Tuesday, 5 July 2022
GuidetoLearning

THAMMASAT METAVERSE CAMPUS “วิทยาเขต” แห่งใหม่ในโลกเสมือน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ บริษัท แบรนด์เวิร์ส จำกัด เปิดตัว T-Verse: Thailand Multiverse Bridge Platform แห่งแรกของไทย
.
รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 52 องค์กรในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ของโลกอย่าง “เมตาเวิร์ส” มาพัฒนา เพื่อสร้างแพลทฟอร์มของการเชื่อมต่อ การทำธุรกิจ การศึกษา ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ บนจักรวาลของ T-Verse ซึ่งจะสนับสนุนให้ประเทศมีการพัฒนาก้าวล้ำหน้า พร้อม ๆ ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน 
.
“Thammasat Metaverse Campus” ที่จะให้บริการทางการศึกษาแก่ผู้คนทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกบนแพลทฟอร์ม T-Verse ซึ่งจะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ งานวิจัย รวมทั้งนวัตกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว จึงหวังเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะเข้ามาร่วมกันสร้างแพลทฟอร์มแห่งนี้ เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในการพัฒนาศักยภาพของทุกคน โดยตอบโจทย์ 4 ด้านคือ 

1. Immersive Learning Classrooms ที่จะยกระดับประสบการณ์การเรียนการสอนรูปแบบใหม่
เราได้เห็นข้อจำกัดจากการขาดปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในการเรียนออนไลน์ หรือแม้แต่การเรียนออนไซต์แบบเดิมก็มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ในวิชาการแพทย์ จำนวนอาจารย์ใหญ่ที่มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการศึกษาก็ลดลงอย่างน่าใจหาย เป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนแต่เมตาเวิร์สจะนำนักศึกษาเข้าเรียนในโลกเสมือนจริง สามารถฝึกฝนกับร่างจำลอง ได้เรียนรู้ทักษะมากกว่าการอ่านจากหนังสือ หรือการเรียนในด้านสังคม มนุษยศาสตร์ เราก็สามารถเข้าไปทดลองทำ Social Experiment  ได้โดยไม่กระทบกับผู้คนอื่น
.
2. VR Museum of History, Culture and Democracy นอกจากการเรียนวิชาการแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมุ่งเน้นการเรียนการสอนนอกห้องเรียน โดยจะเปิดพื้นที่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมาอย่างยาวนาน ให้ทุกคนสามารถย้อนเวลาผ่านยุคสมัยเพื่อเข้าใจประวัติศาสตร์ได้มากกว่าการท่องจำ และเข้าใจบริบทต่าง ๆ จากประสบการณ์ที่ได้รับบนเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง หรือ Virtual Reality (VR) Technology
.
3. Next Generation Omnichannel Marketplace จากการทำงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ร่วมสนับสนุนและมีโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต่าง ๆ มาเป็นเวลาหลายปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะนำพาธุรกิจเหล่านี้สู่ขั้นถัดไป ด้วยการเพิ่มช่องทางการขายบนโลกเสมือนจริงแบบไร้รอยต่อ โดยผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ผ้าซิ่น อาจนำมาขายได้ในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล (NFT) เพื่อเป็นชุดมาสวมใส่อวตารของผู้ใช้งาน ขณะที่ตัวผลิตภัณฑ์จริงก็จะถูกส่งไปที่บ้านของผู้ซื้อสินค้าได้ เป็นต้น
.
4. 88 Sandbox Spaces เป็นการต่อยอด 88 Sandbox ที่เป็นโครงการบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพให้เป็น Next Unicorn ของประเทศ โดยภายใน Thammasat Metaverse Campus ผู้เข้าร่วมจะสามารถเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับบรรดาที่ปรึกษา (Mentor) นักลงทุน (Venture Capitalist) และระหว่างสตาร์ทอัพกันเอง โดยจะมีพื้นที่สำหรับการขายงาน (Pitching) การประชุม ตลอดจนการจัดกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกันระหว่างสตาร์ทอัพ และ Mentor



สำหรับแพลทฟอร์ม T-Verse จะเป็นระบบเมตาเวิร์สพื้นฐานของประเทศไทยแห่งแรก ที่เปิดให้ทุกคนเข้ามาใช้งานและออกแบบเมตาเวิร์สที่ต้องการให้เป็น ขณะเดียวกันผู้ใช้งานยังสามารถข้ามไปมาระหว่างเมตาเวิร์สแต่ละแห่งได้ โดยใน T-Verse จะประกอบด้วยวงแวนจำนวน 13 วง พร้อมกับดาวทั้งหมด 985 ดวง และข้อดีคือข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บอยู่ภายใต้เมตาเวิร์สของตนเอง ส่วนผู้คนที่เข้ามาใช้ชีวิตในโลก T-Verse จะสามารถเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ช็อปปิ้ง เรียน หรือแม้แต่เข้ามาทำงานก็ได้เช่นเดียวกัน


ที่มา:https://tu.ac.th/thammasat-020365-thammasat-metaverse-campus-tverse

นรกโชซอน เมื่อคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ มองประเทศตัวเองเหมือนนรก

ทำไมคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ มองประเทศตัวเองเหมือนนรก? จากผลสำรวจทัศนคติชาวเกาหลีใต้จำนวน 5,000 คน ราว 75% ที่พบว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกเป็นกังวลกับชีวิตตัวเองมากกว่าคนรุ่นก่อน มองประเทศตัวเองเป็นเหมือนนรก อยากย้ายออกจากประเทศนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใด ประชาชนประเทศเกาหลีใต้จึงมองประเทศตนเองเช่นนั้น

