และ สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการการยื่นขอเป็นมรดกฯด้วย กิจกรรมนี้เมื่ออัพเดตขึ้นระบบอินเตอร์เน็ต มีประชาชนมากกว่า 500,000 คนภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพื่อร่วมลงทะเบียนรวบรวมรายชื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมฯ
.
พร้อมเตรียมร่วมนับวันของการยื่นขอเป็นมรดกวัฒนธรรมโลก ประชาชนจะมีส่วนร่วมและมีความใกล้ชิดกับเส้นแกนกลางปักกิ่งมากขึ้น---- อนึ่ง การอนุรักษ์ “เส้นแกนกลางปักกิ่ง” เป็นเนื้อหาสาระของการสอบมัธยมตอนปลายของกรุงปักกิ่งในปี 2018 ในขณะที่เนื้อหาการอนุรักษ์นกนางแอ่นปักกิ่งได้กลายเป็นข้อสอบในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของกรุงปักกิ่งปี 2022
.
ส่วนงานประกวดการสืบทอดและประดิษฐ์คิดสร้างมรดกวัฒนธรรมเส้นแกนกลางปักกิ่งครั้งแรก มีผลงานสมัครเข้าร่วมการประกวดมากถึง 35,433 ชิ้น จากผู้ส่งประกวดมากกว่า 5,000 คน รวมถึง “เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ” ทั้ง 4 รุ่น และยังมีกิจกรรมการแสดงแสงสีเสียงด้านดนตรีและวัฒนธรรม ที่แสดงถึงการเป็น “เส้นแกนกลางที่สวยที่สุด” และได้รับความนิยมอย่างมาก
.
และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เปิดตัว “สัตว์มงคลน้อยแห่งสายน้ำในเส้นแกนกลางปักกิ่ง” เป็นตัวการ์ตูน “กงฟู่” ชื่อเฉพาะของสัตว์ในหนังสือโบราณของจีน ตามตำนานเล่าว่า ตัวกงฟู่เป็นลูกมังกรที่สามารถปกครองน้ำได้ โดยสัตว์มงคลนี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งเส้นแกนกลางปักกิ่ง  ด้วยการออกแบบที่ดูน่ารักและเป็นมิตร จะช่วยทำให้ผู้คนเข้าถึง พร้อมสัมผัสกับเรื่องราวทางวัฒนธรรมเส้นแกนกลางอันมีชีวิตชีวาของกรุงปักกิ่งได้อย่างลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยความประทับใจ


ที่มา https://siamrath.co.th/n/378304 
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top