แม้สถิติจะเผยให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่เพศหญิงรู้สึกแย่กับประเทศจนอยากย้ายออกนอกประเทศมากกว่าคนรุ่นใหม่ที่เป็นเพศชาย แต่ก็ถือว่ามีจำนวนที่ไล่เลี่ยกันไม่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนัก ดังนั้น ถ้ามองจากผลสำรวจพบว่าความอึดอัด คับแค้นใจที่คนรุ่นใหม่เผชิญ เป็นประเด็นที่ไปไกลกว่าเรื่องเพศ แต่เป็นเรื่องความไม่พอใจในวิถีชีวิตที่เป็นอยู่
.
โชซอนเป็นชื่อเรียกแทนอาณาจักรโชซอนที่มีกษัตริย์ปกครองเป็นประมุขสูงสุดของประเทศ มีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์มีอำนาจสิทธิขาดในการปกครองประเทศ ซึ่งมีคำเรียกอีกคำว่า Tal-Jo เป็นการผสมคำสองคำเข้าไว้ด้วยกันคือคำว่า ออกจาก กับคำว่า นรก เมื่อสองคำรวมกันจึงกลายเป็น ออกจากนรก
.
คนรุ่นใหม่ชาวเกาหลีใต้เล่าว่า พวกเขาใช้คำว่า นรกโชซอน เพราะมันเป็นคำที่สะท้อนว่าประเทศชาติมีประวัติศาสตร์ที่แย่ ยุคสมัยปัจจุบันนี้ไม่ต่างอะไรกับยุคสมัยโชซอนที่เป็นยุคที่มีการปกครองแย่ บางคนให้สัมภาษณ์ว่า เราเรียกประเทศเกาหลีใต้ว่า นรกโชซอน และพูดคุยกันเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ถ้ามีโอกาสที่ดี พวกเราก็อยากจะย้ายออกไปทำงานนอกประเทศ

ทั้งนี้ พวกเธอเล่าต่อว่า การจะออกไปทำงานต่างประเทศได้นั้น ส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็นคนที่อย่างน้อยต้องเรียนจบแพทย์ หรือเป็นพยาบาล หรือเป็นพวก UX designer แต่พวกเธอและเพื่อนเรียนธุรกิจและศิลปศาสตร์ จึงขาดโอกาสที่จะไปทำงานต่างประเทศ
.
การทำงานต่างประเทศหรือการไปอาศัยอยู่ต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้ามันง่าย ก็คงไม่มีคนเรียกร้องอยากออกนอกประเทศ แต่จะออกไปเลยไม่ต้องเรียกร้อง แต่ที่เรียกร้องก็เพราะขาดความสามารถในการเข้าถึงโอกาสนั้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่ติดตัว ทักษะ หรือแม้แต่ปัจจัยทางการเงินก็เป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่บางคนให้สัมภาษณ์ว่า มันเป็นวิกฤตของคนชั้นกลางที่อยู่ในประเทศที่ร่ำรวย
.

นรกโชซอนที่คนรุ่นใหม่ชาวเกาหลีใต้เรียกติดปาก จนอยากย้ายออกนอกประเทศนั้น มีเหตุผล มีที่มาที่ทำให้คนเกิดความคับแค้นใจไม่อยากอยู่ในประเทศที่ตัวเองถือกำเนิดเกิดมา พวกเขาเปรียบเทียบตัวเองกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็พบว่า ยุคของพ่อแม่นั้น อาจจะมีเรื่องวัตถุนิยมน้อยกว่า แต่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็มีชีวิตที่มีความหวังมากกว่า ในทุกๆ ปีพวกพ่อแม่ของเขาจ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่ที่นี่

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นนรกโชซอนมีหลายเรื่องเช่นเรื่องการว่างงาน จากข้อมูลจาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ระบุว่า อัตราการว่างงานของเกาหลีใต้อยู่ที่ 3.8% ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อีกทั้งการเเพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลต่อการจ้างงานพนักงานชั่วคราวเเละรายวัน โดยมีอัตราการจ้างงานลดลง 6.5% เเละ 7.1% ตามลำดับ ขณะที่ข้อมูลจาก Statista ระบุว่า อัตราการว่างงานของคนอายุ 20-29 ปีนั้นสูงถึง 9.3% 
.
รวมถึงเมื่อเข้าไปทำงานเเล้วอาจไม่ได้หมายถึงความสำเร็จเสมอไป เพราะโครงสร้างบริษัทเกาหลีใต้ที่ยังเป็นโครงสร้างเเนวดิ่ง ทำให้มนุษย์เงินเดือนต้องทำงานหนัก เเละต้องต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในบริษัทจากระบบอุปถัมภ์ประกอบกับผู้หญิงยังต้องดิ้นรนในวัฒนธรรมสังคมชายเป็นใหญ่ รายงาน Economy Survey ของ OECD ปี ค.ศ.2020 ระบุว่า คนเกาหลีใต้ทำงานปีละ 1,970 ชั่วโมงหรือ 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยชั่วโมงการทำงานของประเทศสมาชิกกว่า 300 ชั่วโมง
.
อสังหาริมทรัพย์ราคาแพง เอื้อมมือไปเท่าไร ก็ไม่มีเงินจ่ายถึง คนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยลงทุนในหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินเท่าไรนัก มักจะปล่อยให้เงินจมไปกับการซื้อบ้านซึ่งถือเป็นการออมเงินอีกแบบหนึ่ง คนเกาหลีใต้มีทั้งหมดราว 51 ล้านคน เกือบครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 24 ล้านคน อาศัยอยู่ทั้งภายในเมืองและรอบๆ โซล
.
อัตราการฆ่าตัวตายของคนหนุ่มสาวชาวเกาหลีใต้สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ซึ่งมีอัตราส่วนอยู่ที่ 24.6 ต่อ 100,000 ราย อยู่ในอัตราที่สูงกว่าญี่ปุ่นซึ่งอยู่ที่ 15.2 (กลุ่มสมาชิกประเทศ OECD มี 36 ประเทศ) อัตราที่สูงขนาดนี้ไม่ได้เกิดเพียงแค่ปัจจัยเดียวแต่มันเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคมด้วย แม้รัฐบาลจะออกแผนการเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายมาถึง 3 ครั้ง แต่ก็ไม่ทำให้จำนวนการฆ่าตัวตายลดลงแต่อย่างใด ยิ่งมีเหล่า Celeb คนดังฆ่าตัวตายนำแล้ว ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟนคลับรู้สึกอยากทำตามไปด้วย

ทุ่มเทอย่างหนักกับการเรียน การสอบ จบออกมา.. ไม่มีงานทำ คนรุ่นใหม่ชาวเกาหลีใต้รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ชีวิตไม่ยุติธรรม พวกเขาเรียนหนัก ทำงานอย่างหนักเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับมันไม่เป็นอย่างที่พวกเขาทุ่มเท ทำให้เขามองประเทศเป็นเหมือนนรก ชาวเกาหลีใต้นับล้านๆ รายถูกบังคับให้เรียนอย่างหนักมาตลอด เพื่อที่จะเอาความรู้ที่สั่งสมมาทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ แต่..ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาหวัง
.
Lee Jin-hyeong อายุ 35 ปี เล่าว่า เขาเรียนอย่างหนักทุกวัน เริ่มเรียนตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึงตี 1 ของอีกวันหนึ่ง เขาเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หวังว่าเรียนจบมาจะได้ทำงานตำรวจ แต่จนป่านนี้ เขายังไม่มีงานประจำทำเลย หลายต่อหลายคนเรียนจบแต่ยังว่างงาน
.
“Hell Joseon” หรือ “นรกโชซอน” คือนิยามที่หมายถึงการขาดโอกาสในการเข้าถึงการทำงาน ขาดโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว ขาดความหวังในการมีชีวิตอยู่ ผู้เชี่ยวชาญจากสแตนฟอร์ดมองว่า วัฒนธรรมเกาหลีใต้คือการทุ่มให้กับการศึกษาอย่างสุดโต่งจนเกินไป จนทำให้คนรุ่นใหม่ป่วย ขาดความเตรียมพร้อมที่จะเผชิญโลกในชีวิตจริง บางคนบอก คนรุ่นใหม่ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่พวกเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลังจริงๆ


ที่มา https://brandinside.asia/why-young-korean-call-south-korea-hell-joseon/

สืบจากศพ นักนิติวิทยาศาสตร์ ผู้ไขคดีจากร่องรอย DNA

จากกรณีของคุณแตงโม นิดา ที่มีการชันสูตรโดย “นักนิติวิทยาศาสตร์” ถึงร่องรอยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิต โดยสามารถย้อนไปพิสูจน์ทุกถ้อยคำของผู้เกี่ยวข้องในคดีโดยใช้หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาตอบขอกังขาต่าง ๆ ของคนในสังคม 

น้อง ๆ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าประเทศไทยมี ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ ที่มีคุณภาพอยู่เยอะมาก ๆ คอยทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการไขคดียาก ๆ หลายคดี โดยการเก็บหลักฐาน พิสูจน์หลักฐานเพื่อชี้ตัวคนร้ายตัวจริง วันนี้เราจึงอยากแนะนำให้น้อง ๆ ได้รู้จักกับความเท่ของอาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ ว่าเขาทำงานกันยังไง ต้องเรียนอะไร และความน่าสนใจของอาชีพนี้ ที่อ่านแล้วอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ไม่รู้จะเรียนอะไรก็ได้ 
.
นิติวิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์ในการนำเอาวิชาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ไปช่วยไขคดี โดยการเก็บหลักฐาน พิสูจน์หลักฐาน ตรวจร่างกายและวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ เช่น ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เลือด ฉี่ เส้นผม อสุจิ เส้นใยต่าง ๆ หรือเหงื่อ

โดยนักนิติวิทยาศาสตร์จะทำงานร่วมกับทีมตำรวจและแพทย์ ตรวจหาหลักฐานทุกอย่างในที่เกิดเหตุแล้วเอาไปทดลอง เพื่อชี้ตัวคนร้ายตัวจริงในกรณีที่คนร้ายปฏิเสธว่าไม่ได้ทำหรือหลบหนี เพราะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จะมัดตัวคนร้ายได้แน่นหนาที่สุดจนปฏิเสธไม่ได้ นอกจากนี้ศาลจะเชื่อข้อมูลที่พิสูจน์ได้จากนักนิติวิทยาศาสตร์ เพราะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือและเป็นสากลที่สุดนั่นเอง  
.
ยกตัวอย่างเช่น ในคดีข่มขืนที่นักนิติวิทยาศาสตร์สามารถระบุตัวคนร้ายได้จากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์คือ อสุจิในช่องคลอดและสารคัดหลั่งที่มักจะเปื้อนอยู่บริเวณก้น ใบหูหรือหน้าอก โดยจะนำเอาไปเปรียบเทียบว่าเป็นของคนร้ายหรือไม่ เพราะ DNA ในอสุจิหรือสารคัดหลั่งของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ทำให้สามารถเก็บไปเป็นหลักฐานมัดตัวคนร้ายได้อย่างแม่นยำนั่นเอง
.
การจะเป็นนักนิติวิทยาศาสตร์ได้นั้น น้อง ๆ ต้องจบปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องก่อน เช่น วิทยาศาสตรบัณฑิต, นิติศาสตรบัณฑิต, รัฐศาสตรบัณฑิต, สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ฯลฯ เพราะนิติวิทยาศาสตร์จะเปิดสอนในระดับปริญญาโทขึ้นไปเท่านั้น เมื่อจบปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องแล้ว ถึงจะได้เรียนต่อนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่เลยหากพยายาม
.
ส่วนสถาบันที่เปิดสอนนิติวิทยาศาสตร์ในระดับปริญญาโทตอนนี้ ได้แก่ ม.เกษตร, ม.ศิลปากร, ม.เชียงใหม่, ม.ธรรมศาสตร์, ม.มหิดล, มรภ.สวนสุนันทา, โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จบมาแล้วสามารถทำงานตรงสายได้เลย อย่างทำงานในกองพิสูจน์หลักฐานในกรมตำรวจ เหมือนที่เราเห็นในทีวีคือจะใส่ชุดโปโลสีฟ้า เสื้อกั๊กสีดำ

ความจริงแล้วนักนิติวิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่ช่วยไขคดีเพื่อหาตัวคนร้ายที่ทำผิดจริงเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ปกป้องไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเข้าคุกหรือจับแพะอีกด้วย ซึ่งคดีพิเศษหลายคดีในบ้านเราก็ได้นักนิติวิทยาศาสตร์มาเป็นส่วนหนึ่งในการค้นหาความจริงในคดี...เราก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตจะได้เห็นนักนิติวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น


ที่มา http://www.plookfriends.com/blog/content/detail/78143/ 
 

ประกาศเกียรติคุณ วิศวจุฬากิตติคุณอาวุโสดีเด่น ครั้งที่ 8 และวิศวจุฬาดีเด่น ครั้งที่ 17 ประจำปี 2564

เมื่อวันพุธที่  16 มีนาคม 2565  ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อค สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานประกาศเกียรติคุณ วิศวจุฬากิตติคุณอาวุโสดีเด่น ครั้งที่ 8 และวิศวจุฬาดีเด่น ครั้งที่ 17 ประจำปี 2564 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรตินิสิตเก่าคณะวิศวฯ จุฬาฯ ที่มีคุณงามความดี มีจริยธรรมอันดีงาม มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว สังคม ประสบความสำเร็จ และโดดเด่นด้านการงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยไม่จำกัดเพศ อายุ และสาขาอาชีพ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นราชการ รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจเอกชน หรือองค์กรอิสระ 


ซึ่งในครั้งนี้มีผู้ที่ได้รับ รางวัลวิศวจุฬากิตติคุณอาวุโส จำนวน 8 ท่าน และรางวัลวิศวจุฬาดีเด่น จำนวน 10 ท่าน อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ อดุลพันธุ์ ราชบัณฑิตและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายสุวัฒน์ เชาว์ปรีชา ประธานกรรมการ บริษัท ฤทธา จำกัด  นายวิวัฒน์ ทยานุวัฒน์ ประธานบริหาร บริษัทในเครือบุญถาวร นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง และ นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด(มหาชน) เป็นต้น


นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้รับรางวัลวิศวจุฬาดีเด่น ปี 2564 กล่าวว่า รางวัลวิศวจุฬาดีเด่น เป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ ถือเป็นเกียรติแก่ตนเองและครอบครัวอย่างยิ่ง  โดยตนเองพร้อมจะสร้างสรรค์ผลงาน ประพฤติตนเป็นวิศวกรที่ดี และสร้างแรงบันดาลใจ และให้คำแนะนำแก่วิศวกรรุ่นต่อไป เพื่อให้มีวิศวกรดีเด่นที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติเพิ่มมากขึ้น



 


 

คำสอนของ “สมเด็จพระวันรัต” วัดบวรนิเวศ ฯ มาเฟียแห่งความชั่ว 3 ราย

ด้วยความอาลัย ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ที่ได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา ทางทีมงานงาน THE STUDY TIMES จึงขอนำเอาคำสอนของท่านที่ได้เผยแพร่ทาง เพจ “วัดบวรนิเวศวิหาร” ซึ่งได้โพสต์ข้อความคำสอน "สมเด็จพระวันรัต" (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงตนอยู่ในสังคมปัจจุบัน โดยมีใจความว่า
.
วันหนึ่งระหว่างฉันภัตตาหารร่วมกันกับพระบวชใหม่ สมเด็จฯ ท่านก็ถามขึ้นมาว่า “เราคบคนชั่วกันอยู่บ้างรึเปล่า ?” คำถามนี้เล่นเอาพระบวชใหม่ทั้งหลายสะดุ้งไปต่อกันไม่ถูกเลยที่เดียว และต่างพากันนึกถึงคนรอบตัวว่ามีใครเข้าข่ายคนชั่วบ้างหรือไม่กันยกใหญ่ ท่านคงเห็นอาการที่กำลังนั่งคิดของแต่ละรูป จึงพูดต่อไปว่าไม่ต้องไปนึกถึงใครอื่นไกลนะ คนชั่วที่อยู่ในตัวของเรานั่นล่ะ
.
คราวนี้ทุกคนยิ่งสะดุ้งหนักกว่าเดิม แต่เป็นอาการสะดุ้งที่มาพร้อมกับปัญญาที่ถูกสะกิดให้คิดพิจารณา ท่านสอนว่า ถ้าเราคบคนชั่วในตัว 3 คน คือ โลภะ โทสะ โมหะ  คนชั่วในตัวเหล่านี้ก็จะชักพาให้เราไปคบกับคนชั่วนอกตัวที่มีลักษณะเดียวกัน
ดังนั้นเราจึงต้องพิจารณาให้ดีว่า เราคบหากับคนชั่วในตัวมากน้อยเพียงใด
.
ทั้ง 3 คน ที่ท่านเอ่ยถึงนั้นทรงอิทธิพลถึงขั้นเรียกว่าเป็น มาเฟียของคนชั่ว ก็ว่าได้ เพราะ 3 คนชั่วนี้ มักจะดึงเราให้ไปคบกับคนชั่วรายใหม่ ๆ หรือถ้าเราคบคนชั่วรายอื่นอยู่บ้างแล้ว มาเฟียทั้ง 3 รายนี้ก็จะส่งเสริมให้คนชั่วอื่น ๆ ในตัวเราเจริญรุ่งเรืองและแผ่อิทธิพลความชั่วมากขึ้นไปอีก ลองมารู้จักมาเฟียแห่งความชั่วทั้ง 3 รายที่ว่านี้กัน
.
1. โลภะ คือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอเสมือน ไฟไม่รู้จักพอด้วยเชื้อ มหาสมุทรไม่รู้จักเต็มด้วยน้ำ หากเรามีความอยากไม่เกินขอบเขต ไม่ออกนอกลู่นอกทางแห่งความสุจริต ก็ย่อมเป็นประโยชน์กับการก่อร่างสร้างตัว แต่หากไม่เคยพอก็มักจะจ้องหาช่องทางหาเอาเพิ่ม เอาอีก เอามากขึ้น อยากไต่บันไดให้สูงขึ้นตลอดเวลา โดยไม่เลือกวิธีการจนนำไปสู่การแสวงหาในทางทุจริต และเป็นโทษกับตนในที่สุด อาการสำคัญแห่งโลภะที่สังเกตได้ง่ายแต่อาจไม่รู้ตัวก็คือ ความเห็นแก่ตัว ทั้งนี้ “การเลิกคบโลภะ เริ่มต้นได้ด้วย การให้ทาน โดยควรทำทานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความอยากในตนให้ลดน้อยลงจนสลายไปในที่สุด” 
.
2.โทสะ คือ ความโกรธ คิดประทุษร้าย คิดล้างผลาญ เมื่อถูกความโกรธครอบงำ ระงับความโกรธไม่อยู่ ก็มักจะก่อกรรมทำเข็ญอย่างรุนแรง ทำร้ายบุคคลที่ทำให้โกรธไม่ได้ ก็ล้างผลาญทรัพย์สินของเขา  ทำร้ายญาติมิตรของเขา คนรอบตัวเขา เราน่าจะเคยเห็นตัวอย่างร้ายแรงของคนเจ้าโทสะกันมาบ้าง เราจึงต้องระวังรักษาตัวเราให้ดี หมั่นถามคนรอบข้างดูบ้างว่าเราเป็นคนมีโทสะแรงไหม บ่อยไหม ต้องพยายามลดการคบหาโทสะให้น้อยลงไปเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้เรากลายเป็นคนเจ้าโทสะ
ทั้งนี้ “การเลิกคบโทสะ ทำได้ด้วย การเจริญเมตตา แปลว่า การฝึกจิตให้คิดอยากเห็นผู้อื่น มีความสุขอยู่เสมอ ๆ ถ้าเราพยายามเข้าใจเขา มีเมตตาต่อเขา ความโกรธก็ยากที่จะดำรงอยู่ได้ ทำเช่นนี้สม่ำเสมอ โทสะก็จะห่างไกลไปเอง”
.
3.โมหะ คือ ความหลง ความงมงาย รู้อะไรแบบไม่แจ่มแจ้ง แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ออก ถือเป็นคนมืดและย่อมทำความผิดต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ผิดเล็กน้อยไปจนถึงผิดร้ายแรง ความหลงมักนำไปสู่ทัศนคติ พฤติกรรมที่สะท้อนความเขลาเบาปัญญา เช่น ลบหลู่คุณคน ตีตนเสมอท่าน อิจฉาริษยา โอ้อวดเกินจริง หูเบา คือฟังคำคนแล้วเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง มัวเมาในสิ่งที่ทำโดยไม่ฟังคำเตือนจากใครเลย เกียจคร้าน ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่เร่งทำในสิ่งที่พึงทำในเวลา เป็นต้น ทั้งนี้ “การเลิกคบโมหะ ทำได้ด้วย การหมั่นใช้ปัญญา เท่านั้น ต้องหมั่นคิดพิจารณาแยกแยะชั่วดีให้แจ่มแจ้ง โดยเริ่มต้นจากการเปิดหู เปิดตา เปิดใจ คิดพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน แม้สิ่งนั้นจะไม่ต้องจริตของเราก็ตาม ปัญญาเป็นเสมือนมีดที่ลับบ่อย ๆ ก็จะคมและช่วยกรีดผ่านมายาทั้งหลายให้เราเห็นผิดชอบได้ชัดแจ้งขึ้นทำให้ห่างไกลจากโมหะได้ง่ายขึ้น” 
.
โลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นชื่อว่าเป็น มาเฟีย เป็น รากเหง้าแห่งความชั่ว ก็แปลว่าจัดการไม่ง่าย แต่ไม่ได้แปลว่าจัดการไม่ได้
มาเริ่มขบวนการกวาดล้างมาเพีย และคนชั่วรายอื่น ๆ ในตัวของเราพร้อมกัน


ที่มา https://www.komchadluek.net/news/508464 
 

“เด็กรุ่นใหม่” ไม่นับถือศาสนา แค่ไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ หรือ ไม่จำเป็น

หากพวกเราหยิบบัตรประชาชนคนไทยมาตรวจสอบ เราจะพบเลยว่า ‘คนไทยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่านับถือศาสนาพุทธ’
.
หากเราพูดถึงอดีต เรื่องนี้อาจจะไม่ได้ผิดแปลกอะไรมากนัก แต่ในปัจจุบัน ในวันที่โลกเคลื่อนตัวไปด้วยความทันสมัย ‘เด็กรุ่นใหม่’ หลายคนเลือกที่จะนับถือศาสนาพุทธแค่ในบัตรแต่ถ้าหากคุณเดินไปไถ่ถามหนุ่มสาวด้วยประโยคที่ว่า “คุณนับถือศาสนาอะไร?”

คำตอบอย่าง “ผม/หนู ไม่มีศาสนา” น่าจะเป็นที่คำตอบที่พบได้ง่ายมากขึ้น หากมองตามสถิติทั่วโลก จากรายงานของ Pew Research Center เราจะพบว่า ผู้คนจำนวนมากถึง 1,100 ล้านคนทั่วโลก ไม่นับถือศาสนา สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ‘ชาวจีน’ มีจำนวนประชากรที่ไม่นับถือศาสนามากถึง 700 ล้านคน (อาจเพราะการปกครองแบบสาธารณรัฐ)
.
ถึงแม้ในประเทศไทย ยังไม่ได้มีการศึกษาหรือทำการวิจัยที่ชัดเจน แต่เราก็พอเข้าใจได้ว่า เรื่องของการไม่นับถือศาสนาเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือจากพุทธ คริสต์ หรืออิสลามที่ระบุอยู่ในหน้าบัตรประชาชน
.
ปัจจุบันมีการระบุศาสนาที่แปลกใหม่ เช่น ลัทธิเบคอน หรือลัทธิเจได เป็น 2 ลัทธิใหม่ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก (หลายคนมองว่า นี่คือรูปแบบหนึ่งในการแสดงออกว่าไม่นับถือศาสนา แต่เป็นในเชิงล้อเลียนมากกว่า อย่างไรก็ตาม 2 ลัทธิดังกล่าว ก็มีแนวทางปฏิบัติ อย่างการศรัทธาในเบคอน และการศรัทธาในพลัง ‘force’ แบบเจได เป็นแก่นอยู่เช่นกัน)
.
จากการวิเคราะห์ของ สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการที่เชี่ยวชาญเรื่องรัฐและศาสนาก็พอทำให้เราเห็นภาพได้ว่า ศาสนาในประเทศไทยไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนรุ่นใหม่เท่าไหร่นัก อาทิ การสอนด้วยความกลัว / การใช้ศาสนาเป็นสัญญะในเชิงอำนาจ / การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือลิดรอนสิทธิเสรีภาพ / บางเรื่องของศาสนา (นรก-สวรรค์) พิสูจน์ไม่ได้ / ผิดหวังกับพฤติกรรมของตัวแทน (พระสงฆ์) เป็นต้น ซึ่งเราก็ต้องยอมรับตามตรงว่า ศาสนา และการนำเสนอในไทย ดูเหมือนจะผิดเพี้ยนไปจากแก่นเดิมอยู่มาก เพราะมักมีเรื่องของเครื่องราง โชคลาภ และผีสางปะปนอยู่ด้วย

การ ‘ไม่นับถือศาสนา’ ของเด็กรุ่นใหม่ก็มีหลายระดับ แล้วแต่ความเหมาะสมที่ตนเลือกปฏิบัติ ตั้งแต่ไม่เข้าวัดเลย ไม่ไหว้พระเลย ไม่ยุ่งกับกิจกรรมทางศาสนาเลย ไปจนถึงก็เข้าวัดได้ ก็เข้าร่วมพิธีกรรมได้ แต่ก็ทำเป็นพิธี พอให้คนรอบข้างได้สบายใจ พอให้เข้าสังคมได้เท่านั้น แต่ในใจไม่รู้สึกอะไรด้วยเลย
.
แต่ในบางทีพวกเราอาจจะเป็นอย่างที่อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ มองคนรุ่นใหม่ไว้ก็ได้
“ศาสนาเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ละเอียดอ่อนมาก เมื่อเราอยู่ในวัยหนุ่มมันเป็นวัยที่เรากำลังฝึกปรือเรื่องความคิด เรากำลังกระโจนออกไปสู่โลกกว้างแล้วพาหนะในการที่จะนำพาเราออกไปสู่โลกกว้างภายนอกคือความคิด เราเลยตื่นตาตื่นใจ แต่เมื่อไปถึงจุดจุดหนึ่ง เมื่อชีวิตเราเติบโตพอสมควรแล้ว มันมีความหมายอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งโลกที่น่าตื่นใจไม่ใช่ข้างนอก แต่เป็นมิติที่อยู่ภายใน ทีนี้กระบวนการเข้าไปสู่พื้นที่ภายในของเรามันเป็นมิติทางศาสนา”

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อาจารย์ระบุต่อว่า ถึงแม้จะคุยกับเพื่อนต่างศาสนาเรื่องจิตวิญญาณที่อยู่ภายใน ถึงแม้จะมีศัพท์ที่ต่างกัน แต่ความรู้สึกมันเหมือนกัน “แต่ผมอาจจะไม่ได้ใช้คำว่าผมไว้เนื้อเชื่อใจพระผู้เป็นเจ้า ผมใช้คำว่า ผมไว้เนื้อเชื่อใจธรรมชาติ และสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าผมคือสิ่งที่ธรรมชาติจัดสรรให้ปรากฏ ถ้าเป็นเพื่อนชาวคริสต์เขาจะบอกว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าจัดสรรให้ เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ถ้าเราไม่ติดใจเรื่องคำ มันคือความหมายเดียวกัน”
.
สุดท้ายนี้ไม่ว่าใครจะนับถือหรือไม่นับถืออะไร ตัวผู้เขียนเชื่อว่า ทุกความเคารพและความรักควรมาจากความตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา หรือเรื่องใดก็บังคับกันไม่ได้ทั้งสิ้น
.
แล้วคุณล่ะครับ คิดอย่างไรกับการที่คนรุ่นใหม่เริ่มนับถือศาสนาน้อยลง?


ที่มา https://www.brandthink.me/content/newgenisnotreligious
 

ญี่ปุ่นห้ามนักเรียนหญิง มัดผมหางม้า หวั่นทำให้นักเรียนชายมีอารมณ์ทางเพศ

เป็นเรื่องราวที่ทำเอาหลายคนงงกันตาแตกมาก สำหรับนักเรียนต่างชาติไม่ว่าจะบ้านเราหรือในประเทศอื่นๆ เกี่ยวกับกรณีที่มีการประกาศกฎระเบียบจากโรงเรียนบางแห่งในประเทศญี่ปุ่นว่าด้วยเรื่องการไว้ทรงผม หลังมีการออกกฎในโรงเรียนแห่งหนึ่งว่า ห้ามนักเรียนหญิง มัดผมหางม้า เพราะกลัวกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ จนเป็นที่ถกเถียงในสังคม
.
ซึ่งฟังดูก็แอบคล้ายการตัดผมสั้นเกรียนในบ้านเรา แต่หลายคนมองว่ามันรู้สึกย้อนแย้งแปลกๆในใจเพราะหลายคนรู้กันดีว่าญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องอุตสาหกรรมหนังโป๊ สื่อลามกแต่ขณะเดียวกันก็มีความเข้มงวดในระเบียบวินัย แต่ก็มีมาตรการที่เข้มงวดเกี่ยวกับการเข้าถึงสื่อลามกของเด็กๆอยู่



ซึ่งอดีตครูมัธยมต้นให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งบอกกับเขาว่า “ที่ออกกฏแบบนั้นเพราะพวกเขากังวลว่าเด็กผู้ชายจะมองนักเรียนหญิง ด้วยอารมณ์ทางเพศ คล้ายกับการออกฎให้นักเรียนหญิงใส่ชุดชั้นในสีขาวเท่านั้น”
.
แน่นอนว่ากฎนี้ทำให้เด็กๆไม่พอใจและมีการยื่นคำร้องต่างๆ บ้างก็ว่าลิดรอนเสรีภาพ กีดกันทางเพศ ในการออกกฎที่แม้แต่ตัวครูเองก็ยังหาเหตุผลในการออกกฎดังกล่าวออกมาไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีการเปิดเผยว่าโรงเรียนบางแห่งก็สั่งให้ใส่ถุงเท้าแค่สีที่กำหนด และต้องจัดทรงคิ้วตามระเบียบของโรงเรียนอีกด้วย
.
อย่างไรก็ตามในบางโรงเรียนก็เริ่มมีการผ่อนคลายระเบียบแล้วแม้จะยังห้ามมัดผมม้าแต่ก็ให้ใส่ชุดชั้นในสีสุภาพได้แทนการใส่สีขาวเพียงอย่างเดียว


ที่มา https://www.brighttv.co.th/news/pony-tail 

จบศิลป์ - เกาหลี ไปต่อมหาวิทยาลัยไหนดี ?

ต้องยอมรับว่า กระแสเกาหลีฟีเวอร์ หรือที่เรียกกันว่า K-POP ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น ศิลปิน นักแสดง ไอดอลที่ขนทัพกันมาประเทศไทยอย่างมากมายในทุก ๆ ปี หรือจะเป็น เครื่องสำอาง อาหาร แฟชั่นเสื้อผ้า ที่มีให้ได้เห็นกันตลอด จึงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าน้อง ๆ ในวัยมัธยมหลาย ๆ คน เลือกให้ภาษาเกาหลีเป็นภาษาที่สาม ในการเรียนรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษ น้อง ๆ หลาย ๆ คนเริ่มศึกษาภาษาเกาหลีโดยการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือไปเรียนเพิ่มเติมตามสถาบันต่าง ๆ ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยในไทยหลาย ๆ มหาวิทยาลัยก็มีการบัญญัติหลักสูตรภาษาเกาหลีลงในการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองความต้องการของน้อง ๆ เช่นกัน 
.
 โดยทีมงานได้รวบรวมรายชื่อมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรภาษาเกาหลีที่เป็นทั้งวิชาเอกและวิชาโทมาให้น้อง ๆ ที่สนใจ ได้ลองพิจารณาไว้อีกหนึ่งทางเลือก ไปดูกันว่ามีที่ไหนบ้าง ? ไปดูกัน 

1. มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะอักษรศาสตร์ 
- สาขาวิชาภาษาเอเชียตะวันออก (วิชาเอก-วิชาโทภาษาเกาหลี)
- สาขาวิชาเอเชียศึกษา โครงการพิเศษ (วิชาเอกภาษาเกาหลี)
2.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาตะวันออก (วิชาเอกภาษาเกาหลี)
3.มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาเกาหลี
4.มหาวิทยาลัยบูรพา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาภาษาเกาหลี
5.มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาภาษาเกาหลี
6.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาภาษาเกาหลี
7. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาภาษาเกาหลี/วิชาโทภาษาเกาหลี
8.มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ สาขาวิชาภาษาเกาหลี
.
นอกจากจะมีมหาวิยาลัยที่เปิดสอนวิชาเอกภาษาเกาหลีแล้ว บางมหาวิทยาลัยในไทยก็ยังมีเปิดสอนวิชาโท หรือวิชาเลือกเสรี ภาษาเกาหลีอีกด้วยเช่นกัน ในส่วนของการเรียนวิชาโทหรือวิชาเลือกเสรี ภาษาเกาหลีนั้น น้อง ๆ สามารถที่จะเลือกเรียนได้ตามหลักเกณฑ์ที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด
.
 9. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอักษรศาสตร์ วิชาโทภาษาเกาหลี
10.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะมนุษยศาสตร์ วิชาโทภาษาเกาหลี
11.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ วิชาโทภาษาเกาหลี
12.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ วิชาโทสาขาวิชาเกาหลีศึกษา
.
โอกาสในการทำงาน สำหรับน้อง ๆ ที่มีความสงสัยว่าเรียนจบด้านภาษาเกาหลีมาเราจะได้ทำงานอะไร ปัจจุบันในประเทศไทยมีบริษัทเกาหลีค่อนข้างเยอะ และมีสายงานที่หลากหลายที่ต้องใช้ภาษาเกาหลีในการทำงาน นอกจากนี้ยังมีงานที่เกี่ยวกับสายการบินต่าง ๆ งานแปลเอกสาร ล่าม งานด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม (ไกด์, พนักงานต้อนรับ) และครูสอนภาษาเกาหลี เรียกได้ว่าเรียนไปไม่เสียดายแน่นอน


ที่มา https://www.trueplookpanya.com/tcas/article/detail/60863 
 

นักร้องอาชีพ ฝันที่ไม่ง่าย แต่ไม่ยากเกินเอื้อมถึง

นักร้องเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆ คน ปัจจุบันการเป็นนักร้องดูง่ายขึ้นจากการที่ผู้คนเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถแชร์ผลงานการร้องเพลงของตนเองให้ทุกคนเข้าดูได้เลย หรือจะไปรายการประกวดก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะมีหลายรายการให้เลือก และเป็นรายการที่ได้รับความนิยมจากคนดูอยู่เสมอ


ช่องทางการเป็นนักร้อง

1. ประกวดร้องเพลง : ปัจจุบันมีรายการประกวดร้องเพลงมากมาย ผู้ชนะการประกวดมักจะได้ออก Single เพลงของตัวเองหลังประกวด หรือเซ็นสัญญากับค่ายเพลงทันที หรือถึงจะไม่ชนะการประกวด แต่ก็อาจมีแมวมองสนใจติดต่อมา หรืออาจมีฐานแฟนคลับเพิ่ม ทำให้มีชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้น

2. ทำ Demo ให้ค่ายเพลง : วิธีนี้เป็นวิธีดั้งเดิม แม้ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้ว แต่ก็มีโอกาสที่ค่ายเพลงจะให้ความสนใจ และหากเข้าตาก็อาจจะติดต่อมาพูดคุย

3. ใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ : การอัดคลิปวิดีโอขณะตนเองร้องเพลงแล้วเผยแพร่ลงโซเชียลมีเดียจะช่วยเพิ่มฐานแฟนคลับ และทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น โดยมีหลายช่องทาง เช่น YouTube, Facebook อย่างไรก็ตามอาจจะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะมียอดผู้ติดตามหรือแฟนคลับประมาณหนึ่งจึงต้องใช้ความพยายามและความสม่ำเสมอ

4. ทำเพลงเอง : ข้อนี้สิ่งสำคัญคืองบประมาณ เพราะคุณภาพเพลงจะออกมาดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับงบ ทั้งห้องอัด อุปกรณ์ เครื่องดนตรีต่างๆ หรือบางทีถ้ามีมิวสิควิดีโอด้วยก็อาจต้องใช้ความสร้างสรรค์เพื่อประหยัดงบ จากนั้นเผยแพร่เพลงของตนเองผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งถ้ามีฐานแฟนคลับอยู่แล้วก็อาจประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น


ข้อควรรู้สำหรับคนที่อยากเป็นนักร้อง

1. ฝึกฝนอย่างหนัก: การเป็นนักร้องไม่ใช่ว่าเสียงดีแล้วจะเป็นได้เลย แต่ต้องฝึกฝนเทคนิคการร้องต่างๆ มากมาย ทั้งการฝึกหายใจ เทคนิคการออกเสียง การแสดงอารมณ์ การสื่อสาร สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้การฝึกฝนเพื่อให้ผลงานเพลงออกมาดีที่สุด

2. ร้องเพลง Cover: หากต้องการมีฐานแฟนคลับในโซเชียลมีเดีย การร้องเพลง Cover จะเพิ่มโอกาสมากขึ้น โดยควรเลือกเพลงที่มีชื่อเสียงหรือเป็นกระแสในระหว่างนั้นมาร้อง แต่อย่าลืมว่าต้องเป็นเพลงที่เหมาะกับสไตล์การร้องของตนเองด้วย

3. หาโอกาสร้องเพลงต่อหน้าคนดู: ควรหาช่องทางในการร้องเพลงต่อหน้าคนดูจริงๆ เช่น รับงานตามงานปาร์ตี้ บาร์ที่มีแสดงดนตรีสด งานแต่งงาน เพื่อให้คนรู้จักมากขึ้น

4. มีช่อง YouTube ของตนเอง: เรียกได้ว่าเป็นเรื่องจำเป็นเลยทีเดียวสำหรับคนที่อยากเป็นนักร้องในยุคที่อินเทอร์เน็ตแพร่หลาย และมีนักร้องหลายคนที่โด่งดังได้จากการโพสต์คลิปวิดีโอของตนเองบนยูทูปนั่นเอง

5. อย่าใส่ใจคอมเม้นแย่ๆ: นักคอมเม้นที่ดีจะช่วยให้เราพัฒนาและปรับปรุงตัวเองได้มากขึ้น หรือรู้ข้อบกพร่องว่าคืออะไร แต่คอมเม้นแย่ๆ จะไม่ช่วยให้รับรู้ข้อบกพร่องของตนเอง อาจเป็นการเม้นเพื่อความสะใจหรือเกรียนคีย์บอร์ด ดังนั้นต้องรู้จักแยกแยะและอย่าเก็บมาใส่ใจ เพราะอาจทำให้ท้อและหมดกำลังใจได้

6. ระวังในการโพสต์: จดจำไว้ว่าการโพสต์อะไรบนโลกออนไลน์นั้นเรียกคืนไม่ได้ ถึงจะลบโพสต์ไปแล้วก็อาจมีคนเซฟหรือแคปเก็บไว้ทัน ดังนั้นก่อนโพสต์พิจารณาว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือภูมิใจหรือไม่ ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลต่อชื่อเสียงในอนาคตได้

7. หาคอนเน็คชั่น: การมีคนที่อยู่ในแวดวงการร้องเพลงเหมือนกัน นอกจากจะทำให้ได้พัฒนาเทคนิคต่างๆ แล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการแสดงผลงานด้วย

8.ระวังมิจฉาชีพ: ข้อควรรู้ในการจะเซ็นสัญญากับค่ายเพลงใดๆ คือศิลปินไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และก่อนเซ็นสัญญาควรอ่านอย่างละเอียดก่อนเซ็นสัญญา เพื่อที่จะรับรู้ข้อตกลง หากรู้สึกไม่เป็นธรรมไม่ควรเซ็น หรือควรจ้างทนายมาช่วยดูด้วย ขณะเดียวกันการไม่มีการเซ็นสัญญาแต่รับปากด้วยปากเปล่าก็ควรระวังเอาไว้เช่นกัน


อย่างไรก็ตาม ถึงจะดูมีช่องทางและโอกาสมากมายในการเป็นนักร้อง แต่ถ้ายังมีฝีมือไม่มากพอ หรือไม่เข้าตาคนดู ก็อาจใช้เวลานานมากกว่าจะประสบผลสำเร็จ ดังนั้นควรมีความอดทนพยายามอยู่เสมอ และไม่ท้อถอยง่ายๆ


ที่มา https://www.finance-rumour.com/lifestyle/work/being-singer/ 
 

มาคาเลียส ชวนเที่ยวแบบมีโปร สงกรานต์สุขใจ เที่ยวไทยใกล้กรุง

มาคาเลียส (Makalius) สตาร์ทอัพธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของประเทศไทย เผยภาพรวมการท่องเที่ยวไทยเริ่มฟื้นตัว ปัจจัยหลักจากภาครัฐคลายล็อกดาวน์ พร้อมเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด-19 เกินกว่าครึ่ง ส่งผลให้คนไทยออกมาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เพราะมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบัน เตรียมพร้อมจับมือพันธมิตรโรงแรมดังใกล้กรุง Bayphere Pattaya by Best Western Premier, Golden Tulip Pattaya Beach Resort, The SPA KohChang Resort, Talay Tara Resort Pranburi, The Antique Riverside Ratchaburi, Tongtaphaview samed Resort Rayong, Coral Tree Villa Resort Huahin อัดโปรโมชั่นแรง ดักกำลังซื้อคนไทยเตรียมเที่ยวช่วงสงกรานต์ พร้อมย้ำผู้ประกอบการรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยอย่างเข้มงวด
.
โดยมาคาเลียส คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง จะเป็นช่วงสำคัญที่นักท่องเที่ยวจะออกมาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จึงได้ร่วมมือพันธมิตรจัดโปรโมชั่นพิเศษ “สงกรานต์สุขใจ เที่ยวไทยใกล้กรุงกับมาคาเลียส” เพื่อคืนความสุขให้กับนักท่องเที่ยวที่เตรียมตัวท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์กับส่วนลดสูงสุดกว่า 80% พร้อมมอบบริการพิเศษที่ซ้ำแบบใคร และยังมีบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติอีกมากมาย อาทิ Baiyoke Dinner Buffet, Seafresh Seafood Buffet, BNPCuisine  โดยจะเริ่มเปิดจองวอเชอร์ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ถึงวันที่ 4 เมษายน 2565 ที่ “มาคาเลียส” (Makalius) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 02 821 5215 หรือ Line @makalius


นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด (Makalius) กล่าวว่า “ภายหลังจากภาครัฐบาลได้มีมาตรการเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 รวมถึงการคลายล็อกดาวน์ในช่วงต้นปี 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนเริ่มเกิดความมั่นใจและออกมาท่องเที่ยวกันเพิ่มมากขึ้น ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวภายในประเทศเกิดการฟื้นตัวตามลำดับ จากการสำรวจอัตราการซื้อของผู้บริโภคมาคาเลียส พบว่า กว่า 50% เริ่มหันมาจองวอเชอร์ที่พักสำหรับการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จากเดิมจะเน้นไปที่การจองวอเชอร์รับประทานอาหารบนเรือสำราญ ซึ่งที่พักยอดนิยมส่วนใหญ่จะไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก ได้แก่ เกาะช้าง กาญจนบุรี พัทยา หัวหิน เป็นต้น ส่วนอัตราการซื้อวอเชอร์ในแต่ละครั้งเฉลี่ยที่ 5,000-10,000 บาทต่อครั้ง และยังคงรูปแบบการท่องเที่ยวกับกลุ่มคนใกล้ชิด อย่างคู่รักและครอบครัว อีกทั้งยังเลือกที่พักที่มีบริการครบจบในสถานที่เดียว
.
นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า “อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศไทยจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว แต่ด้านผู้ประกอบการก็อย่านิ่งนอนใจ และควรเข้มงวดในเรื่องของมาตรการด้านสุขอนามัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง”


ที่มา https://www.makalius.co.th/ 
 


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STUDY TIMES
Take Me Top